<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอละพ่อ!&#039;บิ๊กแมวก้าวไกล&#039;ขอโทษมีส่วนร่วมจับ&#039;อากง&#039;สมัยเป็นผู้บังคับการกองปราบฯ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
10 พ.ค.64 - พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ซึ่งมีส่วนร่วมในการจับกุม นายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง ฐานความผิดม. 112 &amp;nbsp;เมื่อปี 2553 &amp;nbsp;เผยว่า ขอน้อมรับความผิดในการให้สัมภาษณ์ในขณะที่มีหน้าที่ในภาครัฐ ปี 2554 และขออภัยต่อดวงวิญญาณอากง และครอบครัว รวมถึงขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ทุกคนที่อาจจะเกิดจากการทำงานในหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาแล้วด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์เปลี่ยนไป แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงถือปฏิบัติเช่นเดิมตลอดมา เวลาผ่าน ความเข้าใจของสังคมก็เปลี่ยนตามไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมตระหนักแล้วว่าการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ และมาตราอื่นๆ ตลอดจนกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน รัฐบาล และสถาบันย่ำแย่ลงจากความไม่เป็นธรรมในหลายแง่มุม ด้วยน้ำมือของผู้ควบคุมและกำกับ ตลอดจนนโยบายเป็นสำคัญ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล งานการเมือง โดยเฉพาะ ส.ส.ต้องมีหน้าที่และอำนาจ ในการตราออกแก้กฎหมาย เพื่อให้เป็นธรรมจึงสำคัญยิ่ง และด้วยตระหนักว่าไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้ แต่สามารถมุ่งมั่นลงมือทำงานเพื่อแก้ไขปัจจุบัน และกำหนดอนาคตของสังคมที่ดีกว่านี้ได้ ผมจึงตัดสินใจเข้าทำงานการเมืองอย่างเต็มตัว ในปี 2561 ร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ และต่อมาคือพรรคก้าวไกล เนื่องจากเห็นด้วยกับนโยบายด้านการปฏิรูปกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งใน ส.ส. และเป็นอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขปรับปรุงชุดกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน รวมถึงมาตรา 112 ด้วยและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;แม้สิ่งที่ผมทำจะไม่สามารถทดแทนความผิดพลาดได้ และคงไม่ทำให้ครอบครัวอากงให้อภัยผม แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ดังนั้น หลังจากนี้จะขอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทำงานแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวในอดีตเดิมที่อยู่ในวังวนของการครอบงำ ในอาณัติการที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายใต้รัฐราชการ อันเป็นการจำกัดสิทธิพลเมืองบางอย่างออกไปด้วยตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เราทุกคนควรจะมีสิทธิอันพึงมีที่เท่ากัน&amp;rdquo; พล.ต.ต สุพิศาลกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102366</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอากง, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, ส.ส.ก้าวไกล, อดีตผู้บังคับการกองปราบปรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_609899a531034.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2021 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2021 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้การกองปราบ จวกตำรวจทำเกินกว่าเหตุ จับม็อบราวกับพวกเขาก่ออาชญากรรมร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค.64 - พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;quot;Supisarn Bhakdinarinath - สุพิศาล ภักดีนฤนาถ&amp;quot; ให้ความเห็นถึงกรณีการจับกุมตัว นักศึกษาและประชาชนที่มาร่วมกันเขียนป้ายผ้า ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิว่า เกินกว่าเหตุหรือไม่? โดยระบุว่า &amp;ldquo;น้องๆ ตำรวจทั้งหลายครับ ผมว่าน้องๆ คงต้องมาทำหน้าที่เพราะมีอำนาจ ที่ประชาชนมอบให้นะครับ การจับกุมแบบใช้แนวคิดการบังคับใช้กฎหมายนั้น มิได้แก้ไขปัญหาในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ การแสดงออกขั้นพื้นฐานของปวงชนคนไทย น้องๆ คงรู้แก่ใจดีว่า การบุกรวบตัว จับกุมตัวนักศึกษาและประชาชนที่มาทำกิจกรรมเขียนป้ายผ้าวันนี้นั้น &amp;ldquo;เกินกว่าเหตุ&amp;rdquo; หรือไม่ ? และนี่อาจจะเป็นการเติมลมโหมกระหน่ำกองไฟให้ลุกลามบานปลายใหญ่โตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แค่กิจกรรมเขียนป้ายผ้า แค่การแสดงออก แค่การแสดงความคิดเห็น อันเป็นพื้นฐานประชาธิปไตยของพวกเราคนไทยทุกคน น้องๆ ตำรวจทั้งหลายทำราวกับพวกเขากำลังก่ออาชญากรรมร้ายแรง เป็นอาชญากรที่ต้องจับกุมตัวให้ได้ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดก็ตาม ตำรวจเพื่อประชาชนจะไม่ทำแบบนี้ กระบวนการขั้นตอนต้องเป็นไปตามหลักรัฐศาสตร์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจในการทำหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่การใช้กำลังที่เหนือกว่าอย่างโกรธแค้น รุนแรง หิ้วร่างลากถูไปเช่นนี้ พูดคุยสิครับ แจ้งข้อกล่าว อันเป็นความผิดซึ่งหน้าที่มีอำนาจ แล้วบอกว่าพวกเขาว่าถูกจับแล้ว จะเอาตัวไปสถานีตำรวจอะไร ตอบประชาชนที่พบเห็นไป ตั้งแต่ก่อนควบคุมตัว ความสุภาพทำได้ครับ ไม่ยากอย่างที่คิด&amp;quot;พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ระบุด้วยว่า นี่ยังไม่นับถึงเรื่องที่ตำรวจควรต้องทำตาม ป.วิอาญา (ที่ราษฎรไม่รู้อีกมากในระเบียบตำรวจ ซึ่ง ป.วิอาญา กำหนดให้ ตำรวจต้องทำ) ที่ผ่านมา ถามว่าตำรวจผู้จับกุมนักศึกษา ประชาชนเหล่านี้ ได้ไปทำหรือไม่ ภารกิจที่ยังมีอยู่อีกหลายเรื่อง รวมถึงการละเมิด สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน ตำรวจเองก็ต้องจัดการผู้ละเมิดนั้นด้วยครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90048</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, มาตรา112</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_6002d1f98749e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2020 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2020 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ก้าวไกล&#039;โวยใช้พรก.ฉุกเฉินฯลั่นเหตุการณ์ยังปกติเตือนตร.