<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2021 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2021 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลประทับฟ้องคดี &#039;ทวี สอดส่อง&#039; กับพวกปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วยพยานคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุฯหลบหนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2564 ศาลอ่านคำสั่งคดี อท.114/2562 ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.อ. สุชาติ วงษ์อนันตชัย รองอธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ท. เบญจพล จันทวรรณ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียในขณะนั้น เป็นจำเลย ในฐานความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้รับโทษ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 และ มาตรา 200 เเละข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีดีเอสไอ, พ.ต.อ.สุชาติ และ พ.ต.ท. เบญจพล ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้รับโทษ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 และ มาตรา 200 พร้อมนัดพร้อมสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 9 เม.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สมคิด กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจำเลยกับพวกได้ร่วมกันนำ พ.ต.ท.สุวิชัย แก้วผลึก จำเลยซึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดจำคุกตลอดชีวิตมาคุ้มครองพยานตามมาตรการของดีเอสไอ และนำตัวมาสอบสวนเพื่อนำตัวมาต่อรองคดี ซึ่งต่อมาพยานปากดังกล่าวได้ถูกพาหลบหนี จนปัจจุบันยังไม่ได้นำตัวกลับมารับโทษในคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีนี้ก่อนหน้าได้เคยยื่นฟ้องคดีตั้งแต่เมื่อปี 2552 เเต่ในขณะนั้นโจทก์อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีที่ถูกกล่าวหาอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อารูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุฯ ศาลจึงได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจนกว่าจะรอผลคำพิพากษาคดีหลักให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ต่อมามีผลคำพิพากษายกฟ้อง 3 ศาล จึงได้นำคดีที่สั่งจำหน่ายไว้ 10 ปีขึ้นมาไต่สวน และมีคำสั่งประทับรับฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้รับโทษ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 และ มาตรา 200 เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93533</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่า, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200917/image_big_5f6359b36f403.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกฟ้อง &#039;ธาริต&#039; กับพวกไม่ผิดคดีกลั่นแกล้งถอนประกัน &#039;สมคิด บุญถนอม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.(ผ) 61/2559 ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ อดีตผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและอดีตรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 157 สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล มาตรา 137&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557 ระบุพฤติการณ์ว่า นายธาริต อธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก มีคำสั่งให้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน ey402 ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าฯ เชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงเเล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธาริตกับพวกซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย เเละเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของ นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากการนำพยานเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับเเจ้งต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการเเละผู้สนับสนุน ร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งต่อศาล ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้ง เพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลไต่สวนแล้วคดีมีมูลประทับรับฟ้อง จำเลยที่ 1-2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 หลบหนี จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า เชื่อว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีดีเอสไอเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากนายประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในขณะนั้น สั่งใช้มาตรการพิเศษคุ้มครองพยานปากจำเลยที่ 3 โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5 คน ที่ รมว.ยุติธรรม แต่งตั้ง เป็นการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้นบังคับบัญชา ซึ่งต้องดำเนินการเป็นความลับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ ในคดีอาญา พ.ศ.2546 มาตรา 9 และ 10 พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบยังไม่พอฟังว่าการคุ้มครองพยานจำเลยที่ 3 เป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการยื่นขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง ของจำเลยที่ 1-2 เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคำร้องขอคุ้มครองพยานระบุว่า ถูก พล.