<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76181</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนยาบ้า5ล้านเม็ดจนมุมคาด่านถูกรวบ5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำรวจภาค 5 สกัดจับยาบ้า 5 ล้านเม็ดคาด่านแม่พริก คุมตัว 5 ผู้ต้องหาชายหญิงดำเนินคดี ทำเนียนซุกมาในลังส้มอ้างจะไปส่งตลาดไท แต่ตบตาไม่สำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ที่กองบัญชาการ​ตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. (ปป) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่, เจ้าหน้าที่ปกครอง​ ทหาร เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภ.5 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมนายณัฐวุฒิ อายุ 31 ปี, นายวรวุฒิ อายุ 22 ปี และขยายผลจับกุมนายอธิคม อายุ 28 ปี, น.ส.กุสุมา อายุ 19 ปี, นางลินดา อายุ 52 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้าประมาณ 5,000,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน จับกุมได้ที่​ด่านตรวจแม่พริก ต.พระบาทวังตวง อ.แม่พริก จ.ลำปาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาจากพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ผ่านเส้นทางพหลโยธิน เพื่อลักลอบลำเลียงไปส่งยังพื้นที่ตอนในของประเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค.63 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจแม่พริกได้ร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นยานพาหนะ ระหว่างนั้นได้มีรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ยก 9823 เชียงใหม่ และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน ยง 8494 เชียงใหม่ ขับมาจาก อ.เถิน เข้ามายังด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้สัญญาณหยุดรถเพื่อสอบถาม พบคนขับรถกระบะทะเบียน ยก 9823 เชียงใหม่ ชื่อนายณัฐวุฒิท่าทางมีพิรุธ จึงได้สอบถาม ทราบว่าบรรทุกส้มเขียวหวานมาจาก อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ มาพร้อมกับรถยนต์กระบะทะเบียน ยง 8494 เชียงใหม่ มีนายวรวุฒิเป็นผู้ขับขี่ จะนำสินค้าไปส่งที่ตลาดไท แต่จากการเอกซเรย์พบวัตถุต้องสงสัยซุกซ่อนมากับตะกร้าผลไม้ดังกล่าวด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบอย่างละเอียด พบยาบ้าซุกซ่อนมาในลังผลไม้จำนวนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน นายณัฐวุฒิ และนายวรวุฒิ ให้การว่า​ ไม่ทราบว่ามียาเสพติดบรรทุกอยู่ โดยได้รับการว่าจ้างจากนายโตให้บรรทุกส้มเขียวหวานที่ อ.เวียงแหงไปส่งยังตลาดไท ตกลงค่าจ้างคันละ 8,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดของกลาง ควบคุมตัวนายณัฐวุฒิ และนายวรวุฒิ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก จ.ลำปาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลออกหมายจับนายอธิคม ผู้ทำหน้าที่จัดหารถ ขนลังส้มขึ้นรถ, นางสุวนัน ผู้ว่าจ้างสั่งการให้ลำเลียงยาเสพติดจำนวนดังกล่าว, น.ส.กุสุมา ภรรยาของนายอธิคม ผู้ทำหน้าที่บรรจุยาเสพติดลงในลังส้ม และนางลินดา ผู้ทำหน้าที่บรรจุยาเสพติดลงในลังส้ม ตามหมายจับของศาล จ.ลำปาง และสามารถจับกุมนายอธิคม, น.ส.กุสุมา และนางลินดา ได้ที่พื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ส่วนนางสุวนันหลบหนี อยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76181</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข, พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e3b4070dfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อายัดศพ!จารุชาติ   วิชาชงคุ้มครองพยาน/เสวนาสับเละหวั่นซ้ำทุ่งใหญ่นเรศวร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03poe01.pol&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ สั่งอายัดศพ &amp;quot;จารุชาติ-พยานปากเอก&amp;quot; คดี​ &amp;quot;บอส&amp;quot; ยันใครผิดต้องได้รับโทษ จะไม่เป็นที่ค้างคาใจประชาชน &amp;nbsp; &amp;quot;วิชา&amp;quot; ขอนายกฯ ใช้อำนาจสั่งคุ้มครองพยานคนอื่นด้วย รวมถึงหลักฐานต่างๆ ในคดีทั้งกระบวนการ ลั่นถึงเวลายกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ผู้การเชียงใหม่ลงพื้นที่อายัดศพแล้ว พร้อมนำไปชันสูตรรอบ 2 ที่นิติเวช รพ.มหาราช &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; จับตา กก.ของตำรวจจะเป็นมวยล้มต้มคนดู เวทีเสวนาฯ สับกระบวนการยุติธรรมไทย อำมหิตบิดเบือนได้แม้กระทั่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หวั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายซ้ำรอยทุ่งใหญ่นเรศวร จุดชนวน 14 ตุลา 16 จี้นายกฯ นำร่างกฎหมายปฏิรูปฯ เข้าสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับคดีความที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ส่งฟ้องทายาทนักธุรกิจชื่อดังขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555 พร้อมกันนี้ยังได้รับทราบการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง อายุ 40 ปี ชาว จ.เชียงราย หนึ่งในพยานคนสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอายัดศพไว้ก่อนเพื่อนำกลับมาชันสูตรพลิกศพสืบหาการเสียชีวิตอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่เป็นข้อกังขาคาใจของประชาชน แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การแทรงแซงกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีคาดหวังให้คณะกรรมการตรวจสอบความจริงของหน่วยงานต่างๆ ได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการ ได้นำเสนอความจริงต่อนายกรัฐมนตรีและสาธารณชน ก่อนที่จะพิจารณาว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในคดีดังกล่าว หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง คนผิดจะต้องได้รับการลงโทษ โดยคดีนี้จะไม่เป็นที่ค้างคาใจของประชาชน นอกจากนี้ยังต้องไปดูโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมด้วยว่ามีช่องโหว่หรือไม่ ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ให้สังคมเกิดข้อกังขากับกระบวนการยุติธรรม&amp;quot; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต เปิดเผยว่า ตนได้เสนอกับนายกรัฐมนตรีสั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง เพื่อนำกลับมาชันสูตร เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ซึ่งตามกำหนดการ ญาติจะมีการฌาปนกิจในวันที่ 2 ส.