<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โจรใต้บึ้ม!เจ็บ4 ตำรวจ765นาย แห่ย้ายกลับบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจรใต้ดักวางระเบิดทหารพรานนาวิกโยธินเจ็บ 4 นาย รถยนต์เสียหาย 1 คัน ขณะไปรับทหารพรานหญิงไปช่วยงานบุญบริเวณถนนสายบาเจาะ-บ้านทอน สตช.แต่งตั้งรอง สว.-ผบ.หมู่ 13,973 &amp;nbsp;รายเสร็จเรียบร้อยแล้ว 3 จว.ชายแดนใต้แห่ย้ายกลับภูมิลำเนา 765 นาย ฟุ้งจัดวางบุคคลเหมาะสมกับหน้าที่ไม่มีใครโดนเตะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 15 กรกฎาคม ร.ต.อ.วิโรจน์ บุญแข รองสารวัตรสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งมีเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ทพ.นย.ทร. ที่บริเวณถนนสายบาเจาะ-บ้านทอน หมู่ที่ 2 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส จึงประสานไปยังผู้บังคับบัญชาและชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.อ.ปัตตะ มะดาวา ผกก.สภ.บาเจาะ, นาวาโทภานุ อุ่นญาติ เสนาธิการกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดขนาดกว้าง 1 เมตร ลึก 50 เซนติเมตร มีเศษสะเก็ดระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณกลางถนน ซึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สหุงต้มปิกนิก น้ำหนักประมาณ 30 กก.วางไว้ใต้กอหญ้าที่รกทึบข้างทางหน้าบ้านชาวบ้าน จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ ขณะที่รถยนต์หุ้มเกราะของเจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธินกองทัพเรือจำนวน 3 คันขับผ่านมา มุ่งหน้าเดินทางไปยังค่ายจุฬาภรณ์ เพื่อรับทหารพรานหญิงไปร่วมงานบุญยังพื้นที่อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุคนร้ายได้กดระเบิดทันทีเสียงดังไปทั่วบริเวณ สิ้นเสียงระเบิดพบว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 4 นาย ประกอบด้วย 1.อส.ทพ.ธีระวัฒน์ ศรีสุข มีอาการหูอื้อ &amp;nbsp;แน่นหน้าอก 2.พ.จ.อ.เชิดชัย อินต๊ะวิกุด มีอาการหูอื้อ 3.อส.ทพ.วิทยา อักขชาติ มีอาการหูอื้อ 4.อส.ทพ.จักรพันธ์ พลขับ และรถกระบะแบบหุ้มเกราะยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียน บต 1161 นราธิวาส ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณข้างขวาจนเป็นรูพรุน แต่โชคดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในครั้งนี้ &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นรถหุ้มเกราะจึงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอบสวนได้ความว่า เหตุเกิดขณะเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินนราธิวาสจัดกำลังพล จำนวน 1 ชุด เดินทางด้วยรถยนต์ 6 ล้อ จำนวน 1 คัน และรถกระบะหุ้มเกราะ จำนวน 1 คัน เดินทางไปรับทหารพรานหญิงที่ค่ายจุฬาภรณ์เพื่อไปร่วมงานทำบุญที่วัดไม้แก่น อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งคนร้ายแอบสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ และกดระเบิดทันทีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนทำให้ชาวบ้านที่กำลังขายอาหารและลูกค้าในร้านน้ำชาที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ต่างตกใจแตกตื่นวิ่งหนีหาที่กำบัง เพื่อความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว คาดว่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้มีนายมะรอมือ &amp;nbsp;กาแจกาซอ เป็นหัวหน้ากลุ่มแกนนำสั่งการ ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้กระจายกำลังกันเข้าปิดล้อมในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมายเพื่อไล่ล่าคนร้ายและผู้ต้องสงสัยดังกล่าวแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษก สตช.กล่าวถึงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองสารวัตร (สว.) ถึงผู้บังคับหมู่ (ผบ.หมู่) วาระประจำปี 2561 ว่า ขณะนี้การแต่งตั้งโยกย้ายดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยผู้บัญชาการทุกหน่วยได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 30 มิ.ย.62 และให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.62 เป็นต้นไปพร้อมกันทุกหน่วย รวมจำนวนทั้งสิ้น &amp;nbsp;13,973 ราย แบ่งเป็นระดับรอง สว.จำนวน 3,732 ราย และระดับ ผบ.หมู่ จำนวน 10,241 ราย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเดินทางไปรายงานตัวปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ให้เสร็จสิ้นภายวันที่ 15 ก.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า ในการแต่งตั้งวาระประจำปีนี้มีข้าราชการตำรวจได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนาของตนเอง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน อาทิพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้ที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่มาเป็นเวลานานย้ายกลับภูมิลำเนา จำนวน 765 นาย กองบัญชาการตำรวจนครบาลย้ายกลับภูมิลำเนา จำนวน 69 นาย กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 395 นาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่หรือบางหน่วยงานที่มีเหตุผลความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ &amp;nbsp;พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (อคฝ.) และสถานีตำรวจนครบาลบางแห่ง จำเป็นต้องถ่ายทอดงานให้แก่กำลังพลที่มาทดแทนให้เกิดความต่อเนื่อง สตช.จึงมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งออกจากหน่วยงานดังกล่าว อยู่ปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวจนถึงเดือน ต.ค.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการแต่งตั้งครั้งนี้ สตช.ได้เน้นให้ความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โดยผู้บังคับบัญชาใกล้ชิด สามารถพิจารณาจัดวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ยืนยันไม่มีใครโดนเตะ เป็นการแต่งตั้งลงในตำแหน่งที่ว่างเท่านั้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการร้องขอกลับภูมิลำเนา หรืออุปการะครอบครัว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการตำรวจ มุ่งมั่นให้การแต่งตั้งระดับรอง สว.