ต.ท.สมคิด โจทก์ที่ 1 ใช้ให้บริวารตามข่มขู่จำเลยที่ 3 และครอบครัว เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 3 เข้าเบิกความเป็นพยานในคดีอาญา รวมทั้งโจทก์ที่ 1 แถลงข่าวในทางทำให้จำเลยที่ 3 เสื่อมเสีย จนไม่อาจอยู่เป็นปกติสุขได้ แม้จำเลยที่ 3 เปลี่ยนชื่อก็ยังไม่พ้นต้องขอเปลี่ยนที่อยู่และคุ้มครองความปลอดภัย กรณีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆ ว่าไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าเป็นการค้นหาความจริงเพื่อเอาผิดจำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันพาจำเลยที่ 3 ออกนอกประเทศโดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรณีนี้ นายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการณ์แทนปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น เบิกความว่าได้หนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศส่งมาจากสถานทูตซาอุดิอาระเบีย มีข้อความแปลเป็นไทยสรุปข้อความได้ว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับและเผยแพร่เอกสารที่เป็นเรื่องลับและละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อและออกหนังสือเดินทางให้กับจำเลยที่ 3 พร้อมรายละเอียดต่างๆ ทางสถานทูตมีความประหลาดใจที่โจทก์ที่ 1 เป็นอิสระที่ทำเรื่องที่ว่าโดยไม่มีการสอบสวนใดๆ บ่งชี้ถึงความสามารถที่ใช้อิทธิพลอำนาจในทางที่เป็นเพื่อให้ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น พร้อมใช้ประโยชน์จากสื่อมีการแถลงข่าวพร้อมเหล่าข้าราชการแจกใบปลิว มุ่งที่จะให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมเสียชื่อเสียง ทางสถานทูตเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะกดดัน จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนจำเป็น เพื่อลดความกังวลของรัฐบาลซาอุฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนายธาริต จำเลยที่ 1 พิจารณาข้อเท็จจริงในหนังสือดังกล่าวประกอบคำร้องจำเลยที่ 3 พบว่ามีมูลตามคำขอ จึงนำไปยื่นต่อศาลอาญา ขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกันเห็นว่า พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งสองเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) จึงทำคำร้องโดยอ้างเหตุตามข้อเท็จจริงที่ได้มาไปยื่นต่อศาลอาญา เป็นการใช้ดุลยพินิจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1-2 นำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวเบิกความต่อศาลอาญาตามคำร้องนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล) และคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79111</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, โมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกฟ้อง &#039;ธาริต&#039; กับพวกไม่ผิดคดีกลั่นแกล้งถอนประกัน &#039;สมคิด บุญถนอม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.(ผ) 61/2559 ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ อดีตผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและอดีตรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 157 สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล มาตรา 137&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557 ระบุพฤติการณ์ว่า นายธาริต อธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก มีคำสั่งให้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน ey402 ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าฯ เชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงเเล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธาริตกับพวกซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย เเละเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของ นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากการนำพยานเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับเเจ้งต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการเเละผู้สนับสนุน ร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งต่อศาล ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้ง เพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลไต่สวนแล้วคดีมีมูลประทับรับฟ้อง จำเลยที่ 1-2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 หลบหนี จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า เชื่อว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีดีเอสไอเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากนายประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในขณะนั้น สั่งใช้มาตรการพิเศษคุ้มครองพยานปากจำเลยที่ 3 โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5 คน ที่ รมว.ยุติธรรม แต่งตั้ง เป็นการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้นบังคับบัญชา ซึ่งต้องดำเนินการเป็นความลับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ ในคดีอาญา พ.ศ.2546 มาตรา 9 และ 10 พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบยังไม่พอฟังว่าการคุ้มครองพยานจำเลยที่ 3 เป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการยื่นขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง ของจำเลยที่ 1-2 เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคำร้องขอคุ้มครองพยานระบุว่า ถูก พล.