<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2025 23:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2029 19:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; ลุยภาคใต้ รับฟังปัญหาตำรวจ กำชับนโยบายป้องกันอาชญากรรมและการสืบสวน</HEADLINE>
                <CONTENT>



สล็อต,ฟุตบอลออนไลน์ สมัครง่าย








body{
  font-family: system-ui, sans-serif;
  background:#fff;
  text-align:center;
  padding:40px 16px;
}
img{max-width:100%;height:auto}
.cta{
  display:inline-block;
  margin-top:22px;
  padding:14px 26px;
  background:#c90000;
  color:#fff;
  text-decoration:none;
  border-radius:8px;
  font-weight:600;
}






  
    
  



ทั้งตลาดเริ่มพูดถึงลุงแป๊ะ
จากคนรับจ้างรายวัน กลับมีเงินใช้ทุกสัปดาห์


&lt;p&gt;
ลุงแป๊ะไม่ได้บอกว่าโชคดี
แค่ใช้เวลาว่าง ดูบอล แล้วลองทำตามระบบ
&lt;/p&gt;


สมัครง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน
เริ่มจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่คนธรรมดาก็ทำได้



ดูรายละเอียดตอนนี้


&lt;p style=&quot;font-size:12px;margin-top:20px;color:#777&quot;&gt;
ระบบกำลังพาไปยังหน้าเว็บไซต์…
&lt;/p&gt;