ระวังโดนฟ้องกลับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.63-พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง 6 ฉบับให้อำนาจเจ้าหน้าที่สัญญาบัตรค้นได้ทุกที่และสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัวว่า ไม่เห็นด้วยต่อการการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯของรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจในการใช้กฎหมายจัดการกับประชาชน เพราะการที่รัฐบาลอ้างเหตุเหตุเชื่อมต่อกับเหตุการณ์ที่เกิดจากข้อบกพร่องของการถวายความปลอดภัยในเส้นทางเสด็จฯ และอ้างเรื่องการป้องกันในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนคนไทยทั้งประเทศและผู้ติดตามข่าวสารย่อมเห็นชัดเจนแล้วว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาประท้วงเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม แม้กระทั่งยังพยายามหลีกเลี่ยงและเลื่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้เดิมเพื่อไม่ให้ทับกับเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน อันแสดงถึงเจตนาของกลุ่มผู้ชุมนุมและแกนนนำอย่างชัดเจน แต่กองกำลังของเจ้าหน้าที่ที่ทำการอารักขาทำไมจึงหละหลวมและปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น รวมทั้งการอ้างถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นที่รับรู้กันว่าขณะนี้โดยความเสียสละของพี่น้องประชาชนและบุคลากรทางสาธารณสุข ทำให้ไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศแล้ว ทั้งหมดจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากทางรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจเท่านั้น จึงไม่เห็นด้วยในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่แรก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯฉบับนี้ยังได้มอบหมายให้ ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และได้มีการออกข้อกำหนดในอำนาจดังกล่าว เพื่อกำจัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตลอดจนทำลายหลักสิทธิมนุษยชนที่ทั่วโลกรับรองไว้ และในข้อกำหนดที่ออกมาทั้ง 6 ฉบับ ถือได้ว่าขัดต่อความรู้สึกและเหตุการณ์จริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าในการกำหนดสถานที่ควบคุมที่ห่างไกลจากที่เกิดเหตุ ซึ่งยิ่งเป็นการจำกัดสิทธิที่ของผู้ถูกจับกุม ส่งผลให้ญาติและทนายความ เกิดความยากลำบากในการเยี่ยม ในการติดต่อและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งการห้ามนำยานพาหนะหรือสิ่งของเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกกำหนดมาล่วงหน้า ซึ่งยังไม่มีการก่อเหตุหรือการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้น จึงเป็นการสร้างผลกระทบของประชาชนในการเดินทาง และยังเป็นการกระทบกับสิทธิของผู้ค้ารายย่อยและเจ้าหน้าที่ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การแต่งตั้งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีอำนาจค้นหรือเรียกเอกสาร สอบสวน จับกุม ควบคุม ตลอดจนเรียกบุคคลมารายงานตามฉบับที่ 3 กับฉบับที่ 5 นั้นจะพบว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในการชุมนุมนั้นถือเป็นเหตุการณ์ปกติ ที่มี พ.ร.บ.การชุมนุม ควบคุมอยู่แล้วและมีการรับรองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การประกาศมาตรการเช่นนี้จึงไม่ได้สัดส่วนกับสถานการณ์จริง เป็นการใช้อำนาจที่เกินกรอบของกฎหมาย อีกทั้งยังเกรงว่าการประกาศเช่นนี้ พนักงานที่ได้รับแต่งตั้งจะใช้อำนาจเกินกว่าวัตถุประสงค์และกรอบของกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเตือนเจ้าพนักงานตำรวจให้ใช้อำนาจ ยึดโยงกับการกระทำ เพื่อป้องกันการฟ้องกลับด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้รัฐบาลยุติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันทีเพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นปรากฎชัดต่อสายตาคนทั้งโลกแล้วว่าเหตุการณ์ร้ายแรงไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากความเดือดร้อนของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังสามารถฟ้องร้องต่อศาลที่สามารถรับฟ้องความเดือดร้อนได้ในเชิงประเด็นที่กฎหมายไม่ได้ยกเว้นไว้ได้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80995</URL_LINK>
                <HASHTAG>การชุมนุม, ก้าวไกล, ตำรวจ, พรก.ฉุกเฉิน, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201018/image_big_5f8bfefa13ece.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2020 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2020 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.ก้าวไกล พาเหรดวิจารณ์ยับ คดีทายาทกระทิงแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.63 - ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมกันแถลงข่าวหลังจากอัยการไม่สั่งฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ทุกข้อกล่าวหาในคดีขับรถชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงถึงกรณีรายงานข่าวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง และยกเลิกหมายจับนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทตระกูลอยู่วิทยา เจ้าของธุรกิจเครือกระทิงแดง ทำให้รอดพ้นจากคดีต้องสงสัยขับรถยนต์ซูเปอร์คาร์ ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ จนเสียชีวิต เมื่อปี2555 ว่า เป็นคดีที่น่าสนใจในเชิงความเห็นของนโยบายและการทำนโยบายในการดำเนินคดี โดยเฉพาะในช่วงของการปฏิรูปตำรวจ ที่เรารอคอยกันมายาวนานพอสมควรว่า กระบวนการสอบสวนของคดี จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร สำหรับความเห็นของคดีดังกล่าว ไม่ขอก้าวล่วง แต่ในเชิงสังคม คนที่หลบหนี อยู่รอด เพราะมีทุนทรัพย์สูง มีฐานะไม่ธรรมดา ทำให้คดีนี้เป็นที่น่าติดตาม ถ้าคดีนี้ หากมีการสั่งฟ้องเร็วและติดตามได้ตัวผู้ต้องหามาอย่างรวดเร็ว มีการสอบสวนครบถ้วน คดีนี้จะครบห่วงโซ่เวลาอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่ถ้าทอดระยะเวลานานจนเกินไป มีการใช้แท็คติกรูปแบบเสริม ทำให้พยานหลักฐานนั้นจางลง ทำห่วงโซ่นั้นไม่สามารถเกาะเกี่ยวกันได้ ดังนั้นมันเป็นฝีมือของพนักงานสอบสวนที่จะหาพยานหลักฐานต่างๆให้ได้มาก คือสาระสำคัญส่วนหนึ่งของคดีนี้ ในองค์กรตำรวจ และการปฏิรูปตำรวจที่สำคัญคือความรู้ ของพนักงานสอบสวน และการปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่คือการปฏิรูปกระบวนการสอบสวนที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีเครื่องมือสามารถเก็บพยานหลักฐาน &amp;nbsp;เพราะขณะนี้เครื่องมือในโลกสมัยใหม่ ตกอยู่ในโลกของโซเชียลเต็มไปหมด พนักงานสอบสวนขาดองค์ความรู้ในด้านนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สนับสนุน