<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช -ประชาชนหนุนเดินหน้าก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเปิดเวทีรับฟังความเห็นสรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคม 2564 โดยมี พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธาน พร้อมด้วย นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. นายชยาวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ประธานคณะกรรมการการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม สภากรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นายนพดล พฤกษะวัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค๊อก) จำกัด สำนักสิ่งแวดล้อม ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วม 1,100 คน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสรับทราบข้อมูล แนวทางวิธีการกำจัดขยะด้วยวิธีการเผาไหม้ ซึ่งช่วยลดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ประโยชน์ได้อีก และขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ใช้โอกาสนี้สอบถาม หรือแสดงความคิดเห็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคมอย่างแท้จริง ซึ่งผลการประชุมของทั้งสามวัน สรุปผลดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความคิดเห็นสนับสนุนให้เดินหน้าจัดทำโครงการ โดยมีความเห็นร่วมกันว่า การดำเนินโครงการช่วยลดผลกระทบของปัญหาขยะในปัจจุบัน เช่น ปัญหากลิ่นเหม็น ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาการเผาไหม้บริเวณกองขยะ การนำเสนอรูปแบบการดำเนินโครงการ เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ตลอดจนการบริหารจัดการนั้น ผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นได้เดินทางไปดูโรงงานต้นแบบที่ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ขนาด 500 ตัน/วัน และ โรงงานได้จัดให้มีส่วนของที่พักขยะ&amp;nbsp; ก่อนที่จะนำเข้าไปสู่ขบวนการเผาไหม้&amp;nbsp; อยู่ในระบบปิดที่รองรับขยะได้ 10,000ตัน&amp;nbsp; ซึ่งไม่สามารถส่งกลิ่นเหม็นออกมาภายนอกได้เลย&amp;nbsp; จึงมีความสบายใจระดับหนึ่งว่าบริษัทมีการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะมีการกำจัดด้วยวิธีการเผาไหม้ แต่ยังมีความกังวลว่าหากในอนาคตเกิดมลพิษทางอากาศขึ้นจะมีมาตรการในการจัดการป้องกันอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้บริษัทได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการป้องกันปัญหามลพิษ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับประเด็นที่มีความห่วงใยในที่ประชุม &amp;nbsp;เช่น การจัดเก็บขยะในปัจจุบันพบว่ามีขยะตกหล่นระหว่างการขนส่ง ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น&amp;nbsp; ควรมีการคัดแยกขยะให้ถูกต้อง โดยให้ชุมชนปฏิบัติจริงเพื่อปลูกจิตสำนึกในบ้านของตนเอง ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากข่าวที่เคยปรากฏตามสื่อต่างๆ ผู้รับฟังความคิดเห็นได้สอบถามถึงการบริหารจัดการของโครงการในการสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการโครงการต่อชุมชนอย่างไร รวมถึงประเด็นที่อาจเกิดเหตุการณ์ระเบิดของโรงกำจัดขยะ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวน้อยมาก แต่ยังคงมีความกังวลต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน จึงขอให้โครงการดำเนินการป้องกันในด้านต่างๆ เป็นลำดับแรก แทนการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยผู้จัดทำโครงการจะนำความคิดเห็นต่างๆจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ประกอบกับโครงการฯ ได้จัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร และจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ (e-mail) เป็นระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่จัดรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จ และภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย จะต้องจัดทำรายงานสรุปผลการประชุมในข้อห่วงกังวลประเด็นต่างๆ พร้อมทั้งระบุมาตรการแก้ไขเพื่อลดหรือบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และนำสรุปผลการประชุมดังกล่าวไปติดประกาศไว้ในสถานที่ต่างๆ ได้แก่ หน่วยงานราขการ สถานที่ประกอบกิจการ ที่ทำการชุมชน ศาลาประชาคมแหล่งชุมชน เพื่อให้ทราบโดยทั่วกัน&amp;nbsp; จากนั้นจะเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ตั้งอยู่ภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช