<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดทรัพย์‘สุทิพย์’ กับพวก100ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ภ.4 เผย ภายในสิ้นเดือนนี้สรุปสำนวนคดีอดีตผู้การเลยกับพวกฉ้อโกงตำรวจทั้งจังหวัด เสียหาย 229 ล้าน ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง ปปง.ไล่ยึดอายัดทรัพย์ได้แล้ว 100 ล้าน พบผู้ร่วมขบวนการมีมากกว่า 10 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 วันที่ 21 สิงหาคมนี้ พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า บช.ภ.4 ได้ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หลังจาก พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช.สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อดีต ผบก.ภ.จว.เลย ซึ่งถูกข้าราชการตำรวจ ภ.จว.เลยเข้าร้องเรียนต่อ ผบ.ตร.และ บช.ภ.4 ว่าถูก พล.ต.ต.สุทิพย์ฉ้อโกงเงิน ตามโครงการบริหารหนี้และรวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย จนมีการสืบสวนสอบสวน และพบมูลความผิดร่วมกับเครือข่ายแบบแชร์ลูกโซ่ ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. ได้ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ และ พ.ต.อ.เฉลิม ยอดปทุม ผกก.อก.ภ.จว.หนองบัวลำภู ลูกน้องคนสนิทที่ถูกกล่าวหาร่วมฉ้อโกง ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การโกงเงินตำรวจ 192 ราย จำนวน 229 ล้านบาท ของ พล.ต.ต.สุทิพย์ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวฐานเข้าข่ายฉ้อโกง อันเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยในการสืบสวนสอบสวนพบว่า เงินที่โกงจากตำรวจไปนั้น ผู้ต้องหานำไปให้คนรู้จักสองผัวเมียที่จังหวัดหนองบัวลำภู นำไปลงทุนร่วมหุ้นกัน จึงมีการสืบสวนขยายผลถึงสองผัวเมียดังกล่าว จนทราบว่านำเงินไปเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งยังมีการระดมเงินด้วยวิธีการชักชวนคนในจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดขอนแก่น นำเงินมาร่วมทุนเพื่อนำไปเล่นหุ้น โดยจะแบ่งประโยชน์ให้จำนวนมาก จนทำให้มีผู้หลงเชื่อนำเงินแสนเงินล้านมาร่วมทุน ได้ส่วนแบ่งบ้าง ไม่ได้บ้าง สุดท้ายก็สูญเสียเงินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า คดีดังกล่าว ผู้เสียหายหลายคนเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดขอนแก่น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำลักษณะของแชร์ลูกโซ่ จึงประสานงานร่วมกับ ปปง.ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เชื่อมโยงกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ เพราะพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่นั้น เสมือนการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ธนาศักดิ์กล่าวว่า ตำรวจไม่ได้มีการช่วยเหลือผู้ต้องหา เมื่อตั้งรูปคดีแล้วก็ทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทางด้านเอกสารและพยานบุคคล รวมทั้งประสานงานหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูล คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้น่าจะสรุปสำนวนส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ สำหรับคดีที่จังหวัดเลยที่มีอดีตผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ต้องหา และมีข้าราชการตำรวจที่ทำโครงการให้กับอดีตผู้การก็ถูกแจ้งข้อหาทั้งหมด รวมอดีตผู้การด้วยเป็น 3 คน ซึ่งการสอบสวนยังมีการสืบสวนขยายผลไปยังที่ไปของเงินที่ออกจากสหกรณ์ เส้นทางการเงิน ปรากฏว่าไปเชื่อมโยงกับบุคคล 4-5 คน ก็ได้มีการเรียกสอบและอายัดบัญชี ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีทั้งในขอนแก่น หนองบัวลำภู โดยก่อนจะส่งสำนวนให้อัยการ ได้ให้บุคคลเหล่านี้มาชี้แจง ทั้งการโอนเงินเข้า-ออกในบัญชี แล้วก็พบข้อมูลการเชื่อมโยงไปถึงตัวการใหญ่ที่มีผู้เสียหายมาแจ้งความฉ้อโกงประชาชนในหลายพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราได้ทำงานร่วมกันกับ ปปง. ในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ตอนนี้รู้แล้วว่ามีใครเชื่อมโยงกับใคร และที่ตลาดหลักทรัพย์มีหุ้นหรือไม่มี ปปง.เช็กหมด อีกทั้งพนักงานสอบสวนในคดีต้องสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งให้ทาง ปปง.โดยละเอียด เพื่อที่ทาง ปปง.จะได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยขณะนี้คดีฟอกเงินใน 3 พื้นที่คือ ที่ จ.เลย, จ.หนองบัวลำภู และ จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหาที่ร่วมมือกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ รวมกว่า 10 คน ทั้งนี้ ปปง.และ บช.ภ.4 ได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินของ พล.ต.ต.สุทิพย์ รวมทั้งเครือข่ายที่ร่วมขบวนการแล้วเบื้องต้นรวมประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย เงินสด, รถยนต์, ที่ดิน รวมทั้งการอายัดเงินในบัญชีไว้เพื่อตรวจสอบในภาพรวมทั้งหมดด้วย&amp;quot; พล.