ค. แต่การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกต อาจเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ และสังคมยังมีความเคลือบแคลงสงสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายวิชาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการอายัดศพนายจารุชาติแล้ว นอกจากนี้ตนเองจะขอให้นายกฯ ใช้อำนาจสั่งคุ้มครองพยานคนอื่นๆ ในคดีนี้ด้วย รวมถึงหลักฐานต่างๆ ในคดีทั้ง กระบวนการ ทั้งนี้ ในวันที่ 3 ส.ค. คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ จะประชุมนัดแรกเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกำหนดกรอบการทำงานเร่งรัดให้ได้ข้อเท็จจริงเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นจะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีข้อคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่การเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจง และจะได้มอบนโยบายได้ถูกต้อง การทำงานตามกรอบ 30 วัน ของคณะกรรมการฯ จะต้องดูให้รอบคอบ หากคณะกรรมการฯ ตรวจสอบคดีเฉยๆ คิดว่า30 วันคงจะเพียงพอทำให้สังคมเกิดความเชื่อถือและเชื่อมั่นในระบบกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ถ้าเรามีความจำเป็น จะต้องเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ อาจต้องใช้ระยะเวลาต่อ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องรายงานเสนอต่อนายกฯ ทุก 10 วัน&amp;quot;
ถึงเวลาต้องยกเครื่องใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชากล่าวด้วยว่า เมื่อมาอยู่ในจุดที่ต้องรับผิดชอบ ก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีความเสื่อมทรุดไปกว่าเดิม โดยอาจจะมีเรื่องของผลประโยชน์เงินและอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกชาติ ถึงจุดเวลาที่จะต้องยกเครื่อง และการทำงานใหม่ จะทำแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว ประเทศไทยปฏิรูปมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม หรือเรียกว่าปฏิวัติหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ซึ่งถึงเวลาแล้วจะต้องเอาจริงเอาจังกับระบบกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะถึงขนาดนายกฯ สั่งการรวบรวมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ รวมถึงคดีความมาเป็นแม่แบบหรือต้องถอดบทเรียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่พยานปากสำคัญ 1 ใน 2 พยานที่เสียชีวิตกะทันหันนั้น นายวิชากล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องดูให้รอบคอบ จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างละเอียดด้วย สรุปเบื้องต้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการ หากเสียชีวิตโดยผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ​ &amp;nbsp;ต้องให้มีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร เพราะมันอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว เว้นแต่จะไม่ทำเท่านั้น ความเชื่อว่าหากไม่ทำเรื่องนี้ให้เกิดความสงสัยจะทำให้เกิดปัญหาแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน กล่าวกรณีที่นายกฯ สั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง ว่าถือเป็นเรื่องดี ซึ่งควรจะเป็นอย่างนั้น สำหรับเรื่องการชันสูตรนั้น มีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่มีหน้าที่โดยตรง เขาสามารถทำหน้าที่ได้ หรือจะเป็นตำรวจ คิดว่าเขาก็มีวิชาชีพของเขา ซึ่งเมื่อนายกฯ ได้สั่งแล้วก็ต้องให้เวลาเขา ตนเชื่อว่าสังคมตามอยู่ คนที่เกี่ยวข้องจะต้องรู้สำนึกอยู่แล้วว่าเขาจะทำแบบไม่โปร่งใสไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การที่นายกฯ รับฟังข้อเสนอของคณะกรรมการฯหรือให้การสนับสนุนเรื่องต่างๆ จะทำให้คณะกรรมการฯ ทำงานง่ายขึ้นหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ใช่ ไม่อย่างนั้นจะแต่งตั้งนายวิชาหรือใครต่อใครมาทำไม ซึ่งต้องทำเร็ว ส่วนระยะเวลา 30 วันของคณะกรรมการฯ นั้น คิดว่าเพียงพอ ในส่วนเรื่องข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปนั้น ที่ผ่านมาก็มีข้อเสนอแนะที่ทำกันไว้อยู่บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผนการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน หรือคณะกรรมการที่ยกร่างกฎหมาย ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ซึ่งทำเสร็จไปแล้ว มันไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ฉะนั้นมันจึงไม่น่าจะช้า คาดว่าคณะกรรมการฯ คงจะนำมาพิจารณาด้วย แต่ต้องถามนายวิชา ในฐานะประธานว่าจะมีแนวทางอย่างไร ส่วนที่สังคมคาดหวังกับคณะกรรมการชุดนี้สูงนั้น เราก็ทำให้เขาผิดหวังไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังนายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการอายัดศพของนายจารุชาติ เบื้องต้นการเจรจาครอบครัวไม่อนุญาต แต่ภายหลังพูดคุยทำความเข้าใจอีกครั้ง โดยครอบครัวยินยอม แต่ขอให้ดำเนินการทางพิธีให้แล้วเสร็จก่อน คือมีการเคลื่อนโลงไปที่สุสาน และดำเนินการให้ครบตามขั้นตอน จากนั้นมอบศพของนายจารุชาติให้ไปชันสูตรที่เชียงใหม่เป็นครั้งที่ 2
ชั้นสูตรศพ&amp;quot;จารุชาติ&amp;quot;รอบ2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เดินทางมาที่บ้านของนายจารุชาติ ซึ่งญาติได้รับศพกลับมาเพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านเกิดในหมู่บ้านวังชมภู หมู่ 25 ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออายัดศพเพื่อขอชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง โดย พล.ต.ต.พิเชษฐกล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อขออายัดร่างของนายจารุชาติเอาไว้เพื่อตรวจสอบหาการเสียชีวิตอย่างละเอียด เนื่องจากมีความสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าทางเจ้าหน้าที่โทร.