ถึง ผบ.หมู่ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ใกล้ชิดและติดต่อให้บริการประชาชนโดยตรงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถจัดคนได้ตรงกับงาน เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น หน่วยต่างๆ สามารถบริหารสถานภาพกำลังพลให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและสังคมต่อไป&amp;quot; พล.ต.ท.ปิยะกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41081</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.จ.อ.เชิดชัย อินต๊ะวิกุด, พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ, ร.ต.อ.วิโรจน์ บุญแข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อส.ทพ.จักรพันธ์, อส.ทพ.ธีระวัฒน์ ศรีสุข, อส.ทพ.วิทยา อักขชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2c893b0807c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่2เดือนจับยาเสพติดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผยสถานการณ์ยาเสพติดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 7.6 หมื่นคน ยึดยาบ้าเกือบ 70 ล้านเม็ด ไอซ์ 2.3 ตัน เฮโรอีน 30 กก. กัญชาแห้ง ฝิ่น กระท่อมอีก 25 ตัน รวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมนี้ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับทราบรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติด พบยังคงมีเส้นทางลำเลียงจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังพบการกระจายตัวอยู่ในชุมชนเมือง ซึ่งหลังจากรัฐบาล โดยฝ่ายความมั่นคงร่วมเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดทั่วประเทศในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา (มิ.ย.-ก.ค.61) มีผลการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกว่า 76,000 คน ยึดยาบ้าได้เกือบ 70 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 2,300 กก. เฮโรอีน 30 กก. รวมทั้งกัญชาแห้ง ฝิ่น และพืชกระท่อม กว่า 25,000 กก. มูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท โดยการจับกุมสามารถยึดยาบ้าได้ครั้งละกว่า 5 ล้านเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพกล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งการฝ่ายความมั่นคง ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร โดยเฉพาะตำรวจ ร่วมกับหน่วยงาน ป.ป.ส. ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น และให้ความสำคัญในการขยายผลจากการสอบสวนจับกุม เชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกร่วมกันให้ถึงเส้นทางและเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมขยายผลนำไปสู่การดำเนินคดีและยึดทรัพย์ตัวการใหญ่ให้ได้ทั้งหมด &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ขอให้ฝ่ายความมั่นคงในทุกจังหวัดต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชน โดยลงพื้นที่ปฏิบัติการกวาดล้างแหล่งพักยาและเครือข่ายกระจายยาเสพติดเข้าชุมชนอย่างจริงจัง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ร่วมกันทำหน้าที่เครือข่ายเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะ &amp;ldquo;ปรบมือร่วมกัน&amp;rdquo; ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรยังกล่าวย้ำว่า หากชุมชนใดรับรู้ได้ว่ายังมีแหล่งผลิต การเสพและการขายยาเสพติดในพื้นที่โดยถือเป็นเรื่องปกติ จะเป็นตัวประเมินถึงขีดความสามารถของกลไกฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องทำงานหนักร่วมกันให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร พร้อมด้วย พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ ผู้บังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร่วมกันแถลงผลตรวจยึดและจับกุมยาเสพติดประเภทยาอี กัญชา และนำมันกัญชง ที่ส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่ผ่านมา รวม 40 คดี มูลค่าของกลางกว่า 23 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยยุทธระบุว่า ของกลางยาอีกว่า 30,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนมาในกล่องของขวัญจากประเทศเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ จำนวน 11 คดี รวมมูลค่ากว่า 22 ล้านบาท จากนั้นได้มีการขยายผลจับกุมผู้ต้องหาในประเทศและตรวจยึดของกลางอีก 11 คดี รวมของกลางกว่า 30,000 เม็ด ส่วนใหญ่เป็นการสั่งเข้ามาเสพของกลุ่มไฮโซและนักเรียนนอก เนื่องจากมีราคาแพง ส่วนกัญชาถูกซุกซ่อนมาในของใช้และของเล่นต่างๆ รวม 16 คดี น้ำหนักรวมกว่า 8 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 8 แสนบาท โดยกัญชาที่พบเป็นกัญชาคุณภาพสูง ปลูกด้วยสารเคมีในสหรัฐ จึงมีราคาแพง และมีการขยายผลจับกุมผู้รับในไทยอีก 13 คดี นอกจากนี้ยังมีน้ำมันกัญชง ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 5 อีก 63 ขวด รวมกว่า 4 กิโลกรัม รวมมูลค่าของกลางกว่า 80,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยยุทธยังฝากเตือนว่า น้ำมันกัญชง ซึ่งคนไทยบางส่วนเชื่อว่าเป็นอาหารเสริม และมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ยังถือเป็นยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายในไทย จึงไม่ควรสั่งหรือนำเข้ามา สำหรับแนวโน้มการลักลอบนำยาเสพติดผ่านด่านและพิธีศุลกากรเข้ามาในประเทศ พบว่าภาพรวมมีแนวโน้มสูงขึ้น เฉพาะช่วง 1 ตุลาคม 60-31 กรกฎาคม 61 มียาเสพติด เช่น ยาบ้า ยาอี รวมกว่า 100,000 เม็ด กัญชา ยาไอซ์ รวมกว่า 2,000 กิโลกรัม มูลค่ารวมเกือบ 1,000 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14833</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b6852b0cc2b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
