<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าแค่ไฟไหม้ฟาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขนาดต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวกันเป็นกิจจะลักษณะเลยทีเดียว หลังมีภาพ &amp;quot;ตำรวจ&amp;quot; ยืนชูป้ายข้อความ &amp;quot;ทำงานแทบตายนายแดกหัวคิว&amp;quot; แพร่สะพัดอยู่ในโลกโซเชียล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จน &amp;quot;กรมปทุมวัน&amp;quot; เดือดปุดๆ!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะก่อนหน้านี้แวดวง &amp;quot;สีกากี&amp;quot; เคยมีประวัติ เคยมีประเด็น &amp;quot;ฉาวโฉ่&amp;quot; การหักหัวคิวตำรวจที่ทำงานช่วงโควิด ตามมาด้วยข้าวกล่องอันน้อยนิด ที่นำมาให้ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนที่มาทำงานช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มเมือง ถึงการดูแลสวัสดิการ &amp;quot;ลูกน้อง&amp;quot; ของผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขนาด &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่มานั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม ก.ตร.เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาบอกในวงประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ให้ดูแลในเรื่องสวัสดิการแก่ข้าราชการตำรวจ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามที่ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงตอนหนึ่งหลังการประชุม &amp;nbsp;ก.ตร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้งนี้พอมีเรื่อง พอมีราว มีข่าวฉาวเกิดขึ้น โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รีบนำตัว ส.ต.ท.วุฒิชัย &amp;nbsp;หงษ์สำโรง ผู้บังคับหมู่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (จว.สุรินทร์) ซึ่งเป็นชุดควบคุมฝูงชนชุดที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ &amp;nbsp;26 ต.ค. และปรากฏภาพชูป้ายข้อความ &amp;quot;ทำงานแทบตายนายแดกหัวคิว&amp;quot; ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาแถลงยืนยันข้อเท็จจริง!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ต.ท.วุฒิชัย ยืนยันวันเกิดเหตุวันที่ 26 ต.ค.63 ขณะนั่งรถกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ และระหว่างลงจากรถได้เห็นป้ายข้อความติดอยู่ข้างรถบัสที่ใช้ขนส่งกำลังพล จำนวน 2 แผ่น จึงได้ดึงออกเพื่อจะนำเอาไปทิ้งถังขยะ แต่มีเพื่อนที่อยากเห็นจึงยกข้อความชูให้เพื่อนดู โดยทราบว่ามีการถ่ายภาพและแชร์กันในกลุ่มไลน์เพื่อน แต่ไม่ทราบว่าภาพหลุดลงโซเชียลได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันข้อเท็จจริงไม่มีเจตนาทำให้หน่วยเสียหาย เนื่องจากได้เบี้ยเลี้ยงเต็มจำนวนวันละ 200 บาท &amp;nbsp;ไม่มีการอมหัวคิวและไม่ได้ถูกผู้บังคับบัญชาบังคับให้แต่งเรื่องมาพูด&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ...เมื่อเจ้าตัวยืนยันเป็นความเข้าใจผิด ไม่ใช่การประท้วงนาย ไม่ได้โดนหักหัวคิว ทุกอย่างก็แฮปปี้เอนดิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับช่วงนี้ที่ได้เห็นภาพ &amp;quot;ผู้บังคับบัญชา&amp;quot; หลายๆ หน่วยงานดูแลเอาใจใส่ &amp;quot;ผู้ใต้บังคับบัญชา&amp;quot; โดยเฉพาะตำรวจชุด อคฝ.ที่ต้องมาปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 พร้อมนางนฤมล บัวรับพร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 ที่นำอาหาร ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ขนม ผลไม้ น้ำดื่ม มาเลี้ยงเป็นขวัญกำลังใจตำรวจ กองร้อยควบคุมฝูงชน ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 400 นาย จากหลายจังหวัดที่ผลัดเปลี่ยนเข้าประจำการปฏิบัติหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษผ(ผบก.191) นำอาหาร​มาเลี้ยงข้าราชการ ตร. คฝ.ภ.จว.ตาก ร้อย 1 เพื่อเป็นน้ำใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง และมีระเบียบวินัย หรือ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.ภ.2 ก็นำน้ำวิตามิน 4,800 ขวด มามอบให้ คฝ.ภาค 2 ทั้ง 6 กองร้อย เห็นแล้วชื่นใจ &amp;quot;นาย&amp;quot; ที่ใส่ใจสวัสดิการดูแล &amp;quot;ลูกน้อง&amp;quot; ให้กินอิ่ม นอนหลับ &amp;nbsp;มีเรี่ยวแรงกำลังในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่...ขอให้ดูแล &amp;quot;ลูกน้อง&amp;quot; อย่างต่อเนื่อง อย่าเป็นแค่เพียงไฟไหม้ฟาง พอกระแสเรียกร้องให้เอาใจใส่ลูกน้องหมดลง ก็ปล่อยอดๆ อยากๆ ตามเดิม แถมเงินเบี้ยเลี้ยงก็โดนหัก โดนตัดหัวคิวอีกแล้วกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82312</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล บัวรับพร, พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์, พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร, เสียบซึ่งหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a58935cc4fc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ซดทนายแจ้งจับนัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจจับทนายความดำเนินคดีเมาขับ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ หลังขับรถผ่านด่านจราจรกลางแล้วไม่ยอมเป่าวัดแอลกอฮอล์ เผยกำลังพิจารณาเพิ่มข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ส่วนผู้ต้องหาก็แจ้งความกลับ กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำให้เสียทรัพย์ และทำร้ายร่างกาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ กรณีโลกออนไลน์เผยแพร่คลิป ชายปฏิเสธเป่าแอลกอฮอล์บริเวณด่านตรวจ พื้นที่ สน.ตลิ่งชัน พร้อมระบุตนเองเป็นทนายความ และไม่ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ รวมถึงใช้ถ้อยคำหยาบคาย จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่าได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ รอดมา ผบก.