รัฐบาลไม่นำเงินมาสนับสนุนเพื่อซื้อเครื่องมือ พยานเหล่านี้มันจะหายไป 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรอยู่ ในเรื่องกระบวนการสอบสวน ถ้ายังทิ้งร้างและปล่อยให้คาราคาซัง ก็จะคล้ายกับคดีนี้ที่8ปีแล้ว ความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นให้แก่ประชาชนคนไทยในกระบวนการยุติธรรมก็ละลายจางลงไปเรื่อยๆ เป็นบ่อเกิดของความอยุติธรรม&amp;rdquo; พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตนักวิทยาศาสตร์(สบ.1) กลุ่มงานตรวจทางเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเมื่อ 8 ปีที่แล้ว กล่าวว่า รู้สึกไม่พอใจกับผลที่ออกมา ตนได้ทำคดีนี้ด้วยตนเอง เป็นคนจดบันทึกถ่ายรูปดูร่องรอยของหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับคดีนี้ &amp;nbsp;ผลการเก็บหลักฐาน สามารถยืนยันได้ว่า ผู้ต้องหาขับรถชนจริง ข่าวจากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นที่ปรากฏรูปอยู่ก็เป็นภาพตนที่กำลังตรวจพิสูจน์หลักฐาน โดยสภาพรถในขณะนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นการชนท้ายตรงๆไม่ได้เป็นลักษณะปาดหน้าเหตุการณ์ที่เกิดขณะนั้น เกิดตอนเช้ามืดประมาณ ตี5 รถคันดังกล่าวได้จอดอยู่ในบ้านผู้ต้องหาแล้ว แต่กลับให้คนรับใช้ในบ้าน 2 คนมามอบตัว เมื่อพนักงานทำการสอบสวนปรากฏว่าไม่ใช่ เวลานั้นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 200 นายไปปิดล้อมบ้าน จนนายบอส อยู่วิทยา ออกมามอบตัว และเมื่อตรวจร่างกายพบร่องรอยหนึ่งที่ยืนยันได้ชัดว่าอยู่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุคือผิวบริเวณที่คาดรัดเข็มขัดนิรภัยเป็นรอยช้ำสีแดง ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ และตนยังเป็นคนดูกล้องวงจรปิดด้วยตนเอง เมื่อคำนวณความเร็วก็เกินที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลักฐานที่มีขณะนั้นเรามั่นใจว่าสามารถเอาผิดได้อย่างแน่นอน &amp;nbsp;ซึ่งหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานที่ผมสังกัดได้ทำงานอย่างหนัก และส่งผลสรุปเสร็จภายใน 1 เดือน แต่เมื่อมาถึงชั้นพนักงานสอบสวนกลับใช้เวลาหลายปี &amp;nbsp;พอผลสรุปออกมาแบบนี้ผมรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง ถือว่ากระบวนการยุติธรรมไม่น่าพอใจควรผลักดันให้ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเสียที&amp;rdquo;พ.ต.ต.ชวลิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขอพูดถึงอารมณ์ความรู้สึกของสังคม และขอตั้งคำถามถึงความยุติธรรมไทย สิ่งที่เกิดขึ้นกับด.ต.วิเชียร กว่า 8 ปี ความยุติธรรมควรจะมาถึงชีวิตเขา แต่ก็มาไม่ถึง เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งไม่ฟ้อง ต่อมาสั่งไปให้อัยการก็สั่งไม่ฟ้อง สรุปก็เพิกถอนหมายจับ คือสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอัยการต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยของตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้จำนวน 11 ราย และได้ส่งไปยังป.ป.ช. แต่ผลปรากฎว่าป.ป.ช.บอกไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรง &amp;nbsp;ประเด็นสำคัญที่ป.ป.ช.พิจารณาคือ 1.ไม่นำผลการคำนวณความเร็วของกอง พิสูจน์หลักฐานประกอบ ความเห็นในทางคดี เพราะความเร็วจะเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานชิ้นสำคัญว่าขับเร็วหรือไม่ 2.ละเว้นไม่ดำเนินการออกหมายจับ 3.ผู้ร่วมลงนามในสำนวนสอบสวนที่ไม่กำกับติดตามให้การสอบสวนถูกต้อง รอบคอบ เป็นไปตามกฎหมาย ต่อไปถ้ามีคดีแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกหลานของเรา ถ้าเป็นคนรวยอาจจะเกิดการวางแผนว่าให้ดำเนินการเลย และจะไม่ผิดวินัยร้ายแรง สังคมจะเอาแบบนี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการที่ล่าช้านำมาสู่อะไร กระบวนการยุติธรรม ยังไม่ถึงกระบวนการศาลยุติธรรมเสียด้วยซ้ำ หยุดแค่ชั้นอัยการและการสอบสวน ความจริงก็ไม่ได้รับการพิสูจน์ นอกจากนี้อัยการเองก็ปล่อยให้มีการเลื่อนนัดพบอัยการถึง 7 ครั้งเป็นเวลาเกือบ1ปี หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีทาง ในฐานะส.ส. ผมขอตั้งคำถามตรงๆว่า คุกมีไว้แค่ขังคนจนหรือไม่ เหมือนกรณีนักมวยติดคุกฟรีเพราะความผิดพลาดของพนักงานสอบสวน และสุดท้ายฝากไปถึงผู้ต้องหา รวยแล้วต้องมีความละอายใจ รับผิดชอบต่อสังคมบ้าง ขอย้ำว่าเรื่องนี้ต้องติดตาม อย่าปล่อยให้เงียบกริบ&amp;rdquo; นายจิรวัฒน์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72399</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอสกระทิงแดง, พรรคก้าวไกล, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, อัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200724/image_big_5f1aa62012b54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.นัดเคาะ3พรก.กู้เงิน ยอมถอยตั้งกมธ.วิสามัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาสูงทำงานด่วนจี๋เคาะ พ.ร.ก. 3 ฉบับภายในวันเดียว &amp;ldquo;พรเพชร&amp;rdquo; แบะท่าไม่เอา กมธ.ส.ว. แต่บรรดาสมาชิกแนะต้องมี &amp;ldquo;คำนูณ&amp;rdquo; ชี้มี 2 กรรมการกลั่นกรองส่อหมิ่นเหม่ขัดกฎหมาย &amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; หมดแรงต้านพลิกให้ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบแล้ว สุดอึ้ง! รองหัวหน้าก้าวไกลอภิปรายเรื่องใช้เงิน 80 ล้านบาทซื้อตัว ส.ส.ผ่านพระราชกำหนดแค่ฟังข่าวเมาธ์มอยมาไม่มีหลักฐาน สภาวางไทม์ไลน์ 4 มิ.ย. ถกกฎหมายโอนงบ 8 หมื่นล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ได้นัดพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย &amp;nbsp;พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563, พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 และ 3.พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเสร็จแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนประชุม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า วุฒิสภาวางกรอบการอภิปราย พ.ร.ก.ไว้ 2 วัน โดยวันแรกจะพิจารณาทั้ง 3 ฉบับ โดยมี ส.ว.ขอใช้สิทธิอภิปราย 48 คน รวมเวลาประมาณ 9 ชั่วโมง จากนั้นจะลงมติทีละฉบับ ส่วนในวันที่ 2 จะพิจารณา พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเที่ยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.นั้น ต้องรอการอภิปรายของ ส.ว.ก่อน แต่คิดว่ารัฐบาลดำเนินการตรวจสอบตามกลไกของรัฐบาล ขณะเดียวกันได้รับทราบมาว่าสภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณาตั้งคณะ กมธ.