<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ราชินี&#039;เสด็จฯริ้วขบวนราบ ขบวนพยุหยาตราชลมารค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สุดปีติ! พระราชินีทรงร่วมริ้วขบวนราบคู่เคียงพระราชยานพุดตานทองในการเสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค &amp;quot;ประวิตร&amp;quot; เปิดกองอำนวยการร่วมฯ ดูแลความพร้อมประชาชนรับเสด็จเยาวราช 6 ธ.ค.และพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค 12 ธ.ค.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี &amp;nbsp;จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 อันเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย ในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 พร้อมทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดริ้วขบวนราบจากพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย โดยประทับบนพระราชยานพุดตานทอง และยาตราโดยริ้วขบวนราบ ออกจากท่าราชวรดิฐมาตามถนนมหาราช ก่อนเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวังที่ประตูวิเศษไชยศรี แล้วเสด็จฯ ไปสู่พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระราชยานถมอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp;นำริ้วขบวนราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบในฐานะราชองครักษ์ประจำพระองค์คู่เคียงพระราชยานพุดตานทอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรูปแบบริ้วขบวนประกอบด้วย 3 ขบวนหลัก คือ 1.ขบวนทหารเกียรติยศนำ ซึ่งมีตำรวจม้านำ วงดุริยางค์ กองบังคับการกองผสม กองพันทหารเกียรติยศนำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ประกอบด้วย เจ้าพนักงานพระราชพิธีนำริ้ว ประตูหน้า ธง 3 ชายหักทองขวาง สารวัตรกลองมโหระทึก มโหระทึก สารวัตรกลอง กลองชนะทอง-กลองชนะเงิน ขนาบซ้ายขวา จ่าปี่ จ่ากลอง สารวัตรแตร แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ เครื่องสูงหน้า บังแทรก นายทหารราชองครักษ์เชิญธงมหาราช พระราชยานถมอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 นำริ้วขบวนพระราชยานพุดตานทอง บังพระสูรย์ บังพระกลด พัดโบก คู่เคียงพระราชยานถม เครื่องสูงหักทองขวางหน้า กรับสัญญาณ พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ 1 คู่ ตำรวจหลวงรักษาพระองค์นำเสด็จ นายทหารราชองครักษ์ เชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ นายทหารราชองครักษ์ เชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ พระราชยานพุดตานทอง พระแสงรายตีนตอง บังพระสูรย์ บังพระกลด พัดโบก อินทร์เชิญทวนเงิน พรหมเชิญทวนทอง แถวแซงเสด็จขนาบซ้ายขวา ตามหลังขบวนด้วยฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางหลัง มหาดเล็กเชิญพระแสงหว่างเครื่องหลัง &amp;nbsp;มหาดเล็กเชิญพระแสงสำคัญ มหาดเล็กเชิญเครื่องบรมราชอิสริยราชูปโภค ประตูหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ขบวนทหารเกียรติยศตาม อันเป็นขบวนหลัง ประกอบด้วย วงดุริยางค์วงตาม และกองพันทหารเกียรติยศตาม โดยริ้วขบวนราบเป็นรูปขบวนที่ย่อมาจากขบวนพยุหยาตราสถลมารค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กองทัพเรือโดยคณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี จะทำการฝึกซ้อมย่อยครั้งที่ 14 ในวันที่ 4 ธันวาคม ซ้อมใหญ่วันที่ 7 ธันวาคม โดยขบวนเรือจะประดับตกแต่งเหมือนวันจริง กำลังพลฝีพายแต่งกายเหมือนวันจริง และในวันที่ 9 ธันวาคม จะเป็นการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนวันพระราชพิธีขบวนเรือตกแต่งเหมือนวันจริง การแต่งกายชุดฝึกเหมือนวันซ้อมย่อย เริ่มซ้อมเวลา 13.30 &amp;nbsp;น. เนื่องจากระดับน้ำในเวลาดังกล่าวจะเท่ากับในวันพระราชพิธีที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. ส่วนการฝึกซ้อมริ้วขบวนราบจะทำการฝึกซ้อมวันที่ 4 และซ้อมใหญ่เสมือนจริงในวันที่ 7 ธ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 10.08 น. วันเดียวกัน ที่ห้องยุทธนาธิการ ชั้น 2 ศาลาว่าการกลาโหม กระทรวงกลาโหม &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดกองอำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยและการจราจร (กอร.) อย่างเป็นทางการ เพื่อดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกประชาชนที่มาร่วมงาน &amp;quot;ใต้ร่มพระบารมี สดุดีพระบรมมหาจักรีวงศ์&amp;quot; ระหว่างวันที่ 6-8 ธ.