<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเชือดอีก3ร้าน โกงเงิน&#039;คนละครึ่ง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คลัง&amp;quot; หอบเอกสารส่ง ปอศ. ดำเนินการเอาผิด 3 ร้านค้าฉ้อโกงโครงการคนละครึ่ง หลอกลวงว่าซื้อสินค้าจริง เพื่ออมเงินครึ่งนึงของรัฐบาล เผยตัวเลขใช้จ่ายล่าสุดเกือบ 6 พันล้านแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ นายอรรถพล อรรถวรเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เข้าพบ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) นำส่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับร้านค้าจำนวน 3 ราย ระบุว่า กระทรวงการคลังได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลและเรื่องอุทธรณ์สำหรับโครงการคนละครึ่ง ที่อาจมีร้านค้ากระทำการเข้าข่ายผิดเงื่อนไขโครงการ ซึ่งในขณะนี้พบว่ามีร้านค้า 3 แห่ง มีเหตุอันควรสงสัยว่าเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง ซึ่งคณะทำงานได้ดำเนินการระงับสิทธิการใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน และระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าดังกล่าวแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพลกล่าวว่า กระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทยได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตาม ตรวจสอบพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งหากตรวจสอบพบการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโครงการ จะมีการระงับการใช้แอปพลิเคชันและระงับการจ่ายเงินร้านค้าทันที จึงขอเตือนประชาชนและร้านค้าโปรดอย่าหลงเชื่อการเชิญชวนตามโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ ที่เป็นการดำเนินการผิดเงื่อนไขโดยไม่มีการใช้จ่ายซื้อสินค้าจริงอย่างเด็ดขาด เพราะอาจตกเป็นเหยื่อในการสนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิด ซึ่งจะมีโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการคนละครึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชนและกระจายรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย โดยเฉพาะหาบเร่ แผงลอย ให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้โครงการมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี โดยข้อมูลล่าสุดมียอดใช้จ่ายสะสม 5,815.37 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 2,966.46 ล้านบาท และรัฐช่วยจ่ายอีก 2,848.91 ล้านบาท จึงขอความร่วมมือประชาชนและร้านค้าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ อย่าให้มีการดำเนินการไปในทางมิชอบ เพื่อมิให้ทำลายบรรยากาศของการดำเนินโครงการคนละครึ่ง&amp;quot; นายอรรถพลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82817</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อรรถพล อรรถวรเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa2a22e44310.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปป.ลุย‘เปรต’ ผุดเพิ่มอีก2วัด ฟันจนท.โกหก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตำรวจตรวจสำนวนคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา รร.พระปริยัติธรรมก่อนส่งอัยการ &amp;quot;ผู้การกองปราบฯ&amp;quot; มั่นใจพยานหลักฐานชัดเจน &amp;quot;ปปป.&amp;quot; พบวัดเกี่ยวข้องเงินทอนล็อต 3 อีก 2 วัด เร่งขยายผลเอาผิดเพิ่ม พร้อมรวบรวมข้อมูลฟันล็อต 4 ต่อทันที &amp;quot;ปปช.&amp;quot; สงสัย &amp;quot;พนม ศรศิลป์&amp;quot; กับพวก 9 ราย โยงเงินทอน 3 วัดภาคใต้ วงเงิน 12 ล้านบาท ชงสำนักพุทธฯ แจ้งจับ จนท.พศ.ให้ข้อมูลเท็จต่อ พงส.-สตง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันที่ 14 ก.ย. พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พร้อมด้วยพล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. และ พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์ รองผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (รอง ผบก.ปปป.) ประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีเงินทอนวัด เพื่อตรวจความเรียบร้อยและภาพรวมของสำนวนคดี รวมถึงเร่งรัดคดีก่อนส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาส่งฟ้องต่อศาล ใช้เวลากว่า 2 ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรีกล่าวว่า การตรวจสำนวนคดีในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ซึ่งเป็นส่วนของคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่โอนไปยังวัดต่างๆ ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนทั้งของคณะ บช.ก. ซึ่งประกอบด้วยกองปราบฯ และ ปปป. กำลังเร่งตรวจสอบทั้งหมดตามพยานหลักฐานที่มีความชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.วรายุทธกล่าวว่า การสรุปสำนวนคดีเงินทอนวัดจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกคือคดีฟอกเงินล็อต 1 ถึง 3 ซึ่งบางสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาฟ้องศาลเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงสำนวนในล็อต 1 และ 2 บางส่วนเท่านั้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการเร่งรัด เพื่อสรุปสำนวนคดี คาดว่าอีกไม่นานสำนวนจะแล้วเสร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบก.ปปป.กล่าวว่า คดีอาญาของล็อต 1 และ 2 ทาง ป.ป.ช.