ต.ต.ธนาศักดิ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15883</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.เฉลิม ยอดปทุม, พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์, พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c17eed908c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแก๊ง&#039;มันทุกเม็ด&#039; เครือข่ายยาบ้าใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำรวจภาค 4 รวบ 3 วัยรุ่นรับจ้างทวงหนี้ยาบ้าให้กับแก๊ง &amp;quot;มันทุกเม็ด&amp;quot; เครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ภาคอีสาน พฤติการณ์สุดโหด ลูกค้ารายใดไม่จ่าย ชักปืนขู่ กระหน่ำตีด้วยไม้เบสบอล แถมไลฟ์สดประจานผ่านวิดีโอคอล &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ ผบก.สส.ภ.4 และ พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายธีรภัทร์ สาธุการ อายุ 19 ปี, นายยุทธนา โทแก้ว อายุ 19 ปี และนายเทวฤทธิ์ โพธิสาร อายุ 20 ปี พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์คาวาซากิ นินจา สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กท 2976 อุดรธานี, รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน, ไม้เบสบอล 1 อัน, อาวุธปืนสั้น ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมลูกกระสุน 15 นัด, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และชุดที่ผู้ต้องหาสวมใส่ขณะก่อเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุรชัยกล่าวว่า สืบเนื่องจากนายอนุชา ดีน้อย และนายวิทยา ดีน้อย ชาว อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อุดรธานี ว่าถูกทำร้ายร่างกายด้วยการรุมซ้อม ถูกตีด้วยไม้เบสบอล และจ่อปืนข่มขู่ พร้อมทั้งมีการถ่ายคลิปวิดีโอไว้ และยังถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย เหตุเกิดบริเวณทางเข้าวัดป่าศรีรัตนนิมิต ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวน จนทราบว่าผู้เสียหายพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ติดตามพฤติกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ติดต่อซื้อยาบ้าผ่านเฟซบุ๊กชื่อ &amp;ldquo;ราชา ซาตาน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ จ.อุดรธานี โดยผู้เสียหายทั้ง 2 คนไม่ยอมจ่ายเงินให้กับขบวนการค้ายาเสพติด ทำให้เจ้าของเฟซบุ๊ก &amp;quot;ราชา ซาตาน&amp;quot; เกิดความโกรธแค้น ว่าจ้างกลุ่มผู้ต้องหารุมทำร้ายผู้เสียหายทั้ง 2 คน เพื่อเป็นการสั่งสอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนที่ถูกจับ ได้ค่าจ้าง 4,000 บาท ซึ่งชุดจับกุมได้ทำการขยายผลจนสามารถจับกุมกลุ่มขบวนการค้าเสพติดในกลุ่ม &amp;quot;ราชา ซาตาน&amp;quot; ของ จ.อุดรธานี อีก 4 ราย รวมทั้งนายกิติรัตน์ พร้อมทั้งขยายผลจับกุมในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ในชื่อแก๊ง ร้อยเอ็ดมันทุกเม็ด อีก 7 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 9,726 เม็ด อายัดทรัพย์ในบัญชีธนาคาร 2,700,000 บาท และที่ จ.ขอนแก่น ใช้ชื่อแก๊ง &amp;quot;เทพบุตร โซโล&amp;quot; สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย พร้อมยาบ้า 40,000 เม็ด และรถยนต์จำนวน 1 คัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.ภ.4 กล่าวว่า การขยายผลจับกุมผู้ต้องหาร่วมขบวนการในพื้นที่ 3 จังหวัด ทั้งหมดเป็นเครือข่ายยาเสพติดแก๊ง &amp;quot;มันทุกเม็ด&amp;quot; โดยมีฐานบัญชาการใหญ่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และใช้ จ.ขอนแก่น เป็นจุดพักยาเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนขยายผลจับกุมต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12672</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรภัทร์ สาธุการ, พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา, พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์, พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ, พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์, พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์, ยุทธนา โทแก้ว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทวฤทธิ์ โพธิสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3b7d2bde7a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โจรอ้างเมียน้อยพ่อใหญ่จิ๋ว! จับฝรั่งขี้นกขึ้นบ้านเสี่ยป้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แก๊งคนร้ายลูบคมพ่อใหญ่ &amp;quot;บิ๊กจิ๋ว&amp;quot; ส่งเลขาฯ และทนายขึ้นโรงพักแจ้งความกลุ่มบุคคลประมาณ 10 คน แอบอ้างเป็นที่ปรึกษา บุคคลสนิท รวมไปถึงเมียน้อย ใช้มูลนิธิยงใจยุทธหาประโยชน์จนมีผู้หลงเชื่อสร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ส่วนฝรั่งขี้นกขึ้นบ้าน &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; เมื่อปี 2559 จนมุมแล้วที่ขอนแก่น &amp;nbsp; &amp;nbsp;สารภาพได้ไป 2 ล้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สน.