ค.62 ที่ถนนเยาวราช, งานวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค.62 ระหว่างวันที่ 5-14 ธ.ค.62 ณ ท้องสนามหลวง และการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 วันที่ &amp;nbsp;12 ธ.ค.62 เวลา15.30 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เน้นย้ำให้ดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชนเป็นพิเศษทุกขั้นตอน ซึ่ง กอร.ก็ได้เตรียมการเรียบร้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, นายสาคร รุ่งสวัสดิ์ &amp;nbsp;ที่ปรึกษากองอำนวยการร่วมด้านคมนาคม, น.อ.วศิน สระศรีดา ผู้อำนวยการกองยุทธการสำนักปฏิบัติการกรมยุทธการทหารเรือ ร่วมแถลงรายละเอียด โดย พล.ต.ท.ไกรบุญกล่าวว่าในการประชุมครั้งนี้ &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรได้สอบถามถึงความพร้อมและสั่งการเพิ่มเติมให้ กอร.รับผิดชอบและดูแลประชาชน ทั้งการรักษาความปลอดภัยงานวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค.62 ระหว่างวันที่ 5-14 ธ.ค.62 ณ ท้องสนามหลวง และวันที่ 6 ธ.ค.62 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีจะเสด็จฯ ไปที่เยาวราช รวมถึงวันที่ 12 ธ.ค.การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 โดย กอร.จะดูแลความปลอดภัยประชาชนทั้งทางบกและทางน้ำ รวมถึงอำนวยความสะดวกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.ต.ท.ไกรบุญกล่าวต่อว่า สำหรับวันที่ 6 ธ.ค. กอร.โดยกองทัพภาคที่ 1 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกันวางแผนอำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเข้ามาชื่นชมพระบารมีร่วมกับคนไทยเชื้อสายจีนที่เยาวราช โดยเปิดพื้นที่ตั้งแต่ถนนเยาวราชต่อเนื่องถึงวัดมังกรกมลาวาส ประชาชนสามารถเฝ้าฯ รับเสด็จบริเวณสองฟากฝั่งบนพื้นผิวจราจร โดย กอร.จะจัดเตรียมเสื่อปูรองนั่ง ส่วนวันที่ 12 ธ.ค. ประชาชนสามารถเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีสถานที่ราชการ วัด บ้านเรือนประชาชนที่จะเปิดให้เข้าชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คาดว่าจะมีประชาชนมากกว่า 1 แสนคนมาจับจองพื้นที่ เช่นเดียวกับขบวนสถลมารคพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ จากท่าราชวรดิฐเข้าประตูวิเศษไชยศรี จะเปิดให้ประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จสองฝั่งถนน ส่วนจุดคัดกรองนั้นจะใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจะแจกหมวกสีเหลืองแก่ประชาชนด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีข้อห่วงใยจากการคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนมาร่วมงานจำนวนมาก อยากให้เตรียมสุขภาพร่างกายให้พร้อม เนื่องจากสภาพอากาศและความแออัดจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ กอร.ได้เตรียมความพร้อมแพทย์เดินเท้าและแพทย์เคลื่อนที่ประจำจุดเพื่อให้บริการรักษาประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.อ.วศิน สระศรีดา กล่าวว่า กองทัพเรือโดยคณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธีได้จัดฝึกซ้อมย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยกำลังพลประจำเรือจะพายท่านกบินตั้งแต่ท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐ เป็นรูปแบบการพายที่สง่างามตามโบราณราชพระเพณีและสมพระเกียรติ โดยจะใช้เวลาเคลื่อนขบวนจากจุดเริ่มต้นถึงที่หมาย 1 ชั่วโมง 15 นาที รวมระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ขณะนี้กองทัพเรือมีความพร้อมและขั้นตอนเป็นไปตามพระราชพิธี ส่วนการฝึกซ้อมวันที่ 9 ธ.ค.จะฝึกซ้อมเวลา 13.30 น. เพราะกระแสน้ำใกล้เคียงกับวันจริงมากที่สุด โดยจะมีการตกแต่งเรือพระราชพิธีเสมือนจริง ส่วนฝีพายแต่งกายชุดฝึกซ้อม ซึ่งไม่ห่วงว่ากระแสน้ำจะเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาคร รุ่งสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านคมนาคมกองอำนวยการร่วมฯ เผยว่า ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะจัดรถให้บริการรับส่งอำนวยความสะดวกประชาชน 19 เส้นทาง &amp;nbsp;เตรียมรถไว้ให้บริการ 221 คัน เป็นรถโดยสารปรับอากาศให้บริการฟรี 209 คัน และรถธรรมดาให้บริการชัตเติลบัสแทนเรือข้ามฟากอีก 2 เส้นทางอีก 12 คัน โดย ขสมก.