<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับลูกตร.นำขบวน ขนกัญชา2ตันลงใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แก๊งยาเสพติดเหิม ขนกัญชาร่วม 2 ตันใช้รถเป็นคาราวาน 6 คันจากภาคกลางลงใต้ หนีด่านสกัดบ้านพละ แต่ไม่รอด ถูกจับ 8 คนล้วนวัยรุ่น หนึ่งในนั้นคือลูกตำรวจระดับนายพัน พบเป็นเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 กันยายนนี้ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร นายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร รอง ผวจ.ชุมพร พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.อ.ปกรณ์ จันทรโตะ รอง ผบ.มทบ.44 พ.ต.อ.ธานี นาคหกวิค ผกก.สส.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภาค 8 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ประจำด่านตรวจความมั่นคงประตูภาคใต้ (บ้านพละ) ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม 8 ผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติด ประกอบด้วย นายอนุชา โสมจินทร์ อายุ 22 ปี นายอังกินันท์ หนำคอก อายุ 18 ปี นายธีรดนย์ เทียนประทีป อายุ 24 ปี นายณัฐภัทร ภูมิภัทร อายุ 25 ปี นายวรกานต์ ตันสกุล อายุ 23 ปี นายอิทธิพงศ์ ศรีศักดา อายุ 23 ปี นายรณชัย แซ่ลิ้ม อายุ 24 ปี และนายเกรียงศักดิ์ ปฏิสุวรรณ อายุ 23 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ของกลางได้แก่ กัญชาอัดแท่ง ตราดาว จำนวน 1,980 แท่ง น้ำหนัก 1,980 กิโลกรัม และรถยนต์ 6 คัน ประกอบด้วย รถยนต์อีซูซุ มิว 7 สีขาว ทะเบียน 8กล-4218 กรุงเทพมหานคร รถยนต์อีซูซุ มิว 7 สีขาว ทะเบียน 9กย-9961 กรุงเทพมหานคร รถกระบะอีซูซุ ดีแม็คซ์ สีดำ มีหลังคาแครี่บอย ทะเบียน ขษ-9851 สงขลา รถยนต์เชฟโรเล็ต ทะเบียน 9กข-9064 กรุงเทพมหานคร รถยนต์อีซูซุ มิว 7 สีขาว ทะเบียน กน-2331 นครศรีธรรมราช และรถยนต์อีซูซุ มิว 7 สีขาว ทะเบียน ฎฉ-7717 กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ฉลาดเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจสืบสวนทราบว่าจะมีรถยนต์ 6 คัน ร่วมกันลำเลียงยาเสพติดจากภาคกลางลงไปส่งที่ภาคใต้ และจะผ่านด่านตรวจความมั่นคงประตูภาคใต้ จึงวางแผนและร่วมกันตั้งด่านตรวจบนถนนสายเพชรเกษมขาล่องใต้ หมู่ที่ 3 ต.เขาไชยราช อ.ปะทิว จ.ชุมพร และกระจายกำลังไปเฝ้าระวังตามถนนสายรอง จนกระทั่งเวลา 03.30 น. คืนวันเดียวกัน พบรถยนต์อีซูซุ มิว 7 สีขาว ทะเบียน 8กล-4218 กรุงเทพมหานคร มีนายอนุชา โสมจินทร์ เป็นคนขับ มีนายอังกินันท์ หนำคอก นั่งมาด้วย และรถยนต์อีซูซุ มิว 7 สีขาว ทะเบียน 9 กย-9961 กรุงเทพมหานคร มีนายธีรดนย์ เทียนประทีป เป็นคนขับ ผ่านเข้ามาที่ด่านตรวจจึงเรียกขอตรวจค้น ปรากฏว่าได้มีรถยนต์ที่ตามหลังมาอีก 4 คันไหวตัว ขับหลบเข้าซอยใกล้กับด่านตรวจ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และสั่งการให้ สภ.ใกล้เคียงตั้งด่านสกัดจับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาได้พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน ขษ-9851 สงขลา ขับหลบหนีเข้ามาเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.ชุมพร จึงจับกุมไว้ได้พร้อมคนขับคือ นายณัฐภัทร ภูมิภัทร จากนั้นจับกุมรถยนต์เชฟโรเล็ต ทะเบียน 9กข-9064 กรุงเทพมหานคร พร้อมนายวรกานต์ ตันสกุล, นายอิทธิพงศ์ ศรีศักดา, นายรณชัย แซ่ลิ้ม และนายเกรียงศักดิ์ ปฏิสุวรรณ ขณะซ่อนตัวในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง นำตัวไปสอบสวน ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้จอดรถยนต์ที่บรรทุกกัญชาทิ้งไว้ในสวนปาล์มพื้นที่ ตำบลนาสัก อ.สวี จ.ชุมพร เจ้าหน้าที่จึงตามไปตรวจยึดรถยนต์ ทะเบียน กน-2331 นครศรีธรรมราช ซึ่งถอดเบาะนั่งออกหมด บรรจุกัญชา เช่นเดียวกับรถยนต์ทะเบียน ฎฉ-7717 กรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จว.