หาญาติได้อย่างไร ในส่วนนี้พบว่าหลังเกิดอุบัติเหตุเจ้าหน้าที่ได้เก็บสมบัติที่ติดตัวผู้เสียชีวิตเอาไว้ รวมถึงโทรศัพท์ จึงได้ตรวจสอบหมายเลขพบว่ารายชื่อบันทึกว่า แม่ จึงได้สุ่มโทร. พบว่าเป็นแม่ของผู้เสียชีวิต จึงได้แจ้งเหตุให้ทราบว่านายจารุชาติเสียชีวิตแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในส่วนของการแจ้งสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนหน้านี้พบว่ามีร่องรอยการกระแทกที่ศีรษะและมีเลือดออกในช่องท้องนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำการพิสูจน์อีกครั้ง เพื่อให้ความกระจ่างแก่ทุกฝ่ายถึงการเสียชีวิต ในส่วนของคู่กรณีที่เกิดอุบัติเหตุร่วมกัน เบื้องต้นหลังจากที่เกิดเหตุได้ทำการสอบสวนก็อยู่ในอาการมึนเมา ยังให้การวกไปวนมา ซึ่งต้องทำการสอบปากคำอีกครั้ง และนำผลการสอบปากคำมาประกอบกับหลักฐานชิ้นอื่นๆ เพื่อคลี่คลายคดีดังกล่าวต่อไป&amp;rdquo; ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออายัดร่าง หลังจากที่ให้ญาติได้ประกอบพิธีทางศาสนาแล้วเสร็จก่อน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากรถพยาบาลโรงพยาบาลพาน นำร่างส่งให้กับทางโรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า ได้ให้ พ.ต.อ.ปทักษ์ ขวัญนา ผู้กำกับการกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ลงพื้นที่เกิดเหตุ โดยจะต้องทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมกับมีการไล่กล้องวงจรปิดย้อนไปก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ รวมถึงจะต้องนำตัวพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมาสอบสวนอย่างละเอียด ขณะนี้ทางกองปราบฯ ยังไม่ระบุแน่ชัด หรือตั้งประเด็นไปในทิศทางใด ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครพิงค์ ได้ขอความร่วมมือกับทางญาติและครอบครัวนายจารุชาติ มาดทอง ในการนำศพกลับมาชันสูตรพลิกศพโดยละเอียดอีกครั้ง ณ นิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการชันสูตรพลิกศพครั้งที่ 2 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสามารถตอบคำถามสังคมได้ โดยพนักงานสอบสวนจะนำผลการชันสูตรพลิกศพทั้ง 2 ครั้ง เข้าประกอบสำนวนการสอบสวน ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนการสอบสวน แบ่งออกเป็น 2 คดี คือ 1.สำนวนคดีจราจร และ 2.สำนวนชันสูตรพลิกศพ โดยยังคงต้องรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช ประกอบกับผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐาน และข้อมูลทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ได้หารือในที่ประชุมและมอบหมายงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นผลตรวจเลือดที่พบสารแปลกปลอม 4 ชนิด และมี 2 ชนิดที่เป็นองค์ประกอบย่อยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดชนิดโคเคน ซึ่งเดิมเห็นว่าจะเชิญแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขมาให้ข้อมูล แต่ได้มอบหมายใหม่ให้ไปสอบถามข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแทน จากนั้นให้นำข้อมูลสรุปความเห็นรายงานต่อที่ประชุมวันที่ 3 ส.ค. เพื่อพิจารณาลงลึกไปในรายละเอียด หากผลจากการพิจารณาพบว่ามีพยานหลักฐานที่ชัดเจนมากพอ และคดียังไม่หมดอายุความ ก็จะเสนอ ผบ.ตร. พิจารณาสั่งการต่อไป ว่าจะให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับเสพสารเสพติดกับนายวรยุทธเพิ่มเติมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการมอบหมายงานครั้งนี้ มุ่งเรื่องผลการตอบสารแปลกปลอมในเลือดเป็นเรื่องเร่งด่วน รวมทั้งความเร็วรถยนต์ที่แท้จริงที่นายวรยุทธขับในวันเกิดเหตุ โดยยอมรับว่ามีการถกเถียงในที่ประชุมเรื่องผลการคำนวณที่ออกมาแตกต่างกัน&amp;quot; พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าว
กังขา กก.ชุดตร.เป็นมวยล้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า กรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนฯ ได้เชิญนายตำรวจหลายนายไปให้ข้อมูลในประเด็นที่ไม่มีการแจ้งข้อหาพบสารแปลกปลอมที่เกิดจากยาเสพติดในร่างกายของผู้ต้องหา ทั้งที่มีผลตรวจทางนิติเวชวิทยายืนยันจากการตรวจเลือดของบอสแล้ว แต่ทว่าพนักงานสอบสวนได้ให้เหตุผลที่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ โดยอ้างว่ามีทันตแพทย์ยืนยันว่าได้ให้ยาที่มีส่วนผสมของโคเคนในการรักษาทำฟัน แต่ปรากฏว่า พล.ต.อ.ศตวรรษ &amp;nbsp;กลับมาตั้งโต๊ะแถลงแก้ต่างว่าทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายบอส ยืนยันว่าไม่ได้ให้ยาที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด เพียงแค่ให้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น ประหนึ่งว่าจะพยายามแก้ต่างให้ตำรวจที่คณะของตนตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงน่าเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าผลสรุปของการคณะกรรมการฯ ของตำรวจ อาจทำให้ประชาชนคิดไปได้ว่าเป็นดั่งมวยล้มต้มคนดูก็เป็นไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า กรณีกระทิงทองหล่อนั้น เหมือนความอยุติธรรมฟาดอยู่ตรงกลางหัวใจของพี่น้องคนไทย สมมุติว่ากรณีนี้ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ก็เชื่อว่ายากที่นายวรยุทธจะกลับมาอยู่ประเทศไทย เพราะทันทีที่เดินทางมาประเทศไทย คนจะลุกฮือเต็มสนามบินสุวรรณภูมิ ตระกูลอยู่วิทยา ต้องออกมาขอที่ยืนในสังคม นายวรยุทธ อยู่วิทยา ออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีการสั่งฟ้อง ก็ติดคุกทางสังคมที่มีพื้นที่ใหญ่ ครอบคลุมทั่วโลก และเมื่อเรื่องนี้ดังขึ้นท่ามกลางบรรดาคนหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษาที่กำลังขับเคลื่อน ก็เปรียบเสมือนเป็นปุ๋ยชั้นดี เมื่อคนต่างเกิดความรู้สึกว่ารับไม่ได้ก็จะออกกันมา เพราะกรณีนี้ไปกระเเทกตรงกลางดวงใจของทุกฝ่ายและกลายเป็นการสร้างความปรองดองภายในชาติอย่างคาดไม่ถึง สุดท้ายเรื่องนี้ต้องมีทางออกให้กับหัวใจคนไทย เพราะไม่เช่นนั้นกระทิงทองหล่อจะขวิดล้มระเนระนาดกันทั้งกระดาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า การปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม เริ่มแล้วที่มหาวิทยาลัยรังสิต ข้อเสนอเบื้องต้น 1.แยกตั้งกรมตำรวจภูธรภูมิภาคต่างๆ เพื่อกระจายอำนาจและตัดสายส่งส่วยและให้ตำรวจแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่ในการกำกับดูแลรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด 2.ให้แยกตั้งกรมการสอบสวน ขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม และให้การสอบสวนจังหวัดขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด 3.