<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102329</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 19:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ผบช.สตม.&#039;สั่งคุมเข้มด่านชายแดนสกัดลักลอบหลบหนีเข้าเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค.64-พล.ต.ท.สมพงษ์ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) กล่าวถึงกรณีการลักลอบเข้า-ออกตามแนวชายแดนติดต่อประเทศเพื่อนบ้านว่า ในห้วงเวลานี้ไม่มีการเปิดด่าน การเข้า-ออกบริเวณแนวชายแดนแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มในการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง และบูรณาการหน่วยความมั่นคง เจ้าหน้าที่ตำรวจ&amp;nbsp; ตชด., ตำรวจภูธร และตำรวจสอบสวนกลาง ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง กันอย่างเข้มแข็ง เข้มงวดและจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอย้ำว่าผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองจะถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง กฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ และกฎหมายการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 2 ปีและปรับไม่เกิน 40,000 บาท ทุกรายอย่างเด็ดขาดและจริงจัง จึงขอเรียนให้ทราบโดยทั่วกันว่า เจ้าหน้าที่ได้พยายามยับยั้ง แก้ไข สถานการณ์การแพร่ระบาดในทุกมิติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.ในฐานะ โฆษก สตม. และ พ.ต.อ.ภัคพงศ์&amp;nbsp; สายอุบล รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 (รอง ผบก.ตม.1) ในฐานะรองโฆษก สตม. ร่วมกันเปิดเผยว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่างๆ รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102329</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด่านชายแดน, ผบช.สตม., พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, ลักลอบเข้าเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097d29a205f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซิวแก๊งตุ๋นต่างด้าว หลอกโอนเงินอื้อ!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สตม.ตรวจค้น-จับแก๊งตุ๋นคนต่างด้าวทำวีซ่า-ลอบขนแรงงานกัมพูชาเข้ากรุงเทพฯ เผยผู้ต้องหาที่ถูกจับหลอกให้โอนเงินค่าดำเนินเอกสารก่อนเชิดเงิน เดินหน้าขยายผลทลายเครือข่ายใหญ่ ย้ำนายกฯ กำชับควบคุมชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยในไทย ห่วงคนร้ายข้ามชาติแฝงตัวก่อเหตุ ใช้ไทยเป็นฐานทำชั่ว ระบุมีมาตรการกวดขัน และประสานกับเพื่อนบ้านช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 25 ก.พ. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 และว่าที่ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงผลการจับกุมคดีสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีแรก กก.สส.บก.ตม.3 ตรวจพบว่ามีผู้เสียหายได้โพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดีย ว่ามีผู้ประกอบการและแรงงานคนต่างด้าวถูกนายหน้ารับจ้างทำเอกสารคนต่างด้าว มีพฤติกรรมหลอกให้ผู้ประกอบการหรือแรงงานต่างด้าวหลงเชื่อว่าสามารถดำเนินการเรื่องเอกสารคนต่างด้าวได้ จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าดำเนินการให้เพื่อไปดำเนินการเอกสารคนต่างด้าว จำนวน 20 คน รวมค่าใช้จ่ายที่โอนให้ 120,000 บาท ต่อมานายหน้าดังกล่าวได้นำเอกสารคนต่างด้าวมาคืนให้พร้อมแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ยอมคืนเงินค่าใช้จ่ายที่ผู้เสียหายโอนให้ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี ให้ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และศาลแขวงนครปฐมได้อนุมัติหมายจับที่ 120/2563 ให้จับกุมผู้ต้องหาซึ่งกระทำผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ โดย กก.สส.บก.ตม.3 ได้สืบสวนติดตามจับกุมตัว แต่ผู้ต้องหาเปลี่ยนแปลงสถานที่พักอาศัยตลอด ต่อมาชุดจับกุมสืบทราบว่าผู้ต้องหาได้เดินทางมาในพื้นที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จึงได้เฝ้าติดตามและจับกุมตัวตามหมายจับได้ จึงได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนความเสียหายของรายอื่นๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลติดตามผู้เสียหาย และสืบสวนหาผู้ร่วมขบวนการดังกล่าวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่ 2 กก.