บนพื้นที่ 46,705 ตารางเมตร มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,900 ล้านบาท โดยรูปแบบการดำเนินการจะใช้เทคโนโลยีการจัดการมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้แบบตะกรับ (Stoker Type) ซึ่งสามารถเผากำจัดมูลฝอยได้เตาละ 700 ตัน/วัน จำนวน 2 ชุด ขยะมูลฝอยจะถูกเผาภายใต้อุณหภูมิสูงประมาณ 850-1,100 องศาเซลเซียส สามารถกำจัดมูลฝอยชุมชนได้ประมาณ 1,400 ตัน/วัน โดยมูลฝอยชุมชนจะมาจากการจัดสรรของ กทม. (ไม่รวมมูลฝอยอุตสาหกรรม มูลฝอยอันตราย มูลฝอยติดเชื้อ มูลฝอยสารพิษ และมูลฝอยก่อสร้าง) นอกจากจะเป็นการกำจัดมูลฝอยแล้ว ยังสามารถนำพลังงานความร้อนที่ได้จากการเผามาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในปริมาณไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2566&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98880</URL_LINK>
                <HASHTAG>Stoker Type, นายนพดล พฤกษะวัน, นายวัลลภ สุวรรณดี, บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค๊อก) จำกัด, พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจ, พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์, มูลฝอย, ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช, สำนักสิ่งแวดล้อม, เผาไหม้แบบตะกรับ, โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606fcb82beda4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.พบเคส&#039;ดีเจมะตูม&#039;ติดเชื้อเพิ่ม5ราย! เชื่อไม่ใช่ซูเปอร์สเปรดเดอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค. 64 - ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร (ศบค.กทม.) เป็นประธานการประชุม ศบค.กทม. ครั้งที่ 13/2564 โดยมี คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสำนัก ผู้แทน บช.น. ผู้แทน กอ.รมน.กทม. ผู้แทนกลุ่มเขต และผู้แทนส่วนราชการในสังกัดกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากที่กรุงเทพมหานคร โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ได้มีประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 17) โดยผ่อนปรนให้สามารถเปิดสถานประกอบการ 13 ประเภทได้ ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. 64 เป็นต้นไป จึงขอให้คณะทำงานด้านการประสานงานการดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งมีสำนักเทศกิจเป็นเลขานุการคณะทำงาน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กอ.รมน. เป็นต้น เข้มงวดตรวจตราสถานประกอบการ กิจการ กิจกรรม ที่ได้รับการผ่อนปรนให้สามารถเปิดกิจการได้ เพื่อให้คำแนะนำให้ปฏิบัติตามมาตรการมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด &amp;ndash; 19 แนบท้ายประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 17) ดังกล่าว อย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพบว่าสถานประกอบการใดยังปฏิบัติได้ไม่ครบถ้วน ขอให้แนะนำ ตักเตือน แต่หากยังคงฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ให้สั่งปิดกิจการเป็นการชั่วคราว 14 วัน เพื่อให้ปรับปรุงการปฏิบัติให้ครบถ้วนต่อไป รวมทั้งขอให้สำนักงานเขตประสานสถานประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ขอให้แนะนำให้นำแรงงานต่างด้าวดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง และให้สถานประกอบการทำประกันสุขภาพให้แรงงานต่างด้าวทุกคน ในส่วนสถานที่ให้บริการจัดเลี้ยง สถานที่จัดเลี้ยง รวมถึงสถานที่อื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ขอให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้ตรวจแนะนำ ผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการในสถานที่ดังกล่าว ศึกษาประกาศฯ และมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดฯ แนบท้ายประกาศฯ ฉบับที่ 15, 16 และ 17 ควบคู่กัน ซึ่งยังไม่มีประกาศฉบับใดยกเลิกมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการรับประทานอาหารในสถานที่ดังกล่าวตามกำหนดเวลาระหว่าง 06.00-21.00 น. จึงยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้ให้สำนักอนามัยที่ค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 เชิงรุก ACTIVE CASE FINDING/Sentinel Surveillance ด้วยวิธีการตรวจหาเชื้อจากน้ำลาย ในสถานประกอบการโดยเฉพาะโรงงานที่มีแรงงานต่างด้าว ในพื้นที่เป้าหมายกลุ่มแรก ได้แก่ เขตบางขุนเทียน เขตหนองแขม เขตบางบอน เขตบางแค และเขตจอมทอง