บางซื่อ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน นายสุขุม วงประสิทธิ เลขานุการ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมนายสมพร มูสิกะ ทนายความ เข้าพบร.ต.อ.ณัฏฐนันท์ พันทองอ่อน รองสารวัตร (สอบสวน)สน.บางซื่อ เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังพบบุคคลแอบอ้างเป็นที่ปรึกษา บุคคลสนิท รวมไปทั้งแอบอ้างเป็นภรรยานอกสมรส ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อ้างชื่อมูลนิธิยงใจยุทธ เพื่อสร้างสันติภาพและการพัฒนาไปแสวงหาผลประโยชน์จนทำให้มีผู้หลงเชื่อจนสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพรเผยว่า มีกลุ่มบุคคลประมาณ 10 ราย แอบอ้างชื่อของ พล.อ.ชวลิตและภรรยา รวมถึงมูลนิธิยงใจยุทธ เพื่อสร้างสันติภาพและการพัฒนา ที่มีมากถึง 142 สาขาทั่วประเทศ ไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ผิด ทำให้เกิดความเสียหาย และทำลายชื่อเสียงของพล.อ.ชวลิต ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทาง พล.อ.ชวลิตได้ฝากตักเตือนไปยังบุคคลเหล่านั้นแล้ว แต่ก็ยังคงมีพฤติกรรมดังกล่าวอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เกิดเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วันนี้พล.อ.ชวลิตได้มอบหมายให้นายสุขุมและตนเดินทางมาที่ สน.บางซื่อ เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น และหากพบว่ายังมีบุคคลใดกระทำอยู่ ก็จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกระทำดังกล่าวมีผู้ร่วมกระบวนการมากกว่า 10 ราย โดยจะอ้างว่าเป็นผู้ใกล้ชิดหรือเลขาฯ บางส่วนมีการนำไปแอบอ้างตามสถานที่ของรัฐในการวิ่งเต้นต่างๆ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 100 ล้าน ซึ่งเชื่อว่าทำกันเป็นกระบวนการทั้งในและต่างประเทศ เหมือนเป็นการตั้งใจทำลายชื่อเสียงทางการเมือง&amp;quot; นายสมพรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุขุมยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดๆ ที่แอบอ้างชื่อหรือนำภาพถ่ายตามงานต่างๆ &amp;nbsp;ที่มีการถ่ายภาพร่วมกับ พล.อ.ชวลิต ไปแสดงเพื่อแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ นั้น ทาง พล.อ.ชวลิตไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น หากใครได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ชวลิตจริง จะต้องมีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือตราประทับของ พล.อ.ชวลิตเองทั้งนี้ ผู้ใดพบการกระทำดังกล่าว สามารถแจ้งทางคณะท่าน พล.อ.ชวลิต ได้โดยตรงที่เบอร์โทร. 09-5993-5465&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขณะที่ทั้งคู่เดินทางเข้าแจ้งความนั้น พนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปบันทึกภาพด้านในห้องสอบสวน ซึ่งผิดปกติไปจากที่ผ่านมา โดยการแจ้งความในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งคู่จะออกมาจากห้องสอบสวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสมพรให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องไว้แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ หากพบผู้ใดกระทำการดังกล่าว ก็จะสามารถดำเนินคดีได้โดยทันที ซึ่งจะเป็นข้อหาอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอะไร หากเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็จะดำเนินคดีหมิ่นประมาท หากเป็นการนำไปแสวงหาผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน ก็จะแจ้งดำเนินคดีฉ้อโกงต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกันนี้ ที่ สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกองปราบปราม , ภ.จว.ขอนแก่น และตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น ร่วมทำการสอบสวนนายโรเบิร์ต อเล็กซานเดอร์ วิลเลียมส์ ( Mr.Roberth Alexander Willams) อายุ 46 ปี ชาวโคลอมเบีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 840/2559 ลงวันที่ 26 เม.ย.2559 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถาน ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป.ร่วมกับ บช.ทท. และ ภ.จว.เลย จับกุมตัวได้พร้อมแฟนสาว ขณะโดยสารมากับรถทัวร์โดยสารสายกรุงเทพฯ-อุดรธานี บริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านเกิ้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองขอนแก่น เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยในการสอบสววนนั้น ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังหรือสังเกตการณ์ในห้องสอบสวนแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต ธนาศักดิ์กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวเป็นการสนธิกำลังร่วมระหว่าง บก.