<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69726</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแก๊งยาเสพติด ฟอกเงินหมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจภาค 5 แถลงทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ จับ &amp;quot;เฮียช้าง&amp;quot; ผู้บงการ ผงะ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่าหมื่นล้าน พบเส้นทางการฟอกเงินข้ามชาติหลากรูปแบบ โยงใยแก๊งมันทุกเม็ด เครือข่ายนางแบบปลุกใจเสือป่า เจ้าอาวาสวัดในพม่า รวมถึงเจ๊แหม่มเมืองตรัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.สส.ภ.5 ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานสรรพากรพื้นที่เชียงใหม่ 1 ร่วมกันแถลงข่าวการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ นาย Qaing Ma สัญชาติจีน หรือ &amp;ldquo;เฮียช้าง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายใหญ่ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 1 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ประจวบกล่าวว่า สืบเนื่องจากช่วงเดือนมีนาคม 2562 ตำรวจสามารถตรวจยึดยาบ้า 9.4 ล้านเม็ด พร้อมสมุดบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่หลบหนีได้ที่จังหวัดเชียงราย จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่ามีการรับโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดและโอนเงินค่ายาเสพติดให้กับกลุ่มบุคคลสัญชาติเมียนมา โดยอาศัยการทำธุรกรรมการเงินในการรับโอนเงินจากกลุ่มบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แล้วโอนเงินออกไปยังกลุ่มผู้ประกอบการค้าสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ บก.สส.ภ.5 จึงได้สืบสวนจากสถานประกอบการต่างๆ จนทราบว่ามีนักธุรกิจชาวจีนชื่อนายช้างเป็นคนโอนเงินชำระค่าสินค้าและยังใช้บัญชีอื่นๆ อีกรวมจำนวนทั้งสิ้น 49 บัญชีในการโอนเงินมาชำระค่าสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้ง 49 บัญชี พบว่ามีเงินหมุนเวียนกว่า 10,120 ล้านบาท โดยตรวจสอบพบว่าผู้เปิดบัญชีมีทั้งคนไทย จีน และคนสัญชาติเมียนมา เป็นบัญชีที่รับโอนเงินจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากนั้นโอนเงินออกไปยังผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศไทยและจีน เป็นค่าชำระสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งโอนเงินไปยังบริษัทค้าทองคำ, บริษัทค้าน้ำมัน, บริษัทส่งออกผลไม้ อาหารทะเล, ผู้ประกอบการส่งออกปศุสัตว์ เช่น วัว และควาย โดยจากการนำข้อมูลเส้นทางการเงินในจำนวน 49 บัญชี มาตรวจสอบกับฐานข้อมูลจับกุมยาเสพติดเดิม พบว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดที่เคยสอบสวนจับกุม มีการรับโอนเงินจำนวน 8 บัญชี เช่น เครือข่ายมันทุกเม็ดของภาค 6 และภาค 5, เครือข่ายไอซ์ 500 กิโลกรัมของ น.ส.จุ๋ม อดีตนางแบบแนวปลุกใจเสือป่า, เครือข่ายเจ้าอาวาสวัดในประเทศเมียนมา, เครือข่ายเจ๊แหม่ม ตรัง เป็นต้น นอกจากนี้จากการตรวจสอบบัญชีโดยละเอียด พบว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจำนวนมาก ทั้งที่เคยถูกจับกุมแล้วและยังไม่ถูกจับกุม ได้โอนเงินเข้ามาใน 8 บัญชีนี้ จำนวนกว่า 1,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนทั้งหมด 109 คน ในข้อกล่าวหา &amp;ldquo;ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด&amp;quot; ต่อมาในห้วงระหว่างวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2563 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการร่วมกับ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับทั้งหมด โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ จำนวน 61 ราย, อายัดตัวผู้ต้องหาในเรือนจำ จำนวน 13 ราย และตรวจค้นไม่พบตัว/หลบหนี จำนวน 35 ราย พร้อมตรวจยึดสมุดบัญชีธนาคารและเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการสอบสวนนายช้าง นักธุรกิจชาวจีน ผู้ต้องหา ให้การรับว่าได้โอนเงินชำระค่าสินค้าจริง โดยจะให้ลูกค้าที่ประเทศจีนโอนเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีเครือข่ายนายช้างในประเทศจีน ส่วนนายช้างจะใช้บัญชีต่างๆ ในประเทศไทย หรือบัญชียาเสพติด-โพยก๊วน เป็นผู้โอนชำระค่าสินค้าให้กับกลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ประจวบกล่าวว่า จากพยานหลักฐานสามารถสรุปรูปแบบการฟอกเงินของขบวนการค้ายาเสพติดในประเทศไทยได้ดังนี้ คือ 1.มีการว่าจ้างให้บุคคลรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้กระบวนการนำไปใช้ ซึ่งผู้รับจ้างเปิดบัญชีมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติ บัญชีธนาคารส่วนหนึ่งนำไปใช้ที่โต๊ะแลกเปลี่ยนเงินตามแนวชายแดน 2.ขบวนการค้ายาเสพติด เมื่อลักลอบนำเข้าและกระจายจำหน่ายยาเสพติดแล้ว ผู้ค้ายาเสพติดทั้งรายย่อย รายใหญ่ จะชำระเงินค่ายาเสพติดโดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารที่โต๊ะแลกเปลี่ยนเงินตราตามแนวชายแดน และ 3.เจ้าของยาเสพติดไม่ต้องการรับชำระเงินค่ายาเสพติด จะให้บุคคลในเครือข่ายสั่งการให้โต๊ะแลกเปลี่ยนเงินตามแนวชายแดนดำเนินการโอนเงินที่มีที่มาจากการค้ายาเสพติดไปยังบัญชีธนาคารของผู้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศไทย จีน เมียนมา และกัมพูชา เช่น บริษัทค้าทองคำ บริษัทค้าน้ำมัน บริษัทส่งออกผลไม้ เป็นต้น เพื่อเป็นค่าซื้อสินค้า เมื่อแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าแล้วจะนำสินค้า เช่น ทองคำ น้ำมัน ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไปจำหน่ายต่อ แล้วโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของกลุ่มขบวนการฟอกเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงอยากเตือนภัยเรื่องการรับจ้างเปิดบัญชีหรือยอมให้ผู้อื่นเอาบัญชีไปใช้ หากบัญชีถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ในทางทุจริตอาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดอาญา&amp;quot; ผบช.ภ.5 ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69726</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี, พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200625/image_big_5ef4998904f71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล่ากระชั้น2ฆาตกร ดอดกดเงิน1.2ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจเชียงใหม่เร่งคลี่คดีฆาตกรรมเศรษฐินีใจบุญถูกฆ่ายัดศพในตู้เย็น ได้เบาะแส 2 คนร้ายนำบัตรเอทีเอ็มของผู้ตายตระเวนกดเงินแล้วกว่า 1 ล้านในหลายจังหวัด ล่าสุดเผ่นเข้าระยอง เชื่อฝีมือคนใกล้ชิดมุ่งชิงทรัพย์ รุมทำร้ายให้บอกรหัสเอทีเอ็ม จากนั้นก็ฆ่าปิดปาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ออกมายืนยันเมื่อวันจันทร์ ว่าเหตุฆาตกรรมหญิงยัดศพไว้ในตู้เย็น เบื้องต้นจากการตรวจสอบสภาพศพน่าจะเป็น น.ส.วรรณี จิรเจริญยิ่ง อายุ 58 ปี เศรษฐินีจากจังหวัดสมุทรปราการที่ไปปฏิบัติธรรมยังวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ แต่ยังต้องรอการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์เพื่อยืนยันตัวตน ส่วนสาเหตุยังพุ่งเป้าไปที่การฆ่าชิงทรัพย์ โดยเบื้องต้นพบทรัพย์สินที่หายไปคือรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู สีขาว และโทรศัพท์มือถือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วรรณีได้ไปซื้อห้องแถวสร้างใหม่ เลขที่ 90/3 หมู่บ้านหลวง ในซอยเยื้องกับวัดพระธาตุศรีจอมทอง เพื่อสะดวกแก่การปฏิบัติธรรม กระทั่งเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ญาติไม่สามารถติดต่อได้ จนวันที่ 27 ต.