รวมทั้งขอให้สำนักงานเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ตรวจคัดกรองตนเองผ่านระบบ BKKCovid-19 ของกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; โดยขอให้ตรวจคัดกรองตนเองผ่านระบบดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอทุกวัน จนกว่าจะครบ 14 วันนับจากวันที่ไปในพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 13 ราย โดยเป็นผู้ป่วยรายใหม่จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน จำนวน 5&amp;nbsp; ราย และจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ จำนวน 8 ราย ในส่วนของราย ดีเจมะตูม ซึ่งคาดว่าได้รับเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 64 สำนักอนามัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าสอบสวนโรค และ SWAB ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงแล้วทุกราย ผลพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม จำนวน 5 ราย อีกทั้งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำได้ครบแล้ว คาดว่ากรณีดีเจมะตูมจะไม่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง หรือ Super spreader จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือเป็นกังวลต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90675</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ดีเจมะตูม, พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์, รองผู้ว่าฯ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600aa36e5a9de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อเช็กบิลข้อหาแกนนำพรึ่บ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จักรทิพย์&amp;quot; ขอบคุณกำลังพลดูแลม็อบเรียบร้อยไร้เหตุรุนแรง ตร.จ่อเอาผิดผู้ชุมนุม 3 กระทง บุกรุกสนามหลวง-ปักหมุดคณะราษฎร 63 ถอดเทปปราศรัยพบเข้าข่ายดำเนินคดีแน่ &amp;nbsp;กทม.เร่งสำรวจความเสียหายเล็งเช็กบิลย้อนหลัง &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; ร้องอธิบดีกรมศิลป์-ผอ.เขตพระนครรื้อหมุดทิ้ง ส.ว.ไล่บี้ฟันแกนนำข้อหาหนัก ม.112 กับ ม.116
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 กันยายน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.), พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปชัย รอง ผบช.น. และคณะผู้บังคับบัญชา เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน (คฝ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม &amp;ldquo;19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร&amp;rdquo; และประชาชน ณ โรงเรียนวัดราชบพิธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้เป็นตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่มาปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ ที่ได้เสียสละ อุทิศกาย อุทิศใจ ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ด้วยความอดทน เข้มแข็ง ซึ่งเป็นไปด้วยการเรียบร้อย ไม่เกิดเหตุความรุนแรงหรือความสูญเสีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการได้รับชัยชนะ หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ให้เกิดความสูญเสียแก่พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ สุดท้ายได้ฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในอีกครั้ง และขอให้เดินทางกลับภูมิลำเนาที่ตั้งโดยสวัสดิภาพ&amp;quot; ผบ.ตร.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะโฆษก บช.น. แถลงถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมทำการปักหมุดคณะราษฎร 63 ที่สนามหลวงว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย 2 หน่วย คือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่สนามหลวง และกรมศิลปากรรับผิดชอบโบราณสถาน หากเข้าข่ายความผิดชัดเจน ตัวแทนทั้ง 2 หน่วยงานจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยความผิดดังกล่าวจะมีโทษตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 32 ข้อหาทำให้โบราณสถานเสียหาย เสื่อมค่า ไร้ประโยชน์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ &amp;nbsp;ส่วนจะต้องดำเนินการเอาออกหรือไม่ หากไม่มีความจำเป็นในสนามหลวง กทม. ต้องมีการพิจารณาเพื่อนำออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ แม้ว่าจะเหตุการณ์จะต่อเนื่องกันก็ตาม การทำผิดส่วนที่ 1 ตั้งแต่ออกจากมหาลัยธรรมศาสตร์เข้าสู่สนามหลวง ถ้าสนามหลวงเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ ถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนใช้ แต่การชุมนุมโดยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ถือว่าเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเข้าไปในท้องสนามหลวงแล้ว อยู่เกินเวลาที่กำหนด ถือว่าเป็นการกระทำผิดในส่วนที่ 2 การกระทำความผิดส่วนที่ 3 คือการปักหมุดตรงนี้ถือว่าเป็นส่วนเกิน ไม่ใช่สิ่งที่พึงมีในท้องสนามหลวง ทาง กทม.