ป., บช.น., บช.ทท. และ ภ.จว.ขอนแก่น ในการเฝ้าติดตามขบวนการแก๊งลักทรัพย์ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ก่อเหตุลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะเหตุลักทรัพย์ในหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล รวมถึงที่พัทยา จ.ชลบุรี อีกทั้งการก่อเหตุลักทรัพย์บ้านพักข้าราชการทหาร ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกก่อเหตุเป็นบ้านพักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เหตุเกิดเมื่อเดือนเมษายน 2559 รวมอยู่ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก่อนจับกุมชุดสืบสวนมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าผู้ต้องหารายนี้ได้ขึ้นรถทัวร์สายภาคอีสานเพื่อที่จะหลบหนี จึงมีการตรวจสอบรถทัวร์สายอีสานทั้งหมดที่วิ่งเข้ามาในพื้นที่ บช.ภ.4 ตลอดทั้งคืน จนกระทั่งพบผู้ต้องหารายนี้นั่งปะปนมากับผู้โดยสารรายอื่น และเดินทางมาพร้อมกับแฟนสาว จึงทำการตั้งด่านตรวจบน ถ.มิตรภาพ บริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านเกิ้ง จนสามารถจับกุมตัวได้ดังกล่าว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบบช.ภ.4 กล่าวต่ออีกว่า ในเบื้องต้นผู้ต้องหารายนี้ให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับเพื่อนสัญชาติเดียวรวมทั้งหมด 4 คน ก่อเหตุลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ และในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2559 ที่ผ่านมา เคยลักทรัพย์ในบ้านพักนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ได้ทรัพย์สินไปกว่า 2 ล้านบาท ทั้งนี้ ข้อมูลต่างๆ ยังคงไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดไปมากกว่านี้ และในขณะนี้ บช.ภ.4 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหารายนี้พร้อมแฟนสาวมาลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.บ้านไผ่ ก่อนส่งมอบตัวให้กับ บช.น., บก.ป. และ บช.ทท. นำส่ง สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11488</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวลิต ยงใจยุทธ, บิ๊กจิ๋ว, พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์, มูลนิธิยงใจยุทธ, สมพร มูสิกะ, สุขุม วงประสิทธิ, หนังสือพิมพ์, แสวงหาผลประโยชน์, แอบอ้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180616/image_big_5b24fe405a9a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 21:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล่าอดีตผบก.เลย กบดานตุ๋นลูกน้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต ผบก.เลยดำดิน ไม่ยอมเข้าให้ปากคำคดีฉ้อโกงลูกน้องทั้งจังหวัด 229 ล้าน โทรศัพท์แจ้งอยู่ระหว่างรวบรวมเงินใช้หนี้ ผบช.ภ.4 สั่งออกหมายเรียกตามขั้นตอนก่อนถึงหมายจับ เผยเอาเงินไปให้ผัวเมียร่วมแก๊งเล่นหุ้นจนพังยับ เผยหัวหน้าใหญ่มีหมายจับ 5 คดี ยังกบดานในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น ตั้งแต่เช้าวันที่ 13 มิถุนายนนี้ มีสื่อมวลชนจำนวนมากไปรอทำข่าว เพราะเป็นวันที่ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนัดเป็นครั้งที่ 3 ให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล อดีต ผบก.ภ.จว.เลย เข้าให้ปากคำในคดีทุจริตโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย โดยมีตำรวจในจังหวัดเลยจำนวน 192 นาย ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 229 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนกระทั่งถึงเวลากำหนดนัด 10.00 น. พล.ต.ต.สุทิพย์ก็ไม่เดินทางมารายงานตัวและเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด ทั้งนี้ มีรายงานว่า พล.ต.ต.สุทิพย์โทรศัพท์แจ้งว่าอยู่ระหว่างรวบรวมเงินมาใช้คืนให้แก่ตำรวจที่ได้รับความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 และเป็นครั้งสุดท้ายที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่ง บช.ภ.4 ได้แต่งตั้งขึ้น ได้ออกหมายให้ พล.ต.ต.สุทิพย์มารายงานตัวและให้ปากคำ แต่จนถึงเวลานัดหมายไม่เดินทางมา จึงมีคำสั่งให้คณะพนักงานสอบสวนดำเนินการเอาผิด พล.ต.ต.สุทิพย์ทั้งทางอาญาและวินัย โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย คือการออกหมายเรียกให้ พล.ต.ต.สุทิพย์มารับทราบข้อกล่าวหา คือฉ้อโกงประชาชน หากออกหมายเรียก 2 ครั้งยังไม่มา ก็จะออกหมายจับต่อไป ส่วนความผิดทางวินัยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นฝ่ายพิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.