<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาค1โชว์ผลงานทลายแก๊งโจรกรรมรถยนต์ตามห้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2564 - &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1(บช.ภ.1) พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.), พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 &amp;nbsp;(ผบช.ภ.1), พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) และ พล.ต.ต.พลฑิต ไชยรส ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนภาค 1 (ผบก.สส.ภ.1) แถลงผลการจับกุมตัวนายพิชิตชัย บุญมี อายุ 36 ปี, นายวิเชียร สนทีรัก อายุ 38 ปี, นายนิคม สายบุญจันทร์ อายุ 51 ปี และ นายกมล ชลวิหารพันธ์ อายุ 64 ปี พร้อมของกลาง รถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.เพิ่มพูน เผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อประมาณเดือน พ.ย.63-ก.พ.64 &amp;nbsp;ได้มีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุลักรถยนต์ บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 2 คัน โดยมีพฤติการณ์ในการก่อเหตุเหมือนกัน ต่อมาศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปจร.ตร. ) ได้สั่งการให้มีการสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายดังกล่าวในทุกมิติ ตำรวจภูธรภาค1 โดยศูนย์ปราบปรามปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ (ศปจร.ภ.1 ) ได้ทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายกลุ่มขบวนการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่าเครือข่ายลักรถยนต์ได้ก่อเหตุในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 ครั้ง และมีพฤติการณ์ในการก่อเหตุเหมือนกัน โดยจะก่อเหตุในเวลากลางวันและจะเลือกสถานที่ก่อเหตุภายในห้างสรรพสินค้า โดยคนร้ายใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำในการก่อเหตุ ซึ่งกลุ่มคนร้ายจะไปดักรอดูรถตามห้างสรรพสินค้า เมื่อพบรถที่ต้องการและผู้เสียหายจอดเข้าไปภายในห้างสรรพสินค้า 1 ในคนร้าย เดินติดตามผู้เสียหายเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเพื่อดูต้นทาง และส่งสัญญาณให้คนร้ายที่อยู่ภายนอกก่อเหตุลักทรัพย์รถยนต์คันของผู้เสียหาย โดยใช้วิธีทำลายระบบสัญญาณกันขโมย และระบบล็อกกุญแจของรถคันดังกล่าวและขับขี่หลบหนีออกไป &amp;nbsp;จากนั้นจะนำรถยนต์ที่ลักมาไปตัดแปลงสภาพที่อู่ ก่อนนำไปขายต่อนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์มาแบ่งกัน กระทั่งสืบสวนทราบตัวคนร้ายจึงออกหมายจับทั้ง 4 คนและสามารถติดตามจับกุมได้พร้อมของกลาง &amp;nbsp;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่น โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำผิดหรือรับของโจร ก่อนคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คนพร้อมของกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.เพิ่มพูนเผยอีก ว่านายพิชิตชัย เคยถูกจับกุมก่อเหตุลักทรัพย์รถยนต์พื้นที่ จ.ปทุมธานี เมื่อปี 2557 พึ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำเมื่อเดือน ก.ย.2563 ก่อนมาก่อเหตุซ้ำ โดยการเลือกก่อเหตุจะทำตามออเดอร์ที่สั่งมา โดยส่วนใหญ่จะเน้นรถโตโยต้า เช่น ฟอร์จูนเนอร์ วีโก้ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งขายราคาคันละ 50,000-120,000 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97876</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผช.ผบ.ตร., ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ, ภาค 1, รถยนต์, โจรกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_6064189e8ae3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เชือดยกแก๊งโจรกรรมรถยนต์ตามห้างสรรพสินค้าส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.64 -&amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1(บช.ภ.1) พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 &amp;nbsp;(ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) พล.