ต้องพิจารณาต่อไป ส่วนผู้ที่กระทำความผิดในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพและเสียงไว้หมด&amp;quot; พล.ต.ต.ปิยะระบุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ถอดเทปปราศรัยผิดฟันแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า แกนนำผู้ชุมนุมปราศรัยเนื้อหาไม่เหมาะสมจะดำเนินการอย่างไร รอง ผบช.น.กล่าวว่า เริ่มตั้งแต่มีการชุมนุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีพนักงานสอบสวนกว่า 40 นายเฝ้าดู รวมทั้งบันทึกภาพ บันทึกเสียง เพื่อพิจารณาว่าการปราศรัยหรือการให้สัมภาษณ์เข้าข่ายความผิดหรือไม่อย่างไร หากพบว่าเข้าข่ายความผิดก็จะดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางไปรับหนังสือข้อร้องเรียนจากผู้ชุมนุมว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของหนังสือฉบับนี้ โดยกระบวนการหลังจากนี้ย้ำว่าจะดำเนินการขั้นตอนไม่ช้า โดยสิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำตอนนี้คือ จะส่งน้องๆ กลับบ้านให้ปลอดภัยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่มีการนัดการชุมนุมอีกครั้งวันที่ 23-24 ก.ย.ที่รัฐสภานั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามและประเมินสถานการณ์ตามความเหมาะสมอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าแม้จะมีการจัดกำลังการรักษาความปลอดภัยตามแผนชุมนุม 63 แต่ยืนยันไม่ใช่แผนจัดการกลุ่มชุมนุมที่มุ่งใช้กำลัง แต่เป็นการนำข้อผิดพลาดและบทเรียนเก่าๆ ในการชุมนุมสาธารณะมาปรับ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีความสมบูรณ์ รัดกุม ได้มาตรฐานสากลมากขึ้น กฎเป็นไปตามกฎหมายที่มีการเปลี่ยนไป โดยการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลัง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ชุมนุมเช่นนี้เกิดตั้งแต่เดือน ก.ค. 2563 ทั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งมีการจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วประมาณ 30 ราย ส่วนความผิดที่เกิดขึ้นในการชุมนุม ก่อนวันที่ 19 ก.ย. และวันที่ 19 ก.ย.นี้ จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมแยกย้ายออกจากสนามหลวง กทม.ได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด (อีโอดี) กองพิสูจน์หลักฐาน สน.ชนะสงคราม จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สุนัขตำรวจ เจ้าหน้าที่เทศกิจ และเจ้าหน้าที่เขตพระนคร เข้าตรวจสอบวัตถุอันตราย หรือสิ่งแปลกปลอมบริเวณภายในท้องสนามหลวงและพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด ทั้งบริเวณใต้ต้นไม้ พุ่มไม้ ท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยตามปกติทุกครั้งภายหลังจากที่มีการชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขตพระนคร และจิตอาสาพระราชทาน นำอุปกรณ์ รถฉีดน้ำแรงดันสูง และรถบรรทุกน้ำ ล้างทำความสะอาด เก็บขยะ พลาสติกปูนอน และฉีดน้ำล้างผิวการจราจรโดยรอบ รวมทั้งสำรวจต้นไม้ สนามหญ้า รั้ว ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ทางเท้า และผิวการจราจร ว่าได้รับความเสียหายหรือต้องฟื้นฟูปรับปรุงด้านใดบ้าง โดย กทม.จะเร่งฟื้นฟูและปรับปรุงพื้นที่สนามหลวงให้กลับสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหาร กทม.ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจทรัพย์สินของ กทม.เตรียมนำเข้ารายงานต่อที่ประชุม เพื่อพิจารณาต่อไปว่าจะสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับผู้ที่ทำให้ทรัพย์สินของ กทม.เสียหาย หรือมีการกระทำใดๆ ที่ขัดข้อกฎหมายของ กทม.ได้หรือไม่ ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าจะมีการพิจารณาไปถึงการรื้อหรือไม่รื้อถอนหมุดที่กลุ่มผู้ชุมนุมนำไปติดตั้งไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทำเนียบรัฐบาล ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 จำนวน 2 กองร้อย ยังคงตรึงกำลังเข้ม รวมถึงยังไม่ได้รื้อถอนแท่งแบริเออร์ปูนและรั้วลวดหนามที่ใช้ปิดเส้นทางเข้า-ออก ทำเนียบรัฐบาล และเส้นทางตั้งแต่ ถ.ราชดำเนินนอก จนถึงพระลานพระราชวังดุสิต ส่วนกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ซึ่งก่อนหน้านี้ได้นำรถมาสแตนด์บายเกือบ 10 คัน ได้นำรถออกจากพื้นที่แล้ว ขณะที่การจราจรบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลยังคงสัญจรได้ตามปกติ