น.7 แล้ว ทราบว่าชายผู้นี้ถูกดำเนินคดีในข้อหาเมาแล้วขับ วันนี้ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่ปรากฏในคลิป ว่ามีการพูดจาลักษณะดูหมิ่นและขัดคำสั่งเจ้าพนักงานหรือไม่ อย่างไร เบื้องต้นมีการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ เจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจในวันเกิดเหตุ จากรายงานทราบว่าชายในคลิปเป็นทนายความจริง หลังจากนี้ พนักงานสอบสวนอาจจะเชิญทนายความคนดังกล่าวมาให้ปากคำเพิ่มเติม ส่วนกรณีที่มีการแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ก็เป็นสิทธิตามกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.น.กล่าวว่า ขอฝากประชาชน ถ้าเจ้าหน้าที่ขอตรวจหรือให้เป่าแอลกอฮอล์ ช่วยปฏิบัติตามด้วย คงไม่มีการกลั่นแกล้งในสมัยนี้ ถ้าปริมาณแอลกอฮอล์เกิน เจ้าหน้าที่ก็แจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการที่ศาล ถ้าปริมาณไม่ถึงก็ไม่ดำเนินการอะไร ที่สำคัญสาเหตุที่ต้องตั้งด่านก็เพื่อความปลอดภัยของคนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า เหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ที่ตั้งด่านเป็นตำรวจจราจรกลาง โดยตั้งด่านในพื้นที่ สน.ตลิ่งชัน ยืนยันว่าตำรวจจราจรพยายามปฏิบัติต่อชายดังกล่าวอย่างสุภาพที่สุดแล้ว สาธารณชนสามารถใช้ดุลพินิจจากการดูคลิปภาพดังกล่าวได้ ทั้งนี้ กำลังพิจารณาดำเนินคดีกับชายดังกล่าวในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ เพิ่มเติมจากข้อหาขับรถขณะมึนเมาสุรา และขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกรณีชายดังกล่าวแจ้งความดำเนินคดีตำรวจจราจรก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจจราจรกลางตั้งด่านบริเวณปากซอยบรมราชชนนี 91 พบรถยนต์สีดำของชายคนดังกล่าว ขับเข้าจุดตรวจและผู้ขับท่าทางมีพิรุธ จึงขอตรวจสอบ พบว่ามีกลิ่นแอลกอฮอล์ จึงขอตรวจด้วยเครื่องตรวจวัดค่าแอลกอฮอล์ แต่ผู้ขับขี่ปฏิเสธ และมีปากเสียงต่อว่าเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าตรวจวัด พร้อมอ้างตัวเป็นทนายความ และแสดงบัตรประจำตัวทนายความ นำโทรศัพท์มือถือมาถ่ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเชิญตัวไปที่ สน.ตลิ่งชัน แต่มีการขัดขืน เจ้าหน้าที่จึงจับใส่กุญแจมือ นำตัวส่ง สน.ตลิ่งชัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ตำรวจนำตัวชายผู้นี้ส่งต่อศาล และได้ประกันตัว จากนั้น นายผู้นี้ได้แจ้งความดำเนินคดีตำรวจชุดจับกุมในข้อหา กักขังหน่วงเหนี่ยว, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35761</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์, พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd971aa4b19b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งปิดถนน40สาย ซ้อมงานพระราชพิธี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บช.น.แจ้งปิดการจราจรถนน 40 สายวันที่ 17 เม.ย.นี้ เพื่อซักซ้อมการรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่ 16.00-21.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 เมษายนนี้ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ กรณี บช.น.จะทำการปิดการจราจรเพื่อซักซ้อมการปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 17 เม.ย.62 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะเปิดการจราจรได้ตามปกติในเวลาประมาณ 21.30 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีรายละเอียด 1.ปิดการจราจรถนนจำนวน 40 สาย ได้แก่ 1. ถนนหน้าพระลาน ตลอดสาย 2.ถนนหน้าพระธาตุ ตลอดสาย 3.ถนนราชดำเนินใน (จากแยกผ่านพิภพฯ ถึงแยกป้อมเผด็จฯ) 4.ถนนสนามไชย (จากแยกป้อมเผด็จฯ ถึงแยกตัดถนนพระพิพิธ) 5.ถนนหับเผย 6.ถนนหลักเมือง 7.ถนนกัลยาณไมตรี 8.ซอยสราญรมย์ 9.ถนนพระจันทร์ ตลอดสาย 10.ถนนมหาราช (จากท่าพระจันทร์ ถึง แยกปากคลองตลาด) 11.ถนนท้ายวัง 12.ถนนเชตุพน 13.ซอยเศรษฐการ 14.ถนนราชินี (จากใต้สะพานพระปิ่นเกล้า-แยกผ่านพิภพฯ ถึงแยกพระพิทักษ์) 15.ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า (จากแยกอรุณอมรินทร์ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถึงแยกผ่านพิภพฯ) 16.ถนนราชดำเนินกลาง ตลอดสาย 17.ถนนจักรพงษ์ 18. ถนนสามเสน (จากแยกบางขุนพรหม ถึงแยกบางลำพู) 19.ถนนตะนาว (จากแยกสี่กั๊กเสาชิงช้า ถึงวงเวียนสิบสามห้าง) 20.ถนนสิบสามห้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.ถนนบวรนิเวศ 22.ถนนข้าวสาร 23.ถนนรามบุตรี 24.ถนนตานี 25.ถนนไกรสีห์ 26.ถนนพระสุเมรุ 27.ถนนดินสอ (จากแยก กทม. ถึงแยกวันชาติ) 28.ถนนประชาธิปไตย (จากแยกวันชาติ ถึงแยกวิสุทธิกษัตริย์) 29.ถนนราชดำเนินนอก (จากแยก จปร. ถึงแยกผ่านฟ้าฯ) 30.ถนนนครสวรรค์ (จากแยกผ่านฟ้าฯ ถึงแยกจักรพรรดิพงษ์) 31.ถนนหลานหลวง (จากแยกผ่านฟ้าฯ ถึงแยกหลานหลวง) 32.ถนนมหาไชย (จากแยกป้อมมหากาฬ ถึงแยกสำราญราษฎร์) 33.ถนนบุญศิริ (จากถนนอัษฎางค์ ถึงถนนบูรณศาสตร์) 34.ถนนราชบพิธ 35.ถนนบำรุงเมือง (จากสะพานช้างโรงสี ถึงแยกสี่กั๊กเสาชิงช้า) 36.ถนนเจริญกรุง (จากวงเวียน รด. ถึงแยกเฉลิมกรุง) 37.ถนนเฟื่องนคร (จากแยกสี่กั๊กพระยาศรี ถึงแยกสี่กั๊กเสาชิงช้า) 38.ถนนบ้านหม้อ (จากสี่กั๊กพระยาศรี ถึงแยกบ้านหม้อ) 39.ถนนอัษฎางค์ (จากแยกผ่านพิภพฯ ถึงแยกพระพิทักษ์) 40.ถนนพระพิพิธ จากถนนสนามไชย ถึงแยกพระพิทักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.แนวทางการปิดจราจร จะทำการปิดการจราจรเมื่อขบวนซักซ้อมผ่าน สำหรับเส้นทางใดที่ขบวนซักซ้อมยังไม่ผ่าน หรือเส้นทางใดที่ขบวนซักซ้อมผ่านไปแล้ว และไม่เป็นการกระทบต่อขบวนซักซ้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพิจารณาเปิดการจราจรเป็นช่วงๆ ไป เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกการจราจรให้กับประชาชนโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เส้นทางแนะนำประชาชน กรณีประชาชนที่เดินทางระหว่างฝั่งกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ขอแนะนำให้ไปใช้เส้นทางดังนี้ 1.