ยังอยู่ระหว่างไต่สวนชี้มูลความผิด ส่วนคดีอาญาที่รับสำนวนคดีล็อต 3 กลับคืนมาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ทั้งหมด 10 วัด และขยายผลเพิ่มเติมอีก 2 วัด รวมเป็น 12 วัด โดยผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิดทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มเดิมที่เคยถูกดำเนินคดีก่อนหน้านี้ ยังไม่พบมีพระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งรัดสอบสวน เพื่อส่งให้อัยการพิจารณา คาดว่าประมาณต้นเดือนต.ค.นี้ทุกสำนวนจะแล้วเสร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ ในการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดล็อต 4 คณะทำงานของ ปปป.ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อส่งให้ ป.ป.ช.ชี้มูล จึงยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้&amp;quot; รองผบก.ปปป.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีรายงานความคืบหน้าจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ถึงกรณี ป.ป.ช.จังหวัดสงขลา รายงานผลงานในรอบปีงบประมาณ 2561 โดยมีคดีเกี่ยวกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัด 3 แห่งในภาคใต้ วงเงิน 12 ล้านบาท ที่มีการชี้มูลความผิด น.ส.ประนอม คงพิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.), นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.สงขลา และนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. กับพวกรวม 9 ราย ไปแล้วเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมาว่า ภายหลังการชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดแล้ว ป.ป.ช.ส่งหลักฐานและข้อมูลทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาและข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงินอื่น ให้คณะทำงานของ ป.ป.ช.ที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อตรวจสอบพบมี 2 ประเด็นใหม่ให้ทำการตรวจสอบเพิ่มเติมคือ ส่งเรื่องให้สำนักงาน พศ.ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน พศ. ที่ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน และต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขณะเดียวกัน ให้คณะทำงานของ ป.ป.ช.รับเรื่องไว้พิจารณากรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายร่ำรวยผิดปกติ โดยให้ตั้งเรื่องที่ถูกกล่าวหา และดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงพร้อมกับรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบ ในลักษณะเดียวกับการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นการตรวจสอบเชิงลึก และให้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนคดี&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าว โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว ขอตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งหนึ่งก่อน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17591</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา, ปปป., พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์, พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, รร.พระปริยัติธรรม, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9bb35e371b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบเสธ.มุ่ยสั่งฆ่า ดร.พ่อผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองปราบฯ จู่โจมรวบ &amp;quot;เสธ.มุ่ย&amp;quot; พันเอกนอกราชการ พร้อม ส.จ.เก่งเมืองเพชร กับผู้ร่วมแก๊งอีก 2 คน ฆ่าดอกเตอร์วิศวกรบิดาผู้พิพากษา เหตุแค้นผู้ตายจะออกจากบริษัททำธุรกิจโซลาร์เซลล์ที่ เสธ.มุ่ยถือหุ้นใหญ่ไปตั้งบริษัทใหม่ จัดฉากขับรถเฉี่ยวชนแล้วลงมาทะเลาะก่อนมือปืนเมืองเพชรลั่นไกสังหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 กันยายนนี้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม สั่งการ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา ผกก.2 บก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. นำกำลังจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุฆ่า ดร.อัครนันท์ มงคลชลสวัสดิ์ อายุ 56 ปี ประธานบริษัท ฟินิกซ์ เวิลด์ เอนเนอจี จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการระบบโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร ประกอบด้วย นายวิฑูรย กรีธาธร หรือ ส.จ.เก่ง อดีต ส.จ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/3 หมู่ 9 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 268/2561 ลงวันที่ 6 เม.ย.2561 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 157/85 หมู่บ้านทองธัชการซอย 3 ต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐม พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนขนาดต่างๆ จํานวน 5 กระบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 2 จับกุม พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง หรือเสธมุ่ย นายทหารนอกราชการ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 199/158 หมู่ 6 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้ที่บริเวณหน้าอาคารไอเฮาส์ ลากูนา การ์เดนท์ เอฟ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ตามหมายจับของศาลสมุทรปราการ ในข้อหาผู้ใช้จ้างวาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 3 จับกุมนายโชติทิวัตถ จิรภัทรพุฒิธนา อายุ 44 ปี เจ้าของบริษัท ฟ้าชัย วิศวกรรม จํากัด เลขที่ 1299 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ และรายที่ 4 จับกุมนายวราวุฒิ ผาสุข อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 4 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จับกุมได้บริเวณริมถนนบริภัทร ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 พ.