<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องผู้ว่าฯจี้คดี ตื้บอบต.ตับแตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ญาติพนักงานขับรถ อบต.ตับแตกตาย รวมตัวร้อง ผวจ.-ผบก.นครพนม เด้งตำรวจชุดจับกุมระหว่างสอบสวน เผยภาพวงจรปิดหิ้วปีกผู้ต้องหาไปโรงพักทั้งที่สภาพย่ำแย่และร้องขอให้ส่ง รพ. แถมจับกรอกน้ำ ใช้เท้าเขี่ย กระทั่งสิ้นใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ที่ศาลากลางจังหวัดนครพนม นายวรเทพ แขมคำ อายุ 43 ปี พร้อมด้วยนางสาวณัชฐ์ชญา แขมคำ อายุ 33 ปี, นายศราวุฒิ โสภาวงค์ อายุ 38 ปี และนางสาวกนกพร พงษ์พันษ์ อายุ 38 ปี ภรรยาของนายวิทยา โสภาวงค์ อายุ 40 ปี พนักงานขับรถ อบต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม ตลอดจนญาติพี่น้อง พากันมาร้องขอความเป็นธรรมกรณีนายวิทยาเสียชีวิตปริศนา ถูกตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองบ่อ อ.นาแก เข้าจับกุมขณะนั่งล้อมวงดื่มสุรากับเพื่อนวัยรุ่นในบ้านเลขที่ 245 หมู่ 9 บ้านจำปา ต.ก้านเหลือง จนกระทั่งช็อกตายเสียชีวิตระหว่างตำรวจควบคุมตัวไปที่โรงพัก เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ญาติติดใจการเสียชีวิตของนายวิทยา เนื่องจากผลการชันสูตรเบื้องต้นพบรอยฟกช้ำตามร่างกาย มีเลือดออกในช่องท้อง และตับไตฉีกขาด ซึ่งญาติได้นำศพแห่ประท้วงตำรวจ รวมถึงเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับทางตำรวจชุดจับกุมให้ถึงที่สุด ซึ่งขณะนี้ บก.ภ.จว.นครพนมได้มีคำสั่งย้ายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 นายไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มผู้ร้องกล่าวว่า ยังมีความคลางแคลงกรณีมีการยื่นขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุของ สภ.หนองบ่อ ซึ่งจะนำไปเป็นหลักฐานสำคัญเอาผิดตำรวจชุดจับกุม แต่ทางตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมอนุญาตเพียงให้ญาติได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อยืนยันว่ามีการเก็บข้อมูลหลักฐานไว้ แต่ทางญาติติดใจเนื่องจากต้องการขอข้อมูลจากภาพวงจรปิดไปเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ขณะที่ตำรวจอ้างต้องผ่านการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทางญาติจึงรวมตัวมาเรียกร้อง ขอให้นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม ประสานให้ความเป็นธรรม เกรงว่าหลักฐานจะถูกทำลาย เพราะคู่กรณีเป็นตำรวจ และเรียกร้องให้เปิดเผยชื่อทีมสอบสวนดำเนินคดีทั้งหมด รวมถึงต้องการให้ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งให้ตำรวจที่เกี่ยวข้องออกจากราชการไว้ก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายสมชาย ชำนิ รอง ผวจ.นครพนม ได้ออกมารับเรื่อง เจรจากับผู้ชุมนุม ขณะที่ พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ณัฐชัย คงบุญ รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม เป็นตัวแทนในการรับเรื่อง พร้อมยืนยันจะดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดจะต้องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา โดยทางตำรวจยืนยันให้ตรวจสอบดูได้ แต่ห้ามบันทึก ส่วนจะนำไปเป็นหลักฐาน ต้องรอขั้นตอนการขออนุญาตตามระเบียบเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรเทพ แขมคำ ญาติของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า พวกตนยืนยันเอาผิดกับตำรวจชุดจับกุมให้ถึงที่สุด เพราะจากการตรวจสอบภาพวงจรปิด มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า เวลาประมาณ 22.20 น. วันที่ 28 ก.ค.63 ตำรวจนำผู้ตายและเพื่อนวัยรุ่นมาถึงโรงพักในสภาพหมดสติแล้ว มีตำรวจ 3 นายจับแขนขาของผู้ตายขึ้นมาวางไว้บนโรงพัก โดยไม่สนใจที่จะส่งตัวผู้ตายไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งมีคนอยู่ในเหตุการณ์ยืนยันว่าผู้ตายร้องขอความช่วยเหลือมาตั้งแต่ที่เกิดเหตุ จนกระทั่งปล่อยให้เสียชีวิต เพราะตรวจสอบเวลาจากกล้องวงจรปิดแล้ว นายวิทยาถูกตำรวจทิ้งไว้นานเกือบ 30 นาที หนำซ้ำมีการจับกรอกน้ำและใช้เท้าเขี่ย เป็นการเจตนาดูถูกเหยียดหยาม แต่พอรู้ว่าผู้ตายอยู่ในสภาพที่แน่นิ่ง จึงกุลีกุจอพากันหามขึ้นรถยนต์กระบะนำส่งโรงพยาบาล โดยไม่มีวิธีการปฐมพยาบาลช่วยเหลือที่ถูกวิธี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มั่นใจว่าคลิปที่บันทึกภาพไว้ได้ เพียงพอที่จะเอาผิดตำรวจชุดจับกุมทั้งหมดในฐานความผิดเจตนาทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ไม่ใช่เป็นการกระทำแค่ประมาท&amp;quot; นายวรเทพกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74352</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนกพร พงษ์พันษ์, ณัชฐ์ชญา แขมคำ, พ.