เมื่อลงจากด่วนยมราช หรือมาจากถนนเพชรบุรี ถนนราชวิถี ให้ไปใช้สะพานกรุงธนฯ (ซังฮี้) หรือสะพานพระราม 8 2.สำหรับรถที่มาทางด้านถนนพระราม 4 ถนนพระราม 1 และถนนเจริญกรุง ให้ไปใช้สะพานพระปกเกล้า และสะพานพระพุทธยอดฟ้า จะเป็นการสะดวกกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) หมายเลขโทรศัพท์ 1197 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ WWW.TRAFFICPOLICE.GO.TH.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33778</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก, พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190416/image_big_5cb5dbce9b0af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขู่ใช้ยาแรงแก้ฝุ่นพิษ นายกลั่นไม่ได้ผลยกระดับขึ้น/กทม.ส่งโดรนพ่นนํ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กทม.เปิดปฏิบัติการแก้ฝุ่นพิษ ส่งโดรน 5 ลำขึ้นบินฉีดพ่นละอองน้ำ 6 จุดวิกฤติ เอกชนเตรียมส่งเครื่องบินเล็ก 47 ลำช่วยอีกแรง พร้อมนัด 3 ก.พ.จัดบิ๊กคลีนนิ่งใหญ่ทั่วกรุง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ย้ำเร่งแก้ปัญหา PM 2.5 เต็มที่ ชี้หากไม่ได้ผลอาจยกระดับมาตรการแรงขึ้น แจงปิด รร.ห่วงเด็กภูมิต้านทานต่ำ &amp;quot;คพ.&amp;quot; เผยแนวโน้มอากาศเริ่มดีขึ้น &amp;quot;จาตุรนต์&amp;quot; จี้รัฐบาลอย่าปิดบังสถานการณ์จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่เช้าตรู่ วันที่ 31 ม.ค. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานพิธีปล่อยขบวนหน่วยปฏิบัติการแก้วิกฤติมลพิษทางอากาศกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.), สำนักสิ่งแวดล้อม (สวล.), สำนักงานเขตพื้นที่ กทม., ชมรมโดรนเพื่อการเกษตร เพื่อนำโดรนจากจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิ จำนวน 5 ลำ บรรทุกน้ำขึ้นบินปฏิบัติการฉีดพ่นละอองน้ำลดฝุ่นละอองในอากาศพื้นที่วิกฤติทั่ว กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเริ่มจากจุดแรกที่ฐานบินบริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. ก่อนจะย้ายฐานการบินไปยังจุดอื่นจบครบ &amp;nbsp;6 จุด ได้แก่ ฐานบินบริเวณลานคนเมือง, ฐานบินบริเวณวัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน), ฐานบินมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.), ฐานบินสวนจตุจักร จะทำการบินบริเวณห้าแยกลาดพร้าว, ฐานบินสวนลุมพินี จะทำการบินบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 และถนนพระราม 4 และฐานบินสะพานพระราม 9 ฝั่งพระนคร เขตบางคอแหลม โดยแต่ละจุดจะใช้เวลาในการปฏิบัติการ 1 ชั่วโมง 30 นาที-2 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า กทม.ประสานไปยังชมรมโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งมีโดรนอยู่จำนวน 50 ลำมาร่วมปฏิบัติการขึ้นบินฉีดน้ำพ่นละอองในอากาศเพื่อช่วยดูดจับฝุ่นละออง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 ก.พ. โดยจะประเมินสถานการณ์และตรวจวัดคุณภาพอากาศทุก 3-5 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิบัติแก้วิกฤติครั้งนี้ จะเป็นการลดฝุ่นละออง 3 ระดับความสูง ได้แก่ ระดับบนสุด ใช้โดรนจะบินฉีดพ่นละอองน้ำ โดยโดรนแต่ละเครื่องมีรัศมีทำการบินประมาณ 2 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และสามารถบรรทุกน้ำได้ 5-10 ลิตร ก่อนจะขึ้นไปฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ ซึ่งแต่ละครั้งสามารถบินได้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจะลงมาเปลี่ยนแบตเตอรี่และเติมน้ำสำหรับฉีดพ่น ส่วนระดับที่ 2 รถน้ำพร้อมอุปกรณ์จาก สปภ.และ สวล. จะฉีดฝอยละอองน้ำขึ้นไปอากาศ และระดับที่ 3 เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดของสำนักงานเขตจะกวาดและล้างทำความสะอาดบนพื้นจราจร ทางเท้าและพื้นที่สาธารณะทั่วไป&amp;quot; พล.ต.อ.อัศวินกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า นอกจากนี้ มอบหมายให้นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัด กทม. ออกคำสั่งด่วน (ว.8) ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและเจ้าหน้าที่สำนักวิ่งแวดล้อม ฉีดพรมน้ำและล้างต้นไม้ภายในสวนสาธารณะของ กทม. เพื่อลดฝุ่นที่ดักจับเกาะตามใบไม้และกิ่งไม้ เบื้องต้น กทม.ทำการล้างต้นไม้ รวม 20 สวนแล้ว และจะดำเนินการให้ครบทุกสวนสาธารณะทุกแห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กทม.ยังได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 1 ในการร่วมสนับสนุนรถน้ำและอุปกรณ์ในการปฏิบัติการฉีดน้ำลดฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วย ซึ่ง กทม.ก็จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฉีดน้ำทำความสะอาด ทั้งพื้นถนนและต้นไม้ภายในสวนต่อเนื่องตลอดทั้งวัน&amp;quot; ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว&amp;nbsp;