ชุมพร กล่าวว่า จากการสอบสวนทราบว่า กลุ่มนี้มีการวางแผนกันมาเป็นอย่างดี โดยใช้รถยนต์อีซูซุ รุ่น มิว 7 จำนวน 4 คัน แต่งเหมือนกันทุกอย่างแม้กระทั่งล้อแม็กซ์สีทอง สำหรับผู้ต้องหาที่จับได้ล้วนเป็นวัยรุ่น และหนึ่งในนั้นเป็นลูกชายนายตำรวจระดับนายพันคนหนึ่งร่วมขบวนการด้วย ซึ่งกลุ่มนี้ยังเป็นเครือข่ายของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ทำมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่รอด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77662</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐภัทร ภูมิภัทร, ธีรดนย์ เทียนประทีป, พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ, พ.ต.อ.ธานี นาคหกวิค, พ.อ.ปกรณ์ จันทรโตะ, พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา, รณชัย แซ่ลิ้ม, วรกานต์ ตันสกุล, สมพร ปัจฉิมเพ็ชร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา โสมจินทร์, อังกินันท์ หนำคอก, อิทธิพงศ์ ศรีศักดา, เกรียงศักดิ์ ปฏิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f6206967be42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำนันไข่3ศพ แค้นโกง10ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำนันไข่เปิดปากสารภาพฆ่า 3 ศพแม่-ลูก-หลาน เหตุเพราะแค้นคบกับผู้ตายเหมือนญาติ อ้างรู้จักสาวไทยผัวตายในต่างประเทศ ขอยืมเงินก้อนใหญ่ไปเป็นค่าวิ่งเต้นขายที่มูลค่า 50 ล้าน หลงเชื่อให้ยืมกว่า 10 ล้าน พอทวงกลับเบี้ยว แถมด่าเจ็บ &amp;quot;อยากโง่เอง&amp;quot; ถึงหน้ามืดชักปืนไล่ยิงทุกคนที่ขวางหน้าไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จ.ชุมพร เดินทางไปยัง สภ.เมืองชุมพร นำตัวกำนันไข่ หรือนายสุนันท์ รามดร อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร ออกมาจากห้องควบคุมผู้ต้องหาเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมร่วมกับ พ.ต.ท.วิชัย แสงวิเชียร รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร ในคดีที่กำนันไข่บุกยิงแม่-ลูกและหลานเสียชีวิต 3 ศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา กำนันไข่ หรือนายสุนันท์ รามดร อายุ 65 ปี อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง บุกทวงหนี้กว่า 10 ล้านบาท ที่บ้านเลขที่ 9/2 หมู่ 7 ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร แล้วเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงกับนางจินดา ทองพรหม อายุ 61 ปี ลูกหนี้ แล้วใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. จ่อยิงนางจินดา เจ้าของบ้าน และนางพรทิพย์ ทองพรหม อายุ 38 ปี ลูกสาว จนตายคาที่บริเวณโต๊ะรับแขกหน้าบ้าน จากนั้นบุกเข้าไปในบ้านจ่อยิงเด็กหญิงนัยปพร ภูวิชิต อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 ลูกสาวของนางพรทิพย์ ขณะนั่งกินข้าวอยู่ในครัวเพื่อเตรียมจะไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนในตัวเมืองชุมพร ตายคาจานข้าว ส่วนพี่สาวอายุ 15 ปี และน้องชายอายุ 12 ปี ซึ่งนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันวิ่งหลบหนีออกประตูหลังบ้านได้ทัน ขณะที่กำนันไข่ยิงไล่หลัง แต่ไม่ถูก ทำให้รอดตายอย่างหวุดหวิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำนันไข่ให้การว่า ตนกับนางจินดาเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกันเหมือนญาติ ช่วงแรกๆ เคยมาหยิบยืมเงินครั้งละแสนสองแสนไปลงทุนทำสวนทุเรียน ตนก็ให้ไปไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งเมื่อปี 2557 นางจินดาและนางสาวพรทิพย์สองแม่ลูกได้มาอ้างชื่อบุคคลที่ 3 ชื่อว่า &amp;ldquo;นางกนกวรรณ&amp;rdquo; หรือนก ได้สามีอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสามีชาวต่างชาติได้เสียชีวิตลง