ต.อ.ณัฐชัย คงบุญ, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน, วรเทพ แขมคำ, วิทยา โสภาวงค์, ศราวุฒิ โสภาวงค์, สมชาย ชำนิ, สยาม ศิริมงคล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f35310c22657.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด้ง2พตท.ลูกน้อง เซ่นอบต.ตับแตก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด้งสารวัตรใหญ่ สภ.หนองบ่อ พร้อมลูกน้องรวม 8 นายพร้อมตั้งกรรมการสอบ จับผู้ต้องหายาเสพติดแล้วพนักงาน อบต.เสียชีวิตปริศนา ผลชันสูตรพบตับแตก ญาติเชื่อถูกรุมกระทืบ อีกทั้งก่อนตายได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่นำส่ง รพ.เนื่องจากแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แต่ไม่เป็นผล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 สิงหาคมนี้ นางสาวกนกพร พงศ์พันธ์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 275 หมู่ 9 บ้านจำปา ต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม พร้อมด้วยนายวรเทพ แขมคำ อายุ 43 ปี น้องเขย และญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต คือนายวิทยา โสภาวงศ์ อายุ 40 ปี พนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก้านเหลือง ได้เดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม โดยนำโลงบรรจุศพของนายวิทยาใส่ท้ายรถกระบะไปด้วย เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกรณีที่นายวิทยาเสียชีวิตปริศนา ตามร่างกายมีร่องรอยฟกช้ำหลายแห่ง ในเบื้องต้นจากการชันสูตรศพพบว่าอวัยวะภายใน โดยเฉพาะบริเวณตับถูกของแข็งกระแทกจนมีเลือดคั่ง เป็นเหตุให้เสียชีวิต ญาติเชื่อว่านายวิทยาถูกตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองบ่อรุมกระทืบจนตับแตกตาย จึงแห่ศพจากบ้านจำปา ต.ก้านเหลือง ที่มีระยะทางประมาณ 100 กม. มาร้องทุกข์กับ พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม ให้ดำเนินคดีกับตำรวจชุดจับกุมนายวิทยาทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กนกพร ภรรยาของผู้เสียชีวิตได้นำลูกชายคนโตอายุ 12 ปี และลูกชายคนเล็กอายุ 1 ขวบ มาร้องทุกข์ในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับเปิดเผยรายละเอียดว่า ปกติสามีเป็นคนแข็งแรง ไม่เคยมีโรคประจำตัว สาเหตุการเสียชีวิตจึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะหัวใจวายตาย เพราะจากการชันสูตรศพเบื้องต้นพบอวัยวะภายในบอบช้ำมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวรเทพผู้เป็นน้องเขยกล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อต้องการความชัดเจนจากผู้บังคับบัญชาของตำรวจ สภ.หนองบ่อ และจะไม่ยอมเผาศพจนกว่าคดีจะคลี่คลาย พร้อมขอให้ย้ายตำรวจ สภ.หนองบ่อที่เกี่ยวข้องกับการตายของพี่เมียของตนออกนอกพื้นที่โดยเร็ว เพราะมีการข่มขู่พยานในเหตุการณ์ จึงเกิดความหวาดกลัวว่าอาจจะถูกกลั่นแกล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พ.ต.อ.ทัศนัย โอฬาริกเดช รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม และนายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว ปลัดจังหวัดนครพนม ตัวแทนของนายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม มารับหนังสือฉบับดังกล่าว ในเบื้องต้นรอง ผบก.ภ.จว.นครพนมได้แจ้งแก่ญาติของผู้ตายว่า พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม ได้มีคำสั่งย้ายตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 8 นาย ประกอบด้วย 1.พ.ต.ท.อำนาจ บุญประไพ สารวัตรใหญ่ สภ.หนองบ่อ 2.พ.ต.ท.ศักดิ์ งามสเน่ห์ สารวัตรฝ่ายอำนวยการ ปฏิบัติราชการสารวัตรสืบสวน สภ.หนองบ่อ 3.ส.ต.ท.พลวัฒน์ ฉายพล 4.ส.ต.ต.โกเมนทร์ ทาตาสุข 5.ส.ต.ต.เชิดวุฒิ อาจวิชัย 6.ส.ต.ต.วรวุฒิ ศรีแก้ว 7.ส.ต.ต.ธีรเดช เมืองโคตร และ 8.ส.ต.ต.พีรวิชญ์ ศรีมูล โดยให้ทั้งหมดไปปฏิบัติราชการประจำศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรนครพนม ขาดจากตำแหน่งและสังกัดเดิมจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง และตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผบก.ภ.จว.นครพนมได้แต่งตั้ง พ.ต.ท.มนตรี ฉิมพาลี สารวัตรใหญ่ สภ.กุตาไก้ ไปรักษาราชการแทนสารวัตรใหญ่ สภ.หนองบ่อ โดยไม่ขาดจากตำแหน่งและสังกัดเดิม ทำให้ญาติของผู้เสียชีวิตมีความสบายใจไปได้ระดับหนึ่ง ขณะที่ญาติๆ นายวิทยากำลังพูดคุยกับนายตำรวจและฝ่ายปกครองอยู่นั้น น.ส.กนกพรได้นำลูกชายวัยขวบเศษของนายวิทยาไปเกาะโลงศพของผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจแก่ผู้พบเห็นเป็นยิ่งนัก จึงร้องถามกลุ่มตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่า ถ้าเป็นญาติของพวกคุณจะรู้สึกอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายละเอียดของคดีนี้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจจับกุมผู้ดื่มสุรา 6 ราย บริเวณหลังบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่บ้านจำปา ต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม ตรวจค้นพบยาบ้า 10 เม็ด จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.หนองบ่อ แต่ระหว่างรอตรวจปัสสาวะ นายวิทยา โสภาวงศ์&amp;nbsp;อายุ 40 ปี พนักงาน อบต.ก้านเหลือง ที่ร่วมวงสุราอยู่ด้วยเกิดอาการหน้ามืด แน่นหน้าอก หมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ.อำเภอนาแก แล้วเสียชีวิต โดยแพทย์ระบุว่าเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา น.ส.สาวกนกพร ภรรยานายวิทยา พร้อมญาติได้ร้องทุกข์ผ่านสื่อ ระบุว่า ช่วงการจับกุม ผู้ตายได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการแน่นหน้าอก หน้ามืด จะหมดสติ แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ตำรวจพยายามจะนำตัวผู้เสียชีวิตและพวกไปสอบสวนดำเนินคดีที่ สภ.หนองบ่อ ทางญาติจึงติดใจถึงการปฏิบัติหน้าที่ และต้องการให้มีการสอบสวนเอาผิดทางกฎหมาย และดำเนินคดีทางวินัยกับชุดจับกุม เนื่องจากมีการส่งศพผู้เสียชีวิตไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช จ.ขอนแก่น ผลระบุเบื้องต้น ลักษณะมีบาดแผลภายในคล้ายถูกทำร้าย ทางญาติจึงเชื่อว่าน่าจะมีเงื่อนงำในการเสียชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73416</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.มนตรี ฉิมพาลี, พ.ต.ท.ศักดิ์ งามสเน่ห์, พ.ต.ท.อำนาจ บุญประไพ, พ.ต.อ.ทัศนัย โอฬาริกเดช, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน, วรเทพ แขมคำ, วิทยา โสภาวงศ์, ส.ต.ต.ธีรเดช เมืองโคตร, ส.ต.ต.พีรวิชญ์ ศรีมูล, ส.ต.ต.วรวุฒิ ศรีแก้ว, ส.ต.ต.เชิดวุฒิ อาจวิชัย, ส.ต.ต.โกเมนทร์ ทาตาสุข, ส.ต.ท.พลวัฒน์ ฉายพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200804/image_big_5f29509121ed2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รตท.ดับชายคลั่ง ญาติคนตายโวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง สว.เข้าระงับเหตุหนุ่มทาสยาบ้าอาละวาดจะพังบ้านพี่สาวเพราะไม่ได้เงินไปซื้อยา เกิดปลุกปล้ำถูกฟันที่หัว 2 แผล ข้อมืออีก 2 แผล ชักปืนยิงสวนเจาะอกเป็นศพ ด้านญาติผู้ตายโชว์คลิปยันตำรวจทำเกินกว่าเหตุ ร้องหาผู้รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จ.นครพนม มอบหมายให้ พ.ต.อ.พลาเดช เพ็ชรหว้าโง๊ะ รอง ผบก.ภ.จ.นครพนม เป็นตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำกระเช้าไปมอบให้กับ ร.ต.ท.วิจิตร บางปลา ผู้บาดเจ็บ ที่นอนรักษาตัวอยู่ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมอุบัติเหตุ ตึก 67 ปี (ศัลยกรรมชาย) ชั้น 3 โรงพยาบาลนครพนม หลังเข้าจับกุมนายลำเพย จำปา อายุ 48 ปี ราษฎร ต.บ้านค้อ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ที่เกิดคลุ้มคลั่ง จนถูกฟันที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บ และเกิดการปลุกปล้ำจนปืนลั่นถูกนายลำเพยเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ นายลำเพยขี่รถจักรยานยนต์ไปหานางทองคำ พี่สาว ที่อยู่ไม่ไกลกัน ขอเงิน 100 บาท เพื่อไปซื้อยาบ้าเสพ แต่นางทองคำไม่อยู่บ้าน ทำให้นายลำเพยเกิดคลุ้มคลั่งจะพังบ้าน หลานสาวนักเรียนชั้น ม.5 จึงโทรศัพท์บอกนางทองคำ ซึ่งนางทองคำก็โทรแจ้งตำรวจให้ไประงับเหตุ เพราะนายลำเพยเคยพังบ้านมาแล้ว จากนั้น ร.ต.ท.วิจิตร บางปลา รองสารวัตรสืบสวน สภ.