ภ.4 กล่าวด้วยว่า นอกจากตำรวจจังหวัดเลยจะถูกหลอกเอาเงินไปจำนวนมากแล้ว ตามทางสืบสวนสอบสวนทราบว่า พล.ต.ต.สุทิพย์ ยังอยู่ในเครือข่ายการระดมเงินไปเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ของสามีภรรยาชาวขอนแก่น ที่มีผู้เสียหายทั้งในขอนแก่นและหนองบัวลำภู ความเสียหายหลายร้อยล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุรชัยกล่าวว่า ยืนยันว่าคณะทำงานของ บช.ภ.4 ทุกคน ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะผู้เสียหายคือผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่มีนายตำรวจรายใดที่จะไปรับสินบนหรือไปให้การช่วยเหลือ พล.ต.ต.สุทิพย์อย่างแน่นอน ส่วนการให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริตดังกล่าว ได้มีการหารือกับสถาบันการเงินในการหาทางออกร่วมกันแล้ว รวมทั้งมีการปรับวงเงินกู้ฉุกเฉินให้กับข้าราชการตำรวจทั้ง 192 นาย ที่สามารรถกู้ยืมเงินกับทางสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย อีกรายละ 50,000 บาท เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องที่เกิดขึ้น อีกทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังอนุมัติงบประมาณจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจกลาง ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.ขอนแก่น เพื่อเสริมสภาพคล่องอีก 90 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้ขวัญกำลังใจของตำรวจ ภ.จว.เลยดีขึ้นอย่างมาก เพราะผู้บังคับบัญชาทุกระดับใส่ใจและหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ ตร.และ บช.ภ.4 จะลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชาอีกครั้งในเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ในฐานะโฆษกตำรวจภูธรภาค 4 เปิดเผยว่า พล.ต.ต.สุทิพย์ได้โทรศัพท์มาหา ยืนยันที่จะนำเงินมาคืนให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ขอเวลาสักพัก อ้างว่าขณะนี้เงินทั้งหมดถูกล็อกระบบในการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเครือข่ายที่ พล.ต.ต.สุทิพย์ร่วมลงทุนด้วยสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว และพร้อมที่จะนำเงินมาคืนให้กับตำรวจ จ.เลยได้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. วันละ 30 ล้านบาท จนกว่าจะครบจำนวน 229 ล้านบาทที่ได้นำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเจรจาหรือชี้แจงของ พล.ต.ต.สุทิพย์ เป็นสิทธิ์ที่เจ้าตัวทำได้ แต่วันนี้ในเมื่อไม่มารายงานตัวและเข้าให้การกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ บช.ภ.4 ก็หมดเวลาในการเจรจาตามที่ได้ให้โอกาสแล้ว และ ผบช.ภ.4 ได้แต่งตั้งผมให้เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนและสอบสวนในเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเอาผิดกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ ในข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มีอัตราโทษปรับตั้งแต่ 500,000-1,000,000 บาท จำคุก 5-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot; พล.ต.ต.ธนาศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า ได้ประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มขบวนการที่เชื่อมโยงกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ พบว่าเป็นการร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้ได้ประสานงานไปยังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการนำเงินไปลงทุนหรือไม่ อย่างไร และกลุ่มธุรกิจอะไรบ้าง รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และหลายจังหวัดในภาคอีสาน นอกจากนี้ยังประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการตรวจสอบการปันผลกำไรหรือค่าตอบแทนในการลงทุนต่างๆ เนื่องจาก พล.ต.ต.สุทิพย์กับพวก ยืนยันการปันผลกำไรสูงถึงร้อยละ 2.8 ต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของขบวนการดังกล่าว พบว่ามีเงินหมุนเวียนมากถึงเดือนละกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่ง พล.ต.ต.สุทิพย์ เป็น 1 ในสายที่ร่วมลงทุนด้วย ส่วนนายใหญ่ของขบวนการเป็นชาว จ.หนองบัวลำภู ซึ่งได้ถูกออกหมายจับแล้ว 5 คดี ขณะนี้ยังคงหลบหนีอยู่ภายในประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11303</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์, พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช, พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b211b69e2123.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรียกหน3พล.ต.ต. แจงอมเงินลูกน้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกอดีต ผบก.เลยเข้าชี้แจงอมเงินลูกน้องกว่า 200 ล้าน ผบช.