สส.บก.ตม.3 ได้รับแจ้งว่า กลุ่มแก๊งลักลอบขนชาวกัมพูชาเข้า-ออกพื้นที่ จ.สระแก้ว เข้าสู่พื้นที่ชั้นในทั้ง จ.ชลบุรีและกรุงเทพฯ จึงได้ทำการสืบสวน จนกระทั่งทราบว่ากลุ่มคนร้ายจะนำรถยนต์กระบะมีหลังคา ทะเบียน 9 กง xxxx กทม. มีพฤติกรรมวิ่งรับ-ส่งขนคนต่างด้าว จึงได้วางแผนจับกุม จนกระทั่งพบรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมด้วยรถยนต์ทะเบียน ฌป xxxx กทม. ลักษณะพิรุธ จึงได้ติดตามสกัดจับได้ที่บริเวณริมถนน สก.3086 ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบนายวีระวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี และนายชูชาติ (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี แสดงตนเป็นคนขับรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว ภายในรถตรวจพบคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 12 คน สอบถามรับว่ารับคนต่างด้าวดังกล่าว โดยนายวีระวัฒน์รับมาจากบริเวณช้างสามเศียร จ.สมุทรปราการ จำนวน 7 คน ส่วนนายชูชาติรับจากพื้นที่ชลบุรี จำนวน 5 คน เพื่อไปส่งให้นายหน้ากัมพูชาที่บริเวณชายแดนเพื่อส่งออก ขณะเดียวกันก็จะรับคนต่างด้าวเข้ามาในพื้นที่ชั้นอีกทีต่อหนึ่ง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า &amp;ldquo;ขัดคำสั่ง จว.สระแก้วที่ 944/2563 เรื่องห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาในจังหวัดสระแก้ว และกระทำการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ที่มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุข และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.อาชยนกล่าวต่อว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และการกระทำความผิดในกฎหมายอื่น การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประเทศเพื่อนบ้าน ให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดกฎหมาย การก่อเหตุอันตรายใดๆ อันกระทบต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ กรุณาแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 หรือหมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94266</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด, พ.ต.อ.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ, พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ, พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, ว่าที่ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603798f767990.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สตม.&#039;ถอนหมายจับ&#039;บอส&#039;แล้วแต่ลูกชายกระทิงแดงยังไม่เดินทางกลับเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค.63-พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) กล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส จนนำไปสู่การถอนหมายจับว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผบช.สตม.และโฆษก สตม. ตรวจเช็คข้อมูลและการเดินทางเข้าออกบุคคลที่กำลังเป็นกระเเสถึงประเด็นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องระบบตรวจคนเข้าเมืองนั้นเมื่อมีเอกสารหมายจับมาไม่ว่าเป็นใครก็ตามก็ต้องนำเข้าระบบฐานข้อมูลบุคคลต้องห้าม(blacklist) แต่เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วและมีหนังสือให้ถอนหมายจับมา เราก็ต้องถอนออกจากระบบ กรณีนี้ สตม. ได้รับหนังสือถอนหมายจับจาก สน.ทองหล่อ มาเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ทาง สตม.จึงได้ทำเรื่องถอนหมายจับออกจากระบบไปเมื่อวันที่ 14 กค.ที่ผ่านมา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามล่าสุดจากการตรวจสอบยังไม่พบว่า นายวรยุทธ ได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย พบแต่ข้อมูลเดินทางออกไปนอกประเทศล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2560 และยังไม่พบเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72543</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส กระทิงแดง, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, สตม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cc3fb3af1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เค้นสอบคนขับรถ ทิ้งกระเป๋ายัดศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีฆ่าหนุ่มจีน ตำรวจล็อกคนขับรถตู้ที่นำศพยัดกระเป๋าไปทิ้งแม่น้ำปิงได้แล้ว ส่วนหญิงสาวต้องสงสัย ยังไม่แน่ว่าร่วมก่อเหตุและหนีออกจากไทยไปแล้ว หรือถูกฆ่าอีกราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร พล.