<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2019 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2019 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.มือแก้ปัญหาจราจรไขข้อสงสัยรถตำรวจต้องเสียภาษีประจำปีหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.62-พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) และคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;คุยเรื่องจราจรกับเอกรักษ์&amp;quot; ตอบคำถามมารถยนต์สายตรวจของตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่บนถนนต้องเสียภาษีประจำปีและมีป้ายทะเบียนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.เอกรักษ์ ระบุว่า &amp;quot;เรียนสมาชิกทุกท่านครับ มีคำถามมาถึงผมว่า รถยนต์สายตรวจของตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่บนถนน ต้องเสียภาษีประจำปีและมีป้ายทะเบียนหรือไม่ ขออธิบายแบบนี้ครับ รถยนต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ใช้งานอยู่มีสามประเภทประกอบด้วย 1.รถยนต์ที่เป็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ มาตรา 8 แต่ต้องติดเครื่องหมายป้ายทะเบียนตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด อันได้แก่ป้ายตราโล่ห์ แบบที่เห็นกันทั่วไปบนถนน แบบนี้ไม่ต้องจดทะเบียนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.รถยนต์เช่าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่าจากบริษัทเอกชน เช่นรถตู้และรถยนต์อื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป แบบนี้ไม่ได้รับการยกเว้น ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีตามปกติโดยผู้ให้เช่าต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดครับ 3.รถยนต์ของส่วนราชการอื่นที่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ เช่น รถยนต์ของกรมทางหลวงที่มอบให้กองบังคับการตำรวจทางหลวงใช้เป็นรถยนต์สายตรวจในภารกิจของตำรวจทางหลวงซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกรมทางหลวงเอง แบบนี้ต้องจดทะเบียนในนามกรมทางหลวงซึ่งเป็นส่วนราชการ แต่จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ยกเว้นค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียน ตามมาตรา 9 และไม่ต้องเสียภาษีประจำปี ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ฯครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เป็นข่าวกันในโลกออนไลน์นั้นรถยนต์สายตรวจของตำรวจทางหลวงคันดังกล่าว ถ้าเป็นรถยนต์ของกรมทางหลวงที่มอบให้ตำรวจทางหลวงนำมาใช้ปฏิบัติราชการ จะได้รับการยกเว้นตามข้อ 3 แม้ไม่มีป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีติดที่กระจกรถด้านหน้าก็ไม่เป็นความผิดเรื่องป้ายภาษีครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45834</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยเรื่องจราจรกับเอกรักษ์, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, รถตำรวจ, เสียภาษีประจำปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190916/image_big_5d7ee827d2d03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2019 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2019 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ย้ำการถ่ายภาพใบขับขี่ ไม่สามารถใช้แทนใบขับขี่จริงได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.62- พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการแก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 12 พ.ศ.2562 ในประเด็นการแสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่ 19 กันยายน 2562 ซึ่งจะมีผลเรื่อง ยกเลิกการเรียกเก็บใบขับขี่จากตำรวจ แต่ผู้ขับขี่ยังจำเป็นต้องแสดงใบขับขี่ 3 รูปแบบ เพื่อแสดงข้อมูลในการออกใบสั่ง ได้แก่ ใบขับขี่ปกติ การแสดงข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ ของกรมการขนส่งทางบก และสำเนาภาพถ่ายที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งในส่วนของสำเนาภาพถ่าย ตำรวจจะมีการกำหนดรูปแบบร่วมกับกรมการขนส่งทางบกอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบขับขี่ที่ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพ ไม่สามารถใช้ได้แน่นอน เพราะกฎหมายฉบับเก่ายังมีผลบังคับใช้ ดังนั้นผู้ขับขี่ยังต้องพกพาใบขับขี่ฉบับจริง และตำรวจยังมีอำนาจเรียกเก็บใบขับขี่อยู่ หากพบมีการกระทำความผิดกฎหมายจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า เชื่อด้วยว่า หลังการบังคับใช้กฎหมายจราจรฉบับใหม่ &amp;nbsp;ประชาชนจะมีภาระน้อยลง แต่ขณะเดียวกัน ต้องขอความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันผ่านแอพพลิเคชั่นของกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37007</URL_LINK>