ต.ต.พลฑิต ไชยรส ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนภาค 1 (ผบก.สส.ภ.1) แถลงผลการจับกุมตัวนายพิชิตชัย บุญมี อายุ 36 ปี นายวิเชียร สนทีรัก อายุ 38 ปี นายนิคม สายบุญจันทร์ อายุ 51 ปี และ นายกมล ชลวิหารพันธ์ อายุ 64 ปี พร้อมของกลาง รถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.เพิ่มพูน เผยว่าการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อประมาณเดือน พ.ย.63-ก.พ.64 &amp;nbsp;ได้มีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุลักรถยนต์ บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 2 คัน โดยมีพฤติการณ์ในการก่อเหตุเหมือนกัน ต่อมาศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปจร.ตร. ) ได้สั่งการให้มีการสืบสวนขยายผลจับกุมเครือช่ายดังกล่าวในทุกมิติ ตำรวจภูธรภาค1 โดยศูนย์ปราบปรามปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ (ศปจร.ภ.1 ) ได้ทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายกลุ่มขบวนการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่าเครือข่ายลักรถยนต์ได้ก่อเหตุในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 ครั้ง และมีพฤติการณ์ในการก่อเหตุเหมือนกัน โดยจะก่อเหตุในเวลากลางวันและจะเลือกสถานที่ก่อเหตุภายในห้างสรรพสินค้า โดยคนร้ายใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ในการก่อเหตุ ซึ่งกลุ่มคนร้ายจะไปดักรอดูรถตามห้างสรรพสินค้า เมื่อพบรถที่ต้องการและผู้เสียหายจอดเข้าไปภายในห้างสรรพสินค้า 1 ในคนร้าย เดินติดตามผู้เสียหายเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเพื่อดูต้นทาง และส่งสัญญาณให้คนร้ายที่อยู่ภายนอกก่อเหตุลักทรัพย์รถยนต์คันของผู้เสียหาย โดยใช้วิธีทำลายระบบสัญญานกันขโมย และระบบล็อคกุญแจของรถคันดังกล่าวและขับขี่หลบหนีออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นจะนำรถยนต์ที่ลักมาไปตัดแปลงสภาพที่อู่ ก่อนนำไปขายต่อนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์มาแบ่งกัน กระทั่งสืบสวนทราบตัวคนร้ายจึงออดหมายจับทั้ง 4 คนและสามารถติดตามจับกุมได้พร้อมของกลาง &amp;nbsp;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่น โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำผิดหรือรับของโจร ก่อนคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คนพร้อมของกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.เพิ่มพูน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายพิชิตชัย เคยถูกจับกุมก่อเหตุลักทรัพย์รถยนต์พื้นที่ จ.ปทุมธานี เมื่อปี 57 พึ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำเมื่อเดือน ก.ย.63 ก่อนมาก่อเหตุซ้ำ โดยการเลือกก่อเหตุจะทำตามออร์เดอร์ที่สั่งมา โดยส่วนใหญ่จะเน้นรถโตโยต้าเช่นฟอร์จูนเนอร์ รีโว่ขัยเคลื่อน 4 ล้อ ส่งขายราคาคันละ 50,000-120,000 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97875</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ, อาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_606416aa677f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กาละแมร์โดนแล้ว เรียกสอบปากคำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปคบ.เตรียมเรียก &amp;quot;กาละแมร์&amp;quot; ให้ปากคำสัปดาห์นี้ ฟันข้อหาโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณสินค้าเกินความจริง รองเลขาฯ อย.ระบุพิธีกรสาวชื่อดังเคยโดนปรับแล้ว 7 คดี ลุยต่อจับแหล่งผลิตยา-อาหารเสริมเถื่อนขายในเว็บไซต์ Auraslimbeauty พบของกลาง 100 รายการ เตือนห้ามบริโภคเด็ดขาดผสมตัวยาอันตราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 19 มกราคม ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พ.ต.อ.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ รอง ผบก.ปคบ. กล่าวถึงกรณีกาละแมร์ พัชรศรี เบญจมาศ โฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของตัวเอง อวดอ้างสรรพคุณว่า กินแล้วยกหน้า ตาหายตกเหมือนทำตาสองชั้น ดั้งโด่ง เหนียงหาย ฯลฯ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ทำหนังสือถึงตำรวจ ปคบ.