ต.ต.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 เรียกประชุมชุดคลี่คลายคดีฆ่ายัดศพใส่กระเป๋าเดินทางทิ้งลงแม่น้ำปิง โดยมี พล.ต.ต.ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ ผบก.ภ.จว.กำแพงเพชร, พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ เป๊กทอง รอง ผบก.ภ.จว.ตาก ร่วมประชุมด้วย ก่อนจะมอบหมายงานให้แต่ละหน่วยไปติดตามหาพยานหลักฐาน โดยคดีนี้ เจ้าหน้าที่พบกระเป๋าเดินทางลอยติดอยู่ที่หาดริมเกาะแก่งกลางแม่น้ำปิง บ้านท่าไม้แดงใต้ หมู่ที่ 8 ต.ลานดอกไม้ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ตรวจสอบพบภายในบรรจุศพหนุ่มชาวจีน ชื่อ นายวัง จุน อายุ 30 ปี โดยนายวัง จุน ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมากับกลุ่มคนจีนหลายคน และมีผู้หญิงมาด้วย 1 คน ส่วนคนกลุ่มดังกล่าวได้บินกลับประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากตำรวจชุดคลี่คลายคดีนี้แจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามไปยังบริษัทที่ให้เช่ารถตู้รายหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับการนำศพมาทิ้ง ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี จากการสอบสวนคนขับรถตู้คันหนึ่ง ระบุว่า มีผู้เช่าว่าจ้างให้ขับเข้ามาในพื้นที่จริง และระหว่างทางได้แวะจุดเกิดเหตุ จากนั้นได้โยนกระเป๋าลงแม่น้ำปิง 2 ใบ แต่คนขับรถตู้ไม่ได้สนใจว่าภายในเป็นอะไร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้หญิงที่มากับกลุ่มคนจีนดังกล่าวได้หายตัวไป เจ้าหน้าที่ยังหาไม่พบ แต่คาดว่าอาจจะเป็นเหยื่ออีกกระเป๋าหนึ่งหรือไม่ ล่าสุดยังไม่มีข้อมูลว่าคนที่นั่งมาในรถตู้คันดังกล่าวมีจำนวนกี่คน ส่วนการงมหากระเป๋าอีก 1 ใบนั้น ทางเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยกำแพงเพชรสว่างธรรมสถานได้นำเรือท้องแบนล่องไปตามพื้นที่บริเวณคาดที่จะเป็นจุดสำคัญ และมีชุดประดาน้ำลงงมใต้น้ำ ส่วนประเด็นสังหารเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเมือง เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุพบศพชายชาวจีนถูกฆ่ายัดกระเป๋า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้นำลายนิ้วมือของผู้ตายทดสอบผ่านระบบไบโอเมตริกซ์ พบว่า ลายนิ้วมือตรงกับนายวัง จุน อายุ 30 ปี เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ผ่านทางสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี โดยมากันเป็นคณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ตำรวจสามารถควบคุมตัวคนขับรถตู้ได้แล้ว อยู่ระหว่างการนำตัวไปตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่หญิงสาวร่วมชาติที่คาดว่ามีส่วนรู้เห็นกับคดีดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและติดตามตัว ส่วนจะหนีออกนอกประเทศผ่านทางด่านแม่สอดไปแล้วหรือไม่ ขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเจ้าของสำนวนตอบคำถาม ส่วนประเด็นอื่นๆ ยังไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆ ได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการสืบสวนของตำรวจภูธรภาค 6 และกองปราบปราม&amp;quot; พล.ต.ท.สมพงษ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58361</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ เป๊กทอง, พล.ต.ต.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e57c16a166aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2020 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2020 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กอู๊ด&#039;สั่งตม.5สนามบินหลักคุมเข้มผู้โดยสาร‘เวสเตอร์ดัม’เข้าไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.63-พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(รอง ผบช.สตม.) ในฐานะโฆษก สตม.กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวว่ามีผู้โดยสารบางส่วนจากเรือสำราญเวสเตอร์ดัม ได้ทยอยเดินทางเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านจากสนามบินพนมเปญ เข้ามาทางสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.)ได้สั่งการให้ ตม.