วิสามัญเช่นกัน&amp;rdquo; นายพรเพชรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.30 น. วุฒิสภาได้เปิดประชุมเรื่องดังกล่าว โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเสนอหลักการและเหตุผลต่อที่ประชุม และมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มาร่วมรับฟังด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า เข้าใจว่าในการแก้ไขปัญหานั้น ในรัฐธรรมนูญให้อำนาจฝ่ายบริหารออก พ.ร.ก. ซึ่งไม่ได้ติดใจ แต่ห่วงใยเรื่องความโปร่งใสที่จะต้องทำอย่างไรให้ประชาชนได้รู้ว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม จึงอยากเสนอว่าหากกระทรวงการคลังจะมารายงานต่อสภาต้องมีรายละเอียดของการใช้เงินกู้ด้วย เพราะหากรัฐบาลเปิดเผยความชัดเจน จะทำให้เกิดความเบาใจว่ารัฐบาลได้ใช้เงินตามความจำเป็น ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เชื่อว่าคนจะไม่กล้าทำผิดและฉวยโอกาสหาประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การตั้ง กมธ.วิสามัญของสภาอาจยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ เพราะฝ่ายที่เข้าไปตรวจสอบก็มี ส.ส.รัฐบาลด้วย ดังนั้นเห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของ ส.ว.เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ โดยให้คณะ กมธ.ของ ส.ว.เข้ามาตรวจสอบเพื่อช่วยรัฐบาล&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว. อภิปรายถึงคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการส่วนใหญ่มาจากส่วนราชการ ส่วนที่เหลือจะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นเพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกลั่นกรอง ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเป็นกรรมการควรมาจากภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม ส่วนกรณีปัญหาเกี่ยวกับความโปร่งใสของการใช้จ่ายเงินกู้นั้น ต้องยึดหลักการ 3 ประการ 1.หลักการเศรษฐกิจพอเพียง 2.หลักการความโปร่งใส คุ้มค่าและตรวจสอบได้ 3.หลักการให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและกลั่นกรองแผนก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี ที่สำคัญต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
ชี้2กรรมการขัดคุณสมบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.อภิปรายว่าถึง พ.ร.ก.หุ้นกู้ที่มีอายุ 5 ปีว่า มีคำถามที่สำคัญ คือขณะนี้มีปัญหากับผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ได้แก่คนที่ 1 เป็นอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งเมื่อปี 2562 แม้พระราชกำหนดจะไม่ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามเอาไว้ แต่ พ.ร.ก.นี้จะไปยกเว้นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากอดีตเลขาธิการ ก.ล.ต.ยังพ้นจากตำแหน่งไม่ครบ 2 ปีเต็ม ซึ่งมาตรา 22/1, 22/2 และ &amp;nbsp;267/1 ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ว่าด้วยการกำหนดให้ภายใน 2 ปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง เลขาธิการจะประกอบธุรกิจไม่ได้ หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รมว.การคลังในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย มั่นใจหรือไม่ว่าได้ทำถูกกฎหมายแล้ว ซึ่งเคยมีกรณีเทียบเคียงมาแล้วจากกรณีบอร์ดการบินไทยคนหนึ่งได้ลาออกจากตำแหน่ง เพราะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีมาไม่ถึง 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คนที่ 2 เป็นกรรมการกำกับตลาดทุนตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้กรรมการกำกับตลาดทุนต้องไม่ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการในธุรกิจหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นเรื่องนี้สมควรคลายปมสงสัย ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่าไม่ขัดต่อกฎหมายต้องตอบคำถามนี้ เพราะมิเช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการดำเนินการต่อไปของคณะกรรมการกำกับกองทุน และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน จึงขอทักท้วงเอาไว้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณยังกล่าวถึงผู้ทรงคุณวุฒิใน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ว่าอยากเสนอเพื่อสร้างความมั่นใจ โดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แต่งตั้งบุคคลจากภาคประชาชนที่ทำงานต่อต้านทุจริตและเศรษฐกิจชุมชนเข้ามาเป็นคณะกรรมการ เพราะจุดอ่อนที่สำคัญของกฎหมายกู้เงิน คือ เป็นการกู้เงินนอกงบประมาณและจ่ายเงินตามกระบวนการที่รัฐบาลออกระเบียบ ซึ่งไม่ได้ผ่านนิติบัญญัติตามหลักการใช้จ่ายเงินแผ่นดินตามระบบงบประมาณปกติ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจ รัฐบาลจะต้องตั้งภาคประชาชนเข้ามา และเห็นด้วยกับการให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและเสนอแนะมาตรการแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอุตตมกล่าวถึงการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของการใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ว่าจะไม่ล่าช้า เพราะหน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมโครงการตามกรอบที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำหนดไว้ และต้องส่งแผนโครงการกลับมาที่คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการพิจารณาก่อนเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับการลงมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ดังกล่าวของวุฒิสภา จะมีขึ้นในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ ก่อนที่จะพิจารณา พ.ร.ก.ประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 อีก 1 ฉบับต่อไป