ไม่ให้ตำรวจมีอำนาจเปรียบเทียบปรับกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ให้โอนอำนาจเป็นของศาล แม้กระทั่งใบสั่งจราจรดังเช่นสหรัฐอเมริกา 4.ไม่ให้อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีใดๆ เพียงตรวจสอบความเป็นธรรม รวดเร็วและเสนอความเห็นไปยังศาล 5.ให้จังหวัด &amp;ldquo;บริหารจัดการตนเอง&amp;rdquo; มี &amp;ldquo;งบประมาณ&amp;rdquo; ของตนเอง โอนอำนาจการบริหารจัดการจากส่วนกลาง &amp;ldquo;การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจังหวัดต้องเป็นเทอม&amp;rdquo; ไม่พร่ำเพรื่อ ตามอำเภอใจส่วนกลาง และอีกมากมายที่ต้องปฏิรูป คุกต้องไม่มีไว้ขังแต่คนจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (PolicWatch) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีเสวนาสาธารณะ &amp;ldquo;บทเรียนกรณีบอสกระทิงแดง : จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไรไม่ให้คนผิดลอยนวล&amp;rdquo; โดย ด.ร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการประจำจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวตอนหนึ่งว่า แต่ก่อนมีการบิดเบือนตรรกะทางกฎหมาย แต่เดียวนี้ถึงขั้นบิดเบือนวิทยาศาสตร์ ความเร็วก็บิดเบือนได้ มันไปกันใหญ่แล้ว ถ้าปล่อยให้พยานหลักฐานที่ไม่มีความชัดเจนและเกิดความสงสัยอยู่ขึ้นสู่ศาล ศาลก็จะยกฟ้อง &amp;nbsp;การยกฟ้องคือการฟอกขาวในคดีบอส ถ้ามีหลักฐานใหม่ หรือหลักฐานที่ไม่อยู่ในสำนวนสามารถรื้อคดีได้ เป็นเรื่องขี้หมา สิ่งที่ตนเรียกร้องมาตลอดคือการมีระบบที่ไม่ไว้ใจใคร ต้องสร้างระบบที่ชั่วแค่ไหนก็ทำเลวไม่ได้ ความจริงในที่เกิดเหตุทุกอย่างสมบูรณ์ทั้งพยานหลักฐาน โดยมีฝ่ายปกครอง พิสูจน์หลักฐาน อัยการลงไปดู ทุกคนรู้เห็นทั้งหมด ทุกอย่างจบใน 3 เดือน ยิ่งปล่อยเวลานาน ยิ่งมีเวลาซื้อคดี บิดเบือน แทรกแซง วิ่งเต้นคดี คนมีอำนาจมีเวลาเข้ามาแซรกแทง อัยการต้องปฏิรูปด้านหาความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนคร ชมพูชาติ ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทยชั้นต้น ชั้นกลาง มีปัญหามาก่อนหน้านี้แล้วอัยการบางท่านเมื่อมีส่วนกับพนักงานสอบสวนก็จะทำสำนวนแปลกๆ ให้เกิดขึ้น และจะเข้าใจมากเมื่อเป็นคดีของผู้มีเงินเยอะ ในอดีต ไม่ว่าอัยการระดับไหนก็เคยมีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ซ้ำรอยทุ่งใหญ่ฯจุดชนวน14ตุลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า เมื่อเห็นสำนวนย่อของอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียน เรื่องนี้สั่นสะเทือนไปถึงรากฐานสังคมไทยอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน สั่นสะเทือนไปถึงระบอบประชาธิปไตย เป็นรากฐานของระบบอุปถัมภ์ที่เข้มข้น สิ่งที่จะต้องแก้ไขคือผู้มีอำนาจรัฐดำเนินการแก้ไขตั้งแต่ต้นลม ฟังเสียงประชาชน ตอบคำถามประชาชนให้ได้ อีกทางถ้าผู้ครองอำนาจรัฐตอบไม่ได้ จะเป็นชนวนในสิ่งที่ใหญ่มาก แต่จะใหญ่อย่างไรไม่อาจพยากรณ์ได้ อย่างเช่นกรณีทุ่งใหญ่นเรศวร เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่พอสมควรในเดือน ต.ค.ปี 2516
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้เสมือนฟางเส้นท้ายๆ ที่ทับถมลงไปบนหลังอูฐ เหลืออดกับหลายเรื่องมายาวนาน ฉะนั้นนายกฯ ต้องเร่งเสนอ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติและร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญาเข้าสู่รัฐสภาเพื่อดำเนินการพิจารณาด่วนให้กำเนิดขึ้นมา ถึงแม้ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะยังไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด เชื่อว่าคณะผู้ร่างต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หากร่างทั้ง 2 ฉบับเป็นสารตั้งต้นเข้าสู่รัฐสภา ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ณ เวลานี้จะก่อให้เกิดความปรองดองไม่ว่าสีใด ฝ่ายใด ในความอับอายนี้ ถ้าเราก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้จะต้องใช้เวลา&amp;quot; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางรสนา โตสิตระกูล &amp;nbsp;อดีต ส.ว. กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสังคมรับไม่ได้ความยุติธรรมมันสำคัญกว่า กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการหาความยุติธรรม เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อเห็นว่าความยุติธรรมมีเฉพาะคนรวย ขอให้คนที่เกี่ยวข้องอย่าเสียสละระบบทั้งหมดเพื่อบุคคลบางกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมอำมหิตสำหรับคนจน คนจนรับรู้มานาน แต่ที่หนักบางคนไม่ได้ทำผิดก็ยังต้องติดคุกจากการสอบสวนวิปริตวิปลาส กระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหาร้ายแรง โดยเฉพาะขั้นสอบสวน ขนาดวิทยาศาสตร์ยังเพี้ยนได้เลย และไม่ทราบวิทยาศาสตร์มีกี่สูตรตัวเลขที่ออกมาถึงห่างกันมาก จาก 177 กม.ต่อชั่วโมงเหลือ 76 กม.ต่อชั่วโมง สิ่งที่เกิดขึ้นขอเรียกว่าเป็นอาชญากรรมการสอบสวน เกิดขึ้นเยอะแยะทั้งหนักทั้งเบา เรื่องนี้ทุกคนนึกไม่ถึง ไม่มีการตรวจแอลกอฮอล์ เป็นเจตนาตั้งแต่แรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อัยการเป็นจิกซอว์ตัวสุดท้าย เป็นแพะก็ได้ เมื่อส่งสำนวนให้อัยการสรุปสั่งฟ้อง แต่เขารู้อยู่แล้วอัยการฟ้องไม่ได้เพราะไม่เมา ไม่เร็วจะฟ้องได้อย่างไร เมื่อสั่งสอบเพิ่มเติมจะเป็นการดองคดี อะไรบิดไม่ได้ก็ปล่อยให้หมดอายุความ ตรวจพบโคเคนก็ไม่เข้าสำนวน อัยการแค่พิจารณาสำนวนตามที่ตำรวจส่งให้เท่านั้น ไม่มีโอกาสได้ค้นหาด้วยตัวเอง แต่ถ้าตำรวจสอบละเอียด อัยการจะสั่งเป็นอื่นไปไม่ได้ เรื่องนี้หลายฝ่ายมองว่าตำรวจเสนอสั่งฟ้อง มันเป็นแท็กติกสุดท้ายอัยการไม่ฟ้อง อัยการจึงกลายเป็นแพะจริง ไอ้โม่งที่อยู่หลังพนักงานสอบสวนเขารู้อยู่แล้ว ว่าอัยการฟ้องไม่ได้ เพราะถ้าตำรวจสั่งไม่ฟ้องมันน่าเกลียด จึงใช้มืออัยการแทน ทุกอย่างถูกกำหนดจากการสอบสวน จึงถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานขณะเกิดเหตุ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุยศ ร.ต.อ. อยู่ที่หน่วยกลุ่มงานตรวจทานเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐาน หลังเกิดเหตุมีการระดมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 2 ประเด็น คือชนกันในลักษณะไหน ความเร็วเท่าไหร่ ได้ตรวจสอบร่องรอยต่างๆ เพราะพยานที่น่าเชื่อถือมากกว่าคือวัตถุพยาน บางร่องรอยสามารถชี้ข้อเท็จจริงได้ พบว่าการชนเป็นลักษณะตรงไม่ได้เฉียง ความเร็วรถจากกล้องวงจรปิดก่อนถึงจุดเกิดเหตุ 100 เมตร ซึ่งการคำนวณของชุดทำงาน ตนได้ใช้ฟิสิกส์พื้นฐานอัตราความเร็วเคลื่อนที่หารด้วยเวลา และไปวัดระยะทางในที่เกิดเหตุ เมื่อมาคำนวณเวลาก็ได้ความเร็วที่ 177 กม.