โพนสวรรค์ ได้เดินทางไปตรวจสอบ พบนายลำเพยนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่และไม่ยอมให้จับกุม ร.ต.ท.วิจิตรจึงใช้ไม้ง่ามที่นำติดตัวไป ดันรถจักรยานยนต์จนล้มคว่ำ ก่อนที่จะปลุกปล้ำกับนายลำเพย แต่ ร.ต.ท.วิจิตรเสียท่าล้มลง ถูกนายลำเพยฟันด้วยมีพร้าที่ศีรษะ 2 แผลและที่ข้อมือซ้ายอีก 2 แผล ขณะที่ ร.ต.ท.วิจิตรชักปืนออกมายิงที่ฝ่าเท้านายลำเพย 1 นัด หน้าแข้ง 1 นัด และอีก 1 นัดกระสุนเจาะอกเสียชีวิต ส่วน ร.ต.ท.วิจิตรถูกชาวบ้านนำส่ง รพ.นครพนม พบว่ากะโหลกร้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจตรวจสอบทราบว่า นายลำเพยเคยถูกจับข้อหาเสพยาบ้าหลายครั้ง ส่งตัวเข้าสถานบำบัดออกมาก็เสพอีก ถ้าไม่ได้เสพยาจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จะไปขอเงินจากญาติพี่น้องครั้งละร้อยสองร้อยเพื่อซื้อยามาเสพ เมื่อไม่ได้จะเข้าทำลายข้าวของ จนเป็นที่เอือมระอาแก่ญาติๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางทองคำ เคนโสม อายุ 56 ปี พี่สาวของนายลำเพย พร้อมด้วยหลานสาว คือ นางสาวโยธกา จันทองหลาง อายุ 30 ปี และนางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่บันทึกคลิปเหตุการณ์ ได้ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง พร้อมนำคลิปหลักฐานที่บันทึกช่วงเกิดเหตุออกมาโพสต์ เนื่องจากติดใจการทำงานของตำรวจ ระบุว่ากระทำเกินกว่าเหตุ เพราะผู้ตายหมดทางสู้ แต่ถูกตำรวจจ่อยิงซ้ำจนเสียชีวิต จึงขอให้ตำรวจแสดงความรับผิดชอบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางทองคำเปิดเผยว่า นายลำเพยน้องชาย มีอาชีพทำนา รับจ้าง แต่ชอบดื่มสุรา และเคยมีประวัติเสพยาเสพติด แต่พักหลังจะหันมาดื่มสุรา มีอาการคลุ้มคลั่งบ้างหากขอเงินไม่ได้ เพราะผู้ตายหย่ากับเมีย มีลูกชาย 1 คน อายุ 15 ปี ตนเป็นคนดูแลหลานตามสภาพ ซึ่งผู้ตายจะไม่เคยทำร้ายใคร เพียงแต่โวยวาย ได้เงินแล้วก็ไป ช่วงเกิดเหตุตนเป็นคนโทรบอกตำรวจ เพราะเคยมาระงับเหตุเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายถึงขั้นน้องชายเสียชีวิต โดยน้องชายใช้อาวุธมีดฟันตำรวจ เพราะมีการทำร้ายร่างกายกันก่อน จากนั้นตำรวจยิงเข้าที่หน้าแข้งซ้ายจนหมดแรงทรุดลง แต่ตำรวจยังยิงซ้ำอีก ตนถือว่ารุนแรงเกินไป เรื่องนี้อยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือให้ความเป็นธรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพฤษภา จันทองหลาง อายุ 27 ปี หลานชายที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุผู้ตายซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของตน เข้ามาโวยวายในบ้านตามที่เคยเป็น เพราะขอเงินจากแม่ของตนไม่ได้ จากนั้นได้จับอาวุธมีดออกมาเดินวนไปมาตามบ้าน ทางแม่ของตนจึงแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ พอถึงที่เกิดเหตุ ผู้ตายกำลังจะขี่รถจักรยานยนต์หนีไป แต่ตำรวจคนที่ยิงมาคนเดียว กระโดดถีบรถจักรยานยนต์ผู้ตายเสียหลักล้มลง ทำให้ผู้ตายไม่พอใจ และมีการพยายามทำร้ายร่างกายชกต่อยกันบนถนนคอนกรีตหน้าบ้าน จากนั้นผู้ตายได้ใช้อาวุธมีดฟันตำรวจจนล้มลงได้รับบาดเจ็บ พอตำรวจตั้งตัวได้ จึงยิงไปที่ขาจนผู้ตายทรุดลงกับพื้น ตนพยายามเข้าไปห้ามตำรวจ และขอร้องให้หยุดยิง เพราะเห็นว่าผู้ตายหมดแรง จึงเข้าไปชิงมีดออกมาโยนทิ้ง สุดท้ายไม่คาดคิดว่าตำรวจจะมาจับมีดเดินเข้าไป และเตะไปที่ใบหน้าผู้ตาย 1 ครั้ง ผู้ตายพยายามโผเข้ากอดตำรวจ จนกระทั่งตำรวจชักปืนจ่อยิงเข้าลำตัวอีก 2 นัด เป็นเหตุให้เสียชีวิตคาที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.พลาเดช เพ็ชรหว้าโง๊ะ รอง ผบก.ภ.จ.นครพนม กล่าวว่า ประเด็นที่ญาติผู้ตายติดใจ จะต้องรอขั้นตอนของตำรวจและรอทางญาติมาแจ้งความ ทางตำรวจยืนยันให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหลังเกิดเหตุทางตำรวจได้ประสานเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองพิสูจน์หลักฐาน อัยการจังหวัด แพทย์เวรชันสูตร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ ในรูปแบบคดีวิสามัญ ส่วนขั้นตอนการดำเนินการ จะต้องรอการสอบสวน รวมถึงการดำเนินคดี ทั้งการแจ้งความเอาผิดทั้งผู้ตาย ผู้ก่อเหตุ ไปจนถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72569</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองคำ เคนโสม, พ.ต.อ.พลาเดช เพ็ชรหว้าโง๊ะ, พฤษภา จันทองหลาง, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน, ร.