ให้ดำเนินคดีกับบริษัท พาวเวอร์ชอต จำกัด และ น.ส.พัชรศรี เบญจมาศ หรือกาละแมร์ ในความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท และข้อหาโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 41 มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับขั้นตอนทางพนักงานสอบสวน บก.ปคบ.จะรวบรวมพยานหลักฐาน และจะออกหมายเรียก น.ส.พัชรศรีครั้งแรก เพื่อมาให้การภายในสัปดาห์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ดาราสาวรายนี้เคยถูก อย.ลงโทษตามความผิดมาตรา 41 ที่ว่าด้วยผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีอื่นใด เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ต้องนำเสียง ภาพ ภาพยนตร์ หรือข้อความที่จะโฆษณาดังกล่าวนั้น ให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะโฆษณา รวมทั้งสิ้นกว่า 7 ครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน อย.ได้ปรับไปก่อนหน้านี้ โทษปรับ &amp;nbsp; 5,000 บาท ส่วนกรณีล่าสุดตรวจสอบพบว่า เข้ามูลฐานความผิดตาม ม.40 ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของ อย. จึงประสานให้ทาง ปคบ.เข้ามาดำเนินการ สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของดาราสาว ตรวจสอบไม่พบสิ่งผิดปกติและขออนุญาตถูกต้อง ครั้งนี้เป็นการเอาผิดกับตัวบุคคลที่มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การโฆษณาของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อการบริโภคเป็นอาหาร ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย หากรับประทานแล้ว อ้างสรรพคุณต่างๆ อาทิ ป้องกันโควิด-19 รูปหน้าเล็กเรียว จมูกโด่ง รักษาโรคมะเร็ง หน้าอกใหญ่ ถือว่าเป็นความผิดและไม่ได้รับอนุญาตจาก อย.&amp;quot; รองเลขาธิการ อย.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมกับ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงการจับกุมแหล่งลักลอบผลิตและจำหน่วยยา อาหารเสริม ไม่มีเลขทะเบียนผ่านทางออนไลน์ พร้อมตรวจยึดของกลางกว่า 100 รายการ รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.เพิ่มพูนกล่าวว่า หลังได้รับการประสานจาก อย.ว่าเว็บไซต์ www.Auraslimbeauty.com มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาชุด ยาไม่มีทะเบียนทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม หลังได้รับแจ้งว่าเป็นสถานที่จำหน่าย สามารถตรวจยึดของกลาง เป็นยาไม่มีทะเบียน, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่มีเลขสารบบอาหาร, ยาแผนปัจจุบัน, ผลิตภัณฑ์กลุ่มฟิวเลอร์, แคปซูลบรรจุยาไม่ระบุชื่อและเลขทะเบียนกว่า 2 แสนแคปซูล, แคปซูลเปล่ากว่า 1.2 ล้านแคปซูล และวัตถุดิบยาพร้อมอุปกรณ์การผลิตกว่า 100 รายการ รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท โดยมีนางสาวภัคภิตาอายุ 28 ปี รับเป็นเจ้าของบ้าน ให้การยอมรับว่าเคยเป็นผู้ช่วยเภสัชกรมาก่อน จากนั้นนำความรู้ที่ได้จากการทำงานมาผลิตและผสมสูตรยาเอง ส่วนแคปซูลเปล่าสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรองเลขาธิการ อย.กล่าวว่า ตัวยาที่ตรวจยึดได้ มียาผิดกฎหมายหลายชนิด เช่น ไซบูทรามีน ยาในกลุ่มไทรอยด์ นอกจากนี้ มีกลูตราไทโอน โบทอกซ์ ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้อนุญาตจากทาง อย. ตัวยาพวกนี้ผู้ต้องหานำมาจัดจำหน่ายเป็นยาชุด โดยไม่มีความรู้ด้านการผลิตตัวยา เป็นอันตรายหากมีผู้บริโภคซื้อไปใช้ เตือนผู้ที่สั่งซื้อยาจากเว็บไซต์ Auraslimbeauty ไม่ควรนำไปบริโภคเด็ดขาด ขณะนี้ ปคบ.อยู่ระหว่างรอผลตรวจส่วนผสมจากตัวยาดังกล่าว ก่อนจะแจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าของบ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90357</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์, พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ, พัชรศรี เบญจมาศ, ภญ.