ภ.4 เผยผลสอบเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ เตรียมดำเนินคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงประชาชน พร้อมฟันวินัย พบลามไปหลายจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น วันที่ 12 มิถุนายนนี้ พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 แถลงว่า ตามที่ตำรวจจังหวัดเลย 192 นาย ร้องเรียนถูกโกงเงินจากการเข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธร จ.เลย อันมี พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช. สำนักงานกำลังพล อดีต ผบก.ภ.จว.เลย เป็นประธานโครงการ แต่สุดท้ายพบว่าไม่ได้นำเงินที่หักจากตำรวจผู้เข้าร่วมโครงการไปชำระหนี้สถาบันการเงิน จนถูกทวงถาม ถูกยึดบัญชีเงินเดือน ขณะที่บ้านและรถก็จะถูกยึด เกิดความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.ภ.4 กล่าวว่า เรื่องนี้ได้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 เป็นหัวหน้าคณะ และยังเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนเส้นทางการเงิน รวมถึงการเรียกตัว พล.ต.ต.สุทิพย์มาสอบสวนข้อเท็จจริง 2 ครั้ง แต่ไม่มาพบ มีเพียงการส่งเอกสารรายงานถึงการเอาเงินของสมาชิกโครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธร จ.เลย ไปร่วมหุ้นกับสองสามีภรรยาชาวจังหวัดขอนแก่นเท่านั้น ซึ่งในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการได้นัดเป็นครั้งที่ 3 ให้ พล.ต.ต.สุทิพย์เข้าพบ หากไม่มาก็จะถูกดำเนินคดีอาญาและเอาผิดทางวินัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนี้เกิดขึ้นระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ค.2560 ที่ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธร จ.เลย ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจนอาจถูกฟ้องบังคับคดี ซึ่งจะส่งผลต่อหน้าที่ราชการ พล.ต.ต.สุทิพย์ในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.เลย และเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้เสนอโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธร จ.เลย โดยให้สมาชิกกู้เงินจากสหกรณ์นำไปชำระหนี้และปิดบัญชีสถาบันการเงินอื่น ให้สมาชิกเป็นหนี้สหกรณ์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดโครงการกลับมีปัญหาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.ภ.4 กล่าวว่า จากการสอบสวน พบว่าพฤติกรรมและการกระทำมีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ คือการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งจะมีการดำเนินคดีอาญากับ พล.ต.ต.สุทิพย์ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และความผิดวินัย และจะได้ทำหนังสือรายงานถึง ผบ.ตร.ต่อไป นอกจากนี้น่าจะมีเครือข่ายเชื่อมโยงไปยังผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายคนและหลายพื้นที่ โดยในพื้นที่ขอนแก่นมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ให้ดำเนินคดีกับนางแดง (นามสมมุติ) พร้อมสามี ซึ่งโกงเงินไปมูลค่าความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท พฤติกรรมในการทำความผิดแบบเดียวกันกับพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู โดยผู้เสียหายในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภูและ จ.ขอนแก่น มีทั้งข้าราชการระดับสูง และบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดของ บช.ภ.4 มีมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นหลายร้อยล้านบาท ถือเป็นคดีสำคัญของตำรวจภูธรภาค 4 และน่าจะมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้ติดต่อสอบถามในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.สุทิพย์เป็นจำนวนมาก จึงได้โอนเรื่องทั้งหมดมาที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ซึ่งมี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อทำการสอบสวนในคดีดังกล่าวที่อาจปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงคดีอื่น โดยให้คณะพนักงานใช้อำนาจสืบสวนสอบสวนคดีที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันด้วย&amp;quot; พล.ต.ท.สุรชัยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11232</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์, พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช, พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลย, แชร์ลูกโซ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180612/image_big_5b1fcd596db61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แป๊ะสั่งเยียวยาตำรวจเลย เรียกผู้การฉาวสอบ4มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำรวจเลยเหยื่อกองทุนรวมหนี้บุกร้อง ผบ.ตร. &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; สั่งภาค 4 เยียวยา เร่งดำเนินคดีเอาผิดทั้งวินัย-อาญา คกก.สอบฯ เรียกอดีตผู้การเลยให้ปากคำ 4 มิ.ย. พร้อมปลด ผจก.