ย.60 ได้เกิดเหตุคนร้ายขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค ไล่ตามรถเก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของ ดร.อัครนันท์ มาตามถนนซอยมังกรนาคดี ถึงสะพานข้ามคลองก่อนถึงทางเข้าหมู่บ้านลัลลี่วิลล์ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ ดร.อัครนันท์พักอาศัยอยู่ หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายเปิดประตูลงจากรถมาโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นชกต่อยกัน ก่อนที่คนร้ายจะวิ่งกลับไปที่รถ แล้วหยิบเอาปืนขนาด 11 มม. มากระหน่ำยิง ดร.อัครนันท์จนเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสืบสวนทราบว่า เหตุที่เกิดขึ้นกลุ่มคนร้ายได้วางแผนอำพรางคดี ทำให้เป็นเรื่องทะเลาะวิวาทอันมีสาเหตุมาจากการขับรถเฉี่ยวชน แต่สาเหตุที่แท้จริงมาจากปมขัดแย้งภายในบริษัทพลังงานโซลาร์เซลล์ที่ผู้ตายเป็นประธานบริษัทอยู่ แต่ภายหลังได้แยกตัวออกมาจากบริษัทดังกล่าว ที่มี พ.อ.สมศักดิ์ หรือเสธมุ่ย เป็นหุ้นส่วนใหญ่ แล้ว ดร.อัครนันท์ได้ไปตั้งบริษัทใหม่ ทำให้ลูกค้าเก่าหันไปใช้บริการ จนส่งผลให้บริษัทของเสธ.มุ่ยเกิดปัญหา เนื่องจากผู้ตายมีความเชี่ยวชาญในระบบพลังงานโซลาร์เซลล์ ที่ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและไว้ใจ จึงมีการวางแผนสังหาร โดยให้ ส.จ.เก่งติดต่อมือปืนจากซุ้มนักการเมืองใหญ่ในจังหวัดเพชรบุรีเข้ามารับงาน ในราคา 4 แสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ดร.อัครนันท์ เป็นวิศวกรผู้มีชื่อเสียงด้านพลังงาน และเป็นบิดาผู้พิพากษาคนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า เบื้องต้นในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาบางรายให้การรับสารภาพว่าลงมือก่อเหตุจริง ล่าสุดผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ โดยก่อนหน้านี้ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน รวมจับกุมทั้งสิ้นในขณะนี้ 5 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามตัวผู้ต้องหาอีก 1 คน ซึ่งเป็นเจ้าของรถที่ใช้ขับไปยิง ดร.อัครนันท์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผู้ต้องหารายนี้คือนายโก๋ ที่ตำรวจมีข้อมูลว่าน่าจะเป็นคนยิง ดร.อัครนันท์ และภายหลังมีข่าวว่านายโก๋ถูกรถชนเสียชีวิตแล้วโดยอาจเป็นการฆ่าตัดตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการจับกุม 4 ผู้ต้องหาฆ่า ดร.อัครนันท์ ว่า พฤติการณ์ของการก่อเหตุ ทุกคนแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งติดต่อ ชี้เป้า ร่วมกันลงมือ ซึ่งจะต้องรวมรวบพยานหลักฐานทั้งหมดส่งฟ้องศาล ส่วน พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง หรือ เสธมุ่ย นายทหารนอกราชการ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ครั้งนี้ ก็เป็นหนึ่งในขบวนการ และหากสืบสวนพบว่ามีผู้กระทำความผิดมากกว่า 5 คน หรือเชื่อมโยงไปถึงใครเพิ่มเติมอีก ก็จะดำเนินการทั้งหมด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17507</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อัครนันท์ มงคลชลสวัสดิ์, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม, พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสธ.มุ่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a66985ad34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ให้ออกรตอ.รีดเงินคดีเมจิกสกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.เผยเตรียมสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ร.ต.อ.เรียกรับเงินคดี &amp;quot;เมจิก สกิน&amp;quot; 1.5 หมื่นบาทเป็นค่าเร่งสำนวนให้เร็วขึ้น และรับไปแล้วส่วนหนึ่ง พร้อมขอโทษประชาชน ยันกองปราบฯ ยังเป็น &amp;quot;ที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่งของประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันที่ 4 กันยายนนี้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. ชี้แจงกรณีการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างพนักงานสอบสวนยศ &amp;ldquo;ร.ต.อ.&amp;rdquo; กองบังคับการปราบปราม เรียกรับเงินกับผู้เสียหายคดีเมจิก สกิน ในการทำสำนวนเพิ่มเติมเป็นเงิน 15,000 บาท จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และเสื่อมเสียชื่อเสียงของกองปราบฯ ที่มีคำขวัญ &amp;ldquo;ที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่งของประชาชน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรีกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ปิดบัง ตนอยู่ตรงนี้ การทำงานทุกอย่างต้องเปิดเผย โปร่งใส อย่างกรณีที่เกิดขึ้น สื่อได้เผยแพร่กรณีเมจิก สกิน ขอเท้าความว่า คดีเมจิก สกิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาทำคดีนี้ โดยให้กองปราบฯ ทำคดีเป็นหลัก การทำคดีแบ่งประเภทตามผลิตภัณฑ์สินค้า แยกเป็นคดีๆ ไป ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นเป็นส่วนของคดีผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน &amp;ldquo;แอปเปิ้ลสลิม&amp;rdquo; คดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 7 ราย มีตัวบุคคลจำนวน 5 ราย นิติบุคคลอีก 2 ราย มีผู้เสียหายในคดีนี้ จำนวน 111 คน เราได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน สรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหา &amp;ldquo;ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และข้อหาผลิตและจำหน่ายอาหารปลอม&amp;rdquo; ส่งให้พนักงานอัยการเมื่อวันที่ 4 ก.