ต.ท.วิจิตร บางปลา, ลำเพย จำปา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โยธกา จันทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d75963b4f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DNAสองศพลูกน้องสุรชัย ตร.เข้าลาวสาวความจริง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจนครพนมยืนยันผลตรวจดีเอ็นเอ 2 ศพถูกฆ่าโหดทิ้งแม่น้ำโขง เป็นคนสนิท &amp;quot;สุรชัย &amp;nbsp;แซ่ด่าน&amp;quot; นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยในลาว เผยเตรียมข้ามโขงเข้าตรวจสอบห้องพักของทั้ง 3 &amp;nbsp;เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป ขณะที่ &amp;quot;กสม.&amp;quot; เรียกร้องนายกฯ-ประธาน สนช.สร้างหลักประกันทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ถึงผลตรวจดีเอ็นเอ 2 ศพที่ถูกฆ่าถ่วงแม่น้ำโขงอย่างโหดเหี้ยม เหตุเกิดเมื่อปลายปี 2561 ว่า บก.ภ.จว.ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจแล้ว ปรากฏว่าในศพของ สภ.เมืองนครพนม ดีเอ็นเอของลูกชายไม่ขัดแย้งกับศพที่ตรวจพบ และในส่วนของ สภ.ธาตุพนมก็เช่นเดียวกัน การนำดีเอ็นเอของลูกชายและแม่ไปตรวจเปรียบเทียบกับศพที่ตรวจพบก็ไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์ บิดา &amp;nbsp;มารดา และลูก ซึ่งต่อจากนี้จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมามีการพบผู้เสียชีวิต 2 ศพ อายุประมาณ 30-50 ปี ในสภาพถูกฆ่าในลักษณะเดียวกัน คือใช้เชือกไนลอนรัดคอ จับใส่กุญแจมือ ผ่าท้องแล้วยัดแท่งปูนซึ่งคล้ายหลักทางโค้งของประเทศเพื่อนบ้าน พันด้วยผ้าเทปห่อตาข่ายสีเขียว และห่อทับอีกชั้นด้วยกระสอบป่าน รัดด้วยเชือกอีกทบ ก่อนโยนทิ้งแม่น้ำโขง กระทั่งศพแรกลอยมาริมตลิ่งใกล้กับตลาดนัดไทย-ลาว หลังเทศบาลตำบลธาตุพนม อ.ธาตุพนม เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.61&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 29 ธ.ค.61 ศพที่สองก็ลอยมาติดฝั่งแม่น้ำโขงบ้านสำราญเหนือ ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม โดยมีกระแสข่าวลือว่าศพที่พบอาจเป็นร่างของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับคนสนิทอีก 2 คนคือ สหายกาสะลอง (นามแฝง) และสหายภูชนะ (นามแฝง) ที่หายตัวไปพร้อมกัน โดยบุคคลทั้ง 3 ลี้ภัยไปอยู่ใน สปป.ลาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งลูกชายของสหายภูชนะ คนสนิทของนายสุรชัย อ้างกับคนใกล้ชิดว่าผลการตรวจดีเอ็นเอ ออกมาแล้ว ปรากฏว่าศพที่พบในพื้นที่ สภ.ธาตุพนมมีความเกี่ยวพันกับตน ขณะที่ผลดีเอ็นเอญาติของสหายกาสะลอง ศพที่พบในพื้นที่ สภ.เมืองนครพนม ก็มีผลตรวจออกมาในลักษณะเดียวกันว่ามีความคล้ายคลึงกับศพดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังผลดีเอ็นเอออกมาซึ่งค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเป็นศพของสหายกาสะลองกับสหายภูชนะ คนสนิทนายสุรชัย แซ่ด่าน เจ้าหน้าที่จึงเตรียมจะเดินทางไปขอความร่วมมือจาก สปป.ลาว เพื่อเข้าตรวจสอบที่พักที่กลุ่มนายสุรชัยใช้ลี้ภัย ซึ่งอาจจะพบหลักฐานใช้สาวถึงกลุ่มคนร้ายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกจดหมายเปิดผนึกเสนอความเห็นถึงนายกรัฐมนตรีและประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แนะสร้างหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาระบุว่า &amp;quot;ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... พร้อมแจ้งผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฯ เพื่อให้ในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ซึ่งต่อมาในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 86/2561 เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ได้มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อพิจารณาต่อไปนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กสม.เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย &amp;nbsp;พ.ศ. .... เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ เนื่องจากมีเจตนารมณ์เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม &amp;nbsp;หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อให้เป็นกฎหมายในการอนุวัติการตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้ กสม.