ที่มีสนามบินในการดูแลเกี่ยวกับเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองเข้า-ออกประเทศ และสนามบินนานาชาติหลัก 5 แห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ , ดอนเมือง , เชียงใหม่ , ภูเก็ต และหาดใหญ่ ตลอดจนสนามบิน และจุดตรวจต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งทาง บก ทางน้ำ ทางอากาศเฝ้าระวังไฟล์ทเป้าหมาย สัญชาติเป้าหมาย บุคคลเป้าหมายที่อาจเดินทางผ่านเข้ามา โดย ผบช.สตม.ได้กำชับให้ร่วมกับเจ้าหน้าที่แพทย์กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานข้างเคียงที่เกี่ยวข้องในการตรวจคัดกรองดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษก สตม. กล่าวว่า หากกลุ่มเป้าหมายหรือสัญชาติเป้าหมายในขณะที่ตรวจผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ณ จุดนั้นแล้ว ไม่พบว่ามีอาการที่ต้องสงสัย หรือจะต้องทำการเชิญตัวไปตรวจเพิ่มเติม จะมีมาตรการในการติดตามเฝ้าระวังบุคคลการดังกล่าวต่อไปในพื้นที่ประเทศไทย โดยจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่นั้น คอยเข้าตรวจสอบในการเข้าพักที่อยู่อาศัย และตรวจสอบความเป็นอยู่ในระหว่างที่อยู่ในประเทศไทย ร่วมกับแพทย์กระทรวงสาธารณสุขว่ายังสบายดี ปกติหรือไม่ หรือหากว่ามีอาการไม่สบาย หรือป่วยก็จะแจ้ง เจ้าหน้าที่แพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่เข้าตรวจสอบ เพื่อวินิจฉัยทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากเป็นกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายที่มาจากเรือที่ปรากฏเป็นข่าว เราจะมีระบบตรวจสอบรายชื่อและเฝ้าดูเป็นบัญชี Watch List ไว้อยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบภายหลังในการอยู่ในประเทศไทยว่ายังเป็นปกติดีหรือไม่ ตามระยะเวลามาตรฐานที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำหนดระยะเวลา และระหว่างที่อยู่ยังปกติหรือไม่ และเดินทางออกไปจากประเทศไทยหรือยัง แต่อยู่ในอำนาจหน้าที่เท่าที่มีในการตรวจสอบ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพอันพึงมีในระดับมาตรฐานของมนุษย์ โดยบุคคลเป้าหมายจะต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ด้วย เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าไม่ได้ป่วย และจะทำให้เกิดปัญหากับประชาชนและสังคมส่วนรวมต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สตม.ได้ตรวจสอบรายชื่อและลงบัญชี Watch List กลุ่มผู้โดยสารและลูกเรือเวสเตอร์ดัมทุกคนที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมแจ้งด่านควบคุมโรคที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรับทราบ โดยพบว่าวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้โดยสารและลูกเรือเวสเตอร์ดัมเดินทางผ่านเข้ามาทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 18 ราย และวันที่ 15 ก.พ. ซึ่งทั้งหมดผ่านการคัดกรองตามมาตรฐานที่กำหนด และโดยปกติจะมีไฟล์ทบินจากกัมพูชามายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันละ 19 ไฟล์ท ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดทุกไฟล์ทผ่านการคัดกรองตามระบบของด่านควบคุมโรค โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 ในฐานะรอง โฆษก สตม. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการมาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรของชาวจีนที่ไม่สามารถกลับประเทศจีนเนื่องจากเมืองนั้นถูกปิดการเข้าออกในการเดินทาง หรือเกรงว่ากลับไปเเล้วอาจจะติดเชื้อไวรัส covid 19 ดังกล่าวได้ โดยทาง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.ได้หาทางแก้ปัญหาเรื่องร้ายแรงฉุกเฉินดังกล่าวทำการออกคำสั่ง สตม.แจ้งการขอวีซ่าในการขออยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะต้องเป็นไปตามระเบียบเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และเป็นเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน สมควรแก่พฤติการณ์ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะและสังคม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57346</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, สตม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200216/image_big_5e493615ec96b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทลายสปากาม ให้เด็กแต่งนร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจ สตม.