ค.61 จากนั้นวันที่ 12 ก.ค. พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม จำนวน 6 หน้ากระดาษ แยกเป็นข้อๆ ได้ประมาณ 19 ประเด็น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างพนักงานอัยการสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม เราเข้าใจหัวอกของผู้เสียหาย ทั้งเสียเงิน ได้รับความเดือดร้อน มาติดต่อให้เร่งรัดดำเนินการสอบสวน พนักงานสอบสวนคนดังกล่าวจึงมีการพูดคุยลักษณะว่า ถ้าจะให้เร็วต้องมีค่าอำนวยความสะดวก ปรากฏตามแอปพลิเคชันไลน์ รวมทั้งคลิปเสียงอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนของผู้เสียหาย เราได้พยายามติดต่อ แต่ไม่รับโทรศัพท์เลย จึงได้ติดต่อกับเพื่อนผู้เสียหาย ได้ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนท่านนี้ได้เรียกค่าอำนวยความสะดวกจริง และทางผู้เสียหายได้จ่ายไปให้แล้วส่วนหนึ่งประมาณ 5,000 บาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.กล่าวว่า ในเมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาก่อให้เกิดความเสียหายในลักษณะนี้ ตนถือเป็นเรื่องร้ายแรง &amp;ldquo;ถ้าผมปกป้องคนไม่ดี เท่ากับผมทำชั่วร้ายแรง&amp;rdquo; ในส่วนของพนักงานสอบสวนท่านนี้ ถึงแม้จำนวนเงินจะไม่เยอะ เราก็ต้องดำเนินการ หลังจากนี้จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและพิจารณาให้ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนคดีอาญาก็ดำเนินควบคู่กันไป ยืนยันว่าดำเนินการอย่างเด็ดขาด เราไม่ปกป้องคนที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กรของเรา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากจะกราบขอโทษพี่น้องทุกคน การแถลงข่าววันนี้ไม่ใช่ว่าผมดำเนินการกับลูกน้องให้ตัวเองพ้นพิษ ผมในฐานะหัวหน้าปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องขอโทษที่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 1,200 คน ไม่ทั่วถึง ขอโทษไปยังผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนมาเจอกับคนแย่ๆ แบบนี้ อีกส่วนหนึ่งฝากเตือนไปถึงทุกส่วน ทั้งผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือผู้เกี่ยวข้อง ห้ามมีการแอบอ้างเรียกร้องผลประโยชน์ต่างๆ อย่าไปเชื่อว่าสมารถช่วยได้ ในคดีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม มีการแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน ใครคนใดคนหนึ่งก็ไม่สามารถช่วยได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรีเผยอีกว่า ประเด็นทำไมอัยการสั่งสอบเพิ่มเติม และเหตุล่าช้า ขอชี้แจงว่า ขณะนี้กองปราบฯ มีคดีในเรื่องต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนมาขอความช่วยเหลือจำนวนมาก เวลานี้ กองกำกับการ 3 หรือพนักงานสอบสวนกองกำกับการที่เกิดเรื่องนี้ วันนี้เรามีพนักงานสอบสวนแค่ 2 คน ทุกวันนี้เข้างานกันวันเว้นวัน เพราะมีพนักงานสอบสวนบางนายไปเข้ารับการอบรม แต่เราก็ทำงานไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนการดำเนินคดีเบื้องต้น ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ขณะนี้พนักงานสอบสวนคนดังกล่าวอยู่ระหว่างอบรมที่สถาบันส่งเสริมการสอบสวน จะกลับวันที่ 14 ก.ย.นี้ เท่าที่มีข้อมูล เรามีหลักฐานพอสมควร ยืนยันว่ามีการรับไปแล้วส่วนหนึ่ง และได้ส่งคนไปนำโทรศัพท์มือถือของผู้ถูกกล่าวหามาตรวจสอบด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16836</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e8f56936d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ร้องเอาผิดตำรวจบุกจับพระโกงเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 61 - ที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับทางพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับพล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยนำหลักฐานเป็นเอกสารมาจำนวน 39 แผ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจรูญ กล่าวว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป.ได้นำกำลังเข้าจับกุมพระสงฆ์หลายรูปในข้อกล่าวหาเงินทอนวัด การใช้เงินผิดประเภท การฟอกเงิน ทั้งได้นำตัวพระสงฆ์เหล่านั้นฝากขังอยู่มนเรือนจำ จนกระทั่งมีการส่งสำนวนคดีสู่ชั้นอัยการ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 ได้นำสำนวนคดียื่นฟ้องอดีตพระพรหมดิลก (เอื้อ หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) (นายเอื้อน กลิ่นสาลี) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และอดีตอรรถกิจโสภณ อดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา (หรือนายสมทรง อรรถกฤษณ์) เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่พนักงาน , ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายจรูญ กล่าวต่อว่า ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่และการเข้าจับกุมพระสงฆ์มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิอาญามาตรา 90 และการตั้งข้อหากล่าวหาพระสงฆ์ ในข้อหาฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติพ.ศ.2542 มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะว่า พ.ร.บ.การฟอกเงินปี พ.ศ.2542 ได้มีการยกเลิกไปแล้วตอนนี้ประกาศใช้ในพ.ศ.2558 ซึ่งใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า ความผิดเกี่ยวกับพรบ.ฟอกเงิน คือมาตรา 3 (2) &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ความผิดเกี่ยวกับเพศ ธุระจัดหา &amp;nbsp;ล่อไป &amp;nbsp;พาไป &amp;nbsp;เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อหากำไร &amp;nbsp;การค้าประเวณี เป็นต้น นอกจากนี้การตั้งข้อกล่าวหาในฐานความผิด มาตรา 157 นั้น ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากพระสงฆ์ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และการจับกุมของเจ้าหย้าที่ตำรวจถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด &amp;nbsp;ซึ่งการกระทำของพล.ต.ต.ไมตรี เข้าข่ายการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาในรูปแบบของการทำลายบุคคลากร หรือศาสนบุคคลของพระพุทธศาสนา &amp;nbsp;และยังเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนชาวไทยอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพุทธะอิสระ ซึ่งผู้ต้องหาในคดีปลอมพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นความผิดอาญาร้ายแรงไม่ถูกฟ้องและทำให้ได้รับการปล่อยตัวไป ซึ่งเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์&amp;rdquo; นายจรูญกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15847</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน, ทุจริตเงินทอนวัด, นายจรูญ วรรณกสิณานนท์, บก.ปปป., พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bb9f444553.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่สาว&#039;บูม&#039;มอบตัว พ่อแม่ส่อโดนด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่สาว &amp;quot;บูม&amp;quot; เข้ามอบตัวกองปราบฯ ปฏิเสธร่วมตุ๋นบิตคอยน์ แต่รับพี่ชายโอนเงินเข้าบัญชีตนเองถึง 200 ล้าน โดยที่ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน และเอาไปซื้อที่ดินส่วนหนึ่ง ตำรวจคุมตัวขออำนาจศาลฝากขังข้อหาร่วมฟอกเงิน &amp;quot;ไมตรี&amp;quot; เผยได้หลักฐานพ่อแม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หลังนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้าน อยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่กองบังคับการปราบปราม น.ส.สุพิชย์ฌา จารวิจิต พี่สาวนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ดารานักแสดง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญข้อหาร่วมกันฟอกเงิน พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หลังถูกออกหมายจับพร้อมนายจิรัชพิสิษฐ์ และนายปริญญา จารวิจิต พี่ชาย ที่อยู่ระหว่างหลบหนีไปต่างประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่า 797 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ว่าถูกผู้ต้องหาพร้อมกับพวกร่วมกันหลอกลวง และร่วมกันวางแผนชักชวนให้ลงทุนประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิตอล ในชื่อ dragon coin (DRG) โดยหลอกลวงให้ซื้อหุ้นของบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, NX Chain Inc. และหุ้นของบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) มีผู้เสียหายหลงเชื่อและร่วมลงทุนด้วยการโอนเหรียญบิตคอยน์ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิตอลจำนวนหนึ่งเข้าไปกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมเป็นเงิน 5,564.44650956 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นสกุลเงินบาทไทย 797,408,454.33 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมายที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งหรือเงินปันผลแต่อย่างใด จึงเข้าแจ้งความร่องทุกข์ที่กองปราบฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เปิดเผยว่า น.ส.สุพิชย์ฌาได้เข้ามอบตัวตามที่ทนายได้ติดต่อ ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบปากคำ โดยเฉพาะประเด็นการรับโอนเงินจากนายปริญญา พี่ชาย ตามเส้นทางการเงินในบัญชี ซึ่ง น.ส.สุพิชย์ฌารับว่านายปริญญาได้โอนเงินเข้ามาในบัญชีของตนเองจริง แล้วก็โอนออกไป หมุนข้า-หมุนออกมียอดเงินประมาณ 200 ล้านบาท แต่ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน เข้าใจว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการเล่นหุ้น อย่างไรก็ตาม น.ส.สุพิชย์ฌายอมรับว่านำเงินที่ได้รับโอนส่วนหนึ่งไปรับซื้อฝากที่ดินเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.กล่าวว่า ในส่วนของผู้ร่วมขบวนการซึ่งเป็นนักธุรกิจในตลาดหุ้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของพ่อและแม่ของบูม-จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม เบื้องต้นพบเอกสารเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ซึ่งพ่อหรือแม่ของบูมจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เบื้องต้นมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหากับพ่อและแม่นายบูมฐานฟอกเงินด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับครอบครัวจารวิจิต ก่อนหน้านี้ตำรวจได้จับกุมตัวบูม-จิรัชพิสิษฐ์ ซึ่งศาลให้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท มีเงื่อนไขห้ามเดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ส่วนนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องและพนักงานสอบสวน บก.