จึงต้องการจะขายมรดกที่ดินมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อนำเงินกลับมาทำธุรกิจในประเทศไทย แต่เงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขายที่ดินไม่พอ จึงขอยืมตนเพื่อนำไปให้นางกนกวรรณก่อน โดยมีการโทรศัพท์โอนสายให้ตนพูดคุยกับนางกนกวรรณด้วย ตนก็เห็นว่าเขาจะขายที่ดินนำเงินกลับมาทำธุรกิจที่ประเทศไทย โดยครั้งแรกตนให้ยืม 2 แสนบาท จ่ายเงินสดผ่านทางนางจินดาโดยไม่ได้ทำสัญญาเงินกู้ยืมแต่อย่างใด เพราะเชื่อใจกัน จนกระทั่งครั้งต่อๆ มาทั้งสองแม่ลูกก็มาอ้างปัญหาต่างๆ นานา และยังให้นางกนกวรรณโทร.มาพูดคุยขอยืมเงินอีกหลายครั้ง อ้างว่ายังขายที่ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำนันไข่กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำสวนทุเรียนกว่า 30 ไร่ ขายผลผลิตได้ปีละ 3-4 ล้านบาท ตลอดเวลา 5 ปี ทั้งสองแม่ลูกใช้วิธีพูดจาว่านล้อมตน อีกทั้งยังให้หญิงที่ชื่อนางกนกวรรณโทร.มาอ้อนวอนขอยืมเงินอีกหลายครั้ง ซึ่งตนเป็นคนขี้สงสาร ก็ให้ยืมครั้งละ 1 แสนบ้าง 2 แสนบ้าง เมื่อนับรวมแล้วประมาณ 13 ล้านบาท โดยหวังว่าเขาจะขายที่ดินในต่างประเทศได้ เงินที่ยืมไปก็จะได้กลับคืนมาด้วย ระยะหลังตนมีปัญหาหนี้สินที่ไปกู้ยืมเพื่อนๆ มา และได้เอาโฉนดไปค้ำเงินกู้ไว้กับธนาคารแห่งหนึ่งกว่า 3 ล้านบาท กระทั่งระยะหลังตนเริ่มสงสัยและรู้สึกแปลกใจว่าทุกครั้งที่ตนขายทุเรียนได้ครั้งละ 3-4 ล้านบาท ทำไมคนชื่อนางกนกวรรณซึ่งอยู่ต่างประเทศจึงรู้ และโทร.มาอ้อนวอนขอยืมเงินตนตลอด ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยเห็นหน้าและรู้จักมาก่อน และตนก็ใจอ่อนให้ยืม โดยนำเงินสดไปมอบให้กับนางจินดาเพื่อโอนไปให้ทุกครั้ง จึงมาคิดว่าคงถูกหลอก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกระทั่ง 2 วัน ก่อนเกิดเหตุ นางจินดาบอกว่านางกนกวรรณจะโอนเงินทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาทมาให้นางจินดาเพื่อคืนให้กับตน แต่ก็ไม่มีการโอนมาให้แต่อย่างใด ต่อมาวันเกิดเหตุตนบุกไปทวงถึงบ้านแล้วเกิดมีปากเสียงกัน แถมยังถูกด่าว่า &amp;ldquo;อยากโง่เอง ไปให้เขายืมทำไม และถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา&amp;rdquo; ตนโมโหสุดขีดจึงชักปืนยิงไม่ยั้ง โดยไม่ได้คิดว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก เพราะความรู้สึกตอนนั้นอะไรขวางหน้ายิงหมด หลังเกิดเหตุได้สติจึงตัดสินใจเข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองชุมพร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่า มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุยิงกันตายในครั้งนี้มาจากมูลหนี้ประมาณ 10 ล้านบาท ส่วนพฤติกรรมตามที่ผู้ต้องหาอ้างในลักษณะดังกล่าวจะมีการกู้ยืมเงินกันจริงหรือไม่ หรืออาจจะเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงกันอย่างไรก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็อยู่ที่ญาติของผู้ต้องหาจะไปดำเนินการเอง อย่างไรตาม ต้องรอสอบปากคำทางพยานและญาติของฝ่ายผู้ตายด้วย ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างโศกเศร้าและทำพิธีศพ แต่กรณีที่ผู้ต้องหาก่อเหตุยิงผู้อื่นตายถือว่าพฤติกรรมโหดเหี้ยม เป็นความผิดทางอาญา ขณะนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหากำนันไข่ ฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น, พกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีเหตุอันควร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49952</URL_LINK>
                <HASHTAG>นัยปพร ภูวิชิต, พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา, สุนันท์ รามดร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191110/image_big_5dc80ad93f4ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