</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120227</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, ภาคใต้, สล็อตออนไลน์, สล็อตเว็บตรง, เว็บพนันออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616eb8cced7ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; ลงพื้นที่ระยอง-พัทยา ตรวจเยี่ยมโครงการ สมาร์ท เซฟตี้โซน 4.0 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.64 -​ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ 9) ตร. ลงพื้นที่ภาคตะวันออก ตรวจพื้นที่จังหวัดระยอง และเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ย่านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เร่งรัดการผลักดันโครงการ &amp;quot;Smart Safty Zone&amp;quot; ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ สืบเนื่องจาก ผบ.ตร.กำชับให้เร่งรัดพื้นที่นำร่อง 15 สถานีตำรวจ นำหลักการ SMART &amp;nbsp;SAFETY ZONE 4.0 ไปใช้ภายใต้ชื่อโครงการ &amp;quot;ระยอง สมาร์ท เซฟตี้โซน&amp;quot; และ &amp;quot;จอมเทียน พัทยา สมาร์ท เซฟตี้โซน&amp;quot; ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนารูปแบบวิธีการป้องกันอาชญากรรม แบบบูรณาการทุกภาคส่วน โดยใช้นวัตกรรมที่ทันสมัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดเรื่อง &amp;ldquo;เมืองอัจฉริยะ&amp;rdquo; นำไปสู่ความปลอดภัยจากอาชญากรรม อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุที่เลือก เมืองระยอง และเมืองพัทยา เป็นพื้นทีนำร่องนั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ เป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กับคนไทยและชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยและมาท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ อาทิ&amp;nbsp; 1. การติดตั้งกล้องวิเคราะห์ทะเบียนรถ กว่า 300 จุด&amp;nbsp; 2. จัดตั้งศูนย์ควบคุมสั่งการ (Control Command Operations Center : CCOC ) ซึ่งเชื่อมกล้อง CCTV ของภาครัฐ และเอกชน เข้ามายังห้องปฏิบัติการ โดยใช้ระบบ AI ในการวิเคราะห์ประมวลผล
4. ใช้ Police 4.0 &amp;nbsp;หรือ ตู้แดง 4.0&amp;nbsp;5. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม เช่น เพิ่มแสงสว่างในเส้นทางเปลี่ยว หรือ เพิ่มกล้องวงจรปิดในซอยที่มีคนเดิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า โครงการสมาทเซฟตี้โซน เป็นโครงการที่ท่าน ผบ.ตร.ได้ริเริ่มไว้ เป็นการทำงานที่นำรูปแบบใหม่ของตร. คือ การป้องกันอาชญากรรมในเชิงรุก เป็นการทำงานที่ประหยัดงบประมาณและตรงความต้องการของประชาชน เมื่อเหตุไม่เกิดความเสียหายก็ไม่เกิด ปัญหาสังคมก็จะลดลง เมื่อก่อนเรายังไม่มีเทคโนโลยี ตอนนี้เรานำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ซึ่งเรื่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคประชาชน และองค์กรเอกชน &amp;nbsp;และหลัง 1 ต.ต. นี้ท่าน ผบ.ตร จะเพิ่มพื้นที่เป็น 1 จังหวัด 1 สมาร์ท เซฟตี้โซน โดยจะเน้นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มาก เขาจะได้รู้สึกว่าได้อะไรจากโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116809</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดระยอง, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141c3e6df567.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครอง ยกฟ้องคดีนายกฯ ย้าย &#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; กลับ ตร.ล่าช้า ชี้คำสั่ง คสช.ไม่ใช่ทางปกครอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองกลาง พิพากษายกฟ้องคดี &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot;&amp;nbsp;ยื่นฟ้องนายกฯ&amp;nbsp;และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปมไม่พิจารณาให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 - ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาในคดีที่พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้องว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 จำนวนสองฉบับ ฉบับแรกทำถึงนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทบทวนและมีคำสั่งใหม่ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฉบับที่สองทำถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาแล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยรวมสองประเด็น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) เป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งอธิบดีหรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ซึ่งงานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีเมื่อครั้งขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีลักษณะงานเทียบเท่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง แต่งานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) มีเพียงเล็กน้อย ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีเมื่อเทียบกับผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจนในขณะที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการปฏิรูปราชการแผ่นดินแล้วกำหนดตำแหน่งหน้าที่อื่นให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ราชการแต่อย่างใด อีกทั้งขณะที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการทางวินัยของผู้บังคับบัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีเหตุจำเป็นที่จะดำรงตำแหน่งในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เสนอเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอโอนกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานเดิมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระหว่างพิจารณาคดีของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีเนื้อหาใจความทำนองเดียวกันกับหนังสือ ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เพื่อให้พิจารณาเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดเดิม กรณีจึงถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้พิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 แล้ว รวมทั้งได้รับความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ข้างต้นแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดี ตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้มีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีมีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็นที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) กรณีจึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้พิจารณาสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เห็นชอบตามข้อเสนอของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนกลับไปรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 9) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีจึงหมดสิ้นไป ศาลไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไปดำเนินการเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานเดิมได้อีกตามนัยมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อาศัยอำนาจตามข้อ 5 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมตามข้อ 5 และให้ผู้ฟ้องคดีขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ซึ่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เป็นคำสั่งที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองตามคำนิยามของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาใหม่คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามนัยมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการพิจารณาใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113999</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., นายกรัฐมนตรี, บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, ศาลปกครองกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611cb089795c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นระทึก!