ค. พี่ชายได้เดินทางไปที่ตึกแถว พบ น.ส.วรรณีเป็นศพมีถุงคลุมศีรษะ เทปกาวปิดปากและพันรอบตัว มัดมือมัดเท้ายัดไว้ในตู้เย็นที่ยังเปิดใช้งาน โดยมีปูนซีเมนต์โรยทับ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วคาดว่าเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายมาซื้อตึกแถวไว้เมื่อราว 4-5 เดือนที่ผ่านมา เพื่อเป็นที่พักอาศัยระหว่างเดินทางมาปฏิบัติธรรม มีฐานะในขั้นเศรษฐินี เคยบริจาคเงิน 10 ล้านบาท ร่วมสร้างตึกอาพาธสงฆ์ของ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และเพิ่งซื้อรถโฟล์คสวาเกนป้ายแดงถวายเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง เพื่อใช้เป็นพาหนะในกิจของสงฆ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงบ่าย พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.ภ.5 เดินทางไปติดตามความคืบหน้าทางคดีที่ สภ.จอมทอง เบื้องต้นพบว่านอกจากรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู X1 และโทรศัพท์มือถือของผู้ตายที่หายไปแล้ว คนร้ายยังได้ถอดกล้องวงจรปิดในบ้านที่เกิดเหตุไปด้วย ทั้งนี้ คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนรู้จักกับผู้ตายและประสงค์ต่อทรัพย์ โดยมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี เนื่องจากรู้ระบบรักษาความปลอดภัยของตัวอาคารที่มีการติดตั้งคีย์การ์ด รหัสนิรภัย และติดกล้องวงจรปิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานต่อมาว่า พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.ภ.5 ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทั้งหมด โดยตั้งเป้าประเด็นเดียว คือฆ่าชิงทรัพย์ ซึ่งในวันเกิดเหตุคนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 คน ได้จับผู้ตายไว้แล้วอาจจะทำร้ายร่างกาย บีบบังคับให้บอกรหัสเอทีเอ็ม ซึ่งเมื่อผู้ตายยอมบอกรหัส &amp;nbsp;คนร้ายก็ร่วมกันฆ่าปิดปากแล้วอำพรางศพ และจากการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ตาย พบว่าหลังจากที่คนร้ายก่อเหตุแล้ว คนร้ายได้ขับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูของผู้ตายวนเวียนไปมาระหว่างสามจังหวัดคือ เชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่พบด้วยว่า ในวันที่ 11 ต.ค. เวลาประมาณ 12.56 น. คนร้ายได้เอาบัตรเอทีเอ็มของผู้ตายไปกดเงินครั้งแรก ที่ตู้เอทีเอ็มหน้าห้างมินิโลตัส สาขาฮอด และตระเวนกดเงินจากตู้เอทีเอ็มอีกหลายที่ทั้งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ซึ่งคนร้ายน่าจะรู้เรื่องอาชญากรรมเป็นอย่างดี และรู้ว่าตู้เอทีเอ็มมีกล้องติดไว้ ขณะจะกดเงินก็จะใช้มือบังหน้ากล้องที่ตู้เอทีเอ็มไว้ตลอด ล่าสุดจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ตาย พบว่าในวันนี้ได้มีการกดเงินออกจากตู้เอทีเอ็มในพื้นที่ จ.ระยอง ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายน่าจะหลบหนีไปที่ จ.ระยองแล้ว โดยบัตรเอทีเอ็มของผู้ตายมีหลายใบ มีอยู่ 1 บัญชีที่คนร้ายได้กดเงินผู้ตายไปแล้ว 1.2 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก บก.ภ.จว.เชียงใหม่ ถึงเหตุฆาตกรรม น.ส.วรรณี จิรเจริญยิ่ง ซึ่งมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง และได้พักอาศัยที่ตึกแถวเลขที่ 90/3 หมู่ 3 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อประมาณ 1 ปี ระหว่างอยู่ในพื้นที่จอมทอง น.ส.