ต่อชั่วโมง. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73231</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, จตุพร พรหมพันธุ์, นคร ชมพูชาติ, พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ, รสนา โตสิตระกูล, ศรีสุวรรณ จรรยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาทิตย์ อุไรรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26c5ac992a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 21:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 21:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด้งด่วน &#039;ส.ต.ท.&#039; ถูกกล่าวหาข่มขืนสาว แลกไม่ถูกดำเนินคดีค้ากัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.63 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณี &amp;ldquo;พ่อร้องลูกสาวถูกตำรวจข่มขืน แลกไม่ดำเนินคดีเสพกัญชา&amp;rdquo; เหตุเกิดในเขตพื้นที่ สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่ ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้รับรายงานจาก สภ.ช้างเผือก ว่า เมื่อวันที่ 13 เม.ย.63 ได้มีผู้เสียหาย เป็นหญิง อายุ 19 ปี มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ยศ &amp;quot;ส.ต.ท.&amp;quot; &amp;nbsp;ที่ได้จับกุมผู้เสียหาย ในข้อหา &amp;ldquo;ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายและพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) โดยผิดกฎหมาย&amp;rdquo; ภายในหอพักแห่งหนึ่ง จว.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในขณะที่ผู้สียหายถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับชุดจับกุมในขณะนั้น ได้ยื่นข้อเสนอกับผู้เสียหายว่า จะช่วยเหลือไม่ให้ผู้เสียหายถูกดำเนินคดียาเสพติด โดยจะขอมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายเป็นข้อแลกเปลี่ยน ผู้เสียหายได้ยินยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย เมื่อมีเพศสัมพันธ์เสร็จ ก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ และได้ควบคุมตัวผู้เสียหายส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก ดำเนินคดีตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหาย พยาน พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งสำนวนไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อมีความเห็นชี้มูลความผิด ฐาน &amp;ldquo;ข่มขืนกระทำชำเรา, เป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทำการไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ว่า ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจยศ &amp;quot;ส.ต.ท.&amp;quot; รายที่ถูกกล่าวหานั้น มาประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไม่ให้พบปะผู้คนและให้การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเป็นด้วยความเรียบร้อยยุติธรรม ไม่ให้เกิดประเด็นสงสัยต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก ตร . กล่าวต่ออีกว่า โดยหาก ป.ป.ช. ได้มีความเห็นชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำลงไประหว่างปฏิบัติหน้าที่ตามที่ถูกกล่าวหาจริง ก็จะมีการดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ &amp;nbsp;ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำและกำชับหน่วยปฏิบัติทุกภาคส่วนมาโดยตลอดในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับตามกฎหมาย โดย ห้ามตำรวจ ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ เรียกรับผลประโยชน์ ขูดรีดประชาชน เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีเป็นอันขาด ซึ่งหากพบกระทำความผิดให้ดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด ประกอบกับ ให้พิจารณาโทษทางวินัยกับผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นฐานปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลความประพฤติ วินัย ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อป้องปรามไม่ให้ตำรวจกระทำความผิดเสียเองและเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ในการทำงานของตำรวจให้กับประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69183</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eecd1746d927.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งเด้ง-สอบ7ตร. จับแม่ลูกรีด3แสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด้งด่วน 7 ตำรวจแม่อาย หลังเจ้าของร้านอาหารพาเมียเข้าร้อง บช.ภ.5 ถูกรีด 3 แสนข้อหาเป็นต่างด้าวไม่พกบัตร นักการเมืองท้องถิ่นขอเคลียร์จะคืนเงินแลกถอนแจ้งความ แต่สายไป ผบช.ภ.5 ผบก.เชียงใหม่ประสานเสียง ยันผิดจริงฟันทั้งวินัย-ดำเนินคดีอาญา สั่งตั้งกรรมการสอบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ TS&amp;#39;Thanaphon Eagleline ได้แชร์คลิปและภาพเอกสารการร้องเรียนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 โดยมีข้อความว่า &amp;quot;เงินเดือนพวกคุณไม่พอใช้หรือครับ? ถึงได้จับเด็กและผู้หญิงมาข่มขู่! รีดไถ เป็นเงินสามแสนบาท สน.แม่อาย ครับ!!!&amp;quot; โดยคลิปดังกล่าวถ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งพร้อมรถตำรวจ พูดภาษาเหนือ บอกให้หยุดถ่าย ถ้าถ่ายเดี๋ยวจะไม่ช่วยให้แล้วนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ได้เปิดเผยตัวตนคือนายฐานะพล เสาวคนธ์ อายุ 45 ปี เป็นเจ้าของร้านอาหารใน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ที่เปิดเผยเรื่องนี้ก็เพื่อระบายความคับแค้นใจที่ถูกระบบราชการทำร้ายครอบครัวอย่างมาก โดยตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอุ้มภรรยาและลูกชายตนเองไปกักขังหน่วงเหนี่ยวและรีดเงินไป 3 แสนบาท หลังเกิดเรื่อง ตนเองและภรรยาได้เดินทางไปร้องเรียนที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ก็มีคนในพื้นที่หลายคนเป็นตัวแทนเข้ามาเจรจาขอคืนเงิน และขอให้ไปถอนการร้องเรียนทุกอย่างให้หมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางพิมพ์ชนก ภรรยาวัย 22 ปี กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ศกนี้ ตนได้พาลูกวัย 1 ขวบ 11 เดือนไปงานแต่งงานญาติที่หมู่บ้านโป่งงาย ต.