                <HASHTAG>จราจร, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, รองผบช.ศ., ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190528/image_big_5cecbd14e025b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6วันสงกรานต์ตาย348ศพ นายกฯไม่พอใจวิธีป้องกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ลุงตู่-ลุงป้อม&amp;quot; ยังไม่พอใจมาตรการป้องกันอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ ตอบตรงกัน เพราะยังมีคนตาย-เจ็บเยอะ สรุปยอดสะสม 6 วัน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 348 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,176 คน เมาขับ-สายแว้นยังครองแชมป์ กองบัญชาการศึกษา ตร.กำลังศึกษากฎหมายญี่ปุ่น ดื่มขับโดนหมดทั้งเจ้าของรถ คนขับ คนนั่ง ยันร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงภาพรวมการป้องกันอุบัติเหตุการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ภาพรวมยังไม่พึงพอใจ ตราบใดที่ยังมีบาดเจ็บ สูญเสียชีวิต แน่นอนไม่มีใครพอใจอยู่แล้ว เพราะทุกคนคือกำลังสำคัญของประเทศเรา และเป็นที่น่าเสียใจที่มีการสูญเสียชีวิต แม้น้อยลงกว่าปีที่ผ่านมาไม่มากนักก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราได้พยายามทำทุกมาตรการแล้ว ในส่วนที่บางท่านเรียกร้องเพิ่มมาตรการทางกฎหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ก็ขอให้ทุกคนสนใจกฎหมายปกติให้มากขึ้น ทั้งการสวมหมวกนิรภัย การรัดเข็มขัดนิรภัย การขับรถโดยไม่ดื่มสุรา ซึ่งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่เกิดจากดื่มสุรา ซึ่งกฎหมายมีทุกตัว แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ในเรื่องจิตสำนึกสำคัญที่สุด ในการทำให้ตัวเองและครอบครัวปลอดภัย รัฐบาลก็ทำอย่างเต็มที่แล้วในทุกๆ เรื่อง การรักษาความปลอดภัยทางถนนทุกคนทำงานอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน รวมถึงจิตอาสาที่ทำงานในช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยอย่างเข้มแข็ง ทุกคนเสียสละมาทุกปี ทหารอยู่ชายแดนก็ไม่ได้กลับบ้าน ทหารที่อยู่ภาคใต้ก็ไม่ได้กลับบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดูแลความสุขสงบก็ไม่ได้พักผ่อน ดังนั้นหากทุกคนไม่ช่วยกันจะโทษอะไรได้ โทษกฎหมาย โทษเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ เข้มงวดกฎหมาย และดำเนินการกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวว่า ได้เตือนได้พูดกับเจ้าหน้าที่ ทั้งคนขับรถ ผู้ให้บริการแล้ว พูดจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว เหมือนเดิม จึงอยากฝากสื่อและประชาชนช่วยเตือนสติทุกคน ข้อสำคัญเรื่องสุขภาพของคนขับรถ เจ้าหน้าที่หรือผู้ประกอบการต้องมีความรับผิดชอบให้มากขึ้น ในการดูแลความปลอดภัย อย่ามองว่ามีเรื่องเกิดขึ้นแล้วแก้ปัญหาไป อย่าลืมว่าชีวิตเอากลับมาไม่ได้ บาดเจ็บ สูญเสีย พิการ เดือดร้อนทั้งหมด เป็นเรื่องที่น่าเสียใจทุกครั้งที่มีวันหยุด แทนที่ทุกคนจะมีความสุข กลายเป็นความเสียใจที่ต้องทำพิธีศพ ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้น
ปัญหายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยังกล่าวถึงเหตุวัยรุ่นตีกันในโรงพยาบาลบ่อยครั้งมากขึ้นว่า ถือเป็นปัญหาของสังคมมายาวนาน เหมือนกับกรณีปัญหาเรื่องเด็กแว้น ที่มีการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ก็มีมาตลอด กฎหมายก็มีทุกตัว จับกุมทุกครั้งก็ยังไม่เข็ดหลาบ คงต้องใช้มาตรการทางกฎหมายให้มากยิ่งขึ้น ก็ขอให้คนไทยมีสติให้มากกว่าเดิม รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี รักชีวิตตัวเอง รักชีวิตคนอื่นด้วย และอย่าอ้างเพียงแค่ขาดสติ เพราะน้ำเมาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครบังคับ ทุกคนดื่มกินกันเองทั้งสิ้น เรารู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถไปห้ามไม่ให้ดื่มเหล้าได้ทุกคน เราก็พยายามรณรงค์กันทุกปี เพราะฉะนั้นจิตสำนึกของแต่ละคนสำคัญที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่พอใจมาตรการ เพราะยังมีคนเสียชีวิตอยู่ จึงถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ มีคนเสียชีวิตคนเดียวก็ไม่ได้ ส่วนปีต่อไปจะปรับมาตรการอย่างไรนั้น เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงมาตรการเพิ่มโทษผู้ตั้งใจกระทำความผิด พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เมื่อศาลไม่รับคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาวิธีการต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการเดินทางกลับเข้า กทม.หลังเทศกาล ประชาชนใช้เส้นทางได้ค่อนข้างสะดวก จราจรติดขัดน้อยลงกว่าเทศกาลที่ผ่านมา เนื่องจาก จนท.วางรูปแบบการอำนวยจราจรและปฏิบัติงานร่วมกันไว้ทุกส่วน รวมทั้งอาจเป็นเพราะมีวันหยุดมากกว่าทุกปี ประชาชนจึงวางแผนเดินทางล่วงหน้าและเดินทางกลับกันก่อน ทำให้ จนท.ทำงานได้เรียบร้อยขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในวันนี้ จนท.เน้นการอำนวยความสะดวกประชาชนตามสถานีขนส่ง อำนวยการเดินทางกลับ การต่อรถ การใช้บริการรถรับจ้าง แท็กซี่ จยย. และป้องปรามมิจฉาชีพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการ &amp;ldquo;ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ&amp;rdquo; พบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาทด้วยการดื่มแล้วขับขี่ในวันที่ 16 เมษายน 2562 มีดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 38,993 &amp;nbsp;ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถไว้ 845 คัน และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 27,395 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 32,503 ครั้ง ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ 2,038 ใบ ยึดรถยนต์ 272 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 18,360 คน