ส่งบินเล็ก 47 ลำพ่นน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.อัศวินประชุมแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีความรู้เฉพาะทางจากทุกภาคส่วน ตลอดจนผู้ประกอบการและผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 300 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า เบื้องต้น กทม.จะมีมาตรการเร่งด่วน 3 เรื่อง คือ 1.ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างทุกโครงการ และบ้านเรือนประชาชนทุกหลังคาเรือนในการติดตั้งสปริงเกลอร์บนอาคาร หรือหลังคาบ้านเพื่อฉีดละอองน้ำบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง และให้หมั่นทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน 2.ขอความร่วมมือรถไฟฟ้าบีทีเอสติดตั้งระบบน้ำสปริงเกลอร์ตามสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสทุกเส้นทาง และ 3.กทม.จะมอบหมายให้ 50 สำนักงานเขต ประชาสัมพันธ์และแจ้งพี่น้องประชาชนทุกหลังคาเรือนให้ร่วมกันจัดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ครั้งใหญ่พร้อมกันทั่ว กทม. ในวันที่ 3 ก.พ.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า การนำโดรนขึ้นบินฉีดพ่นละอองน้ำสะอาดในอากาศ ช่วยดูดจับฝุ่นละอองเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดี โดยขณะ มก.กำลังร่วมมือโรงเรียนการบินกรุงเทพ ในการติดตั้งเครื่องบรรจุน้ำและประกอบอุปกรณ์บนเครื่องบินขนาดเล็กจำนวน 47 ลำ เพื่อบินพ่นน้ำในอากาศ โดยขอให้ภาครัฐสนับสนุนน้ำสะอาดและเงื่อนไขการบิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในอนาคตขอเสนอให้ กทม.ติดตั้งเครื่องกรองอากาศเช่นเดียวกับประเทศจีน เพราะคาดว่าจะต้องเกิดปัญหาขึ้นอีกแน่ โดยวิธีการของเครื่องกรองอากาศจะเป็นการดูดอากาศเข้ามา&amp;quot; กรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรฯ กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; น.ท.ปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริษัท &amp;nbsp;บางกอกเอวิชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า โรงเรียนการบินกรุงเทพต้องการช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม. ผ่านเครื่องบินขนาดเล็ก ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้โดรน เพราะบรรจุน้ำได้ลำละ 150 ลิตรต่อลำ โดยวิถีการบินจะบินเกาะกลุ่มเรียงกันเป็นหน้ากระดานด้วยรัศมีทำการบินประมาณ 1 กิโลเมตร หรือ 1,000 เมตร ประกอบด้วยเครื่องบินจำนวน 15-20 ลำ ใช้ความเร็วอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดจะบินได้ทั้งหมด 25 รอบ โดยจะช่วยฉีดพ้นน้ำครอบคลุมพื้นที่ กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าจะเริ่มทำการบินได้ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ของวันที่ 2 ก.พ. โดยจะกำหนดเส้นทางการบินบริเวณถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบภาวะวิกฤติ อยู่ไกลจากเขตพระราชฐานและเงื่อนไขการบิน เพื่อไม่ให้เส้นทางการบินกระทบต่อท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองและสุวรรณภูมิ โดยจะใช้ความสูงการบินอยู่ที่ 500-1,000 ฟุต&amp;quot; ผู้บริหารโรงเรียนการบินกรุงเทพระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงปัญหาฝุ่นละอองว่า การบริหารทุกอย่างต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องของการเผาขยะ เผาในที่โล่ง พืชและขยะที่เป็นพิษเผาเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย โรงงานทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็เป็นอยู่อย่างนี้ PM 2.5 ก็มาอยู่อย่างนี้ แต่ส่วนที่หนักที่สุดคือยานพาหนะเกือบทั้งหมด เป็นการเผาไหม้จากเครื่องยนต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ก็มีเสนอมาให้ยกเลิกรถที่วิ่งแล้ว 10 ปี แล้วใครขับรถแค่ 3 ปีบ้าง คนมีหลากหลายอาชีพ หลากหลายระดับ แต่ไม่ใช่ว่ารถเก่าจะไม่มีคุณภาพ ต้องดูบริบทของประเทศไทยด้วย ที่จะห้ามหรือจะปิดอะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง PM 2.5 วันนี้ตกใจกันทั้งประเทศ ใช่เป็นเรื่องสุขภาพ รัฐบาลก็ค่อยๆ แก้ ถ้าแก้โครมเดียวก็เดือดร้อนกันทั้งหมด ใครยอมไหม ไม่ใช้รถทั้งหมด เพราะปัญหามาจากรถมากที่สุด&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
บิ๊กตู่ชี้ไม่ดีขึ้นยกระดับแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การสั่งปิดโรงเรียน เพราะเด็กมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่เหมือนผู้ใหญ่ ตนก็เหมือนกัน ทนมาถึงวันนี้ 65 ปีแล้ว แค่นี้ก็เก่งแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กต้องดูแลเขาก่อน ดู 2 วันจะได้เรื่องไม่ เพราะต้องการให้เด็กที่มีภูมิต้านทานต่ำเขาปลอดภัย หลายคนก็ออกมาคาดจมูกแถลง โธ่ ไม่ต้องออกมาคาดจมูกแถลงสร้างภาพอย่างนั้นหรอก ไม่ต้อง ดูถ้าท่านมาแล้ว ท่านจะทำอะไรได้บ้าง เสนอมา วันนี้เสนอมาท่านก็ลองเลือกไปแล้วกัน เสนอมาแต่ละอย่างตนก็มีเหมือนที่เขามี แต่ตนจะใช้ได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ต้องคิด จะห้ามรถอย่างไร จะห้ามรถวันคี่ยอมไหม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในฐานะเป็นรัฐบาล ผมมีประชาธิปไตยเต็มที่ นึกถึงคนทุกคน จะประกาศหรือสั่งอะไรไปก็ต้องระมัดระวังมากที่สุด แต่ทุกอย่างกฎหมายปกติมีอยู่แล้ว ทำกฎหมายปกติให้เข้มงวดขึ้น อะไรที่สามารถควบคุมโรงงาน ควบคุมต่างๆ รวมถึงการเผาวัชพืชในที่โล่งมีทุกตัว ต้องเข้มงวดตรงนี้ให้ได้ แล้วดูจะลดหรือไม่ ถ้ายังไม่ลด เดี๋ยวต้องหามาตรการที่ 2 และมาตรการที่ 3 &amp;nbsp;ขณะนี้เราทำมาตรการ 1 กับ 2 อยู่ เดี๋ยวถ้ามีมาตรการที่ 3 ขึ้นมา จะยิ่งกว่านี้ ถ้ายังแก้ไขไม่ได้ เพราะบางพื้นที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม เขาก็ไปวัดดูแล้ว ก็ไม่ได้มากมาย และส่วนใหญ่ก็ต่ำกว่าเกณฑ์&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาฝุ่นละอองเพิ่มเติมว่า จะมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับดูแลกรมควบคุมมลพิษ รวบรวมมาตรการ 1-3 และถ้าเป็นมาตรการที่ 4 จะยกระดับเป็นภัยพิบัติขึ้นมาทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องการให้ถึงขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าทำถึงขนาดนั้นอาจจะมีผลเสียต่อการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งสุขภาพสำคัญที่สุด แต่ต้องคำนึงถึงอย่างอื่นด้วย การที่ออกมาพูดอะไรเป็นประเด็นการเมือง ผมก็เบื่อหน่าย เพราะไม่ใช่เพิ่งมีปัญหาในเวลานี้ แต่มีมาทุกปี แต่รัฐบาลนี้ให้ทุกคนรับทราบสถานการณ์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยแจ้ง พอมีตัวเลขให้เห็นก็ตกใจ ตื่นตระหนก&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประวิตรกล่าวเพียงสั้นๆ ถึงปัญหาฝุ่นละอองว่า จะพยายามแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร) กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้มอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดเป็นการด่วน เพื่อดูว่าแต่ละหน่วยงานจะลงไปทำอย่างไร เพื่อให้ปัญหาในขณะนี้ดีขึ้น โดยหน่วยงานที่เข้าไปแก้ปัญหาขณะนี้ จะพยายามปรับไม่ให้กระทบกับประชาชนมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการเร่งด่วนที่จะใช้ตอนนี้เขาได้ดูเรื่องการก่อสร้าง การจราจร การรณรงค์เกี่ยวกับการใช้รถ ส่วนที่เหลืออยู่คือการประชุมว่าภาคประชาสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอย่างไร ถ้านายกฯ เข้าใจตรงนี้แล้วดันให้ภาคประชาสังคมเข้าไปช่วย ก็เชื่อว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาได้ เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องปัญหาฝุ่นก็สงผลกระทบกับด้านท่องเที่ยว ทำให้ชะงักไปด้วยเช่นกัน&amp;quot; นายปณิธานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ประชุมติดตามการดำเนินมาตรการ ปลอดฝุ่น PM 2.5 หน่วยงานในสังกัดผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่มีโครงการก่อสร้าง โดยเฉพาะกรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขยายเวลางดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 22 ม.ค.62 ออกไปถึงวันที่ 15 ก.พ.62 เช่น การก่อสร้างรถไฟฟ้า โดยปรับเปลี่ยนแผนการทำงานไปทำด้านอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดฝุ่น และหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมคืนพื้นผิวจราจร และล้างทำความสะอาดทุกครั้งหลังเสร็จงาน
คพ.เผย PM 2.5 เริ่มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมกล่าวว่า เรื่องการให้บริการรถสาธารณะหลักๆ เป็นเรื่องการตรวจควันดำของรถโดยสารสาธารณะ เน้นไปที่รถของ ขสมก. เบื้องต้นได้มีการเพิ่มในการตรวจรถร่วม ขสมก.และรถร่วม บขส.โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ส่งสายตรวจไปตามสถานที่ต่างๆ 2.ติดตามตรวจควันดำรอบนอกกรุงเทพฯ มี 6 จุด 1.ทางเข้ากรุงเทพฯ จากนครปฐม สมุทรสาคร ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ได้เน้นตรวจรถโดยสารที่ไม่ประจำทาง รถทัศนาจร รถรับ-ส่งพนักงงาน รวมถึงรถบรรทุกในเขตรอยต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เกณฑ์การวัดค่าของควันดำ ซึ่งมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ ควบคุมไว้ที่ 45% ได้ตั้งเกณฑ์ไว้สูงกว่า โดยเฉพาะรถ ขสมก. ได้ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 30% ดังนั้นหากพบว่ารถของ ขสมก.ตรวจวัดค่าควันดำเกิน 30% ไม่ให้นำออกวิ่งให้บริการทันที&amp;quot; รมว.คมนาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก, สำนักงานสิ่งแวดล้อมเขตคลองเตย, กรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.จร. ออกตรวจควันจากท่อไอเสีย รถประจำทาง (ขสมก.)เครื่องยนต์ดีเซลที่อาจมีค่าควันดำเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหามลภาวะฝุ่นละอองในอากาศ (PM 2.5) ณ ท่าอู่พระราม 9 (ขสมก.) แขวง-เขตห้วยขวาง ซึ่งมีรถประจำทางสายต่างๆ มีรถเมล์ประจำทางสีครีมแดง และรถปรับอากาศ ที่มีรถทั้งหมดรวม 68 คัน ตรวจแล้ว 60 คัน จอดเสีย 4 คัน ยังไม่ได้ตรวจอีก 4 คัน เนื่องจากกำลังวิ่งอยู่ ผลการตรวจตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ไม่พบค่าฝุ่นละอองเกิดมาตรฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) สรุปข้อมูลโรงเรียนปิดการเรียนการสอนว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สรุปข้อมูลในกรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดในเขตปริมณฑล คือ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ปิดเรียน 631 โรง คิดเป็น 58.7% นักเรียนได้รับผลกระทบ 431,997 คน ส่วนที่เหลือ 650 โรงเรียนเปิดเรียน เนื่องจากมีการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) แบ่งเป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 25,932 คน, มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 55,690 คน และ ม.6 จำนวน 32,166 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษในอากาศกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศประจำวันว่า พบปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ตรวจวัดได้ 65-108 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) มีค่าเกินมาตรฐาน 24 แห่ง (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) และพบมี 3 แห่งที่อยู่ในระดับสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) คือ บริเวณเขตบางพลัด บางกอกน้อย และเขตบางเขน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 เวลา 15.00 น. วันที่ 31 ม.ค. ผลการตรวจวัดปริมาณ PM 2.5 พบมีพื้นที่ที่ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) แบ่งเป็นพื้นที่ริมถนนจำนวน 23 สถานี และพื้นที่ทั่วไป จำนวน 16 สถานี โดยรวมมีค่าลดลงเกือบทุกพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลา 07.00 น. และ 12.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คพ.คาดการณ์ปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในวันที่ 1 ก.พ. ปริมาณ PM 2.5 มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินมาตรการในการบรรเทาสถานการณ์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง อาทิ การประกาศปิดโรงเรียน และสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การจราจรคล่องตัวและลดแหล่งกำเนิดมลพิษ การตรวจจับควันดำอย่างเข้มข้นโดยความร่วมมือของ บก.