วรรณีใช้รถยนต์เก๋งบีเอ็มดับบลิว สีขาว ทะเบียน 9 กจ 3769 กทม. เป็นยานพาหนะขับขี่ ต่อมาวันที่ 16 ต.ค.62 น.ส.วรรณีได้ส่งข้อความทางไลน์หานางอารียา รัตนเสรี ซึ่งเป็นเพื่อนว่าจะไปเวียดนาม แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อกับ น.ส.วรรณีได้อีก นายวรพันธ์ จิรเจริญยิ่ง พี่ชาย น.ส.วรรณี ทราบเรื่องจากนางอารียา เห็นว่าผิดปกติจึงตรวจสอบที่บ้านของ น.ส.วรรณี ในตัวเมืองเชียงใหม่ ไม่พบตัว น.ส.วรรณี จึงไปตรวจสอบที่บ้านเกิดเหตุ ได้กลิ่นเหม็นเน่าภายในบ้าน จึงมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ร่วมตรวจสอบที่บ้านเกิดเหตุ ซึ่งได้กลิ่นเหม็นออกมาจากตู้เย็น 2 ประตูแนวนอน ตั้งอยู่บนพื้นในห้องครัวภายในบ้าน จึงแจ้งตำรวจพิสูจน์หลักฐานเชียงใหม่ แพทย์ประจำโรงพยาบาลจอมทอง ร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุ เก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ บันทึกตรวจที่เกิด และชันสูตรพลิกศพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบศพเน่า ไม่ทราบเพศ ชื่อและสกุล สภาพสวมใส่เสื้อผ้า ถูกมัดมือ ไขว่หลัง มัดเท้า มัดหัวด้วยเทปกาวพลาสติก มีถุงพลาสติกคุมหัว นอนคว่ำหน้าขดคู้อยู่ในตู้เย็นปิดทับด้วยผงปูนซีเมนต์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลจอมทองได้ตรวจชันสูตรศพแล้ว จึงได้ส่งศพไปตรวจชันสูตรโดยละเอียดที่นิติเวชศาสตร์โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง และตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ยืนตัวบุคคล และตรวจเก็บพยานหลักฐานที่ศพต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ประเด็นการฆาตกรรมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง คงต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง และแนวทางในการติดตามจับผู้ต้องหานั้น ก็ต้องดำเนินการควบคู่กันระหว่างฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสอบสวน ซึ่งในชั้นยังไม่สามารถอาจเปิดเผยข้อมูลได้มากนัก สำหรับพี่น้องประชาชนที่มีข้อมูลหรือพบเบาะแสของผู้ที่กระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลข 1599 หรือสถานีตำรวจภูธรจอมทอง หมายเลข 0-5334-1193.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49045</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข, วรรณี จิรเจริญยิ่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db6e8698180b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฆ่าสยองเศรษฐินี จับมัดมือยัดตู้เย็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฆ่าสยองเศรษฐินีชาวบางพลี ไปซื้อห้องแถวที่เชียงใหม่ไว้พักอาศัยระหว่างไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง คนร้ายจับมัดมือไพล่หลังยัดตู้เย็น โรยปูนซีเมนต์ทับ กระทั่งพี่ชายขึ้นมาตามเพราะขาดการติดต่อจึงรู้ข่าวร้าย ตรวจสอบรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยูพร้อมมือถือหายไป ตำรวจพุ่งปมคนรู้จักฆ่าชิงทรัพย์ พบถอดกล้องวงจรปิดออกทุกตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ร.ต.อ.อุเทน สิทธิกิจ พนักงานสอบสวน สภ.จอมทอง ได้รับแจ้งเหตุพบคนถูกฆ่ายัดตู้เย็นส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ที่ตึกแถวสร้างใหม่ในซอยตรงข้ามวัดพระธาตุศรีจอมทอง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และประสานงานเจ้าหน้าที่กู้ภัย-ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดเชียงใหม่ร่วมตรวจสอบ ที่เกิดเหตุมีชาวบ้านที่ทราบข่าวไปมุงดูกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไป เมื่อเข้าไปในห้อง ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากห้องครัวซึ่งต่อเติมด้านข้างตัวอาคาร