พปชร.ไฟเขียวตั้ง กมธ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความคืบหน้าของการตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินในส่วนของ ส.ส.นั้น ล่าสุด นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า จะหารือในที่ประชุมวิปครั้งหน้า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะให้ตั้ง กมธ.ชุดนี้ หลังจาก 2 พรรคได้ยื่นญัตติไปแล้วคือ ภูมิใจไทย (ภท.) กับประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรค พปชร.ก็ไม่ขัดข้อง ส่วนที่ให้สัมภาษณ์คัดค้านก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น โดยเชื่อว่าจะตั้ง กมธ.ได้ในวันที่ 10 หรือ 11 มิ.ย. คงไม่ทันในการประชุมสภาสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีวาระที่ต้องพิจารณาเรื่องด่วนของรัฐบาลคือ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 8.8 หมื่นล้านบาทก่อน และยืนยันว่าไม่มีปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล ดังจะเห็นได้จากการลงมติที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเสียงของรัฐบาลก็มีความเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งไม่เชื่อว่าจะเกิดปัญหาภายในจนทำให้รัฐบาลระส่ำระสาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงภาพรวมการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินว่า ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายจะเห็นว่า ส.ส.พรรค พท.และพรรคร่วมฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้อย่างดี ในขณะที่รัฐบาลไม่มีรายละเอียด แม้ ส.ส.รัฐบาลจะลุกขึ้นมาช่วยก็มีข้อจำกัด สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ รัฐบาลจะฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจที่จีดีพีมีโอกาสติดลบ 6-9% คนตกงาน 10 ล้านคนอย่างไร เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลสารภาพว่าไม่เก่งเศรษฐกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ตัดพ้อว่าเบื่อเต็มทน ซึ่งหนี้เงินกู้ ภาระคนทั้งชาติ รัฐบาลผิดพลาดเศรษฐกิจ แต่โยนโควิดรับบาป จบอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องส่งคำตอบว่าต่อจากนี้จะตัดสินใจโดยยึดเอาผลประโยชน์ของใครเป็นสำคัญ ถ้าเลือกเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เมื่อรู้ตัวว่าไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการฟื้นฟูเยียวยาแก้ไขเศรษฐกิจได้ ต้องลาออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แทน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรค พท. กล่าวว่า ในการประชุมสภาที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านได้ท้วงติง และมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการใช้เงินกู้จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลไม่ตั้งใจฟัง การพิจารณาจึงเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น รวมทั้งยังไม่มีรายละเอียดการใช้เงิน ไม่มีแผนงานรองรับ เชื่อขนมกินได้ว่าอาจแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และทำประเทศทรุดหนักกว่าเดิม ทางออกที่ดีที่สุดคือให้สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของประชาชนตั้ง กมธ.ติดตามและตรวจสอบการใช้เงินของประชาชน
รับแค่ฟังเขาเมาธ์มา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงกรณีการออกมาแฉมีการแบ่งงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทให้ ส.ส. คนละ 80 ล้านบาท ว่าได้ยินมาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 31 พ.ค. โดยเป็นการพูดคุยระหว่าง ส.ส.ด้วยกัน ทั้งในพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณให้ 80 ล้านบาทสำหรับ ส.ส.แต่ละคน ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ไม่มี แต่มีมานานแล้วที่เรียกว่างบ ส.ส. ซึ่งเมื่อครั้งที่เป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ประเด็นนี้ก็มีเรื่องเข้าหูเหมือนกัน ในครั้งนั้นมีการพูดคุยในลักษณะนี้ว่ามีการแบ่งปันงบ ส.ส.ตัวเลขอยู่ที่ 20-30 ล้านบาท แต่ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ได้ เพราะขณะนั้นพรรคอนาคตใหม่ไม่มีส่วนร่วมในการพูดคุยเกี่ยวกับงบ ส.ส.ดังกล่าว แต่ครั้งนี้เมื่อได้ยินก็คิดว่าจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นพูดประเด็นนี้กลางสภา เพราะอย่างน้อยให้ประชาชนได้รับรู้ว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิจารณ์กล่าวว่า จริงๆ แล้วงบลักษณะนี้เคยมีมาอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเอาไว้ แต่สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการบัญญัติในมาตรา 144 ว่าการที่ ส.ส.จะผันงบลงพื้นที่ตนเองทำไม่ได้ ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย เมื่อมีงบลงไปแล้วทำให้ ส.ส.สามารถเลือกใช้ได้ว่าจะใช้อย่างไรกับโครงการไหน มีโอกาสสูงมากว่าโครงการที่ดีๆ มาจากหน่วยงานข้าราชการ และโครงการที่ตอบสนองท้องถิ่นจริงอาจไม่เกิดขึ้น เพราะไม่ตรงกับผลประโยชน์นักการเมืองบางคนบางกลุ่มในท้องถิ่น โดยงบเหล่านี้จะไปถึงตัว ส.ส.โดยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องพูด และ ส.ส.พรรคอื่นหลายคนก็อยากพูดตีแผ่ในเรื่องนี้ แต่พูดไม่ได้ เพราะเป็นการขัดผลประโยชน์กับเพื่อน ส.ส.ด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้สิ่งที่ผมพูดไปจะไม่มีหลักฐาน แต่เชื่อว่าการที่ออกมาพูดลักษณะนี้ อย่างน้อยจะเป็นการป้องปรามหยุดยั้งสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น สำคัญที่สุดคือเราต้องตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อตรวจสอบเงินกู้เหล่านี้&amp;rdquo; นายพิจารณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า หากสามารถสาวไปถึงตัวบุคคลได้ พรรคจะดำเนินการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนหรือไม่ นายพิจารณ์กล่าวว่า เราจะดำเนินการให้ถึงที่สุด แต่ตอนนี้ขอใช้กลไกจาก กมธ.วิสามัญก่อน จึงขอให้ประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ส่งข้อมูลมายังพรรค เรายินดีนำไปดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;อย่าหนีการตรวจสอบ! ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจใช้งบประมาณและมาตรการสู้โควิด ป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน-ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน&amp;rdquo; โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล ร่วมสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติโควิด-19 จะเป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งคงต้องขอความร่วมไม้ร่วมมือ ส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันลงมติให้เกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากญัตติด่วนนี้ถูกตีตกไป ไม่มีการตั้งขึ้น ก็คงต้องขอเดาเอาไว้ก่อนเลยว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นแน่ๆ
4 มิ.ย.ถกโอนงบฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ที่มีนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน มีวาระพิจารณาเตรียมความพร้อมประชุมสภาในวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2563 พ.ศ.... วงเงิน 8.8 หมื่นล้านบาท โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจง โดยเฉพาะกรณีที่องค์กรอิสระ ศาล รวมถึงรัฐสภาที่ไม่ถูกตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งผู้ชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่า องค์กรอิสระที่ได้รับจัดสรรงบประมาณแล้ว ถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระที่สำนักงบประมาณไม่สามารถลดงบที่ได้รับจัดสรรระหว่างปีงบประมาณได้ เช่นเดียวกับเงินนอกงบประมาณ ก็ไม่สามารถเรียกคืนได้เช่นกัน ยกเว้นแต่งบประมาณที่ขอจัดสรรไม่ถูกนำไปใช้จ่ายหรือเบิกแล้วไม่ได้ใช้จริง และวิธีที่จะให้หน่วยงานส่งคืนเงินได้นอกจากสิ้นปีงบประมาณคือ ทำเรื่องว่าเป็นเงินเบิกเกินและส่งคืนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรค พท. ในฐานะวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ กำหนดพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 4 มิ.ย. หากไม่แล้วเสร็จจะต่อเนื่องวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งการพิจารณาจะรับหลักการ และตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ​โดยใช้เวลาพิจารณา 7 วัน ส่วนก่อนหน้านี้ที่วิปฝ่ายรัฐบาลต้องการเร่งพิจารณาและให้ตั้ง กมธ.เต็มสภานั้น ได้หารือและทำความเข้าใจแล้วว่า หากพรรคฝ่ายค้านไม่ยกมือให้กรณีเร่งรัด ด้วยตั้งกรรมาธิการเต็มสภาไม่สามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกวิปรัฐบาล กล่าวว่า วิปรัฐบาลมีข้อสรุปเรื่องเวลาอภิปรายทั้งสิ้น 10 ชั่วโมง แบ่งเป็นของ ส.ส.ฝ่ายค้าน 6 ชั่วโมง และ ส.ส.รัฐบาลรวมกับ ครม. 4 ชั่วโมง และจะเริ่มพิจารณา วันที่ 4 มิ.ย. เวลา 09.30-20.00 น. โดยจะพิจารณารับหลักการในวันเดียวกัน จากนั้นให้ตั้ง กมธ.วิสามัญ มีกรอบพิจารณา 7 วัน จากนั้นจะนำกลับเข้าสู่ที่ประชุมสภาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาวาระสองและวาระสามในวันที่ 11 มิ.ย.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67576</URL_LINK>
                <HASHTAG>การุณ โหสกุล, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, พรรคประชาธิปัตย์, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4fcc499159.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2020 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2020 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดาไว้ก่อนเลยว่าทุจริตแน่! &#039;ก้าวไกล&#039;บี้ตั้งกมธ.สอบใช้งบพรก.กู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย. 63 - พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;อย่าหนีการตรวจสอบ ! ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจใช้งบประมาณและมาตรการสู้โควิด&amp;quot;ป้องกันทุจริตคอรัปชั่น-ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน&amp;rdquo; โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล ร่วมสนับสนุนให้มีการตั้ง &amp;quot;กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤตการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;quot;&amp;nbsp; ซึ่งพรรคก้าวไกลได้ยื่นเป็นญัตติด่วนไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุตอนหนึ่งว่า วงเงินกู้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์นี้ ถ้าใช้อย่างประสิทธิภาพ จะสามารถช่วยกู้วิฤตประเทศ ทั้งจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ แต่ก็ตรงกันข้าม ถ้าใช้อย่างเป็นเบี้ยหัวแตกเพื่อให้เกิดโครงการใช้เงินเท่านั้น หรือช่วยเหลือแต่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อประโยชน์แต่พวกพ้องตนเอง ดังข้อข้อครหาที่ผ่านมาว่า อุ้มเจ้าสัว อย่างนั้น ประเทศไทยก็คงต้องจมปลักอยู่ในวิกฤตนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่จะต้องปาดน้ำตา แบกรับหนี้สินคือประชาชนคนไทยทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จึงไม่เพียงแต่การอภิปรายครั้งนี้เท่านั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ &amp;quot;ผู้แทนประชาชน&amp;quot; จะต้องใช้กลไกในระบบรัฐสภาตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณ รวมถึงการออกมาตรการต่างๆ ที่เพื่อแก้ปัญหาโควิด -19 และก็ไม่ใช่เพียงแต่เงินกู้ที่มีการพิจารณาครั้งนี้เท่านั้น หากยังหมายรวมถึงงบประมาณก้อนอื่นๆ เช่น งบกลางที่จะโอนมาให้รัฐบาลใช้ตาม พ.ร.บ. โอนงบประมาณประจำงบประมาณ 2563 กว่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาในช่วงสัปดาห์หน้าด้วย&amp;rdquo; พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีว่า มีหลายพรรคทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลให้การสนับสนุน และยื่นญัตติด่วนทำนองเดียวกันนี้ประกอบ แต่กระนั้น ท่าทีของพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาลอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คล้ายๆ กับว่าไม่อยากจะให้มี กมธ.วิสามัญชุดนี้เกิดขึ้น เพราะถ้ายึดตามที่พรรคก้าวไกล เสนอ กมธ. ชุดนี้ ไม่ใช่ว่าดูแต่เรื่องเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมาตรการแก้ไขปัญหาโควิดของรัฐบาลด้วย อาทิ&amp;nbsp; การประกาศเคอร์ฟิว การจ่ายเงินเยียวยาประชาชน การจัดการการเดินทางกลับประเทศของคนไทย มาตรการคลายล็อก หรือการเปิด-ปิดโรงเรียน ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนคนไทยเห็นแล้วว่า มีปัญหาอย่างไร ประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรุปชัดๆ ตรงนี้ว่า การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบการใช้งบและมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด-19 จะเป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งคงต้องขอความร่วมไม้ร่วมมือ ส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันลงมติให้เกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากญัตติด่วนนี้ถูกตีตกไป ไม่มีการตั้งขึ้น ก็คงต้องขอเดาเอาไว้ก่อนเลยว่า จะมีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นแน่ๆ มาร่วมกันสนับสนุนให้ตั้ง &amp;quot;กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้งบและมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด-19&amp;quot; มาช่วยกันจับตารัฐบาล และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนด้วยกันครับ&amp;rdquo; รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67510</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ., ก้าวไกล, คอร์รัปชัน, พรก.