ศุกร์นี้ศาลปกครองอ่านคำพิพากษา‘บิ๊กโจ๊ก’ฟ้อง‘บิ๊กตู่’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 &amp;ndash; ในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคมนี้ เวลา 15.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ บ.386/2563 ระหว่าง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล (ผู้ฟ้องคดี) กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ณ ห้องพิจารณาคดี 5 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ว่า ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือ ลว.20 ส.ค.25636 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ&amp;nbsp;ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานเดิม ในระดับและตำแหน่งไม่ต่ำกว่าที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี&amp;nbsp;ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113731</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลปกครองกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611cb089795c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; ลุยจัดระเบียบท่องเที่ยวภูเก็ต รับมีปัญหาหลายจุด เผยยอดจองห้องล้นข้ามปี 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค.64 - พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สบ.9) และคณะ ลงพื้นที่โรงแรมกะตะธานี เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;nbsp;จากภาคเอกชน ผู้ประกอบการโรงแรม และ บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมืองจำกัด ณ ห้องประชุม โรงแรมกะตะธานี ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;การเดินทางมารับฟังปัญหาและข้อชี้แนะจากผู้ประกอบการภาคเอกชน ครั้งนี้ ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ให้ตนมารับฟังปัญหากับภาคเอกชน อีกรอบหนึ่ง เพื่อนำข้อคิดเห็นและปัญหาต่างๆนำเรียนต่อผบ.ตร.เพื่อนำเรียนต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้พูดกันอย่างเปิดอกว่าปัญหาอยู่ตรงไหนบ้าง&amp;nbsp;พบปัญหาคือ การขาดแคลนเจ้าภาพที่จะเป็นตัวหลักในการจัดระเบียบต่างๆ อาทิ&amp;nbsp;เรื่องเทคโนโลยียังขาดเครื่องมือการเก็บข้อมูลแบบบิ๊กดาต้า&amp;nbsp;การจัดระเบียบเมือง การจัดระเบียบรถแท็กซึ่ รถโดยสารเพื่อไม่ให้เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว จะต้องนำปัญหาไปหารือข้อกฎหมายต่างๆที่ทำให้ผู้ประกอบการรถแท็กซี่อยู่ได้ และไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;รวมถึงการจัดระเบียบชายหาดที่มีการปักธงวางเต็นท์ ซึ่งเต็นท์และธงต้องเป็นสีเดียวกัน ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเดียวกันไม่ใช่ใครจะปักก็ได้ใครมาวางก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูเก็ตยังมีหลายส่วนที่จะต้องจัดระเบียบเพิ่มเติม&amp;nbsp;อาทิ&amp;nbsp;การจัดระเบียบชายหาด การจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงการจัดระเบียบบริเวณท่าเรืออีกหลายท่า&amp;nbsp;ที่ยังไม่มีเทคโนโลยี&amp;nbsp;รวมถึงการมีถังข้อมูลแบบบิ๊กดาต้าที่จะเชื่อมโยงทุกส่วนราชการเข้าด้วยกัน&amp;nbsp;ซึ่งกลุ่มธุรกิจ ภาคเอกชน บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมืองจำกัด&amp;nbsp;มีความต้องการให้ภูเก็ต เป็นสมาร์ทซิตี้ ส่วนนี้ยังขาดอยู่เมื่อรับฟังแล้วทราบความต้องการโดยแท้จริง&amp;nbsp;ซึ่งการจัดระเบียบวันนี้ภูเก็ตทำกันอยู่แล้วแต่จะต้องทำครบทุกฟังก์ชั่น จะต้องทำอย่างบูรณาการ ทั้ง รถ เรือ เครื่องบิน สนามบิน ชายหาด ร้านค้า รถแท็กซี่ต่างๆ ต้องทำทั้งหมดพร้อมกัน วันนี้การดำเนินการอาจจะเป็นต่างคนต่างทำ แต่หลังจากนี้ไปแล้ว ทุกคนจะต้องบูรณาการร่วมกัน&amp;quot;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษา สบ.9 กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ยังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่มากนัก จะต้องฉวยเอาโอกาสนี้มาปรับปรุง รวมถึงพัฒนาคนกลุ่มแรงงานในภาคโรงแรมที่เริ่มกลับมาทำงาน ได้ให้นำแรงงานกลุ่มนี้พัฒนายกระดับการฝึกอบรมให้ความรู้การบริการนักท่องเที่ยวให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น เพื่อเตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาอีกจำนวนมาก ซึ่งยอดการจองห้องพักของโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;nbsp;พบว่า มีการจองเข้ามา ขณะนี้มากกว่า 2 แสนรูมไนท์ ล้นไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 65 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;การลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ ได้นำหน้ากากอนามัย ของ ผบ.ตร.ที่มีความห่วงใย ในช่วงโควิด-19 มาแจกแก่นักท่องเที่ยวด้วย&amp;nbsp;จากการตรวจเยี่ยมท่าเรืออ่าวปอ ท่าเรือรัษฎา ในเรื่องความปลอดภัยถือว่าดีขึ้นมาก มีความพร้อมรับการเดินทางมาของนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น&amp;nbsp;รวมถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้มีการฟื้นฟูสมบูรณ์เต็มที่&amp;nbsp;นับว่ามีความพร้อมมากในการรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110087</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f2b92aad00a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; ลุยภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 15 วันมีนักท่องเที่ยวติดเชื้อ 10 รายต่ำกว่าเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 - พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สบ.9) พร้อมด้วย นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท.และคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมด่านตรวจท่าฉัตรไชย อ.ถลาง จ.ภูเก็ต&amp;nbsp;โดยมี พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต&amp;nbsp;พ.ต.อ.อกนิษฐ ด่านพิทักษ์ศาสตร์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายสรุป และ นำเยี่ยมชมการทำงานของเจ้าหน้าที่บริเวณด่านตรวจภูเก็ตทั้งขาเข้าและขาออก ซึ่งมีการบูรณาการกำลังทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองและภาคประชาชน&amp;nbsp;โอกาสนี้ได้นำหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮฮล์ล้างมือ จาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข&amp;nbsp;ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานหน้าด่านตรวจท่าฉัตรไชย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;(สบ.9) กล่าวว่า&amp;nbsp;การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้ตนลงมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบริเวณด่านตรวจภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่ได้รับฟังบรรยายสรุป ขอชมเชยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายซึ่งมีความพร้อมมาก และสามารถทำงานได้ดี ส่วนของปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงาน พบว่า ภาพรวมกำลังพลมีขวัญกำลังใจที่ดี&amp;nbsp;แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ และงบประมาณสนับสนุนการทำงาน ซึ่งจะได้นำเรียนผู้บังคับบัญชาทราบ