จร. กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลออกมาตรการมาแล้ว ต้องจริงจังในการดำเนินมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมหรือจำกัดรถยนต์ที่เป็นต้นเหตุของฝุ่น PM 2.5 การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ รวมถึงเข้มงวดจริงจัง กับการเผาในที่โล่งแจ้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญรัฐบาลต้องจริงจังและจริงใจ หากปิดบังข้อมูลหรือไม่เปิดเผยความจริง ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น กระทบกับการเตรียมพร้อมป้องกันสุขภาพของประชาชนเป็นล้านคน&amp;quot; ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทษช.ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28029</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร, น.ท.ปิยะ ตรีกาลนนท์, บางกอกเอวิชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด, พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, รศ.วีรชัย พุทธวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c5300e96a1ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อเคาะ20พื้นที่คุมฝุ่นพิษ อึ้ง!ตรวจรถเมล์ไร้ควันดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ส่ง &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; นั่งหัวโต๊ะหามาตรการแก้วิกฤติฝุ่นละออง สั่งกลาโหมประสานเอกชนฉีดพ่นละอองน้ำจากตึกสูงบรรเทาเร่งด่วน เล็งยกเครื่องออก กม.ควบคุมภาพรวมทั้งระบบ &amp;quot;รมว.ทส.&amp;quot; ตั้งวอร์รูมแก้ PM 2.5 จี้ กทม.หากที่ใดค่าเกินมาตรฐานติดกัน 3 วัน ต้องประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ &amp;quot;อัศวิน&amp;quot; แย้มมี 20 จุดเข้าข่ายแล้ว อึ้ง! ตรวจรถเมล์อู่คลองเตยไม่พบควันดำเกินกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม.และ 5 จังหวัดรอบ กทม.ว่า ฝุ่นละอองยังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้หมดในระยะเวลาอันใกล้ได้ จึงต้องหามาตรการที่เหมาะสม ทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะยาว และมาตรการเบาไปหาหนัก ซึ่งวันนี้หารือกัน และจะให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ขับเคลื่อนบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวทั้งระบบหารือภาพรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มาตรการเร่งด่วนที่ได้ทำไปแล้ว เช่น การฉีดพ่นน้ำสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง วันนี้มีความคิดใหม่ ให้เพิ่มพ่นละอองน้ำจากตึกสูง เช่น จากตึกใบหยกลงมา ซึ่งเอกชนได้เสียสละเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือตรงนี้ด้วย โดยส่วนนี้ขณะนี้กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 ผมไม่ได้ตำหนิว่าใครต้องทำอะไร อย่างที่กล่าวอ้างกันไปก็ทำทุกอัน สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้คือการให้ไปแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน ทั้งในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถช่วยลดมลภาวะนี้อย่างไร ซึ่งมีกฎหมายในการบังคับใช้อยู่แล้ว ต้องไปดู พอบังคับใช้หรือไม่ หรือต้องมีมาตรการพิเศษหยุดเครื่องจักรในช่วงเช้า ช่วงเย็นได้หรือไม่ แต่หากเราไปบังคับมากๆ ก็จะส่งผลกระทบในส่วนอื่นๆ ด้วย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า มีการเสนอว่าหลายประเทศมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ออกมา ซึ่งเป็นกฎหมายเชิงบูรณาการในภาพรวมว่ากลุ่มอุตสาหกรรมในภาคการเกษตร แต่ต้องปรับบริบทให้สอดคล้องกับสังคมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่านายกฯ ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ถึงปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม. &amp;nbsp;โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประชุมร่วมกับ กทม.ในวันที่ 29 ม.ค. เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงในช่วงตรุษจีนที่จะมาถึง ซึ่งจะมีการจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง จึงอยากให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อลดวิธีปฏิบัติดังกล่าวลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตรเป็นประธาน จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมออกมา&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลาว่าการ กทม. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5 )ใน กทม.และปริมณฑล ร่วมกับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นละอองมาจากเครื่องยนต์รถที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์มากกว่าร้อยละ 50 ขณะนี้อยู่ในขั้นแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ซึ่งมี 4 ระดับ หากค่าฝุ่นเกิน 90 ไมโครกรัม (มคก. )/ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) &amp;nbsp;ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง ให้ยกเป็นสถานการณ์รุนแรง ให้อำนาจผู้ว่าฯ กทม.ประกาศกำหนดให้เขตที่มีค่าฝุ่นสูงเป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่เฝ้าระวังคือ กรุงเทพฯ, มหาชัย จ.สมุทรสาคร และอีกหลายพื้นที่ใน จ.สมุทรปราการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตรวจเยี่ยมครั้งนี้นำมาสู่การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ศูนย์หรือวอร์รูมดังกล่าวจะแจ้งข่าวสารปริมาณฝุ่นละอองทุกวัน เช้าและเย็น พร้อมมาตรการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน เป็นการสื่อสารเชิงรุก โดยขอให้ประชาชนยึดข้อมูลจากศูนย์นี้เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบัน กทม.และกรมควบคุมฯ มีสถานีตรวจวัดที่ติดตั้งเครื่องตรวจความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 จำนวน 43 สถานี ไม่ครอบคลุมทุกเขต จะมีการติดตั้งเพิ่มในส่วน กทม. ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดจะหารือกับกระทรวงมหาดไทยด้วย&amp;quot; พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กล่าวว่า ในส่วนแผนระยะกลางและระยะยาวป้องกันปัญหาฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะมีการประชุมวันที่ 4 ก.