เงินกู้, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed46c119411e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28236</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.ชูนโยบายแผงลอย! อนค.โวดันปลดแอก&#039;ตร.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปชป.เปิดนโยบายสมาร์ทบัส-แท็กซี่-แผงลอยสีฟ้า เอาใจคนกรุง ชู 8 วาระพลิกโฉมสมุทรสาคร พปชร.ลุยเมืองละโว้ ดัน &amp;quot;สปก.4.0&amp;quot; ช่วยเกษตรกรเป็นเศรษฐี &amp;quot;สุริยะ&amp;quot; ยันไม่ขายฝัน ประกาศเพิ่มบัตรคนจนเป็น 20 ล้านใบ อนาคตใหม่ผุดไอเดียพาตำรวจกลับบ้าน ปลดแอกจากกองทัพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมแถลงนโยบาย &amp;quot;ยกระดับ...ชีวิตจริงคนกรุงเทพฯ&amp;quot; ที่บริเวณลานหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า &amp;ldquo;กรุงเทพฯ ต้องน่าอยู่ สวย สะอาด เป็นเมืองแห่งโอกาส เป็นเมืองแห่งความปลอดภัย&amp;rdquo; ด้วย 10 นโยบายจากหลายเรื่องที่สำคัญ โดยเรียงลำดับตามกิจกรรมของชีวิตประจำวัน อาทิ ต้องมีการปรับเปลี่ยนรถเมล์ทั้งระบบ เข้าสู่ระบบสมาร์ทบัส (Smart Bus) สะอาดไร้ฝุ่น มลพิษ โดยเปลี่ยนรถเมล์ใน กทม.และปริมณฑล จำนวนร่วม 5,000 คัน ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าภายใน 7 ปี ส่วนรถร่วมของเอกชน รัฐจะสนับสนุนส่วนต่างของต้นทุนให้ โดยมีเงื่อนไขว่า ค่าโดยสารจะต้องคงเดิม นอกจากนี้ยังจัดให้มีรถแท็กซี่สมาร์ท (Smart Taxi) ทำรถส่วนตัวที่มาให้บริการจากแอปพลิเคชันให้ถูกกฎหมาย และผู้โดยสารสามารถเรียกใช้บริการง่าย และถูกกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย &amp;ldquo;แผงลอยสีฟ้า ดีมีคุณภาพ&amp;rdquo; สะอาด ปลอดภัย ทำเลดี มีที่จอด ห้องน้ำสะอาด ไม่เกะกะทางเดินเท้า ด้วยการนำสถานที่หรือที่ดินของภาครัฐและเอกชนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่สามารถนำมาจัดสรรให้ผู้ค้าเข้าทำประโยชน์ ค้าขายในราคาถูกให้กับประชาชน โดยนำเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านภาษีมาเป็นแรงจูงใจเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวสำหรับพื้นที่รกร้างของภาคเอกชน และอาจจะทบทวนลดขนาดพื้นที่หน่วยงานภาครัฐย้ายออกไปจาก กทม.ได้ เพื่อนำพื้นที่ดังกล่าวมาเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดปัญหาฝุ่นพิษ พร้อมทั้งเร่งรัดนำสายไฟทุกประเภท จำนวน 191.18 กิโลเมตร ลงใต้ดินภายในปี 2565 รวมถึงมีการลอกท่อระบายน้ำทั่วกทม.ทุก 6 เดือน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างทั่วถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคยังมีนโยบายสร้างกทม.เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก จะปรับปรุงให้มีสิ่งอำนวยความสะอาด บางพื้นที่อาจมีการกำหนดข้อยกเว้นพิเศษ เช่น ให้เป็นถนนคนเดินบางช่วงเวลา &amp;nbsp;อีกทั้งจะให้มีการจัดทำแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;City OK&amp;rdquo; เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหา พร้อมอำนวยความสะดวกในการติดต่อหน่วยงานของ กทม.และภาครัฐอื่น สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในแฟลตการเคหะแห่งชาติ พรรคมีนโยบายให้สิทธิผู้เช่านำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พรรคได้จัดทำนโยบายเหล่านี้ เพราะเข้าใจชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่เราได้รวบรวมจากความต้องการและปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ที่ประสบมาตลอด ประกอบกับวิสัยทัศน์และวิธีแก้ไขของผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ 30 คน และทีมนโยบายของพรรคด้วย ซึ่งตอนนี้ได้เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของพรรคแล้ว และผู้สมัครทุกคนจะนำไปชี้แจงในแต่ละพื้นที่ด้วย&amp;rdquo; หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุ
ปชป.แก้จนคนมหาชัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมเซ็นทรัลเพลส อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 เขต ในจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ เขต 1 อำเภอเมืองฯ นายกุลวัชร หงษ์คู, เขต 2 กระทุ่มแบน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร, &amp;nbsp;เขต 3 บ้านแพ้ว นายนิติรัฐ สุนทรวร พร้อมเข้าร่วมเสวนานำเสนอ 8 วาระ เพื่อพลิกโฉมจังหวัดสมุทรสาคร ให้เป็นเมืองใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ถือเป็นเวทีปราศรัยการเมืองที่สร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ที่ไม่มีการพูดประเด็นเรื่องความขัดแย้ง ไม่มีการพูดถึงคู่แข่ง จะมีการพูดเพียงในวาระอนาคต ที่จะมีผลโดยตรงต่อพี่น้องชาวสมุทรสาครทั้งสิ้น เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องที่จับต้องได้ เป็นวาระที่ทันสมัย ในฐานะประธานกรรมการนโยบายชุดกลางของพรรค พร้อมสนับสนุนทั้ง 8 วาระ เนื่องจากตรงกับภารกิจ &amp;quot;แก้จน สร้างคน สร้างชาติ&amp;quot; อาทิ แก้จน ความเป็นอยู่ของเกษตรกรและพี่น้องชาวประมงที่มีปัญหาเรื่องการดำรงชีวิต, สร้างคน เกี่ยวกับการศึกษาในอนาคตจังหวัดสมุทรสาครจะเปิดโอกาสให้ลูกหลานพูดได้ 3 ภาษา และสร้างชาติ เรื่องของโรงเรียนสีขาว โรงงานสีขาว กำจัดมลพิษและจะทำให้สมุทรสาครเป็นเมืองที่คนอยากแวะมาเที่ยว มาเยี่ยม มาเยียน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไกล ใกล้นิดเดียว นี่จึงเป็นแนวคิดที่แก้จน สร้างคน สร้างชาติ ที่มีความทันสมัยอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในเมื่อจังหวัดอื่นๆ ที่ติดกับกรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้าใช้ แต่สมุทรสาครทำไมไม่มี ทั้งที่มีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านคน หากรถไฟฟ้าเข้าถึงก็จะสามารถลดปริมาณรถยนต์ในกรุงเทพฯ ได้มาก ประมงชายฝั่งต้องถูกลอยแพเพื่อแก้ปัญหาให้ประมงพาณิชย์จริงหรือไม่ ทำไมไม่มีโรงเรียนดีๆ ในจังหวัด นอกจากนี้ยังต้องการให้เอาจริงกับมาตรฐานควบคุมมลพิษโรงงาน 6,000 แห่งใน จ.สมุทรสาคร ตลาดกลางสินค้าเกษตรจังหวัดต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งทีมสมุทรสาครจะทำงานร่วมกับพรรคเพื่อหาคำตอบให้กับประชาชนเร็วๆ นี้&amp;rdquo; นายกรณ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครราชสีมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า มาถึงวันนี้พรรคพลังประชารัฐมีความพร้อมเต็มที่สำหรับการลงสู่สนามเลือกตั้ง และพรรคมั่นใจในนโยบายที่นำเสนอต่อประชาชนว่ามีความชัดเจน ทำได้จริง ประชาชนได้ประโยชน์ นอกจากนี้ พรรคพลังประชารัฐยังเตรียมนโยบายใหม่ๆ เพิ่มอีก เช่น นโยบายช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเรื่องลดต้นทุนการผลิต โดยจะช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวข้าวจากเดิม 12 ไร่ เพิ่มเป็น 20 ไร่/ครัวเรือน คิดเป็นเงินจากเดิม 18,000 บาท เพิ่มเป็น 40,000 บาท/ครัวเรือน และยังจะเพิ่มจำนวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 15 ล้านคน เป็น 20 ล้านคน รวมทั้งเพิ่มสิทธิอีกหลายอย่างในบัตรดังกล่าว ตลอดจนจะมีนโยบายมุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นนโยบายที่ทำมาแล้วและทำได้จริง ไม่ใช่เรื่องที่เพ้อฝัน และมั่นใจว่าจะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;