บี้รื้อหมุดเร่งดำเนินคดีม็อบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ทางกลุ่มจัดชุมนุมโดยฝ่าฝืนกฎหมายบุกรุกเข้าใช้สนามหลวงโดยไม่ได้ขออนุญาต ตัดทำลายรั้วซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ทั้งยังเจาะพื้นสนามหลวงฝังหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 สนามหลวงได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติมาตั้งแต่ปี 2520 ในวันที่ 21 ก.ย. สมาคมจะนำความไปร้องเรียนต่ออธิบดีกรมศิลปากร และ ผอ.เขตพระนคร ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ในการสั่งการให้ทุบรื้อทิ้งหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 และเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิญา สวัสดี อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กระบุว่า &amp;ldquo;ในวันที่ 22 ก.ย. เวลา 13.00 น. ผมจะไปถอนหมุดที่กลุ่มผู้ชุมนุมจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ท้องสนามหลวง และเบื้องต้นจะไปยื่นให้กรุงเทพมหานครทำการถอนหมุดดังกล่าวไปในวันที่ 21 ก.ย.นี้ ที่ศาลาว่าการ กทม. เวลา 10.30 น.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายสนธิญายังประกาศว่า ภายใน 2-3 วัน จะไปแจ้งความผิดตามมาตรา 108 และ 112 เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สนามหลวงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติใน พ.ศ.2520 การที่กลุ่มผู้ชุมนุมร่วมกันบุกรุกเข้าไปชุมนุมในสนามหลวงที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 วรรคสอง ต้องระวางโทษไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการที่ได้มีการทำลายพื้นคอนกรีตและทำการฝังวัตถุที่เป็นโลหะลงไปบนพื้น เป็นการทำให้เสียหายซึ่งโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ย่อมมีความผิดตามมาตรา 33 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;อนาคตใหม่ของแกนนำมีแค่โรงพัก ศาลและเรือนจำ ประกาศชัยชนะแบบกะทันหันท่ามกลางความพ่ายแพ้ยับเยิน เพราะบุกลานพระรูปไม่ได้ ด้วยโดนบล็อกเส้นทางทั้งหมด พรรคการเมืองและมวลชนไม่เล่นด้วย แกนนำจึงต้องนำคำประกาศโจมตีสถาบันฯ ที่คุยว่าเซอร์ไพรส์บิ๊กเบิ้ม มาอ่านแถลงการณ์เมื่อคืน และหาทางลงด้วยการยื่นเอกสารต่อสำนักองคมนตรี แต่ไม่มีใครรับ ให้ ผบช.น.รับไปเป็นหลักฐานในคดีหมิ่น 112, 116 แทน และม็อบอาจยุติลงโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชีวิตของพวกเขาจากนี้ต้องจบที่เรือนจำ คลิปคำปราศรัยดังกล่าวเป็นการกระทำที่หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ชัดเจน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 &amp;nbsp;ผู้เขียนบทให้อ่านที่อยู่เบื้องหลังผู้ปราศรัย สถานีโทรทัศน์ v&amp;hellip;tv และเจ้าของลูกชายนายใหญ่ที่ร่วมมือกันกระทำการในสิ่งที่มิบังควรกระทบกระเทือนจิตใจคนไทยทั้งประเทศ สมควรได้รับการพิจารณาดำเนินคดีตามมาตรา 112 อย่างเด็ดขาดต่อไปในเร็วๆ นี้&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78071</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูชาติ ศรีแสง, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์, ศรีสุวรรณ จรรยา, สนธิญา สวัสดี, สมชาย แสวงการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200920/image_big_5f676d3e5a3a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.รับสอน ทำหน้ากากผ้า แก้ขาดแคลน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กทม.รณรงค์ประชาชนที่ไม่เจ็บป่วยหันมาใช้หน้ากากผ้าขณะเข้าแหล่งชุมชน เพื่อแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน ซึ่งควรสงวนไว้ให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยทางเดินหายใจได้ใช้ ชวนผู้สนใจทำหน้ากากผ้าไว้ใช้ เข้าเรียนฟรีที่โรงเรียนและศูนย์ฝึกอาชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 มีนาคมนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก &amp;quot;ผู้ว่าฯ อัศวิน&amp;quot; รณรงค์คนที่ไม่ป่วย ใช้หน้ากากผ้าแทนหน้ากากอนามัย พร้อมแนะนำหมั่นล้างมือบ่อยๆ และลดการสัมผัส ช่วยป้องกันติดเชื้อโควิดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนมีความต้องการใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก จนเริ่มเกิดการขาดแคลนทั้งในท้องตลาดและโรงพยาบาล รวมถึงถูกโก่งราคาขายอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย กทม.