จึงได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ &amp;nbsp;ฉบับดังกล่าว และเสนอความเห็นเพิ่มเติมไปยังนายกรัฐมนตรีและประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สำหรับเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีความเห็นสรุปดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.โดยทั่วไปร่างพระราชบัญญัติฯ มีสาระสำคัญที่สอดคล้องกับอนุสัญญา CAT และ ICPPED ทั้งในส่วนนิยามความผิดฐานกระทำทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย การดำเนินคดีและบทกำหนดโทษ &amp;nbsp;รวมทั้งการป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายและการคุ้มครองผู้เสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ในการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมามีผู้เสนอความเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติเรื่องการห้ามยกสถานการณ์ฉุกเฉิน สงคราม ความไม่มั่นคงของรัฐ หรือสถานการณ์พิเศษใดเป็นข้ออ้างในการทรมานหรือกระทำให้บุคคลสูญหาย และการห้ามส่งตัวบุคคลออกนอกราชอาณาจักรหากมีเหตุควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะถูกทรมานหรือถูกกระทำให้สูญหาย หรือหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement) ตามมาตรา 11 และ 12 ไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ เนื่องจากมาตรา 5 และ 6 ของร่างพระราชบัญญัติฯ ได้กำหนดให้การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดโดยชัดแจ้ง แล้วเมื่อการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐครบองค์ประกอบความผิดแล้วไม่ว่าในสถานการณ์ใด ก็ไม่สามารถอ้างเหตุยกเว้นความผิดตามกฎหมายได้ ส่วนกรณีการส่งตัวบุคคลออกนอกประเทศนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตรายมาพิจารณา ประกอบกับประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้ดุลพินิจฝ่ายบริหารในการพิจารณาไม่ผลักดันบุคคลออกนอกประเทศได้อยู่แล้ว อาทิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กสม.เห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา 11 และ 12 ของร่างพระราชบัญญัติฯ เป็นหลักการสำคัญของอนุสัญญา CAT และอนุสัญญา ICPPED โดยเมื่อพิจารณาเห็นว่าประเทศไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามอนุสัญญา CAT และ ICPPED การคงมาตรา 11 และ 12 &amp;nbsp;ไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ จะเป็นการสร้างหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การกำหนดความรับผิดของผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 32 ของร่างพระราชบัญญัติฯ มีที่มาจากอนุสัญญา ICPPED ข้อ 6 (ข) ซึ่งกำหนดองค์ประกอบความรับผิดของผู้บังคับบัญชาไว้ 3 ประการ &amp;nbsp;คือ (1) ทราบหรือเจตนาละเลยข้อมูลซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาภายใต้อำนาจและการควบคุมที่มีผลของตนได้กระทำหรือจะกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (2) มีอำนาจความรับผิดชอบและการควบคุมอย่างมีผลเหนือกิจกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานกระทำให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ (3) ไม่ดำเนินมาตรการต่างๆ ทั้งหมดที่จำเป็นและเหมาะสมภายใต้อำนาจของตน เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือเสนอเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจเพื่อดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีนั้น จึงเห็นว่าการกำหนดความรับผิดของผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 32 ในร่างพระราชบัญญัติฯ ซึ่งระบุว่า &amp;#39;ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของตนจะกระทำหรือได้กระทำความผิด...&amp;#39; อาจไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายตามข้อ 6 &amp;nbsp;ของอนุสัญญา ICPPED จึงเห็นควรตัดคำว่า &amp;#39;โดยตรง&amp;#39; ออก คงเหลือข้อความดังนี้ &amp;#39;ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนจะกระทำหรือได้กระทำความผิด...&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.กสม.