ต.ท.สมคิด โจทก์ที่ 1 ใช้ให้บริวารตามข่มขู่จำเลยที่ 3 และครอบครัว เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 3 เข้าเบิกความเป็นพยานในคดีอาญา รวมทั้งโจทก์ที่ 1 แถลงข่าวในทางทำให้จำเลยที่ 3 เสื่อมเสีย จนไม่อาจอยู่เป็นปกติสุขได้ แม้จำเลยที่ 3 เปลี่ยนชื่อก็ยังไม่พ้นต้องขอเปลี่ยนที่อยู่และคุ้มครองความปลอดภัย กรณีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆ ว่าไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าเป็นการค้นหาความจริงเพื่อเอาผิดจำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันพาจำเลยที่ 3 ออกนอกประเทศโดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรณีนี้ นายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการณ์แทนปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น เบิกความว่าได้หนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศส่งมาจากสถานทูตซาอุดิอาระเบีย มีข้อความแปลเป็นไทยสรุปข้อความได้ว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับและเผยแพร่เอกสารที่เป็นเรื่องลับและละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อและออกหนังสือเดินทางให้กับจำเลยที่ 3 พร้อมรายละเอียดต่างๆ ทางสถานทูตมีความประหลาดใจที่โจทก์ที่ 1 เป็นอิสระที่ทำเรื่องที่ว่าโดยไม่มีการสอบสวนใดๆ บ่งชี้ถึงความสามารถที่ใช้อิทธิพลอำนาจในทางที่เป็นเพื่อให้ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น พร้อมใช้ประโยชน์จากสื่อมีการแถลงข่าวพร้อมเหล่าข้าราชการแจกใบปลิว มุ่งที่จะให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมเสียชื่อเสียง ทางสถานทูตเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะกดดัน จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนจำเป็น เพื่อลดความกังวลของรัฐบาลซาอุฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนายธาริต จำเลยที่ 1 พิจารณาข้อเท็จจริงในหนังสือดังกล่าวประกอบคำร้องจำเลยที่ 3 พบว่ามีมูลตามคำขอ จึงนำไปยื่นต่อศาลอาญา ขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกันเห็นว่า พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งสองเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) จึงทำคำร้องโดยอ้างเหตุตามข้อเท็จจริงที่ได้มาไปยื่นต่อศาลอาญา เป็นการใช้ดุลยพินิจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1-2 นำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวเบิกความต่อศาลอาญาตามคำร้องนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล) และคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79110</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, โมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2018 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2018 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธาริต&#039; ให้การปฏิเสธคดี &#039;สมคิด บุญถนอม&#039; ฟ้องปฏิบัติหน้าที่มิชอบคดีอัลรูไวรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค. 61 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดสอบคำให้การเเละกำหนดวันนัดพิจารณา คดี อท(ผ)61/2559 ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์&amp;nbsp; อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า นายธาริตซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก ได้มีคำสั่งให้มีการนำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน ey402 ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยดังกล่าวนั้น เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าเชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้ แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายธาริตกับพวกได้ร่วมมือกับนางอินทรานี สุมาวงศ์ อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 2 ซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย และเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากจำเลยกับพวกร่วมกันนำพยานเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไว้ก่อน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับไปแจ้งเท็จต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อมาศาลอาญาได้อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบตามคำร้องของอัยการโจทก์ ส่วนกรณีที่คัดค้านว่าพยานปากดังกล่าวไปต่างประเทศจากกระทำของพวกจำเลยนั้น ให้ไปว่ากล่าวในอีกคดี ต่อมานายธาริตกับพวกยังได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันข่มขู่คุกคามพยานให้หวาดกลัว ซึ่งศาลได้ไต่สวนคำร้องและยกคำร้องไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นโจทก์ได้ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการและผู้สนับสนุนร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งความเท็จต่อศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้มีการยื่นฟ้องไว้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.&amp;nbsp;2557 มีการไต่สวนมูลฟ้องและศาลอาญาคดีทุจริตฯ&amp;nbsp;ประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ พล.ต.ท.