จึงขอรณรงค์ให้ประชาชนใช้หน้ากากอนามัยให้เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อลดความกังวลต่อปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน โดยประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีอาการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หากต้องเข้าไปในแหล่งชุมชนที่มีคนหนาแน่น หรือใช้บริการรถขนส่งมวลชนสาธารณะ ใช้หน้ากากแบบผ้าก็เพียงพอ เพราะสามารถนำไปซักทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกเรื่อยๆ จนกว่าจะเปื่อยขาด ร่วมไปกับการดูแลสุขอนามัยของตนเองอยู่เสมอ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ ทั้งก่อน-หลังการจับต้องสิ่งของส่วนรวมต่างๆ และลดการสัมผัสจุดสัมผัสร่วมในที่สาธารณะ ก็ป้องกันเชื้อได้โควิดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ขอสงวนไว้สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บุคลากรการแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ ไอ จาม มีน้ำมูก และผู้ที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะดีกว่า เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสารคัดหลั่งต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า สำหรับผู้สนใจทำหน้ากากผ้าด้วยตัวเอง ขณะนี้ กทม.ได้เปิดโครงการสอนทำหน้ากากผ้าปิดจมูกและปากป้องกันโรคไวรัสโคโรนา และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 แบบง่ายๆ โดยเปิดอบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ณ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง และที่ศูนย์ฝึกอาชีพ 4 ศูนย์ ส่วนหน่วยงาน องค์กร หรือชุมชนที่ประสงค์ทำหน้ากากอนามัยแบบผ้า สามารถติดต่อขอวิทยากรได้ที่ สำนักพัฒนาสังคม กทม. โทร.0-2247-9496&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า กทม.ได้เปิดโครงการสอนทำหน้ากากผ้าด้วยตนเองฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงเตรียมผ้าฝ้ายขนาด 1 ฟุต ลายตามชอบมาเอง โดยจะเปิดอบรมในช่วงเวลา 10.00 น. ในวันราชการ ที่โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง เช่น โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครดินแดง 2 โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครบางรัก โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครคลองเตย โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครอาทร โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครหลวงพ่อทวีศักดิ์ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครหนองจอก โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครม้วน บำรุงศิลป์ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครกาญจนสิงหาสน์ และที่ศูนย์ฝึกอาชีพ 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ฝึกอาชีพศูนย์การค้าไอที สแควร์ เขตหลักสี่ (เปิดวันเสาร์-อาทิตย์) ศูนย์ฝึกอาชีพอาคารโกล์ด มาร์เก็ต ตลาดประชานิเวศน์ 1 (เปิดวันจันทร์-ศุกร์) ศูนย์ฝึกอาชีพวัดด่าน ถนนพระราม 3 (เปิดวันเสาร์-อาทิตย์) ศูนย์ฝึกอาชีพวัดรางบัว ซอยเพชรเกษม 33 เขตภาษีเจริญ (เปิดวันเสาร์-อาทิตย์)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือชุมชนที่ประสงค์ทำหน้ากากอนามัยแบบผ้า สามารถประสานสำนักพัฒนาสังคมเพื่อจัดวิทยากรไปสอนได้ที่ โทร.0-22479496
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตำรวจใช้ข้อหาขายสินค้าเกินราคาและไม่ได้คุณภาพตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในการดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนกระทำการกักตุนสินค้าประเภทหน้ากากอนามัย เจล และแอลกอฮอล์ล้างมือแล้ว จำนวน 40 ราย โดยยังพบข้อมูลกักตุนสินค้าจำเป็นในการป้องกันเชื้อโควิด-19 หากประชาชนมีข้อมูลเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่หมายเลข 191, 1599 และ 1135. &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58889</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กกฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5fadf9a090c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