พปชร.ลุยเมืองละโว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค, นายอนุชา นาคาศัย กรรมการบริหารพรรค, &amp;nbsp;นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กรรมการบริหารพรรค และนายสุชาติ ตันเจริญ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค พร้อมคณะ เดินทางไปพบปะสมาชิกพรรคและประชาชน ที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และในช่วงเย็นได้จัดเวทีพบปะประชาชน ณ สนามกีฬาบ้านหมี่ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลพบุรี ของพรรคทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย เขต 1 นายประทวน สุทธิอำนวยเดช อดีต ส.ว.ลพบุรี, เขต 2 นางปวีณา นิลแย้ม อดีตสมาชิก อบจ.ลพบุรี ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ อ.บ้านหมี่, เขต 3 นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.หลายสมัย และเขต 4 นายสุรเชษฐ์ ชุ่มฤทธิ์ อดีตสมาชิก อบจ.ลพบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชาติ ตันเจริญ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงนโยบาย &amp;ldquo;สปก.4.0 โอนสิทธิ์ เพิ่มมูลค่า ใช้ตรงประโยชน์&amp;rdquo; ว่า จ.ลพบุรี ถือเป็นจังหวัดที่ประชาชนทำการเกษตร และประสบปัญหาที่ดินทำกินมาโดยตลอด ในฐานะผู้เสนอแนวคิด สปก. 4.0 เชื่อว่าหากพรรคพลังประชารัฐได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชน จะนำกรอบแนวคิดไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) และไม่ทำให้ที่ดินหลุดไปเป็นของนายทุนหรือต่างชาติอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่ผมย้ำมาตลอดคือ เราเพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่เพื่อความยืดหยุ่นให้กับที่ดิน สปก.4-01 แล้วสามารถเปลี่ยนมือได้ แต่ไม่ใช่ในลักษณะโฉนด เป็นเพียงใบสลักสิทธิ์ที่ ส.ป.ก.เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยที่ผู้ครอบครองสามารถโอนสิทธิให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่ ส.ป.ก.กำหนดได้เข้าทำประโยชน์แทนได้ ภายใต้เงื่อนไข และเสียค่าธรรมเนียมให้แก่ ส.ป.ก. ในอัตราที่กำหนด หากใช้หลักการนี้ทำครอบคลุมที่ดิน ส.ป.ก.ทั่วประเทศกว่า 30 ล้านไร่ จะทำให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้กว่า 10 ล้านล้านบาท เกษตรกรคนจนก็มีโอกาสเป็นเศรษฐี มีเงิน มีรายได้หลายแสนหรือหลายล้านบาทต่อคนต่อครอบครัว&amp;rdquo; นายสุชาติระบุ
อนค.พาตำรวจกลับบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า สิ่งที่อยากจะผลักดันร่วมกับอนาคตใหม่ ซึ่งไม่ใช้คำว่าปฏิรูปตำรวจ แต่ขอเรียกว่า &amp;#39;พาตำรวจกลับบ้าน&amp;#39; หมายถึง ตำรวจต้องแยกออกจากกองทัพ เพราะวันนี้ถูกพ่วงอยู่กับ 4 เหล่าทัพ เรียนก็เรียนด้วยกัน แล้วก็ลอกรูปทรง รูปแบบทหารที่เป็นการใช้คำสั่งมาใช้ ซึ่งไม่ใช่ เพราะตำรวจต้องรับใช้ประชาชน การพาตำรวจกลับบ้านเพื่อให้ตำรวจมาขึ้นตรงกับประชาชน นั่นก็คือ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน &amp;nbsp; นอกจากนี้ ในช่วงท้ายๆ ของการเรียนของนักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ต้องให้ไปเรียนร่วมกับกับมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาของประชาชนด้วย ดึงองค์ความรู้ของประชาชนมาอยู่กับตำรวจ เพื่อที่จะออกไปทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า พาตำรวจกลับบ้าน มาสู่อ้อมกอดของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การพาตำรวจกลับบ้านนี้ เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการกระจายอำนาจของพรรคอนาคตใหม่ เป็นการปลดแอกตำรวจออกจากกองทัพ ให้มาอยู่ภายใต้การดูแลของประชาชน ต้องมีการบริหารจัดการสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ ให้ตำรวจยึดโยงกับท้องถิ่น นอกจากนี้ เวลามีการชุมนุม ตำรวจในท้องถิ่นต้องไม่ถูกเกณฑ์เข้ามาดูแลควบคุมฝูงชนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ การควบคุมฝูงชนต้องเป็นหน้าที่ส่วนกลาง&amp;quot; พล.ต.ต.สุพิศาลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำการสาขาพรรคครูไทย จังหวัดเลย ต.นาโป่ง อ.เมืองฯ จ.เลย นายปรีดา บุญเพลิง หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน เผยว่า พรรคครูไทยได้เน้นนโยบาย 4 ด้าน ด้านการศึกษา ต้องปฏิวัติการศึกษาทั้งหมด เริ่มต้นหลักสูตรการศึกษา ต้องให้มีวิชาหน้าที่พลเมืองศลีธรรม ให้เป็นคนดีคนเก่ง เริ่มตั้งแต่อนุบาล รวมทั้งต้องปฏิวัติกระบวนการผลิตครู และสวัสดิการ ครูทั้งประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการเกษตร ต้องแปลง ส.ป.ก., ส.ท.ก., ภ.บ.ท. เป็นโฉนดที่ดินของประชาชน ส่วนด้านสังคม พักชำระหนี้ประชาชน ข้าราชการ ครู เป็นระยะปลอดหนี้ 4 ปี และที่สำคัญ หยุดประชานิยม ให้สังคมไทยสู่สังคมรัฐสวัสดิการ ด้านเศรษฐกิจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นแนวปฏิบัติ ตั้งธนาคารประชาชน ช่วยเหลือธุรกิจในระดับต่างๆ ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีดา บุญเพลิง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พร้อมสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ เราได้ส่งบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำงานในด้านต่างๆ ตามนโยบายพรรคที่ได้กำหนด ถึงเราเป็นพรรคเล็กๆ ก็ตาม แต่พร้อมจะรับใช้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศ พร้อมที่จะลงสู้ศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28236</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, สุชาติ ตันเจริญ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c5704dddb7f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