ป.เตรียมออกหมายจับมีอยู่ราว 5-6 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 14.30 น. พนักงานสอบสวนควบคุมตัว น.ส.สุพิชย์ฌา จารวิจิต ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน ไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-26 ส.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอีก 10 ปาก และรอเอกสารทางการเงินของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับรอผลการตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือจาก สตช. โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนีและเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ (Mr.aarni Otava Saarimaa) ชาวฟินแลนด์ ซึ่งประกอบธุรกิจซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของผู้ต้องหา กับพวก กรณีที่ได้ร่วมกันหลอกลวงเอาเงินของนายอาร์นีไปโดยทุจริต จำนวน 797,408,454.33 บาท จากการหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, ลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิตอล (dragon coin หรือ DRG) และการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หลังจากนั้น นายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหา กับพวก ได้นำเหรียญบิตคอยน์ที่ได้รับโอนมาจากผู้เสียหาย ทยอยขายออกไปแล้วถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มพี่ชายผู้ต้องหารวม 7 ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนมีหนังสือรายงานความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไปยังเลขาธิการสำนักงาน ปปง. ขอให้ตรวจสอบพิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่ง ปปง.สรุปรายงานแจ้งว่านายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา, นายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาอีกรายซึ่งเป็นน้องชาย และตัวผู้ต้องหานี้ได้รับเงินจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ เป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทนายความของ น.ส.สุพิชฌาย์ ผู้ต้องหา ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลพิจารณาคำร้องขอประกันตัวดังกล่าว ก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาไประหว่างการฝากขัง พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ผู้เสียหายจำนวนกว่า 10 คน จากคดีแชร์ลูกโซ่, บิตคอยน์, แชร์เหล็ก และโอดี แคปปิตอล เดินทางมารวมตัวกันเขียนคำร้องเพื่อขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด โดยมีนายประเสริฐ กาญจนอุทัย อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือประชาชนเฉลิมพระเกียรติ (สคช.) เป็นผู้แทนอัยการให้คำปรึกษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผู้เสียหายทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีแชร์ลูกโซ่ทั้งหมด 3 คดี และมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับเงินคืน แม้ผู้ต้องหาจะถูกจับกุม อย่างคดีที่ จ.ชลบุรี พนักงานสอบสวน สภ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี กลับทำสำนวนคดีบิตคอยน์เป็นคดีฉ้อโกง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วคดีดังกล่าวเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายประเสริฐ อัยการ สคช. เปิดเผยว่า ผู้เสียหายจะมายื่นคำร้องทั้งหมด 3 เรื่องต่ออัยการสูงสุด ซึ่งหากดูแล้วที่เข้าข่ายจะยื่นคำร้องได้อาจจะไม่ทั้งหมด เนื่องจากบางเรื่องยังไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ อย่างไรก็ตาม ทางเราก็จะพิจารณาให้คำปรึกษาทั้งหมดตามประสงค์ของผู้ยื่น ซึ่งตนก็แนะนำไปว่าการยื่นคำร้อง ถ้าเป็นเรื่องเดียวกันให้ยื่นมาด้วยกันคำร้องเดียว หากยื่นเป็นรายบุคคลอาจจะมีการตอบกลับที่ล่าช้า และเมื่อได้รับคำร้องแล้วก็จะส่งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15482</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, สุพิชย์ฌา จารวิจิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b742cdb32419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสี่ยประสิทธิ์ดอดแจงบิตคอยน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บูม&amp;quot; ดารา-นายแบบยืนกรานปฏิเสธร่วมกับพี่ตุ๋นค้าบิตคอยน์เกือบ 800 ล้าน ลิ้มรสห้องขังกองปราบฯ ก่อนถูกส่งฝากขัง ศาลให้ประกันด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ เผยคำร้องฝากขังระบุผู้กระทำผิดนอกจาก 3 พี่น้องแล้วยังมีเจ้าพ่อวงการหุ้นกับเพื่อนนักธุรกิจลวงชาวฟินแลนด์ร่วมลงทุน &amp;quot;ไมตรี&amp;quot; แย้มเตรียมออกหมายจับเพิ่มอีก 5-6 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ดาราและนายแบบ ซึ่งถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีรายงานว่า ถูกพนักงานสอบสวนสอบปากคำอย่างหนัก แต่ดาราหนุ่มยังยืนยันว่ามิได้กระทำผิดดังที่มีผู้เสียหายชาวต่างชาติเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกตนเองและครอบครัวหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล ทำให้เสียหาย 797 ล้านบาท โดยศาลออกหมายจับนายจิรัชพิสิทธิ์ พร้อมนายปริญญา จารวิจิต และนางสาวสุพิชย์ฌา จารวิจิต พี่ชายและพี่สาว ในข้อหาเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังการสอบปากคำ ตำรวจได้คุมขังนายจิรัชพิสิษฐ์ไว้ที่กองปราบฯ กระทั่งเช้าจึงมีเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งพากันไปเยี่ยม และรีบเดินทางกลับเมื่อบรรดาสื่อมวลชนไปติดตามข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เปิดเผยว่า นางสาวสุพิชย์ฌาได้ประสานผ่านคนกลางมาเพื่อขอเข้ามอบตัว &amp;nbsp;แต่ไม่ระบุวัน เวลา สถานที่มอบตัว และยังไม่พบการเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งนี้ เตรียมออกหมายจับเพิ่มอีกประมาณ 5-6 คน ที่รับเงินจากการฉ้อโกงเข้าหมุนเวียนในบัญชี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. ยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมหรือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นลักษณะแอบอ้างว่าบริษัทตัวเองอยู่ในเครือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ บุคคลที่มีชื่อเสียงในตลาดหลักทรัพย์ ที่เข้ามาพบตน ชี้แจงอ้างว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้เช่นเดียวกัน แต่จากการสืบสวนรวบรวมหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบข้อมูลที่เชื่อได้ว่านายประสิทธิ์อาจจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และจากการตรวจสอบ 3 บริษัท ที่มีการเปิดทั้งในประเทศไทยและเกาะฮ่องกง ยังพบว่านายปริญญา พี่ชายนายจิรัชพิสิษฐ์ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว โดยทะเบียนการค้าทั้ง 3 บริษัท พบว่ามีคนในตระกูลจารวิจิตเข้าร่วมด้วยและบางบริษัทมีการแอบอ้างกับผู้เสียหายโดยไม่มีตัวตนจริง นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวอีกหลายบริษัท ซึ่งตำรวจกองปราบฯ อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน ทั้งนี้ นายปริญญาเคยมีประวัติถูกออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ในพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เป็นชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา ถือเป็นคนดังในวงการหุ้นและเป็นเจ้าของฉายาซีอีโอหมื่นล้าน เคยติด 1 ใน 5 ของซีอีโอที่ได้รับเงินเดือนสูงที่สุดในประเทศไทยจากการจัดอันดับในปี พ.ศ. 2551&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 10.45 น. พนักงานสอบสวนกองปราบฯได้ควบคุมตัวนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม เดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 10-21 ส.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลเกี่ยวข้องการทำธุรกรรมอีก 10 ปาก และรอเอกสารทางการเงินของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับรอผลตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือจาก สตช. ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนก็ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ (Mr. aarni Otava Saarimaa) ชาวฟินแลนด์ ซึ่งประกอบธุรกิจซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ผู้เสียหาย ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของผู้ต้องหา กับพวก กรณีที่ได้ร่วมกันหลอกลวงเอาเงินของนายอาร์นีไปโดยทุจริต จำนวน 797,408,454.33 บาท สืบเนื่องจากต้นเดือน มิ.ย.2560 นายอาร์นี และ น.ส.ชนนิกานต์ แก้วสาสี นักธุรกิจ ซึ่งรู้จักกับนายปริญญา, นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ และนายปัณณ์ฉัตร ชยุตธนา ทั้ง 3 คนเป็นนักธุรกิจ ได้ชักชวนให้นายอาร์นีและ น.ส.ชนนิกานต์ ร่วมลงทุน โดยติดต่อผ่านนายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหา ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ กระทั่งมีการนัดหมายพูดคุยเจรจาธุรกิจกัน โดยกลุ่มของนายปริญญาได้นำเสนอธุรกิจหลากหลายรูปแบบให้นายอาร์นี ผู้เสียหาย พิจารณา และพวกของนายปริญญาอีก 3 คน ก็ยังพูดชักจูงใจให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนในบริษัทที่กลุ่มเพื่อนของนายปริญญาเป็นกรรมการ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ร่วมลงทุนเป็นเงิน 92,692,200 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาต้นเดือน ส.ค.2560 นายปริญญากับพวกยังได้ชักชวนผู้เสียหายลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิทัล (dragon coin หรือ DRG) อีกเป็นเงิน 400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง มีผู้ถือหุ้น 4 คน คือ นายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหา, นายประสิทธิ์, นายชาคริส อาห์มัด และนายอาร์นี ผู้เสียหาย ซึ่งแต่ละคนจะต้องลงเงินคนละ 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อโอนไปที่บริษัทในเขตปกครองพิเศษมาเก๊า โดยนายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหาอ้างว่าเงินลงทุนในส่วนของผู้เสียหายสามารถโอนเป็นเหรียญบิตคอยน์ ผ่านกระเป๋าเงิน E-Wallet ได้ ตามข้อตกลงในสัญญาซื้อขายเหรียญโทเคน ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 ส.ค.2560 ระหว่างผู้เสียหายกับนายชาคริส หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงเริ่มโอนเงินบิตคอยน์เข้ากระเป๋าเงิน E- Wallet ของนายปริญญากับพวก ระหว่างวันที่ 26 ส.ค.-5 ก.ย.2560 รวม 2,958.75948993 เหรียญบิต คิดเป็นมูลค่าเสียหาย 440,007,281.33 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายชาคริสยังได้ชักชวนผู้เสียหายไปซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยอีกด้วย โดยเสนอแผนธุรกิจว่าผู้เสียหายสามารถซื้อหุ้นได้สูงสุด 500 ล้านหุ้น คิดเป็นเงินจำนวน 250 ล้านบาท โดยเสนอให้ผู้เสียหายชำระเป็นเงินบิตคอยน์ได้ แล้วต่อมาวันที่ 14 ก.ย.-30 ธ.