สมคิด โจทก์&amp;nbsp;และนายธนพงศ์ จูสนิท ทนายความเดินทางมาศาล ส่วนนายธาริต, พ.ต.ต.วรนันท์ จำเลยก็เดินทางมาศาลพร้อมทนายความเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน พ.ต.ท.สุวิชชัย จำเลยที่&amp;nbsp;3 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี&amp;nbsp;จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับ พ.ต.ท.สุวิชชัย นำตัวมาพิจารณาคดีภายในอายุความ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี และให้จำหน่ายคดีเฉพาะของ พ.ต.ท.สุวิชชัย จำเลยที่&amp;nbsp;3 ไว้ชั่วคราว เมื่อจับได้แล้วให้นำมาพิจารณาใหม่เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1-2 ฟังพร้อมทนายความ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ&amp;nbsp;ขอต่อสู้คดี&amp;nbsp;โดยทนายโจทก์แถลงว่าประสงค์จะนำพยานบุคคลเข้าสืบจำนวน 15 ปาก&amp;nbsp;พร้อมพยานเอกสารบางส่วนที่อยู่ระหว่างรวบรวม และยังไม่ได้ยื่นระบุบัญชีพยาน&amp;nbsp;ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองประสงค์จะนำพยานเข้าสืบทั้งพยานบุคคลและเอกสารรวม 55 อันดับ โดยแยกเป็นพยานบุคคล&amp;nbsp;13 ลำดับ&amp;nbsp;ส่วนพยานเอกสารอยู่ระหว่างตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลเห็นว่าเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินกระบวนพิจารณา&amp;nbsp;ให้คู่ความดำเนินการเรื่องเอกสารให้เสร็จสิ้นก่อนวันนัดหน้า โดยให้ระบุพยานที่จะนำเข้าสืบว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นใดในคดี จึงให้เลื่อนไปนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 10.00&amp;nbsp;น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นายธาริต จำเลยที่ 1&amp;nbsp;ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีลับหลัง เนื่องจากมีบ้านพักอยู่ จ.นครราชสีมา และมีปัญหาสุขภาพ ไม่สะดวกเดินทางมาฟังการพิจารณาคดีทุกนัด พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยอ้างปัญหาสุขภาพไม่สะดวกเดินทางมา&amp;nbsp;คดีมีอัตราโทษสูงไม่เกิน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี จำเลยที่ 1&amp;nbsp;มีทนายความแล้วจึงอนุญาต ส่วนที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความคดีแจ้งความเท็จฯ&amp;nbsp;ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา&amp;nbsp;137 ที่อ้างว่านับตั้งแต่เกิดเหตุจนศาลมีคำสั่งคดีมีมูล คดีขาดอายุความแล้ว ศาลเห็นสมควรวินิจฉัยพร้อมกับคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา&amp;nbsp;พล.ต.ท.สมคิด กล่าวว่า ที่ศาลรับฟ้องคดีนี้&amp;nbsp;ถือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ในประเด็นที่ตนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพลคุ้มครองพยานอย่างที่จำเลยเคยให้สัมภาษณ์ ที่ศาลประทับรับฟ้องในคดีนี้จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์เบื้องต้นให้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไม่ถูกต้อง&amp;nbsp;มีมูลจนศาลรับฟ้องพิจารณา ซึ่งตนใช้เวลานานถึง 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนพงศ์ จูสนิท ทนายความของ&amp;nbsp;พล.ต.ท.สมคิด&amp;nbsp;กล่าวว่า ในวันนี้ที่เป็นวันสอบคำให้การจำเลย โดยเมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ตามขั้นตอนก็จะต้องยื่นประกันตัวต่อไป ทราบว่านายธาริตกับ พ.ต.ต.วรนันท์ จำเลยได้ยื่นประกันตัวล่วงหน้าต่อศาลไปก่อนหน้านี้แล้วโดยใช้หลักเกณฑ์พนักงานของรัฐ โดยมี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอเซ็นรับรองให้ ในวงเงินประกันคนละ 250,000&amp;nbsp;บาท เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้โจทก์มีการฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล&amp;nbsp; ซึ่งศาลได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องจำเลยในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและแจ้งความเท็จต่อศาล ส่วนข้อหาอื่นเช่น หลักฐานการคุ้มครองพยานอันเป็นเท็จจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาที่จะต้องนำสืบต่อไป ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย เพราะจะเป็นการลึกลงไปในชั้นเนื้อหาที่พิจารณาคดี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20950</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอัลรูไวรี, ธาริต เพ็งดิษฐ์, พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กุนซือ-หน้าห้อง &#039;5 กกต.&#039; &#039;สมคิด บุญถนอม&#039; ร่วมแจม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5 เสือกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง หลังเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้ภารกิจหลักที่รออยู่คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การจัดการเลือกตั้ง ส.ส.&amp;quot; ในต้นปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเตรียมพร้อมของ 5 เสือ กกต.จึงต้องเริ่มต้นแล้วตั้งแต่ตอนนี้ เพราะมีเวลาค่อนข้างจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการทำงาน เรื่องของ &amp;quot;ทีมงานหน้าห้อง-ทีมที่ปรึกษา&amp;quot; ในการทำงานของบุคคลสำคัญ-องค์กรต่างๆ ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ปรากฏว่า หลังจาก 5 เสือ กกต.เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา วันเดียวกัน กกต.