ยึดรถ 6,435 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตลอด 6 วันที่ผ่านมา (11-16 เมษายน 2562) เจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำความผิดในส่วนรถจักรยานยนต์ 177,134 ครั้ง รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ 146,017 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับไว้ 6,435 คัน (รถจักรยานยนต์ 4,752 คัน และรถยนต์ 1,683 คัน) และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รถจักรยานยนต์ 131,674 คน รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 91,499 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จนท.ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และจิตอาสา ยังคงต้องดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกประชาชนต่อไป เนื่องจากในบางพื้นที่ยังคงมีการจัดงานสงกรานต์ตลอดช่วงสัปดาห์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2562 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2562 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 16 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่หกของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 367 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 42 ราย ผู้บาดเจ็บ 381 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 30.25 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 27.79 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 78.84 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 64.03 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 43.05 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 33.51&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 25.89 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 31.21&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,040 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 65,375 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 1,048,847 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 239,295 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 64,829 ราย ไม่มีใบขับขี่ 57,087 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (19 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ และระยอง (จังหวัดละ 4 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (26 คน)&amp;nbsp;
เสียชีวิตแล้ว 348 ศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 6 วัน (11-16 เม.ย. 62) เกิดอุบัติเหตุ 3,068 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 348 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,176 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 5 จังหวัด ได้แก่ ตรัง พังงา แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และอ่างทอง จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (119 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา และอุดรธานี (จังหวัดละ 15 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (126 คน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปวิณ ชำนิประศาสน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้จังหวัดจัดประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด เพื่อสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2562 พร้อมทั้งเร่งตรวจสอบข้อมูลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ได้ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงวิเคราะห์สาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุทางถนน นำไปปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เปิดเผยว่า ศปถ.จะรวบรวมปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนให้คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ เพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางในการป้องกันและอุบัติเหตุทางถนนของประเทศ ทั้งในช่วงปกติและช่วงเทศกาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศปถ.ยังคงรณรงค์การสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องตลอดทั้งปี เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักและมีจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างนำกฎหมายจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการควบคุมในการกระทำความผิดเรื่องของการดื่มแล้วขับ 3 ข้อ คือ 1.เจ้าของรถที่ให้ยืมต้องรับผิดด้วย 2.ร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่ม ให้ผู้ขับขี่ที่ดื่มแล้วขับต้องมีส่วนร่วมในกระทำผิดด้วย และ 3.ผู้โดยสารที่อยู่ในรถไม่ห้ามปรามหรือส่งเสริมให้คนขับดื่มแอลกอฮอล์ต้องร่วมรับผิดด้วย ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายดังกล่าว
เสนอรัฐบาลใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกฎหมายดังกล่าวจะถูกยกร่างโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งคาดว่าจะเสนอได้ในรัฐบาลชุดใหม่ แล้วต้องดูว่ารัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่ เมื่อเห็นด้วยก็จะเล่นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เมื่อกฎหมายแล้วเสร็จจะเสนอไปที่สภาพัฒน์ เนื่องจากเป็นคณะกรรมการพิเศษที่ตั้งโดยรัฐบาล จึงได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ตั้งเรื่องและเป็นผู้เสนอเข้า ครม. จากนั้นส่งไปที่กฤษฎีกาและเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อดีของกฎหมายใหม่นี้ ถ้าเกิดขบวนการทางกฎหมายที่เข้มแข็ง และทำให้พลเมืองยอมรับปฏิบัติตามการทำผิด จะลดลงเชื่อมั่นว่ากฎหมายที่ออกมาจะสำเร็จ เนื่องจากที่ญี่ปุ่นก็ทำแล้วเกิดความสำเร็จและทั้งหมดทั้งมวล เราได้ศึกษาจากความสำเร็จกฎหมายจากประเทศญี่ปุ่น และมั่นใจว่าหากนำมาใช้แล้วจะประสบผลสำเร็จ โดยกฎหมายใหม่นี้ จะเห็นได้ภายในปีนี้แน่นอน&amp;rdquo; พล.ต.อ.เอกรักษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรถไฟแห่งประเทศไทย สรุปยอดผู้โดยสารใช้บริการรถไฟเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 มีจำนวน 121,414 ราย เป็นผู้โดยสารปกติ 118,612 ราย ผู้โดยสารขบวนรถเสริม 2,802 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางที่มีประชาชนเดินทางมากที่สุด อันดับหนึ่งเป็นรถไฟสายใต้ จำนวน 39,711 ราย รองลงมาเป็นสายตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 29,327 ราย, &amp;nbsp;สายเหนือ จำนวน 22,231 ราย, สายตะวันออก จำนวน 16,625 ราย และสายมหาชัย/แม่กลอง จำนวน 12,797 ราย ส่วนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เช้านี้บรรยากาศทั่วไปเริ่มมีประชาชนเดินทางกลับจากภูมิลำเนาหนาแน่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวันที่ 17 เม.ย. คาดการณ์จะมีประชาชนที่เดินทางกลับจากภูมิลำเนาเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ประมาณ 95,086 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครของประชาชนหลังจากกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ว่า วันนี้ (17 เม.ย.2562) ซึ่งเป็นวันเปิดทำงานวันแรก บขส. ประมาณการว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับจากภูมิลำเนากว่า 140,000 คน โดย บขส.ได้จัดรถโดยสารรองรับ 7,800 เที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2562 บขส.ได้เพิ่มเที่ยววิ่งรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม, รถตู้) รองรับประชาชนในเที่ยวไป 7,934 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 160,049 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการดูแลด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน บขส.ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่และพนักงานจิตอาสาคอยดูแลอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ทั้งสถานีส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมกันนี้ได้ประสานขอความร่วมมือจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำรถโดยสารต้นทางหมอชิต 2 จำนวน 13 เส้นทาง มาเสริมให้บริการภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) ขาเข้า ตั้งแต่เวลา 04.00 น. และจัดรถ Shuttle bus มาให้บริการจากสถานีหมอชิต 2 ไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS และอนุสาวรีย์ชัยฯ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้จัดรถสองแถวให้บริการฟรีแก่ผู้โดยสาร โดยออกจากชานชาลาขาเข้า ไปส่งบริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟฟ้า BTS ถนนพหลโยธิน รวมทั้งได้ประสานคลื่นวิทยุ จส.100 และ สวพ.91 ประชาสัมพันธ์ให้แท็กซี่เข้ามารับผู้โดยสาร บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) คาดว่าจะสามารถระบายผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงให้เดินทางต่อไปยังจุดหมายได้อย่างเพียงพอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33876</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, ประสาร มหาลี้ตระกูล, ปวิณ ชำนิประศาสน์, พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190417/image_big_5cb740d544719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงเพิ่มโทษเมาขับ 4ปีผิดซ้ำเป็นพัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจชงเพิ่มโทษเมาขับทำผิดซ้ำ ชี้คนไม่เกรงกลัวกฎหมายเพราะบทลงโทษไม่รุนแรง อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เผยปี 61 ออกใบสั่งข้อหาต่างๆ ถึง 11.7 ล้านใบ สูงกว่าปี 60 กว่า 3 ล้านใบ รายเดียวรับใบสั่งสูงสุด 144 ใบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 21 