แม่สาว อ.แม่อาย ขากลับได้อาศัยนั่งรถคนในหมู่บ้านกลับ ระหว่างทางมีตำรวจหลายนายได้เข้าตรวจรถและทำการตรวจปัสสาวะ ตรวจบัตรประชาชน ไม่พบสารเสพติด ปรากฏตนเป็นคนต่างด้าว มีบัตรสีชมพู แต่ไม่ได้พกติดตัว จึงถูกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งขับรถพาตนและลูกชาย พร้อมคนในหมู่บ้านอีก 2 คน เด็กสาวอีก 1 คน ขึ้นไปเจรจากันในป่าบนดอย ตนก็โวยวายว่าทำไมไม่พาไปโรงพัก ตำรวจจึงได้นำมาควบคุมไว้ที่ป้อมแม่สาว รวมผู้ใหญ่ 3 คน เด็ก 2 คน แจ้งข้อหาแล้วเรียกเงินจำนวน 1 แสนบาท แต่พอรู้ว่ามีเงินก็เรียกอีกรอบเป็น 5 แสนบาท อ้างว่าเป็นผู้นำพาต่างด้าว ให้ที่ซุกซ่อน ในส่วนของตน สามีได้โอนเงินให้ตำรวจ 2 ครั้ง รวม 3 แสนบาท จึงได้รับการปล่อยตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานต่อมาว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคมนี้ นายฐานะพล พร้อม น.ส.พิมพ์ชนก ภรรยาที่ถือบัตรสีชมพู และ ด.ช.อีเกิ้ล ลูกชายอายุ 1 ปี 11 เดือน ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดี และขอการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของคนในครอบครัว ซึ่งเบื้องต้นทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้ส่งเรื่องไปยังทางกองบังคับตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ประจวบ วงค์สุข ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน และให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวมถึงสั่งการให้ทางตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงให้ดูแลความปลอดภัยต่อผู้ร้องเรียนไม่ให้เกิดปัญหาข่มขู่คุกคามด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่นายฐานะพลและภรรยาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอยู่นั้น ได้มีผู้โทรศัพท์ถึงนายฐานะพลหลายครั้ง บอกว่าเป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ ขอเป็นตัวแทนตำรวจคู่กรณีเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย โดยเสนอเงินเพื่อแลกกับการถอนคำร้องเรียนทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับการร้องเรียนถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่อาย โดยจากข้อมูลที่ร้องเรียนมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แล้วมีลักษณะกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกรับเงิน แต่เบื้องต้นขอคุยกับผู้เสียหายก่อน แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการตามแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ผบ.ตร.และ ผบช.ภ.5 ได้วางเอาไว้ ถ้าพบว่ากระทำผิดไม่ว่าจะผิดวินัยหรือผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินการตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง ไม่มีการช่วยเหลืออยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ว่าได้มีคำสั่งให้ สภ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมให้ข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 นาย ไปปฏิบัติราชการยังศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้การสืบสวนข้อเท็จจริงเกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส โดยหากผลการสืบสวนข้อเท็จจริงมีมูลว่าได้กระทำความผิด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ในส่วนการดำเนินคดีอาญานั้น เบื้องต้นผู้เสียหายจะเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย เพื่อดำเนินคดีกับข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง โดยพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานภายในระยะเวลา 30 วัน แล้วส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้ หากผลการสืบสวนข้อเท็จจริง พบว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในทางมิชอบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดในทุกฐานความผิด ลงทัณฑ์ทางวินัยอย่างถึงที่สุด ฟันไม่เลี้ยง ไม่เอาไว้เป็นเยี่ยงอย่างให้เสียกำลังใจของข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดี ประกอบกับได้กำชับดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59392</URL_LINK>
                <HASHTAG>TS&#039;Thanaphon Eagleline, ฐานะพล เสาวคนธ์, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ท.ประจวบ วงค์สุข, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200310/image_big_5e679813b6583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.ต.อ.ฆ่าตัวอีกราย บิ๊กแป๊ะสั่งสกัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีกากีร่วงอีก 1 ร.ต.อ.รอง สว.ผูกคอตายในบ้านพัก เมียเผยบ่นเครียดจากหน้าที่การงานจนไม่อยากทำแล้ว พบประวัติติดเหล้าจนเข้ารักษาที่ รพ.จิตเวช บิ๊กแป๊ะเสียใจ กำชับผู้บังคับบัญชาดูแลลูกน้องใกล้ชิด อีกราย จ่าทหารกองกำลังผาเมืองป่วยซึมเศร้า บุกร้านเซเว่นฯ ชักปืนขู่พนักงานให้ไลฟ์สด ก่อนระเบิดขมับตัวเองดังสยอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 15 ตุลาคมนี้ พ.ต.ท.เดชา โพธาราม สว. (สอบสวน) สภ.เมืองเลย ได้รับแจ้งมีตำรวจผูกคอตายในบ้านพักเลขที่ 390 หมู่ 9 บ้านโพนไทร ต.เมือง อ.เมือง จ.เลย จึงนำกำลังไปตรวจสอบ ทราบว่าผู้ตายคือ ร.ต.อ.ศิริวัฒน์ สุรทิพย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.หนองหญ้าปล้อง ช่วยราชการที่ สภ.เชียงกลม จ.เลย ใช้เชือกไนลอนผูกคอโยงกับขื่อในห้องครัวหลังบ้าน โดยป้าและภรรยาผู้ตายตื่นมาพบ จึงตะโกนบอกให้คนช่วย พี่เขยของผู้ตายรีบตัดเชือกและพยายามทำ CPR แต่ก็สายไปเสียแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบถามภรรยาและน้องของผู้ตายเปิดเผยว่า ร.ต.อ.ศิริวัฒน์ได้มาบ่นว่าไม่อยากทำงานแล้ว อยากจะย้ายสายงานเพราะเครียดมาก โดย ร.ต.อ.ศิริวัฒน์เป็นรองสารวัตรสอบสวนอยู่ที่ สภ.หนองหญ้าปล้อง อ.วังสะพุง จากนั้นถูกย้ายไปช่วยราชการที่ สภ.เชียงกลม ได้ 2 เดือน โดยก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.ศิริวัฒน์ติดเหล้ามาก พอเลิกเหล้าก็เกิดอาการเครียดจนภรรยาต้องพาไปพบหมอที่โรงพยาบาลจิตเวช ล่าสุดช่วงตีห้า ร.