สุภัทรา บุญเสริม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_6006c93c3e893.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 07:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 07:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจโปลิศไทยแลนด์ เผยภาพฝึกซ้อมกองร้อยควบคุมฝูงชนตาม พรบ.ชุมนุมฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค.63 - เพจเฟซบุ๊ก โปลิศไทยแลนด์ เผยแพร่ภาพการฝึกทบทวนกองร้อยควบคุมฝูงชน ตำรวจภูธรภาค 3 โดยระบุว่า แค่ฝึกทบทวนกองร้อยควบคุมฝูงชน ตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติหน้าที่ คนไม่เอาภาพแบบนี้ เพราะเราคือพี่น้องกัน โดยมี พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ตรวจสอบการฝึกทบทวนกองร้อยควบคุมฝูงชน ตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 ณ ลานฝึกหน้า ศฝร.ภ.3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79821</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองร้อยควบคุมฝูงชน, ตำรวจภูธรภาค 3, พรบ.ชุมนุมสาธารณะ, พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ, โปลิศไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7e5eb1c43a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งกรรมการสอบวินัย &#039;เพิ่มพูน ชิดชอบ&#039; ไม่เห็นแย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีบอส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วย ผบ.ตร.) แถลงความคืบหน้าการดำเนินการในส่วนของตำรวจ หลังนายวิชา มหาคุณ สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีขบวนการสมคบคิดเพื่อช่วยเหลือนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ให้พ้นผิด ว่า ทางตำรวจสน.ทองหล่อ ได้ส่งสำนวน พร้อมความเห็นสั่งฟ้องนายวรยุทธ 3 ข้อหา ขับรถประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย,&amp;nbsp;ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานในทันที,&amp;nbsp;เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย ให้กับพนักงานอัยการไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการดำเนินการทางวินัยกับตำรวจ 11 คนแรก ได้ส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อปี 2559 ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องกลับมาว่าเป็นวินัยไม่ร้ายแรง ให้ ตร. ลงโทษ ส่วน 10 คนหลังที่เจอ จะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หากพบเป็นคดีอาญา จะต้องส่งไป ป.ป.ช. ขณะที่ 11 คนแรก หากพบมีความผิดใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ก็จะส่งให้กองวินัยพิจารณาลงทัณฑ์ และหากพบความผิดเกี่ยวกับมาตรา 157 ก็ต้องส่ง ป.ป.ช. ตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวอีกว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อบกพร่อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ต.ร เห็นควรให้จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการสอบสวน เนื่องจากผู้กระทำความผิดอยู่ในหลายสังกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนกรณีพิจารณาความบกพร่องของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้ส่งเรื่องให้กองวินัยตั้งกรรมการสอบวินัย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า พล.ต.ท.เพิ่มพูน เกี่ยวข้องหรือมีความผิด แต่เพื่อพิจารณาในข้อเท็จจริงส่วนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องการมอบอำนาจ หลัง ผบ.