ค.2560 ผู้เสียหายก็ได้โอนเงินเหรียญบิต จำนวน 1,355.55701963 เหรียญบิต คิดเป็นมูลค่า 264,780,973 บาท แต่หลังจากนั้น นายปริญญาพี่ชายผู้ต้องหากับพวกได้นำเหรียญบิตคอยน์ที่ได้รับโอนมาจากผู้เสียหาย ทยอยขายออกไปแล้วถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มพี่ชายผู้ต้องหารวม 7 ราย ประกอบด้วย นายชาคริส อาห์มัด 2 บัญชี จำนวน 162,994,510 บาท, นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของผู้ต้องหา 1 บัญชี จำนวน 111,938,265 บาท, นายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหา 1 บัญชี เป็นเงิน 21,687,603 บาท กับพี่น้องตระกูลจารวิจิต อีก 2 คน จำนวน 146,309,884 บาท (3 บัญชี) และจำนวน 140,184,665 บาท (1 บัญชี), นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ โอนเข้า 2 บัญชี เป็นเงิน 66,542,948 บาท และนายชัชวาล ฉัตราติชาต จำนวน 2 บัญชี เป็นเงิน 96,125,883 บาท สรุปยอดเงินรวมทุกบัญชีทั้งสิ้น 745,783,761 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหลังจากโอนเงินบิตคอยน์ให้กลุ่มนายปริญญาแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายก็ไม่ได้รับหุ้น รวมทั้งไม่เคยได้รับเชิญการประชุมผู้ถือหุ้นหรือเงินปันผลจากบริษัทแต่อย่างใด อีกทั้งการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจสร้างสกุลเงินดิจิทัลในชื่อ dragon coin หรือ DRG ก็ไม่มีการลงทุนทางธุรกิจจริง ผู้เสียหายจึงมอบอำนาจให้ น.ส.ชนนิกานต์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนายปริญญากับพวกตามกฎหมาย จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวนจึงได้มีหนังสือรายงานความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไปยังเลขาธิการสำนักงาน ปปง. ขอให้ตรวจสอบพิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน กระทั่ง ปปง.สรุปรายงานแจ้งว่านายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา, นายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหา และกลุ่มผู้ต้องหาได้รับเงินจากการกระทำความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาได้โอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไปมาระหว่างกันหลายครั้ง แล้วนำเงินไปเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มา หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นฯ ในการทำผิด ซึ่งนายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา และผู้ต้องหา ได้นำเงินนั้นไปจดทะเบียนซื้อฝาก-ขายที่ดินรวม 14 แปลง มูลค่ากว่า 176,220,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กทม., แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน, แขวงจอมพล เขตจตุจักร, แขวง-เขตห้วยขวาง กทม., จ.นนทบุรี, จ.ชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามติดตามจับกุมนายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหานี้ ได้เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา และแจ้งข้อกล่าวหาทราบแล้ว ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ญาติของนายจิรัชพิสิษฐ์ ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท พร้อมคำร้องประกอบการพิจารณาของศาลระบุเหตุผลว่า ผู้ต้องหาทำงานเป็นนักแสดง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง รวมทั้งไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ซึ่งขณะถูกจับกุมก็กำลังทำงานถ่ายแบบ จึงขอความเมตตาจากศาลให้ปล่อยชั่วคราวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งข้อหาและการกระทำของผู้ต้องหาตามคำร้องชั้นฝากขังแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาไม่มีส่วนร่วมเจรจากับผู้เสียหายให้มาลงทุน อีกทั้งยังจับกุมผู้ต้องหาในที่สาธารณะ โดยไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ในชั้นนี้จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ตีราคาประกัน 2 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล กรรมการบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล dragon coin นั้น บริษัทขอชี้แจงว่าทางบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล รวมทั้งการฟอกเงินหรือการฉ้อโกงใดๆ อย่างใดทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า หากประชาชนถูกชักชวนให้ลงทุนในไอซีโอ หรือซื้อโทเคนดิจิทัลในช่วงนี้ ขอให้ทราบว่า ในปัจจุบันยังไม่มีผู้ออกไอซีโอรายใดได้รับการอนุญาต รวมทั้งยังไม่มีผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล ( ICO portal) ที่ได้รับการยอมรับจาก ก.ล.ต. ซึ่งในอนาคตเมื่อมีผู้ออกไอซีโอ หรือ ICO portal ที่เป็นไปตามเกณฑ์แล้ว ก.ล.ต. จะเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. ต่อไป ส่วนกรณีที่ถูกชักชวนให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลโดยมีผู้แสดงตนเป็นตัวกลาง ไม่ว่าจะในฐานะศูนย์ซื้อขาย นายหน้า หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ก.ล.ต.ขอให้ผู้ลงทุนตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ติดต่อชักชวนบนเว็บไซต์ ก.ล.ต.ก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15161</URL_LINK>
                <HASHTAG>797 ล้านบาท, บิตคอยน์, บูม จารวิจิต, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, สกุลเงินดิจิทัล, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180810/image_big_5b6da0d6768b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