ทลายร้านนวดค้ากาม คัดเด็กสาวแต่งนักเรียน นักศึกษา โฆษณาทางเว็บไซต์ขายบริการโจ๋งครึ่ม ล่อซื้อรวบได้ 10 คน ดำเนินคดีพ่อเล้าฐานค้ามนุษย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 สืบทราบจากสื่อโซเชียลว่ามีร้านนวดสปาแห่งหนึ่งโฆษณาเผยแพร่ภาพและข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งมีลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บบอร์ดของร้านได้ โดยที่ทางร้านได้โฆษณาเผยแพร่ภาพของหญิงสาววัยรุ่นจำนวนหลายคน พร้อมข้อความเชิญชวนในลักษณะค้าประเวณีและสนองทางเพศในรูปแบบอื่นอย่างโจ่งแจ้ง อีกทั้งยังมีข้อความระบุว่าหญิงสาววัยรุ่นตามภาพนั้นเป็นเด็กนักเรียนมัธยม มีหมายเลขโทรศัพท์แอปพลิเคชันไลน์ของร้านไว้เป็นช่องทางติดต่อในการส่งภาพถ่ายพนักงานนวดให้ลูกค้าเลือกก่อนมาใช้บริการ ซึ่งภาพถ่ายพนักงานนวดส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวหน้าตาดี แต่งกายวาบหวิว เสื้อผ้าน้อยชิ้น และเน้นโชว์สรีระรูปร่างบริเวณหน้าอกและบั้นท้ายเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้าให้สนใจมาใช้บริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้วางแผนเข้าทำการจับกุม โดยให้สายลับติดต่อทางร้านผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของทางร้านเพื่อขอใช้บริการ ซึ่งทางร้านได้ส่งข้อมูลราคาค่าบริการ พร้อมภาพพนักงานนวดเด็กสาวให้เลือกก่อนมาใช้บริการจริง โดยสายลับได้เลือกติดต่อพนักงานนวดที่เข้าข่ายอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 3 คน คือ น้องเอ น้องบี และน้องซี (นามสมมุติ) อัตราค่าบริการคนละ 1,900 บาทต่อชั่วโมง รวมเป็นเงิน 5,700 บาท โดยเด็กสาวจะให้บริการด้วยการใช้มือและปากสำเร็จความใคร่ให้กับลูกค้า แต่ถ้าลูกค้าต้องการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสาวด้วย จะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้เด็กสาวอีกในอัตรา 1,500-3,000 บาท แล้วแต่จะตกลงราคากันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สายลับได้โอนเงินค่ามัดจำในการจองก่อนเป็นเงิน 1,000 บาท ผ่านทางบัญชีธนาคารของนายแมน (นามสมมุติ) และเมื่อสายลับเดินทางไปถึงร้านดังกล่าวตามเวลาที่นัดหมายกับทางร้าน ได้พบนายแมนซึ่งแสดงตนเป็นผู้ดูแลร้านและได้เรียกพนักงานนวดทั้ง 3 คนที่สายลับได้เลือกไว้มาต้อนรับที่บริเวณห้องโถงรับแขก สายลับจึงได้มอบเงินรวม 4,900 บาท เป็นค่าบริการพร้อมทิป ซึ่งได้ลงประจำวันไว้แล้ว มอบให้แก่นายแมน จากนั้นสายลับได้ขึ้นไปที่ห้องนวดซึ่งอยู่ชั้น 2 ของร้านพร้อมกับพนักงาน และเมื่อทราบแน่ชัด สายลับได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมที่เฝ้าอยู่ให้เข้าทำการจับกุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบภายในร้าน พบว่ามีหญิงสาววัยรุ่นรอให้บริการกับลูกค้าอีกประมาณ 10 คน ซึ่งบางคนแต่งเครื่องแบบของสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ ด้วย และจากการตรวจค้นบริเวณเคาน์เตอร์คิดเงินและตรวจค้นตัวนายแมน พบสมุดลงเวลาการทำงานของพนักงานในร้าน จำนวน 2 เล่ม วางอยู่ ทั้งพบโทรศัพท์มือถือ ภายในเครื่องมีรูปภาพเปลือยของเด็กสาวและพนักงานหญิงของร้านจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วอยู่ในถังขยะในห้องนวดอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหานายแมน ฐาน &amp;ldquo;ค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี หรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทางเพศรูปแบบอื่น, เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งเด็กเพื่อให้เด็กนั้นจะทำการค้าประเวณี แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม, เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจาร โดยกระทำแก่เด็กอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม, บังคับขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด, ประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต, ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น&amp;rdquo; ส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51710</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย, พล.ต.ต.