สหกรณ์ออมทรัพย์แล้ว ป.ป.ท.เผย &amp;quot;อปท.&amp;quot; แชมป์ร้องเรียนทุจริตปี 60&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ต.ท.บรรจง เปรมอยู่ สารวัตรอำนวยการ สภ.โพนทอง จ.เลย พร้อมข้าราชการตำรวจประมาณ 30 นาย เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีการทุจริตโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ กองบังคับการภูธรจังหวัดเลย สูญเงินกว่า 200 ล้านบาท ทำให้ข้าราชการตำรวจ 192 นาย ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการยื่นหนังสือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้ซักถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว และสั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 4 ไปหารือกับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเสียหาย ในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้ดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และหากพบการกระทำความผิด จะกำชับให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเคร่งครัด โดยต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทางตำรวจภูธรภาค 4 ให้เเล้วเสร็จก่อน นอกจากนี้ได้ให้คำมั่นว่าต้องมีทางออกให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะเป็นเรื่องของปากท้องของตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมให้กำลังใจให้กับทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บช.ภ.4) จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนการทุจริตโครงการรวมหนี้และโครงการบริหารจัดการหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ได้รับการมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ บช.ภ.4 โดยได้ทำการสอบปากคำตำรวจที่ได้รับผลกระทบแล้วรวม 30 ราย จากข้าราชการที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ 193 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ยังคงมีการสอบสวนพยานปากสำคัญที่เป็นคณะทำงานของ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล อดีต ผบก.ภ.จว.เลย ในช่วงของการดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย ประกอบด้วย พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย และ พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม คณะทำงาน โดยทั้งหมดต่างให้การที่เป็นประโยชน์ โดยยืนยันถึงการโอนเงินจำนวน 229 ล้านบาท ให้กับ พล.ต.ต.สุทิพย์ แต่การบริหารจัดการต่างๆ นั้น พล.ต.ต.สุทิพย์เป็นคนดำเนินการเพียงคนเดียว โดยที่คณะทำงานนั้นไม่รู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทาง บช.ภ.4 และสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลย ได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.สุทิพย์ &amp;nbsp;เพื่อสอบถามถึงเงินที่จะนำมาชำระให้กับข้าราชการตำรวจตามสัญญาการทำโครงการ ก็ยังไม่มีการโอนเงินคืนมาแต่อย่างใด ทำให้ บช.ภ.4 มีหนังสือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ พล.ต.ต.สุทิพย์มาชี้แจงในเรื่องที่เกิดขึ้นกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ บช.ภ.4 ในวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ที่ บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น&amp;rdquo; พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่ามีมูลตามที่ได้มีการร้องเรียนมา ดังนั้นในวันที่ 4 มิ.ย. ผู้ที่ถูกกล่าวหาจะต้องมาชี้แจงและให้ปากคำกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ บช.ภ.4 ตั้งขึ้นมา ซึ่งเมื่อการให้ปากคำแล้วเสร็จ จะมีการสรุปสำนวนส่งให้กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้รับทราบ เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ในภาพรวม ขณะที่แนวทางการให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ถูกอดีต ผบก.ภ.จว.เลยหลอกให้เข้าร่วมโครงการนั้น &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 ได้เชิญผู้แทนสถาบันการเงินเข้าร่วมหารือ เพื่อให้การช่วยเหลือตำรวจทั้ง 193 นาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้ข้อสรุปร่วมกันในเดือน พ.ค.นี้นั้น ตำรวจทั้ง 193 นายจะต้องจ่ายเงินหนี้ แยกเป็น ธนาคารออมสิน 1 งวด, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 1 งวด และธนาคารกรุงไทย 3 งวด แยกตามประเภทหนี้ของแต่ละนาย และจะมีการปรับสถานะหนี้ของทุกคนให้เป็นไปตามปกติ จากนั้นในเดือน มิ.ย. จะผ่อนชำระแต่ละเดือนเป็นเวลา 12 เดือน คือ ธนาคารออมสิน เดือนละ 500 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ่ายเดือนละ 500 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย และธนาคารกรุงไทย จ่ายเดือนละ 1,000 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งตำรวจทั้ง 193 นายนั้น มียอดหนี้ที่แตกต่างกันไป และทุกคนกำลังเป็นหนี้ 2 ทาง คือยอดหนี้เดิมจากสถาบันการเงินที่กู้มาแล้ว และยอดหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ที่กู้เพิ่มในช่วงของการเข้าร่วมโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้ พล.