มีข้อสังเกตว่า ในบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติฯ ระบุว่า ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CAT และอนุสัญญา ICPPED ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะตามข้อเท็จจริงประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีเฉพาะอนุสัญญา CAT เท่านั้น ส่วนอนุสัญญา ICPPED แม้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติให้ความเห็นชอบในหลักการการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 10 &amp;nbsp;มีนาคม 2560 แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา ICPPED แต่อย่างใด การระบุว่าประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา ICPPED จึงยังคลาดเคลื่อน&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27269</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190122/image_big_5c473183df589.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับรับบิ๊กตู่สัญจร ยาบ้า14ล้านเม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รับ ครม.สัญจร! กองกำลังผาเมืองสกัดจับรถบรรทุกยาเสพติดเข้าเชียงราย คนขับจวนตัวจอดรถหลบหนี ทิ้งยาบ้า 14.6 ล้านเม็ด อีกด้านเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพ่อค้ายา หลังจนมุมพร้อมยาบ้า 10 ล้านเม็ด ไอซ์ 100 กก. ยึดเงินสด 12.5 ล้านบาท ที่นครพนม กัญชาโผล่ริมโขงกว่าตัน คาดส่งผิดจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ว่า ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 2 กองกำลังผาเมือง ทหารพรานเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 กองกำลังผาเมือง และทหารเรือหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงเขตเชียงราย ร่วมกันตรวจยึดยาบ้า 14,600,000 เม็ด ที่บ้านแจมป๋อง ต.หล่ายงาว อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่บ้านแจมป๋อง จึงได้จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ซุ่มตรวจบริเวณบ้านแจมป๋อง เมื่อกลางดึกย่างเข้าวันจันทร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ปิกอัพต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ผ่านเข้ามา จึงได้ขอทำการตรวจค้น แต่ผู้ขับขี่รถยนต์ทั้ง 2 คัน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้จอดรถแล้ววิ่งหลบหนี ไม่สามารถติดตามจับกุมได้ จากการตรวจค้นภายในรถ พบยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 73 กระสอบ ประมาณ 14,600,000 เม็ด ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลการจับกุมผู้ที่หลบหนีและร่วมเครือข่ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อคืนวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ทหาร ร้อย ม.3 ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, สภ.แม่สาย และ ป.ป.ส.ภาค 5 ขยายผลตรวจค้นบ้านเป้าหมายยาเสพติด บ้านเลขที่ 321 หมู่ 12 ต.โป่งผา อ.แม่สาย ที่มีนายประทีป ยะจินะ เป็นเจ้าของบ้าน หลังนายประทีปถูกจับกุมพร้อมของกลางยาบ้า 10,000,000 เม็ด ไอซ์ 100 กก. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 27 ต.ค. ในการตรวจค้น พบภรรยานายประทีปแสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.จึงทำการตรวจยึดสิ่งของตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำนวนหลายรายการ โดยยึดอายัดทรัพย์สินที่สำคัญ คือ ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท เก็บอยู่ในตู้ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องลับ จำนวน 2 ตู้ เป็นจำนวนเงิน 12,500,000 บาท พร้อมอาวุธปืน-เครื่องกระสุน ฯลฯ เป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดนำคณะรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.พะเยา และเชียงราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำปาง พล.ต.สุรคล ท้วมเสม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดลำปาง สั่งการให้ พ.ท.ทินกร วงศ์ศรี รักษาการรองหัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร มทบ.32, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง และชุดสืบสวน ภ.จว.ลำปาง เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 491 บ้านดงสันเงิน หมู่ที่ 15 ต.บ่อแฮ้ว อ.