ทั้ง 5 คน ก็เสนอรายชื่อที่ปรึกษา-ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวและเลขานุการ ที่จะมาเป็นทีมงานหน้าห้องให้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ออกคำสั่ง แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และเลขานุการประจำประธานกรรมการ กกต. และกรรมการ กกต.ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ที่ปรึกษา-ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว-เลขานุการของประธาน กกต.และ กกต.แต่ละคนมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มที่ &amp;ldquo;อิทธิพร บุญประคอง&amp;quot; ประธานกรรมการ กกต. มี อนุชา จันทร์สุริยา เป็นที่ปรึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้นายอนุชาเคยเป็นที่ปรึกษา ประวิช รัตนเพียร อดีต กกต.ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟาก กกต.สายนักวิชาการ &amp;quot;สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์&amp;rdquo; ก็มีชื่อ นางธีราลักษณ์ รมยานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟิงเกอร์ ครอส เอ็นเตอร์ไพรส์ อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ประจำคณะกรรมาธิการการเงินการคลังและการธนาคาร สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ไชยา พรหมมา อดีต ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน มานั่งเป็นที่ปรึกษา โดยมี ชวลิต ชูขจร อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีดีกรีเนติบัณฑิตไทยมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงมีชื่อ อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยอีก 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ ชวลิต อดีตปลัดเกษตรฯ ก่อนหน้านี้เพิ่งพ้นวิบากกรรม หลังเคยถูก ครม.ประยุทธ์สั่งเด้งฟ้าผ่าจากปลัดเกษตรฯ ไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกฯ เพราะมีชื่อถูก ป.ป.ช.สอบสวนกรณีทุจริตจำนำลำไยปี 47 ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่สุดท้าย เมื่อปี 58 ป.ป.ช.มีมติ 5 ต่อ 4 ให้นายชวลิตพ้นข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย&amp;quot; กกต.สายอดีตมหาดไทย ก็มีชื่อของอดีตคนมหาดไทยมาเป็นทีมงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สยุมพร ลิ่มไทย อดีตผู้ว่าฯ เพชรบุรี สตูล ระยอง ที่เป็นเพื่อนสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ และล่าสุดเป็นอดีต สปช.มานั่งเป็นที่ปรึกษา โดยมีผู้เชี่ยวชาญประจำตัวอีก 3 คน ที่ล้วนเป็นอดีตคนมหาดไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี อดีตผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี นครพนม และปัจจุบันก็ยังมีชื่อเป็น &amp;ldquo;คณะทำงาน รมว.มหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา-มท.1&amp;rdquo; อีกด้วย นอกจากนี้ยังตั้ง สมดี คชายั่งยืน อดีตผู้ว่าฯ ชุมพร และ ธงชัย ลืออดุลย์ อดีตผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ และอดีต ผวจ.ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ พร้อมกับ ธวัชชัย-กกต. มาเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน กกต.สายศาล ก็น่าสนใจไม่น้อย เมื่อ &amp;ldquo;ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี&amp;quot; กกต. ตั้ง &amp;ldquo;พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม&amp;quot; อดีตจเรตำรวจ อดีต ผบช.ตำรวจภูธรภาค 5 น้องชาย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม แกนนำ สนช. มาเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ทีมงานหน้าห้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ &amp;quot;พล.ต.ท.สมคิด&amp;quot; ถือได้ว่าเป็นคนที่มีชื่ออยู่ในลิสต์ฝ่ายตรงข้ามของพรรคเพื่อไทย-เสื้อแดงมาตลอด ตั้งแต่สมัยเป็น ผบช.ภาค 5 คุมพื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย จนทำให้เสื้อแดงภาคเหนือตอนนั้นขยับลำบาก แต่ที่สำคัญก็คือ พล.ต.ท.สมคิด คือผู้ทำสำนวนการสอบสวนคดีทุจริตซื้อเสียงที่จังหวัดเชียงราย ที่มีการเอาผิด &amp;ldquo;ยงยุทธ ติยะไพรัช&amp;quot; อดีตประธานสภาฯ จนนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจนทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขึ้นไปเป็นนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเห็นชื่อของ พล.ต.ท.สมคิด มาเป็นที่ปรึกษา กกต. คงทำให้ฝ่ายเพื่อไทยหนักใจไม่ใช่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายที่ &amp;ldquo;ปกรณ์ มหรรณพ&amp;quot; กกต.จากสายศาลฎีกา ก็ได้ตั้ง พล.ท.สมบัติ ปานกุล อดีต ตท.13 เป็นที่ปรึกษา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ก็ตั้ง &amp;ldquo;พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี&amp;rdquo; อดีต ส.ว.สรรหา ซึ่งเคยไปเป็นพยานฝ่ายอัยการที่ศาลฎีกาฯ ในคดี จำนำข้าว-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาแล้วในฐานะเป็นอดีตประธานอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบการระบายข้าวของวุฒิสภา จนต่อมายิ่งลักษณ์ถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี นอกจากนี้ยังมีชื่อ ชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ อดีตผู้ว่าฯ กาญจนบุรี อดีต สปช. มานั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยอีก 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรียกได้ว่ารายชื่อที่ปรึกษา-หน้าห้อง ของ กกต.