มีนาคมนี้ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจรกรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้สนับสนุนให้กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ ptm หรือ police ticket management มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆ ไว้ และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 มีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึงกว่า 3 ล้าน 2 แสนครั้ง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่งกว่า 8 ล้าน 4 แสนครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่งกว่า 11 ล้าน 7 แสนครั้ง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชนที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศ แต่ถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย ขณะที่มีผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวม 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากผลวิจัยดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษจนกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่บังคับใช้ จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนเกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา โดยในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริง เนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษ และฐานข้อมูลของตำรวจและกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่บังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีหลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่ายหรือลดราคา พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าวว่า ในเรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลพิจารณา ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน ซึ่งในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31931</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c939eb7f3266.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เสนอเพิ่มโทษจราจร คนไม่กลัวกฎหมาย &#039;คดีเมาแล้วขับ&#039; ผู้โดยสารก็ผิดด้วย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;มี.ค.62 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร กรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้สนับสนุนให้กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ&amp;nbsp;ptm&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;police ticket management&amp;nbsp;มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆไว้และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 พบมีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้าน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แสนกว่าครั้ง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่ง&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ล้าน 4&amp;nbsp;แสนกว่าครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่ง&amp;nbsp;11ล้าน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนกว่าครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศแต่ถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย และมีผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวมกว่า 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษ จนกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่ บังคับใช้จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนเกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา โดยในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริงเนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษและฐานข้อมูลของตำรวจและกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่บังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่ายหรือลดราคา ในเรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลพิจารณา ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน ซึ่งในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31892</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อน, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ใบสั่งจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c932bb5a6812.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26664</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 21:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ใบขับขี่ดิจิตอล ต้องรออีก6เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจเตือนใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ยังต้องใช้คู่กับบัตรใบขับขี่เดิม จนกว่ากฎหมายใหม่จะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา คาดใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา(บช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงเมื่อวันที่ 15 มกราคมนี้ กรณีกรมการขนส่งทางบก ได้ประกาศใช้ระบบใบขับขี่ดิจิตอล ผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟน DLT QR Lincence ซึ่งจะเริ่มใช้วันที่ 15 ม.