ตร. ไปพบคณะทำงานของนายวิชา มหาคุณ ได้ออกคำสั่งจะลงมากำกับดูแลการสั่งคดีด้วยตนเอง ขณะที่เรื่องการออกหมายแดง ต้องรอให้ทางอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อน จากนั้นจะส่งมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อออกหมายแดง ส่งเข้าระบบอินเตอร์โพล ประกาศหาถิ่นที่อยู่นายวรยุทธ ไปที่ประเทศสมาชิกทั้งหมด 150 ประเทศ หากมีประเทศใดแจ้งกลับมา ก็ต้องไปพิจารณาเรื่องสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศนั้นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยอมรับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายวิชา มหาคุณ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ลงมาดูแลการสั่งคดีด้วยตนเอง ส่วนเรื่องการลงโทษทางวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำคดี เรามีการลงโทษมากกว่าที่คณะกรรมการฯ ชุดนายวิชา ส่วนจะมีการสั่งตำรวจที่ถูกดำเนินการทางวินัยทั้ง 21 นาย ให้ช่วยราชการหรือไม่ ถ้าพบว่าตำรวจนายใดหากยังปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วทำให้พยานหลักฐานและการสอบสวนเสียหาย ตนก็จะเสนอ ผบ.ตร.ให้มีคำสั่งให้ตำรวจนายดังกล่าวมาช่วยราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.ที่ถูกพาดพิงว่าเป็นคนพานายสายประสิทธิ เกิดนิยม มาพบพ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ (สบ4) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.สมยศ ไม่ได้เป็นข้าราชการตำรวจ ไม่สามารถเรียก พล.ต.อ.สมยศ มาให้การได้ ซึ่งในเอกสารแถลงข่าวของนายวิชา ไม่ได้ระบุชื่อ พล.ต.อ.สมยศ ระบุเพียงว่านายตำรวจระดับสูง เรื่องนี้ก็ต้องมีสืบค้นหาข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ธนสิทธิ ให้การกับคณะกรรมการฯ ของตำรวจว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นผู้พานายสายประสิทธิ์ มาพบ&amp;nbsp;ส่วนประเด็นการแก้วันที่สอบปากคำจากวันที่ 29 ก.พ. เป็นวันที่ 26 ก.พ.ของพนักงานสอบสวน ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ชุดของตน มีการเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ไว้หมดแล้ว หลังจากนี้ก็เอามาเปรียบเทียบกับชุดของนายวิชา ว่าเหตุใดข้อมูลไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตามคณะกรรมการวินัยจะตรวจสอบประเด็นนี้อย่างละเอียดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการแจ้งข้อกล่าวหาประมาทร่วมกับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับ ด.ต.วิเชียร พนักงานสอบได้แจ้งข้อกล่าวหาและมีความสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย เรื่องนี้ตนขอพูดในหลักการ หลักปฏิบัติของพนักงานสอบสวน คนที่ตายไปแล้วหากไม่แจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่เข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา ตรงนี้จะพันกับการเรียกค่าเสียหาย ถ้าหากพบว่ามีการกระทำผิดในบางส่วนพนักงานก็จะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาก่อน เมื่อถามย้ำว่าการแจ้งข้อกล่าวหากับ ด.ต.วิเชียร ของพนักงานสอบสวนถูกต้องแล้วหรือไม่ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า ตนพูดในหลักการ แต่พอลงในรายละเอียดจะอยู่ที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยว่าการแจ้งข้อกล่าวหากับ ด.ต.วิเชียร เพราะอะไร มีเหตุผลอะไรถึงแจ้งข้อหาประมาทร่วม จะต้องสอบปากคำลงรายละเอียดให้มากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตำรวจมีกำลังพล 2.5 แสนนาย เราทำดีที่สุด หากเกิดเหตุอะไรไม่ดีเราก็ดำเนินการโดยทันที ไม่มีช่วยกัน เอาตรงๆ ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก บางครั้งผมเองก็ไม่สามารถดำเนินการได้ตามใจสื่อมวลชน หรือนักเลงคีย์บอร์ดบางคนได้ ส่วนที่นายวิชาระบุว่า ตำรวจบางคนเป็นต้นไม้ที่ต้องฟันทิ้ง ก็คงต้องฟันหากมีพยานหลักฐานว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือเกี่ยวข้องกับคดี ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างร้ายแรง เราก็พร้อมฟัน แล้วก็ส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการเลย เดี๋ยวจะหาว่าช่วยกัน&amp;quot;ผู้ช่วย ผบ.ตร.