หลายคนล้วนไม่ธรรมดา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เงินเดือน ที่ปรึกษา ประธาน กกต.และ กกต.จะได้เดือนละ 6 หมื่นบาท ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวได้ 4 หมื่นบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15894</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี, ชวลิต ชูขจร, ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย, ธีราลักษณ์ รมยานนท์, พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์, อนุชา จันทร์สุริยา, อิทธิพร บุญประคอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c2486cc56b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีกคดี!ศาลประทับฟ้อง &#039;ธาริต&#039; กับพวกปฏิบัติหน้าที่มิชอบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26&amp;nbsp;ก.ค.61 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำสั่งในคดี อท.(ผ)61/2559&amp;nbsp;ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี ได้ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;1-3&amp;nbsp;ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า นายธาริตซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก ได้มีคำสั่งให้มีการนำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน&amp;nbsp;ey402&amp;nbsp;ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยดังกล่าวนั้น เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าเชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้ แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายธาริตกับพวกได้ร่วมมือกับนางอินทรานี สุมาวงศ์ อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย และเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากจำเลยกับพวกร่วมกันนำพยานเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไว้ก่อน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับไปแจ้งเท็จต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อมาศาลอาญาได้อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบตามคำร้องของอัยการโจทก์ ส่วนกรณีที่คัดค้านว่าพยานปากดังกล่าวไปต่างประเทศจากกระทำของพวกจำเลยนั้น ให้ไปว่ากล่าวในอีกคดี&amp;nbsp;ต่อมานายธาริตกับพวกยังได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันข่มขู่คุกคามพยานให้หวาดกลัว ซึ่งศาลได้ไต่สวนคำร้องและยกคำร้องไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นโจทก์ได้ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการและผู้สนับสนุนร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งความเท็จต่อศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้มีการยื่นฟ้องไว้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;มีการไต่สวนมูลฟ้องจนนัดฟังคำสั่งในวันนี้&amp;nbsp;โดยในวันนี้โจทก์และทนายความเดินทางมาศาล ส่วนฝ่ายจำเลยไม่เดินทางมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สมคิด เปิดเผยหลังฟังคำสั่งในวันนี้ว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องจำเลยทั้งหมดแล้ว ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและแจ้งความเท็จต่อศาล ส่วนข้อหาอื่นเช่น หลักฐานการคุ้มครองพยานอันเป็นเท็จจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาที่จะต้องนำสืบต่อไป ซึ่งข้อหาสร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษอันเป็นเท็จที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย เพราะจะเป็นการลึกลงไปในชั้นพิจารณาคดี ที่ผ่านมาเป็นแค่การไต่สวนมูลฟ้องให้เห็นว่าที่นายธาริตยื่นคำร้องต่อศาลให้ถอนประกันตนเป็นการแจ้งความเท็จต่อศาล เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ต.ค.นี้ โดยในวันนัดสอบคำให้การดังกล่าว นายธาริตกับพวกต้องให้การต่อศาลว่าจะสารภาพหรือปฏิเสธ หากปฏิเสธก็ต้องเตรียมประกันตัวไปสู้คดีในนัดสอบคำให้การที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สมคิด ยังกล่าวถึงคดีที่ตกเป็นจำเลยคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี ซึ่งภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้นว่า ขณะนี้อยู่รอฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่ ความจริงแล้วคดีนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ก็มีอัยการสูงสุดในขณะนั้นลงนามรับรองฎีกาให้ ซึ่งก็น่าตรวจสอบว่าเมื่อเป็นคดีต้องห้ามฎีกา อัยการสูงสุดในขณะนั้นใช้หลักอะไรรับรองฎีกา เพราะก่อนหน้านี้ตนก็โดนกระบวนการกล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพลข่มขู่พยานจนมีการร้องศาลให้ถอนประกัน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและอัยการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้องถอนประกันตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พล.ต.ท.สมคิด อดีตจเรตำรวจ และ พ.ต.ท.สุรเดช เป็นจำเลยในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี ซึ่งภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14161</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, อดีตอธิบดีดีเอสไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180305/image_big_5a9d08178bfaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