จะจัดเส้นทางรถเฉพาะกิจรับส่งทุกป้าย 6 เส้นทาง ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น. หรือจนกว่าประชาชนจะหมดจากพื้นที่. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51637</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.วศิน สระศรีดา, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี, สาคร รุ่งสวัสดิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de51d7b2a547.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>24ต.ค.พระราชพิธีประวัติศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราชลมารค 24 ต.ค. &amp;nbsp;เปิดพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จ 2 เส้นทาง รองรับพสกนิกร 4 หมื่นคน การรถไฟจัดขบวนรถฟรีรับคนต่างจังหวัด &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผย 94 ปี ไทยว่างเว้นพระราชพิธีประวัติศาสตร์ ซ้อมใหญ่เสมือนจริง 17 และ 21 ต.ค.นี้ พร้อมประดับไฟสะพานพระราม 8 ถนนราชดำเนิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ กรุงเทพฯ คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แถลงข่าวการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค วันที่ 24 ตุลาคม 2562 มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการฝ่ายจัดพิธีการงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์, นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกรุงเทพมหานคร, พล.ร.อ.จงกล มีสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ และ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการยุทธศาสตร์ตำรวจ ร่วมแถลงข่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร หมายถึงการชมเมือง และเป็นโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี ซึ่งการจัดด้วยวัตถุประสงค์เช่นนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2468 สมัยรัชกาลที่ 7 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งนั้นมีการเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารคและทางชลมารคเป็นครั้งสุดท้าย โดยสมัยรัชกาลที่ 8 ไม่มีการจัดพิธีบรมราชาภิเษก ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 9 มีเหตุหลายประการไม่พร้อมในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กระทั่งเสด็จนิวัตพระนครและประทับเป็นการถาวร ได้มีการฟื้นฟูพิธีถวายผ้าพระกฐินที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งครั้งนั้นเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค แต่ไม่ใช่การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร จึงถือว่าว่างเว้น 94 ปี และจะมีพระราชพิธีเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 24 ต.ค.นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์กล่าวว่า ประชาชนทั่วทั้งประเทศจะมีส่วนร่วมในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ด้วยการเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองฟากฝั่งของลำน้ำเจ้าพระยาที่ขบวนเรือจะเคลื่อนผ่าน และเฝ้าฯ รับเสด็จชื่นชมพระบารมีตลอดเส้นทางที่ขบวนจะเสด็จฯ ผ่านในทางบก ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วนในทุกเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค การจัดขบวนเรือ ความหมายของเรือ หรือบทเห่แต่ละบท รวมทั้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดจุดรับเสด็จ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การจัดรถรับ-ส่ง การดูแลด้านสุขภาพ การจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ได้ทางเว็บไซต์ w ww.phralan.in.th และเฟซบุ๊กพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 หรือไลน์ @บรมราชาภิเษก หรือหากประชาชนไม่สามารถเดินทางมารับชมได้ สามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางวิภารัตน์กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้เตรียมพื้นที่สำหรับประชาชน โดยประดับตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับและปรับภูมิทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น ท่าวาสุกรี ท่าราชวรดิฐ สวนหลวงพระราม 8 สวนสันติชัยปราการ อีกส่วนคือถนนที่มีการเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ได้แก่ถนนราชดำเนินตลอดเส้นทาง คาดจะตกแต่งแล้วเสร็จภายในวันที่ 21-22 ต.