พ.นี้ เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาที่ดำเนินการในระยะเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้จะมีการพิจารณาปรับมาตรฐานการปล่อยฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;จาก 50 มคก./ลบ.ม. เป็น 35 มคก./ลบ.ม. ภายใน 3-5 ปี และลดเป็น 25 มคก./ลบ.ม. ภายใน 10 ปี ซึ่งค่าฝุ่นระดับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอยู่ที่ 25 มคก. &amp;nbsp; เป็นการกำหนดเป้าหมายควบคุมมลพิษอากาศในอนาคต รวมถึงผลักดันกฎหมายที่ควบคุมคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ ผู้ปล่อยมลพิษต้องมีโทษความผิดร้ายแรง เพราะมลพิษทางอากาศเป็นมหันตภัยต่อชีวิตประชาชนประเทศไทยต้องตั้งเป้าและทำให้ได้เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ สั่งให้พิจารณา 50 เขตใน กทม. เขตใดที่เกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. หรืออยู่ในระดับที่สูง ให้ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ แต่ตนขอใช้คำว่าพื้นที่ควบคุมมลภาวะทางอากาศพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้เร่งรวบรวมข้อมูลปริมาณค่าฝุ่นละอองเพื่อประกอบการพิจารณา โดยมีพื้นที่สุ่มเสี่ยงกว่า 20 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าจะประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมดังกล่าว เช่น เขตดินแดง, สาทร, บางเขน หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ถนนอินทรพิทักษ์, บางขุนเทียน, ถนนพระราม 2 ติดต่อพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร โดยจะพิจารณาเป็นจุดๆ ไม่ประกาศทั้งเขต คาดว่าภายในวันนี้ (29 ม.ค.) จะสามารถออกประกาศควบคุมพื้นที่ได้ และจะมีมาตรการต่างๆ มารองรับเพื่อลดฝุ่นอันตราย&amp;quot; ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัด กทม. เสริมว่า หากมีการออกประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญแล้ว จะประสานกองบังคับการตำรวจจราจรปิดการจราจรหรือมีมาตรการลดความคับคั่งการผ่านของยานพาหนะ รวมถึงห้ามยานพาหนะบางประเภทที่ก่อมลพิษผ่าน ซึ่งจะช่วยลดฝุ่นละอองได้ ส่วนแหล่งก่อมลพิษอื่นๆ จะมีมาตรการควบคุมที่เข้มข้นมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กทม.จะสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนโดยไม่ปกปิด สุขภาพประชาชนต้องมาก่อน ซึ่งพื้นที่ประกาศควบคุมมลภาวะจะแจ้งข้อมูลไปสู่โรงเรียนในพื้นที่ เพื่อพิจารณางดทำกิจกรรมกลางแจ้งกับนักเรียน หรือถึงขั้นปิดโรงเรียนถ้าจำเป็น เพื่อความปลอดภัยของเด็กด้วย&amp;quot; รองปลัด กทม.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ว่าฯ กทม.จะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ เพื่อแสดงความรับผิดชอบการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เป็นผลสำเร็จ พล.ต.อ.อัศวินตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า &amp;quot;ผมหน้าด้าน จะอยู่ทำงานต่อไป&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เพื่อกำหนดมาตรการการควบคุมปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในสถานการณ์เฝ้าระวังจนถึงวันที่ 4 ก.พ.นี้ ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้กำหนดมาตรการควบคุมการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ สำหรับพื้นที่เขตที่มีค่าฝุ่นละอองเกิน 51-75 มคก./ลบ.ม. จะประกาศให้คำแนะนำแก่ประชาชนวิธีป้องกันฝุ่นละออง พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับเจ้าของโครงการก่อสร้างและสถานประกอบการต่างๆ ให้ควบคุมการก่อสร้างเพื่อลดฝุ่นละอองที่มีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ รวมถึงร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจรในการกำหนดมาตรการควบคุมจุดที่มีการจราจรหนาแน่นเพื่อลดฝุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่เขตที่มีค่าฝุ่นละอองตั้งแต่ 76-100 มคก./ลบ.ม. กทม.จะใช้มาตรการในการเฝ้าระวังและกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ตามมาตรา 25 พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 การกระทำใดที่เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า หรืออื่นใด ซึ่งเป็นเหตุสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนในพื้นที่ และมีความเป็นอยู่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขและป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศที่จะมีผลกระทบกับประชาชน ในวันที่ 30 ม.ค.62 กทม.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันฝุ่นละอองอย่างเข้มงวด &amp;nbsp;และจะนำมติที่ได้จากการประชุมเสนอเป็นมาตราการให้ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณาลงนามและประกาศใช้มาตรการควบคุมในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละออง 76 มคก. ขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พร้อมด้วยนายสมชาย ราชแก้ว หัวหน้าฝ่ายตรวจการ กองตรวจการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก สำนักงานสิ่งแวดล้อมเขตคลองเตย กรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.จร. ลงพื้นที่ตรวจควันดำจากท่อไอเสียรถประจำทาง (ขสมก.) เครื่องยนต์ดีเซล ที่ท่าอู่รถโดยสารประจำทาง ขสมก. (คลองเตย) ถนนสุนทรโกษา เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า อู่ดังกล่าวป็นจุดจอดรถประจำทาง 5 สาย ประกอบด้วย สาย 13, สาย 72, สาย 136, สาย 195, สาย 205 รวมจำนวน 141 คัน โดยขั้นตอนในการตรวจวัดมีการไล่เขม่าค้างเครื่อง ก่อนจะตรวจวัดด้วยเครื่องตรวจควันชนิดทึบแสง จากนั้นเริ่มทำการตรวจวัด 2 ครั้ง โดยค่าจะต้องต่างกันไม่เกิน 5% ผลการสุ่มตรวจยังไม่พบว่ามีรถโดยสารประจำทางขสมก. มีค่าตรวจวัดควันดำเกินกำหนด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27822</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์, พญ.