ต.ต.สุดพิเศษ เอกศิริ ผบก.ภ.จว.เลย ได้มีคำสั่งปลด พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน ออกจากตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลยแล้ว เพื่อให้การสอบสวนต่างๆ นั้นแล้วเสร็จในภาพรวม และจากการตรวจสอบเสถียรภาพทางการเงินของ ภ.จว.เลยนั้น ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีผลกระทบใดๆ และมีงบดุลที่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์กลางกำหนด อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับตำรวจทั้ง 193 นาย บช.ภ.4 ได้มีคำสั่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ประเมินศักยภาพของตำรวจที่ประสบปัญหาในการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ฉุกเฉินรายละไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อให้นำมาชำระหนี้ตามการปรับโครงสร้างหนี้ล่าสุด รวมทั้งการเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้กับครอบครัวในระยะนี้อีกด้วย&amp;quot; &amp;nbsp;รอง ผบช.ภ.4 กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พยานที่เข้าให้การไม่ทราบว่า พล.ต.ต.สุทิพย์นำเงินจำนวน 229 ล้านบาทไปใช้ลงทุนประเภทใด หรือกระทำการใดๆ ประเด็นนี้จะต้องมีการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน รวมทั้งการดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แต่งตั้งขึ้นมานั้น จะทำการสรุปข้อมูลต่างๆ ในภาพรวม ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเงินทั้งหมดที่นำไปนั้นเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้จัดทำสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียน ประจำปี 2560 โดยพบว่า ประเด็นการร้องเรียนทุจริตที่พบมากคือ พฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 41.19%, ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง เบิกเงินอันเป็นเท็จ 9.91%, ทุจริตโครงการของรัฐบาล 9.58%, ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง เรียกรับเงิน 9.08% และจำนำข้าว 6.85%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานที่มีการร้องเรียน 5 อันดับแรก คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17.35%, กระทรวงมหาดไทย 15.11%, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.96%, กระทรวงศึกษาธิการ 4.11% และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.34% ส่วนจังหวัดที่มีการร้องเรียนมากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร 13.19%, &amp;nbsp;นครราชสีมา 3.19%, เชียงใหม่ 2.91%, อุบลราชธานี 2.61%, นครสวรรค์ 2.59%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน แบ่งออกเป็น หนังสือกล่าวหา/ร้องเรียน 47.12%, พนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 23.49%, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)10.90%, www.pacc.go.th 10.69% และสายด่วน 1206 6.74% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการดำเนินการ แบ่งออกเป็นด้านการไต่สวนข้อเท็จจริง และด้านการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยผลการไต่สวนข้อเท็จจริงที่เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. และมีมติดังนี้ 1.ความผิดอาญาและวินัย 40 เรื่อง 2.ส่งคืนพนักงานสอบสวน 13 เรื่อง 3.ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. 5 เรื่อง และ 4.ยุติเรื่องเนื่องจากไม่ปรากฏ/ระบุพฤติการณ์/ผู้ถูกกล่าวหาตาย 26 เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผลการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. และมีมติดังนี้ 1.รับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 1,175 เรื่อง 2.ส่งคืนพนักงานสอบสวน 82 เรื่อง 3.ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. 1,345 เรื่อง และ 4.ไม่รับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 888 เรื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10363</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ท., พ.ต.ท.บรรจง เปรมอยู่, พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน, พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม, พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์, พล.ต.ต.สุดพิเศษ เอกศิริ, พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช, พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0eaf4a2d72d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