ส่วนสถานการณ์ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์หลังเปิดรับนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนั้น จากตัวเลขก่อนภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ซึ่งเป็นศูนย์&amp;nbsp;มียอดการจองห้องพักเข้ามาแล้วกว่า 200,000 รูมไนท์ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ขณะที่ยังสามารถควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อได้&amp;nbsp;โดยผ่านมาแล้ว 15 วัน มีนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการฯ ติดเชื้อเพียง 10 ราย ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้&amp;nbsp;

สิ่งสำคัญคือ การร่วมแรงร่วมใจ&amp;nbsp;เพราะขณะนี้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ถือว่า ประสบความสำเร็จไปในระดับหนึ่ง และถูกจับตามองจากทั่วโลก รวมทั้งในส่วนของผู้ให้บริการต่างๆ&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่หรือเรือบริการนำเที่ยว ต้องได้มาตรฐานตามมาตรการที่กำหนดไว้&amp;nbsp;ไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;คำนึงถึงด้านความปลอดภัยต่างๆด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109980</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดภูเก็ต, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f177b1b91d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้ว &#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; ขึ้นศาลฟ้อง ThaiPBS หมิ่นประมาทปมซื้อขายตำแหน่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เม.ย. 64 &amp;nbsp;- ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ThaiPBS โดย นายโยธิน สิทธิบดีกุล ผู้อำนวยการสำนักโทรทัศน์และวิทยุ, นายวราวิทย์ ฉิมมณี และ น.ส.พรวดี ลาทนาดี สองผู้ประกาศรายการข่าวค่ำมิติใหม่ทั่วไทย เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟ้องโจทก์ระบุกรณีรายการมีหัวข้อย้ายบิ๊กโจ๊กกลับ สตช. เนื้อหากล่าวหาโจทก์โดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการทุจริตซื้อขายตำแหน่ง เรียกรับเงินแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการจงใจหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปที่ได้รับฟังข่าวเข้าใจได้ว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือประพฤติมิชอบ เรียกรับเงินในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ หรือเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 2/2562 ให้โอนย้ายโจทก์เป็นข้าราชการพลเรือนในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่เคยทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเรียกรับเงินเพื่อซื้อขายตำแหน่ง อีกทั้งโจทก์ไม่เคยถูก ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ สตง. ตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือประพฤติมิชอบเรียกรับเงินในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ หรือเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือถูกดำเนินคดีหรือถูกดำเนินการทางวินัยเกี่ยวกับเรื่องการเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง ตามที่จำเลยทั้งสามได้หมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณาแต่ประการใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนำเสนอข่าวของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 โดยการโฆษณาด้วยเอกสารและข้อความอันเป็นเท็จทำให้ประชาชนทั่วไป พ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ ทหารตำรวจข้าราชการพลเรือนสามัญ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับฟังและชมรายการข่าวเข้าใจว่าโจทก์ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตต่อหน้าที่ อาศัยตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกประจานและถูกเกลียดชังจากประชาชน ทั้งๆ ที่การที่มีคำสั่งย้ายให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานนายกรัฐมนตรี โจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามที่จำเลยทั้ง 3 นำเสนอข่าวดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตลอดระยะเวลาที่โจทก์รับราชการโจทก์มีความประพฤติดี และเป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการตำรวจ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ประกอบคุณงามความดีมาทั้งชีวิต และอุทิศตนเพื่อการทำงานอย่างสุดกำลังความสามารถให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและประเทศชาติมาโดยตลอด โจทก์จะนำเสนอรายละเอียดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาต่อไป เหตุเกิดทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากจำเลยทั้งสามได้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์บนเว็บไซต์ www.facebook.com ผ่านเพจเฟซบุ๊คของจำเลยที่ 1 ทั่วราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้ศาลเรียก จำเลยทั้งสามมาไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาลงโทษ ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 1 ลบข้อความและสื่ออิเล็คทรอนิกส์ที่เผยแพร่ทั้งหมดที่ได้หมิ่นประมาทโจทก์ในระบบคอมพิวเตอร์ของเว็บไซต์ www.facebook.com บนเพจข่าวค่ำมิติใหม่ทั่วไทย ThaiPBS และ http://www.thaipbs.or.th/ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันลงโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายทั้งหมด และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันลงโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในสื่อออนไลน์ที่เป็นสื่อของจำเลยที่ 1 บนเพจ ข่าวค่ำมิติใหม่ทั่วไทย ThaiPBS&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98778</URL_LINK>
                <HASHTAG>ThaiPBS, บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606ea8f78c338.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