ต.อ.ศิริวัฒน์ตื่นขึ้นมา ยังพูดคุยกับป้าที่อยู่บ้านติดกัน ทว่าไม่นานก็แอบผูกคอตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานเหตุดังกล่าวแล้ว จากการสอบสวนเบื้องต้น สันนิษฐานสาเหตุการฆ่าตัวตายน่าจะมาจากความเครียดจากสุขภาพของตนเอง โดยผู้ตายเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวช จ.เลย ตั้งแต่เดือน ม.ค.2562 เป็นต้นมา เรื่องนี้ได้รายงานให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ทราบแล้ว ท่านเสียใจกับความสูญเสียทุกครั้ง ไม่ว่าจะเกิดจากเรื่องส่วนตัวหรือจากการปฏิบัติหน้าที่ และท่านได้ฝากแสดงความเสียใจไปยังญาติของผู้เสียชีวิตด้วย พร้อมกำชับให้ผู้บังคับบัญชาลงไปดูแลถึงสิทธิประโยชน์อันพึงได้ที่ผู้เสียชีวิตจะได้รับ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง และช่วยประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องให้กับญาติผู้เสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ผบ.ตร.มีความเป็นห่วงข้าราชการตำรวจทุกนาย และกำชับไปยังผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยให้คอยสอดส่องดูแลพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ใต้บังคับบัญชา หมั่นให้ความใส่ใจ ซักถาม ทำความเข้าใจ และดูแลช่วยเหลือปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ขอประชาสัมพันธ์ข้าราชตำรวจหรือญาติที่พบว่าข้าราชการตำรวจมีความเสี่ยงที่อาจก่อเหตุฆ่าตัวตาย ให้สังเกตสัญญาณเตือนที่จะนำไปสู่การฆ่าตัวตาย เช่น พูดถึงความตายหรือการฆ่าตัวตาย หรือบ่นว่าอยากตาย, พูดหรือเขียนสั่งเสีย, เคยพยายามฆ่าตัวตาย, เศร้าซึม แยกตัวเอง, ป่วยเป็นโรคจิต, ติดสุราหรือยาเสพติดจนเลิกไม่ได้, เกิดการโต้เถียง ทะเลาะวิวาทรุนแรงบ่อยๆ เป็นต้น ควรหันหน้าปรึกษาญาติหรือผู้บังคับบัญชา หรือเพื่อนร่วมงานก่อน และสามารถขอรับการรับคำปรึกษาหรือการรักษาได้ที่ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลตำรวจ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2207-6144 หรือ 0-2207-6000 ต่อ 6144 และโทรศัพท์มือถือหมายเลข 06-3195-8001
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชียงใหม่ เวลา 04.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.บุญส่งวิทย์ ห้องแซง ผกก.สภ.แม่ริม รับแจ้งมีชายคลุ้มคลั่งจับตัวพนักงานร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาห้วยน้ำริน ต.สันโป่ง อ.แม่ริม ริมถนนสายโชตนาเชียงใหม่-ฝาง ขาออก ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้พนักงานสาวของทางร้านทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก การจับกุมตัวประกันครั้งนี้ ต่อมา พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมชุด นปพ.จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปตรวจสอบ พบร่าง จ.ส.อ.พงศ์พันธ์ กุณโฮง อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99/1855 หมู่ 2 ต.สะเตียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ทหารสังกัดกองกำลังผาเมือง ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ขมับขวา นอนจมกองเลือดอยู่ข้างร้านเซเว่นฯ ที่พื้นพบปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ตกอยู่ 1 กระบอก เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่ง รพ.นครพิงค์ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ จ.ส.อ.พงศ์พันธ์ได้ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน บร 5653 เพชรบูรณ์ มาจอดที่หน้าร้าน จากนั้นได้ชักปืนออกมาแล้วเรียกพนักงานที่เป็นผู้ชายออกจากร้าน ก่อนใช้ปืนจี้ เหมือนจับตัวประกัน และให้พนักงานหญิงทำการไลฟ์สดการจี้ตัวประกัน ทั้งบอกให้โทร.แจ้งตำรวจ และนักข่าวมาทำข่าว หลังจากนั้นราว 5 นาที จ.ส.อ.พงศ์พันธ์ก็สั่งให้พนักงานทั้งหมดกลับเข้าไปในร้าน &amp;nbsp;ก่อนใช้อาวุธปืนยิงขมับตัวเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้บังคับบัญชาของ จ.ส.อ.พงศ์พันธ์ได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และแจ้งว่าผู้ตายรับราชการอยู่ที่ จ.เชียงราย ช่วงนี้มาฝึกร่วมที่ จ.เชียงใหม่ และมีอาการป่วยซึมเศร้า ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาการก็กำลังเฝ้าดูพฤติกรรมอยู่ แต่มาก่อเหตุสลดดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48107</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.เดชา โพธาราม, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.บุญส่งวิทย์ ห้องแซง, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, ร.ต.อ.ศิริวัฒน์ สุรทิพย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da5b866cc262.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลั่งเมียหนีไปมีใหม่ ลูกซองยิงลูก2คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่างไฟแค้นใจเมียไม่ยอมคืนดี บุกบ้านแม่ยายชักมีดแทงเมียไปตายโรงพยาบาล ตัวเองหวังตายตาม เงื้อมีดพร้าจะฟัน สวป.หวังถูกวิสามัญ แต่ไม่ตายสมใจเมื่อเจ้าหน้าที่ยิงที่ขาจับตัวไว้ได้ ที่เชียงใหม่ ผัวสุดช้ำรู้ข่าวเมียหนีไปแต่งงานใหม่ คว้าลูกซองยาวยิงลูกวัย 3 ขวบเป็นศพ อีกคนยังไม่ครบ 2 ขวบสาหัส แล้วยิงตัวเองตายตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ช่วงค่ำวันที่ 18 ส.ค. ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายในบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่บ้านดอยคำ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบศพนายชัชวาล แซ่ย่าง อายุ 27 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงที่อกกระสุนทะลุหัวใจ ที่ข้างศพพบร่าง ด.ช.พิชาภพ แซ่ย่าง อายุ 3 ปี ลูกชายของนายชัชวาล ถูกยิงที่หน้าอกเสียชีวิตเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบ ด.ช.กฤษดา แซ่ย่าง อายุ 1 ปี 11 เดือน ถูกยิงด้วยปืนที่บริเวณท้องอาการสาหัส โดยมีปืนลูกซองยาวเบอร์ 12 มีทะเบียน ตกอยู่ 1 กระบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายชัชวาลซึ่งมีอาชีพทำไร่ทำสวน ได้เกิดอาการเครียดหนัก เพราะภรรยาที่อยู่กินกันมากว่า 5 ปีทิ้งไป ปล่อยให้นายชัชวาลเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เดือน เม.