ค.เป็นวันแรก ว่า ทางตำรวจเห็นด้วยที่จะนำใบขับขี่ดิจิตอลเข้ามาใช้ในระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ขณะนี้เมื่อได้เปิดใช้งานแอปพลิเคชันแล้ว ก็สามารถนำใบขับขี่ดิจิตอลมาแสดงควบคู่กับบัตรเดิมได้ แต่ทั้งนี้ผู้ใช้รถยังคงต้องพกใบขับขี่แบบเดิมไปก่อน จนกว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก จะประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยในวันที่ 17 ม.ค.นี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะนำเข้าสู่ที่ประชุมในวาระแรกเพื่อแจ้งให้ทราบ ก่อนที่จะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนจะเสร็จสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ศ. กล่าวว่า ในส่วนอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการเรียกตรวจใบขับขี่นั้น จะสามารถปฏิบัติได้ตาม มาตรา 140 วรรค 3 เพื่อกล่าวตักเตือน หรือออกใบสั่งให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ที่กระทำผิดภายในเวลา 7 วัน แต่หากผู้ขับขี่รายนั้นปฏิเสธไม่ทำตาม หรือไม่มีใบขับขี่แสดงให้กับเจ้าหน้าที่ ก็จะเข้าข่ายความผิดในมาตรา 142 วรรค 2 มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตามมาตรา 154 โดยในขั้นตอนทั้งหมดนี้ จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์จะสามารถรองรับประชาชนทั้งในเมือง หรือต่างจังหวัดได้ทั้งหมดหรือไม่ พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ขอเพียงมีใบขับขี่และบัตรประชาชน ตำรวจก็จะสามารถตรวจสอบข้อมูลในระบบได้ว่า บุคคลนั้นมีสถานะใบขับขี่อย่างไร หมดอายุแล้วหรือไม่ หรือมีใบสั่งค้างติดตัวอย่างไร ไม่จำเป็นจะต้องมีใบขับขี่แบบใหม่ก็ได้ ส่วนการสวมบัตรของผู้อื่นมาใช้นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะจะเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับบัตรประชาชนตามเลข 13 หลัก และทางตำรวจก็จะต้องตรวจสอบซ้ำว่า ใบขับขี่ที่แสดง เป็นบุคคลเดียวกันกับที่ปรากฏในระบบด้วยหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26664</URL_LINK>
                <HASHTAG>DLT QR Lincence, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190115/image_big_5c3de5c42a914.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงแก้กม.เพิ่มความเร็วรถเหยียบได้ถึง110กม./ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.61- พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผบก.ส.3 ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ &amp;nbsp;กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างร่วมกันพิจารณาแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ทางบก เรื่องการกำหนดความเร็ว เพราะ พ.ร.บ.ทางบกใช้ในปัจจุบันมีมาตั้งแต่ พ.ศ.2522 ใช้กว่า 37 ปีแล้ว เพราะบางเส้นทางกำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง แต่ปัจจุบันสภาพถนนสามารถใช้ความเร็วได้ถึง 120 แล้ว เพื่อให้ประชาชนเกิดความสะดวกในเรื่องการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าวว่า &amp;nbsp; กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดความเร็วในเขตเทศบาลไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง นอกเทศบาลไม่เกิน 90 กม.ต่อชั่วโมง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชับจินดา ผบ.ตร.จึงมีความคิดให้มีการปรับความเร็วตามสภาพความเป็นจริง เพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ใช้อยู่ตั้งแต่ถนนมีเพียง 2 เลนส์ จึงต้องมีการปรับแก้กฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะเดียวกันมติ ครม.ก็ได้สั่งการมาด้านนี้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย หารือร่วมกันถึงความจำเป็นปรับอัตราความเร็ว โดยเฉพาะทางหลวงเชื่อมระหว่างเมือง ไม่มีจุดตัด จุดแยก ให้มีความเร็วประมาณ 105-110 กม.ต่อชั่วโมง และข้อเสนอดังกล่าวยังลดความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับประชาชนที่มีข้อโต้แย้งที่ถูกจับความเร็วสูง เอาเข้าจริงถนนทุกวันนี้ 90 เปอร์เซ็นต์วิ่งเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงต้องปรับความเร็วให้สมเหตุสมผลแต่ต้องอยู่บนความปลอดภัย&amp;quot;พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า ส่วนการกำหนดความเร็วของรถที่วิ่งบนทางด่วน มอเตอร์เวย์ ก็ต้องมีการปรับแก้ เพราะ พ.ร.บ.ทางบกดังกล่าวที่ใช้อยู่ ทางด่วน &amp;nbsp;มอเตอร์เวย์ยังไม่มีด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามต้องฝากประชาสัมพันธืให้ประชาชนรับทราบมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการปรับความเร็วเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติต่อไป. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6451</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, คมนาคม, ตำรวจ, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, มหาดไทย, รถยนต์, เพิ่มความเร็วรถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac47ec55502e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