ค.นี้ นอกจากนี้ ยังมีไฟประดับบริเวณถนนสะพานพระราม 8 ถนนราชดำเนินทั้งเส้น คาดว่าแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ต.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการให้บริการรถสุขา จะจัดไว้ที่สวนสาธารณะต่างๆ ส่วนบางพื้นที่รถสุขาเคลื่อนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็ประสานร้านค้าบ้านเรือนบริเวณนั้น โดยจะนำสติกเกอร์ไปติดไว้ว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านนี้ รวมทั้งการสร้างอัฒจันทร์และพื้นยกระดับรวม 6 จุด รองรับคนได้ 17,000 คน ด้านสถานที่เฝ้าฯ รับเสด็จแบ่งเป็นสองเส้นทาง จุคนได้ประมาณ 40,000 คน พื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จตามบ้านเรือนริมแม่น้ำ จุได้ 1,000 คน, ส่วนที่ 2 เป็นสถานที่ราชการ จุได้ 4,000 คน, ส่วนที่ 3 พื้นที่ริมสวนสาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา &amp;nbsp;13 จุด จุได้ 15,600 คน, ส่วนที่ 4 พื้นที่ของเอกชน ห้างร้าน ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาลศิริราช และสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา จุได้ 6,000 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวัด 6 วัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร, วัดสามพระยาวรวิหาร, วัดบวรมงคลราชวรวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร มีจะมีพิธีเจริญชัยมงคลคาถา โดยกรุงเทพมหานครสร้างแท่นอาสนะโต๊ะหมู่บูชาให้พระสงฆ์ประกอบพิธีเมื่อเรือพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน พร้อมกับติดตั้งจอแอลอีดี 20 จุด จำนวน 28 จอ โดยกรมประชาสัมพันธ์จะเชื่อมสัญญาณถ่ายทอดสดตลอดงานพระราชพิธีดังกล่าว นอกจากนี้มีการตั้งโรงครัวพระราชทานแจกอาหารและน้ำดื่มจำนวน 7 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.ท.จงกลกล่าวว่า กองทัพเรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดขบวนเรือพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 โดยกองทัพเรือได้เตรียมการฝึกมาตลอด 1 ปีเต็ม ใช้เรือพระราชพิธีทั้งหมด 52 ลำ ใช้กำลังพลฝีพายจำนวน 2,200 นาย ความยาวของขบวนเรือประมาณ 1.2 กม. และระยะทางเสด็จพระราชดำเนินจากท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐประมาณ 3.5 กม. โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยบทเห่เรือทั้งหมด 3 องก์ด้วยกัน ประกอบด้วยบทสรรเสริญพระบารมี (บทใหม่), บทชมเมือง และบทชมวัง ซึ่งประพันธ์ขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย &amp;nbsp;สำหรับการฝึกซ้อมใหญ่เสมือนจริงที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 และ 21 ตุลาคมนี้ ฝีพายเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำจะแต่งกายเหมือนวันจริงทุกประการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของ พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าวถึงการอำนวยความสะดวกประชาชนต่างจังหวัดที่จะเดินทางเข้าร่วมงานพระราชพิธี การรถไฟจัดบริการฟรีขบวนพิเศษเพิ่มโบกี้เข้ากรุงเทพฯ 4 ทิศ ได้แก่ทิศตะวันตก จ.นครปฐม, ทิศเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา, ทิศตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา และทิศใต้ จ.สมุทรสาคร เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ จะมีรถชัตเทิลบัสพาเข้าพื้นที่พระราชพิธีตามจุดต่างๆ สำหรับจุดจอดรถรอบนอกและกรุงเทพฯ ชั้นกลาง จัดเตรียมพื้นที่รวม 24 จุด รองรับได้ 26,000 คัน ทิศเหนือ เมืองทองธานี, ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต,ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะและสโมสรตำรวจ ทิศใต้ ลานพุทธมณฑลสาย 5, เซ็นทรัลศาลายา, เซ็นทรัลพระราม 2, รร.บางมดวิทยา และวิทยาลัยทองสุข ทิศตะวันออก พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง,เมกะบางนา, อีเกียบางนา และไบเทคบางนา ทิศตะวันตก เซ็นทรัลเวสต์เกต และอาคารจอดรถบางรักน้อยท่าอิฐ ขณะที่กรุงเทพฯ ชั้นกลาง ประชาชนจอดรถได้ที่อู่จอดรถบรมราชชนนี,สำนักงานอัยการสูงสุด, ศาลอาญารัชดาฯ, อาคารจอดรถไฟฟ้าใต้ดินรัชดาฯ, ลานจอดรถไฟฟ้าใต้ดินรัชดาฯ, สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์, แอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน, ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 และท่าเรือคลองเตย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประชาชนที่จะเข้าชมขบวนเรือจะต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อผ่านจุดคัดกรองรวม 19 จุดคัดกรอง ได้แก่ มทร.