วันทนีย์ วัฒนะ, พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์, พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c50680567a7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟ้องชนบนทางเท้า ขอให้ลงโทษหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยื่นฟ้องหนุ่มแมสเซ็นเจอร์ขี่จักรยานยนต์บนทางเท้าชน นร.หญิงได้รับบาดเจ็บ อัยการขอให้ลงโทษสถานหนัก ชี้การกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนความสงบสุขและความปลอดภัยของคนเดินเท้า ศาลสั่งสืบประวัติ นัดฟังคำพิพากษา 23 ม.ค.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถนนรัชดาภิเษก วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 2 (รัชดาฯ) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภูวดล ศรีสำโรง อายุ 23 ปี อาชีพพนักงานรับ-ส่งเอกสาร เป็นจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทฯ คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 26 พ.ย.61 จำเลยได้ขี่รถจักรยานยนต์ ทะเบียน กฏ 6283 กรุงเทพมหานคร มาตามถนนลาดพร้าว มุ่งหน้าย่านบางกะปิ ด้วยความประมาทปราศจากการระมัดระวังโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น มาถึงป้ายรอรถประจำทางบริเวณปากซอยลาดพร้าว 69 จำเลยกลับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นไปบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควรด้วยความเร็วและความประมาท โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ก่อนเฉี่ยวชน น.ส.กุลณี จันทรวิทุร นักเรียน รร.บดินทร์ 3 ล้มลงกระแทกพื้น ได้รับบาดเจ็บบริเวณสะโพก และบาดแผลถลอกที่ขาทั้ง 2 ข้าง เหตุเกิดที่แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 27 พ.ย. จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ดำเนินคดีข้อหาขับรถประมาทน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่ผู้อื่นและทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย และขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 390 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 32 43 (4) (7) (8) 157, 160 รวมทั้งขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายคำฟ้องพนักงานอัยการระบุด้วยว่า การขับขี่รถของจำเลยเป็นการรบกวนความสงบสุขและความปลอดภัยของคนเดินเท้า และเป็นภยันตรายแก่บุคคลและทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด และเพื่อคุ้มครองสังคมและผู้สุจริตชน จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยสถานหนักด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยให้การรับสารภาพโดยตลอด และตกลงชดใช้ค่าเสียหายกับผู้เสียหายแล้วเป็นที่พอใจแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะ ความประพฤติ ประวัติ การศึกษา และอื่นๆ ของจำเลย แล้วรายงานให้ศาลทราบเพื่อประกอบการพิจารณา และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 23 ม.ค.2562 เวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเทศกิจ 50 เขต ถึงการแก้ไขปัญหารถจักรยานยนต์ขับขี่บนทางเท้าว่า ที่ผ่านมาแม้ กทม.จะออกมาตรการอย่างเข้มงวด ตามโครงการจับจริง ปรับจริง ทำให้ในรอบ 4 เดือน สามารถจับผู้กระทำผิดได้กว่า 10,000 ราย และปรับเป็นเงินได้กว่า 4 ล้านบาท แต่จำนวนผู้กระทำผิดกลับไม่ลดลง โดยเฉพาะในบริเวณที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เทศกิจประจำ มักพบผู้ฝ่าฝืนเช่นเดิม ดังนั้น กทม.ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มงวดขึ้น โดยปรับเพิ่มผู้ขับขี่บนทางเท้า จากอัตราต่ำสุด 500 บาท เป็น 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.เป็นต้นไป เชื่อว่าการบังใช้กฎหมายอย่างจริงจังด้วยค่าปรับที่สูงขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสกลธีกล่าวว่า ในที่ประชุมยังมีการหารือถึงการเพิ่มโครงการคู่ขนาน ด้วยการนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) จับภาพผู้กระทำผิด พร้อมส่งใบสั่งเป็นจดหมายไปยังที่พักอาศัย โดยได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักเทศกิจหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อศึกษารายละเอียดดังกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในที่ประชุมยังหารือกรณีจุดจอดรถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) จากเดิมที่กำหนดให้จอดบนทางเท้าเพื่อแก้ไขปัญหากีดขวางการจราจรในบางจุด แต่วันนี้ได้มอบนโยบายสำนักเทศกิจสำรวจทางเท้าที่มีขนาดกว้าง ดำเนินการปาดเกาะเหมือนจุดจอดรถแท็กซี่ ไม่ให้รถจักรยานยนต์รับจ้างนำยานพาหนะไปจอดบนทางเท้าหรือกีดขวางการจราจรบนถนน เบื้องต้นสำรวจ 50 เขต พบมีจำนวน 400 จุด ส่วนทางเท้าที่มีขนาดแคบต้องหาทางแก้ไขในระยะยาว เช่น ย้ายจุดจอดหรือขอใช้พื้นที่เอกชน แต่คงไม่สามารถยกเลิกวินรถจักรยานยนต์ได้ เพราะจะเกิดปัญหากับประชาชน&amp;quot; นายสกลธีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บังคับการตำรวจจราจร พร้อมด้วยนายจิรวัฒน์ แพงมา ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ นำกำลังกวดขันวินัยจราจรบนทางเท้าบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าฟอร์จูนทาวน์ แยกพระราม 9 พล.ต.ต.นิธิธรกล่าวว่า ประชาชนที่พบเห็นรถจักรยานยนต์วิ่งบนทางเท้า สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย โดยประชาชนที่แจ้งเบาะแส อาทิ ภาพถ่าย จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิด จะได้รับส่วนแบ่งจากเงินค่าปรับร้อยละ 50.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23122</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์, ภูวดล ศรีสำโรง, สกลธี ภัททิยกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181129/image_mid_5bfff080ad270.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