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนกรณีพล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา อดีตผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ที่ไปให้การกับคณะกรรมการฯ ชุดนายวิชา ว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการขอหมายแดงในคดีนี้ ถูกกลั่นแกล้งในการแต่งตั้งโยกย้าย พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า การให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯ เป็นอิสระของบุคคลที่ไปให้ถ้อยคำ สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละปียึดถือพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และกฎก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง ซึ่งก็มีเหตุมีผลมีความจำเป็นในแต่ละช่วงในแต่ละปีอยู่แล้ว ไม่อยากให้เหมารวมว่าเป็นการกลั่นแกล้ง การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับชั้น ส่วนจะมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ ตรงนี้ตนไม่สามารถตอบได้ โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่หาความบกพร่องในเรื่องของการทำคดี หาตัวคนรับผิดชอบ ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ตามหลักการกระบวนการจะเริ่มต้นใหม่ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งฟ้องจากพนักงานอัยการ ส่วนหมายแดง หรือ&amp;nbsp;Red Notice&amp;nbsp;เป็นเพียงประกาศสืบจับ ไม่ใช่หมายที่สามารถไปจับได้ ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือที่มีการใช้อยู่ก็มีการแจ้งไปยังประเทศสมาชิกให้ได้ทราบความเคลื่อนไหวของคดีนี้ว่าเป็นอย่างไรในอนาคต และต้องเข้าใจด้วยว่าเรื่องของการที่จะให้ประเทศสมาชิกนั้นได้เฝ้าจับตาดูบุคคลที่เราต้องการเป็นเรื่องของอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนของเราก่อนว่า เรามีสิ่งที่ทางองค์กรตำรวจสากลนั้นต้องการทั้งหมด ในเรื่องของความผิดที่มีความชัดเจน และคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่ฟ้องของอัยการ ในส่วนการประสานงานในการดำเนินการตามขั้นตอนปกติอยู่แล้ว รวมถึงคดีอื่นด้วยไม่ใช่เฉพาะคดีนี้ ส่วนข้อมูลที่อยู่สุดท้ายของนายวรยุทธ ทางเจ้าหน้าที่ก็มีข้อมูลอยู่ แต่ว่ายังเปิดเผยรายชื่อประเทศไม่ได้ แต่มีความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ซึ่งได้แจ้งไปยังประเทศสมาชิกทั้งหมดได้ขอข้อมูลไป ส่วนจะตอบกลับมาหรือไม่นั้น เราไม่สามารถไปบังคับได้ จะตอบมากี่ประเทศยังตอบไม่ได้ แต่ยืนยันว่าได้ทำงานอยู่และมีไทม์ไลน์ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรที่มาการันตีว่าจะได้ตัวนายวรยุทธมาดำเนินคดีนั้น พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ผมกลับไม่มองแบบนั้น ทำไมสื่อไม่มองว่าเรามีเครื่องไม้เครื่องมือที่มันมากกว่าสิ่งที่อยู่ในประเทศ ถ้าเรากลับไปมองว่ามันไม่มีอะไรการันตี ทุกอย่างไม่สามารถการันตีได้ แต่ว่าทำสุดความสามารถก็แล้วกัน ครั้งแรกมีหมายจับก็ประสานขอออกหมายแดง ทำให้ผู้ที่เราต้องการตัวต้องหลบหนีไปอยู่ในประเทศที่คิดว่าเขาอยู่ได้ ส่วนสุดท้ายแล้วเวลาขอความร่วมมือไปจะได้รับความร่วมมือกลับมาหรือไม่อย่างไรนั้นมันตอบไม่ได้ เราก็พยายามทั้งช่องทางทางการทูต หรือช่องทางของตำรวจ ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องของหลักเกณฑ์ เป็นเรื่องของความร่วมมือการประสานงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่าจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่าขณะนี้ทางนายวิทยาถือพาสปอตของประเทศใด พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ก็มีการดำเนินการทางสตม. เท่าที่ทราบล่าสุดคือทราบในส่วนของการเดินทางออกไป ซึ่งก่อนหน้านี้สตม.ได้ตอบไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่&amp;nbsp;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวเสริมว่า เรื่องพาสปอตอย่าลืมเวลาที่ไปออกพาสปอตไม่ได้ออกที่รัฐบาลไทย จะไปออกที่รัฐบาลปลายทางหรือที่อื่น หลายๆ คน ในตอนนี้เป็นผู้ต้องหาที่หนีไปต่างประเทศก็มีชื่อใหม่ มีพาสปอตใหม่ เพราะฉะนั้นจะตอบว่าเราตอบได้ไหม ถือว่าเราตอบลำบากตอบยาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76285</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส กระทิงแดง, พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f5d56167aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2020 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2020 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กแป๊ะ&#039;จ่อลงดาบฟันตร.