ย. จนกระทั่งค่ำก่อนเกิดเหตุ นายชัชวาลทราบว่าภรรยากำลังแต่งงานใหม่ในคืนเดียวกัน จึงเกิดความเสียใจ และบ่นกับญาติๆ ก่อนจะปิดล็อกบ้าน แล้วใช้ปืนยิงลูกชายทั้งสองคน จากนั้นยิงตัวตายตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกราย คืนเดียวกัน พ.ต.ต.วีระชัย หนูชู สวป.สภ.ห้วยยอด รับแจ้งเหตุผัวเมาคลั่งกระหน่ำแทงภรรยาที่บ้านในพื้นที่หมู่ 6 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ญาตินำตัวส่ง รพ.ห้วยยอด จึงนำกำลังไปตรวจสอบ ทราบว่าผู้บาดเจ็บชื่อนางวันดี สมบูรณ์ อายุ 45 ปี ส่วนผู้ก่อเหตุคือนายราเชน ขาวนิ่ม อายุ 39 ปี ได้วิ่งหลบหนีออกจากบ้านภรรยา กลับไปยังบ้านของตัว ขับรถยนต์กระบะไปยัง รพ.ห้วยยอด เมื่อไปถึงได้จอดรถยนต์แล้วถือมีดพร้าบุกเข้าไปบริเวณด้านหน้า รพ. พร้อมกับถามหานางวันดีอยู่ห้องไหน และพยายามจะผลักประตูห้องฉุกเฉินเข้าไป ทำให้ชาวบ้านและแพทย์ พยาบาลตกใจวิ่งหนีอลหม่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตำรวจที่ติดตามนายราเชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ รพ. เจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้นายราเชนวางอาวุธ แต่ไม่เป็นผล นายราเชนได้เงื้อมีดพร้าฟันเจ้าหน้าที่ รพ. แต่พลาดไปถูกเคาน์เตอร์ เหตุการณ์ทำท่าบานปลายเมื่อนายราเชนจะฟัน พ.ต.ต.วีระชัย ตำรวจจึงตัดสินใจยิงขานายราเชนจนทรุดลงและสามารถจับกุมไว้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนางวันดีที่ถูกแทงด้วยมีดปลายแหลมเข้าบริเวณหน้าอก 3 แผล และขาขวา 1 แผล ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาววิยดา เห็นผลงาม อายุ 31 ปี พี่สะใภ้ของนางวันดี กล่าวว่า นายราเชนมีอาชีพรับจ้างเดินสายไฟ เลิกรากับนางวันดีมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว มีลูกสาว 1 คน อายุ 10 ปี ช่วงเกิดเหตุได้เมาเข้าไปหานางวันดีที่บ้านแม่ยาย เพื่อจะขอคืนดี แต่ไม่เป็นผล จึงใช้มีดที่เตรียมมาแทงนางวันดี และขึ้นคร่อมบีบคอ ตนจึงยกมือไหว้ขอร้องให้เห็นแก่ลูก ขณะที่ญาติโทรศัพท์แจ้งตำรวจ นายราเชนจึงวิ่งหนีไป &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.ประดิษฐ์ ชัยพล ผกก.สภ.ห้วยยอด กล่าวว่า จากการซักถามผู้ต้องหา พูดมีสติดีทุกอย่าง ยอมรับว่าได้ถือมีดพร้ามาที่ รพ.ห้วยยอดเพื่อจะดูอาการของภรรยา แต่พบตำรวจที่มาระงับเหตุ ผู้ต้องหาเชื่อว่าภรรยาเจ็บหนักและเสียชีวิต จึงจงใจจะฟันตำรวจเพื่อต้องการให้ตำรวจยิง หวังจะตายตามเมีย เพราะผู้ต้องหาถามตำรวจว่า ทำไมไม่ยิงให้ถูกหัวจะได้ตาย และขณะนี้ทางผู้ต้องหาได้ปฏิเสธการรักษาทุกอย่าง ปฏิเสธให้น้ำเกลือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น ตำรวจได้ดำเนินคดีนายราเชน 3 ข้อ ประกอบด้วย ฆ่าผู้อื่น, พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และข้อหาบุกรุก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชวาล แซ่ย่าง, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พิชาภพ แซ่ย่าง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d5aa4404ec2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด้งด่วน!ตร.จราจรเชียงใหม่เรียกรับเงินนักท่องเที่ยวจีนปลดล็อครถจยย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:เชียงใหม่นิวส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.62-พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีมีคลิปวีดีโอเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนายหนึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทำการเรียกเก็บเงินเกี่ยวกับค่าปลดล็อครถจักรยานยนต์ กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ว่า ได้รับรายงานจาก ภ.จว.เชียงใหม่ระบุเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2562 ในโลกโซเซียลมีนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวไทยได้เผยแพร่พฤติกรรมของตำรวจจราจรนายหนึ่ง ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในลักษณะการเรียกเก็บเงินค่าปลดล็อกล้อรถจักรยานยนต์นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ถ.พระปกเกล้า อ.เมืองเชียงใหม่ เวลาประมาณ 22.00 น ของวันที่ 19 ม.ค.62 ที่ผ่านมา โดยในคลิปวีดีโอนั้นพบว่ามีนักท่องเที่ยวรายหนึ่งได้ยื่นเงินธนบัตรจำนวนหนึ่งให้กับตำรวจจราจร ในลักษณะเพื่อเป็นค่าปลดล็อกล้อรถจยย. โดยตำรวจรายดังกล่าวก็ได้เอาใบสั่งคืนจากนักท่องเที่ยวและเก็บเงินไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจรายดังกล่าวมาปฏิบัติหน้าที่ ณ ศปก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมกับมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยหากพบการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับให้คณะกรรมการดำเนินการด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คงต้องรอให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน หากพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้ดำเนินการสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย หากพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำความผิดเสียเอง ก็ให้ดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด &amp;nbsp;ที่ผ่านมา ผบ.ตร. ได้สั่งการมาโดยตลอด ห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปยุ่งเกี่ยว เรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการเหลื่อมล้ำกับกฎหมาย สร้างความเดือนร้อนแก่พี่น้องประชาชน หรือนักท่องเที่ยวส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก สตช.กล่าวว่า ผบ.ตร.กำชับผู้บังคับบัญชาสอดส่องดูแลความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดทั้งในเวลาราชการและนอกราชการ หากพบว่าละเลยอาจใช้หลักเกณฑ์ ตามคำสั่ง ตร.ที่ 1212/2537 ในการพิจารณาทัณฑ์ด้วย โดยตำรวจนายใดมีพฤติกรรม เรียกรับผลประโยชน์ ประพฤติมิชอบ ทุจริตคอรัปชั่น จะดำเนินการตามกฏหมาย และระเบียบอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น และ ไม่ปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรและเสียกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27097</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิปตำรวจ, จ.เชียงใหม่, ตำรวจจราจร, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, สตช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c451d46cee7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