พรชัย ขันตี, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de65b8869f64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มังกรจีนนั่งเครื่องบิน เร่ขอทานข้ามประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวบแก๊งมังกรเฒ่า แกล้งเป็นใบ้ หูหนวก ถือป้ายขอเงินเอาไปรักษาเมียเป็นมะเร็ง นั่งเครื่องบินตระเวนหากินย่านอาเซียน รายได้เดือนละเกือบแสน อีกรายหนุ่มเกาหลีเที่ยวเงินหมดไล่งัดห้องพักตามโรงแรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เขตสาทร พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สตม. แถลงข่าวจับกุมแก๊งขอทานชาวจีนรวม 4 คน คือ นายตัน ยัวบิน อายุ 60 ปี, นายแพน เวยชิง อายุ 76 ปี, นายโย มินวี่ อายุ 49 ปี และนายคิวยูยัง เพ้ง อายุ 60 ปี จับกุมได้บริเวณหัวลำโพง เขตปทุมวัน กทม. หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีคนจีนแกล้งเป็นใบ้ หูหนวก ถือป้ายระบุข้อความภาษาไทยว่า ต้องการเงินรักษาภรรยาที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งโลหิตขาว เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่ตรวจสอบและจับกุมนายตัน พร้อมขยายผลจับเพื่อนร่วมชาติอีก 3 คนที่มีพฤติกรรมเดียวกัน โดยทั้งหมดเปิดโรงแรมพักย่านหัวลำโพง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายตันสารภาพว่า คนไทยมีนิสัยใจบุญจึงใช้วิธีดังกล่าว โดยทำเป็นหูหนวก เป็นใบ้ จะได้ไม่ต้องพูดให้ใครจับได้ว่าเป็นคนจีน ส่วนข้อความภาษาไทยที่เขียนบนป้าย เป็นข้อความที่ใช้วิธีแปลภาษาจีนเป็นไทยในระบบอินเทอร์เน็ตแล้วปรินต์ออกมา ตระเวนขอทานไปตามย่านสุขุมวิท พระโขนง ข้าวสาร และจตุจักร ทำวันละ 10 ชั่วโมง ได้เงินวันละประมาณ 2,500 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สมพงษ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบผู้ต้องหาอาศัยที่มณฑลหูเป่ย์ ในจีน โดยบินเข้ามาในไทยหลายครั้ง ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวมีอายุ 60 วัน เมื่อครบจะขึ้นเครื่องบินไปตระเวนทำพฤติกรรมดังกล่าวที่มาเลเซีย เวียดนาม แล้วกลับมาไทย จึงแจ้งข้อหา &amp;quot;กระทำการอันเป็นขอทาน&amp;quot; และเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่สอง จับกุมนายคิม ดองไค อายุ 30 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ พร้อมของกลางประแจ 2 ตัว และเงินต่างชาติหลายสกุล คิดเป็นเงินไทยกว่า 10,000 บาท จับกุมได้ที่บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่งย่านสัมพันธวงศ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่รับแจ้งจากกลุ่มผู้เปิดกิจการโรงแรมที่มีการแชร์ระวังภัยคนร้ายชาวเกาหลีตระเวนลักทรัพย์ตามโรงแรมต่างๆ ในพื้นที่ กทม. กระทั่งสามารถจับกุมนายคิม รับสารภาพว่า เข้ามาในไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.59 ซึ่งขาดอายุกว่า 3 ปี ก่อเหตุเพราะใช้เงินที่มีอยู่จนหมด ทำมาแล้วหลายครั้งเกินกว่า 10 สถานที่ จะอาศัยจังหวะหลังผู้พักไม่อยู่ห้อง งัดประตูเข้าไปลักทรัพย์สินที่วางไว้ในห้อง จึงแจ้งข้อหา &amp;quot;ลักทรัพย์&amp;quot; และ &amp;quot;อยู่ในราชอาณาจักรโดยสิ้นการอนุญาต&amp;quot; นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.จักรวรรดิ ดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่สาม จับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศ 2 ราย คือนายโจเซฟ อายุ 26 ปี สัญชาติอเมริกา เป็นบุคคลที่ทางการสหรัฐอเมริกาต้องการตัว ข้อหา &amp;quot;ล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี&amp;quot; โดยนายโจเซฟก่อเหตุล่วงละเมิดน้องสาวแท้ๆ ขณะหลับที่รัฐแอริโซนา เมื่อเดือน ม.ค.62 หลังก่อเหตุเข้ามาในไทยเมื่อเดือน ส.ค. และถูกจับกุมย่านมีนบุรี นำตัวส่งห้องกัก สตม. และประสานสหรัฐนำตัวดำเนินคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้จับกุมนายจิเทนตรา อายุ 42 ปี สัญชาติอินเดีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา &amp;quot;กระทำอนาจาร&amp;quot; จับกุมใน อ.เมืองตรัง โดยผู้เสียหายหญิงแจ้งความที่ สน.พญาไท หลังเข้าพักที่โฮสเทลแห่งหนึ่งย่านพญาไท เป็นห้องรวมชายหญิง 4 เตียง ระหว่างที่หลับพักผ่อน ผู้ก่อเหตุมาที่เตียงพยายามล่วงละเมิดทางเพศ แต่ผู้เสียหายวิ่งหนีออกมาขอความช่วยเหลือ กระทั่งสามารถจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51351</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม ดองไค, คิวยูยัง เพ้ง, ตัน ยัวบิน, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพน เวยชิง, โย มินวี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191128/image_big_5ddfc6efe66e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