พบตู้เย็นขนาดใหญ่ถูกวางนอนลงกับพื้น มีผ้าห่มคลุมทับไว้ โดยยังเสียบปลั๊กไฟไว้อยู่ ข้างตู้เย็นพบถุงปูนซีเมนต์ 2 ถุงถูกแกะใช้แล้ว เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บลายนิ้วมือและร่องรอยหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนจะเปิดตู้เย็นพบร่างหญิงคนหนึ่ง คาดว่าจะเป็นนางสาววรรณี อายุ 58 ปี ชาวอำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ เสียชีวิตอยู่ภายใน สภาพศพนอนคว่ำ มือถูกมัดไขว้หลัง มีผงปูนซีเมนต์โรยทับอยู่ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วกว่าสัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่านางสาววรรณีได้มาซื้ออาคารพาณิชย์หลังนี้ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา โดยนางสาววรรณีเป็นคนมีฐานะ ชอบปฏิบัติธรรม และเป็นลูกศิษย์ของวัดพระธาตุศรีจอมทอง จึงได้มาซื้ออาคารพาณิชย์หลังนี้เพื่อพักอาศัย โดยล่าสุด ระหว่างเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดในจังหวัดเชียงใหม่ นางสาววรรณียังติดต่อพูดคุยกับญาติพี่น้องตามปกติ กระทั่งวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา นางสาววรรณีขาดการติดต่อกับครอบครัว ญาติพี่น้องโทรศัพท์มาหาก็ติดต่อไม่ได้ ทำให้นายวรพันธ์ อายุ 59 ปี พี่ชายของนางวรรณี เดินทางมาหาที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่เมื่อมาถึงบ้านกลับพบว่าประตูบ้านถูกปิดล็อกไว้และยังมีกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง จึงให้ช่างกุญแจมาเปิดเนื่องจากประตูใช้ระบบคีย์การ์ดปิด-เปิด และพบตู้เย็นนอนอยู่ส่งกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังมีเลือดและน้ำเหลืองไหลออกมาจากตู้เย็น จึงแจ้งตำรวจให้เข้าตรวจสอบ กระทั่งพบศพนางสาววรรณี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ดำเนิน กันอ่อง ผกก.สภ.จอมทอง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าโทรศัพท์มือถือและรถยนต์เก๋งบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ของผู้ตายหายไป หลังจากนี้จะเร่งสอบสวนหาหลักฐานเพื่อติดตามคนร้าย ส่วนแรงจูงใจของคนร้ายวางไว้หลายประเด็น โดยให้น้ำหนักไปที่ฆ่าชิงทรัพย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจพบด้วยว่า กล้องวงจรปิดทุกตัวในตึกแถวดังกล่าวถูกคนร้ายถอดออกจนหมด จากการสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจพบว่าผู้ตายมีฐานะดีมาก เพราะได้ถวายรถตู้ให้ทางวัดพระธาตุศรีจอมทองไว้ใช้ในกิจของสงฆ์จำนวน 1 คันด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุสะเทือนขวัญดังกล่าวเบื้องต้นแล้ว และจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่ารถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 3 ของผู้ตายได้หายไปด้วย คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนรู้จักกับผู้ตายและประสงค์ต่อทรัพย์ ตอนนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนทั้งของภาค 5 รวมทั้งตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และ สภ.จอมทอง ท้องที่เกิดเหตุ ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงอย่างละเอียดแล้ว คาดว่าคดีนี้น่าจะรู้ตัวคนร้ายและติดตามตัวมาดำเนินคดีได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48957</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ดำเนิน กันอ่อง, พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี, ร.ต.อ.อุเทน สิทธิกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191027/image_big_5db58fa4b1610.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