บกพร่องคดีบอส! &#039;เพิ่มพูน&#039;รอ&#039;วิชา&#039;เรียกแจง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค. 63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการตรวจสอบตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีขั้นตอนการดำเนินคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา เปิดเผยว่า ผลการประชุมสรุปการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดนี้ ได้ไปถึงมือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการได้ชี้แจงไปแล้ว ว่าความบกพร่องเกิดขึ้นตรงจุดไหน ขั้นตอนไหน ส่วนมีใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบในความบกพร่องครั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผบ.ตร.ว่าจะมีการสั่งการอย่างไร ได้รับบทลงโทษมากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าในเร็ววันนี้น่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจาก ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ ว่าต้องต้องเข้าไปให้ปากคำเมื่อไหร่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74683</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส, ตร., บิ๊กแป๊ะ, พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ, พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200817/image_big_5f3a0fb4ada2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ &#039;คดีบอส&#039; พบตำรวจบกพร่องกว่า 20 นาย ยศสูงสุดระดับ รอง ผบช.  ขณะที่  &#039;จักรทิพย์&#039; ส่งหลักฐานให้ อสส. ฟ้องใหม่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการใช้ดุลพินิจไม่แย้งคำสั่งพนักงานอัยการ ในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้แถลงสรุปการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปเมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) และระบุว่า พล.ต.ท.เพิ่มพูน ไม่บกพร่องนั้น ต่อมาคณะกรรมการ ได้สรุปผลการสอบข้อเท็จจริง 3 ประเด็นมีรายละเอียดกว่า 1,400 หน้า ส่งให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีดังกล่าว และพบว่ามีข้อบกพร่อง มีจำนวน 20 นาย โดยยศสูงสุดเป็นระดับ รอง ผบช. แบ่งเป็นตำรวจชุดเดิมที่รับผิดชอบสำนวนการสอบสวนก่อนส่งให้พนักงานอัยการ จำนวน 11 นาย &amp;nbsp;และชุดหลังอีก 9 นาย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับสำนวนในชั้นอัยการที่มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม และมีพ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ รวมอยู่ด้วย ซึ่งคาดว่า ผบ.ตร. จะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 7 วัน จากนั้นจะมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อลงโทษทางวินัย หากพบความผิดทางอาญาก็จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เช่น รายงานการคำนวณความเร็วจากผู้เชี่ยวชาญมายืนยันความเร็ว ที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และผู้เชี่ยวชาญอื่น ก็ยืนยันที่ความเร็ว 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญแก่คดีที่สามารถพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้ต้องหา เพื่อให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาตามกฎหมายได้ โดยวันนี้(14 สิงหาคม) ทาง ผบ.ตร. ได้ส่งพยานหลักฐานรายละเอียดข้อเท็จจริงไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาดำเนินการตาม ป.วิอาญามาตรา 147 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการดำเนินคดีกับนายวรยุทธในข้อหาเสพโคเคน วันนี้ทาง ผบ.ตร. ก็ได้ส่งเรื่องให้ทางพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีในเรื่องนี้ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74430</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f3645f3925c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