เมืองลำปาง ซึ่งเป็นบ้านของนายประทีป ยะจินะ พ่อค้ายาเสพติด แต่พบว่าบ้านถูกปิดล็อก ไม่มีผู้ใดอยู่ เจ้าหน้าที่ต้องปีนข้ามกำแพงรั้วเข้าไป จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้อายัดบ้านหลังดังกล่าวไว้ตรวจสอบอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันได้ตรวจค้นบ้านเลขที่ 497 ซึ่งอยู่ติดกันเป็นของนายสุพรชัย ไทยเก๊จ ผู้ต้องหาแก๊งนายประทีปที่หลบหนี พบเพียงนายบุญโรจน์ ไทยเก๊จ อายุ 77 ปี บิดาของผู้ต้องหา พักอาศัยอยู่กับมารดาของผู้ต้องหา ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ได้ยึดรถจักรยานยนต์ 1 คัน ที่นายสุพรชัยเป็นเจ้าของ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครพนม เวลา 08.30 น. วันเดียวกัน ที่บริเวณหน้า สภ.ท่าอุเทน นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม, พ.ต.อ.ธีฑัต อิ่มทั่ว รอง ผบก., น.อ.อภิชาติ แก้วดวงเทียน ผบก.หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม (ผบ.นรข.เขตนครพนม), นายเสถียร ทุมลี ปลัดอาวุโส, พ.ต.อ.ศราวุธ จิตต์ระเบียบ รอง ผบก.ตชด.ภาค 2, พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ ผกก.ตม.จว.นครพนม ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดกัญชาอัดแท่ง จำนวน 1,024 แท่ง น้ำหนัก 1,024 กิโลกรัม โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 25 กระสอบ ซึ่งตรวจยึดได้ที่ท่าทรายแห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำโขง บ้านหนองงิ้ว หมู่ 3 ต.ท่าอุเทน เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ธนชาติเปิดเผยว่า เวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 28 ต.ค. ร.ต.อ.สุพจน์ แก้วมณี พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอุเทน รับแจ้งจากเจ้าของท่าทรายแห่งหนึ่ง ซึ่งพบวัตถุต้องสงสัยจำนวนมากกองในบริเวณริมแม่น้ำโขงในขตท่าทรายของตน เกรงว่าจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ขอให้ไปตรวจสอบด้วย จึงได้สนธิกำลังจากหน่วยงานข้างต้นเข้าตรวจที่เกิดเหตุ เมื่อนำกระสอบดังกล่าวมาตรวจ ก็พบว่าภายในบรรจุกัญชาอัดแท่งรวมนำหนักถึง 1,024 กก. จึงนำมาเก็บรักษาและสืบสวนขยายผลหาผู้กระทำผิด เบื้องต้นทราบว่าท่าทรายที่พบกัญชา ไม่มีประวัติพัวพันกับยาเสพติด แต่ในขณะเดียวกันมีท่าทรายใกล้เคียง ซึ่งเป็นท่าทรายที่ไม่ได้รับสัมปทานอย่างถูกต้อง และชอบขายทรายตัดราคารายอื่นเสมอ จนมีเรื่องฟ้องร้องกันที่ศาลจังหวัดนครพนม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ท่าทรายดังกล่าวยังมีพฤติการณ์ลับๆ ล่อๆ เวลากลางคืนมักมีรถยนต์วิ่งเข้า-ออกประจำ ซึ่งเจ้าหน้าที่สายสืบกำลังหาข่าวในทางลับอยู่ ว่าท่าทรายที่ลักลอบดูดทรายอย่างผิดกฎหมายนี้ มีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติหรือไม่ จนมาพบกระสอบกัญชาโผล่ที่ท่าทรายข้างเคียง เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าขบวนการค้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านอาจจะขนกัญชาขึ้นผิดท่าน้ำ เพราะหลังจากช่วยกันขนวางไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขงแล้ว ก็รีบกลับข้ามไปฝั่งประเทศของตน โดยไม่รู้ว่าท่าทรายดังกล่าวนั้นไม่ใช่ท่าทรายที่ทางนายทุนระบุ ส่วนราคาซื้อขายในพื้นที่ชายแดน ราคากิโลละ 6,000 บาท หากทะลุถึงพื้นที่ชั้นในมีราคาเพิ่มเป็นกิโลละ 20,000 บาท แต่ถ้าไปถึงเขตชายแดนใต้จะมีราคาเพิ่มเป็นกิโลละ 30,000 บาท จึงจะสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมตำรวจนำกำลังกว่า 20 คน บุกจู่โจมค้นบ้านของผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติดที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมยาเสพติด (ยาบ้า) กว่า 10 ล้านเม็ด แต่ไม่พบตัวผู้ต้องหาซึ่งหลบหนีไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงตรวจค้นและอายัดทรัพย์สินประกอบด้วย บ้าน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นของผู้ต้องหาไว้ตรวจสอบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20966</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.อภิชาติ แก้วดวงเทียน, บุญโรจน์ ไทยเก๊จ, พ.ต.อ.ธีฑัต อิ่มทั่ว, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน, พล.ต.สุรคล ท้วมเสม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยาบ้า, สยาม ศิริมงคล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสถียร ทุมลี, ไอซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181029/image_big_5bd7107e12e55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