พระนคร ใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งพระนคร พิพิธภัณฑ์บางลำพู ทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวงด้าน ม.ธรรมศาสตร์ สนามหลวงด้านศาลฎีกา ใต้สะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนครท่ามหาราช ท่าช้าง แยกท่าเตียน หน้าวังสราญรมย์ ใต้สะพานพระราม 8 &amp;nbsp;ฝั่งธนบุรี เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี ทางเข้าท่ารถไฟ อุทยานสถานพิมุข ท่าเรือวังหลัง หน้าวัดระฆังโฆสิตาราม หน้าวัดกัลยาณมิตรวรวิหาร นอกจากนี้ ยังมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 120 ชุด กระจายตามพื้นที่ต่างๆ และจุดบริการทางแพทย์ 35 จุด จัดบริการในแต่ละพื้นที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนให้มากที่สุด&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47842</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ร.อ.จงกล มีสวัสดิ์, วิษณุ เครืองาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da07c3e9d997.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 12:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผบ.ตร.&#039;เตรียมสรุปความคืบหน้าบึ้มป่วนกรุงให้ครม.ทราบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.62-ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ &amp;nbsp;(ผบช.สยศ.ตร.) หนึ่งในคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีระเบิดหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า วันที่ 6 ส.ค. 62 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะมีการชี้แจงภาพรวมเหตุการณ์ และความคืบหน้าของคดีระเบิดทั้งหมดให้กับคณะรัฐมนตรีรับทราบ ส่วนตัวในฐานะหนึ่งในคณะทำงาน จะต้องเข้าพบ ผบ.ตร.เพื่อรับทราบนโยบายและรายละเอียด ส่วนการชี้แจงข่าวสาร ผบ.ตร. จะเป็นผู้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเพียงผู้เดียว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ด้านพล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (รอง ผบช.พฐ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของวัตถุพยานจากเหตุระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา อาทิ ขวดน้ำ กล่องผลไม้ ตัวตั้งเวลา หรือไอซีทามเมอร์ เสื้อผ้าที่คาดว่าผู้ต้องสงสัยมีการเปลี่ยนและทิ้งไว้ และภายในรถแท็กซี่ที่ผู้ต้องสงสัยนั่งไปส่งที่สถานีรถขนส่ง มาตรวจพิสูจน์ ก่อนส่งไปยังพิสูจน์หลักฐานภาค 9 เพื่อเทียบเคียงเอ็นเอกับ 2 ผู้ต้องสงสัย ซึ่งถูกควบคุมตัวได้ก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันจึงจะทราบผล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;ที่มีกระแสข่าวว่ามีการตั้งเวลาระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้ที่เวลา 08.00 น. เพื่อหวังผลถึงชีวิตนั้น ส่วนตัวยังไม่ยืนยัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ เพราะจากการตรวจสอบแต่ละจุด มีการตั้งเวลาระเบิดเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ขอประชาชนอย่าวิตกกังวล หากเจ้าหน้าที่ได้ผลการตรวจพิสูจน์ทั้งหมด จะรายงานให้คณะทำงานชุดคลี่คลายคดีระเบิดรับทราบ เพื่อนำไปสู่การตั้งข้อหาตามขั้นตอนต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42750</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ตำรวจ, บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง, ระเบิดป่วนกรุง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbeca1b7e1ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2019 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2019 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอร.พระราชพิธีฯพร้อมอำนวยความสะดวกปชช.ร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.62- ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ พร้อมนายวิทยา ยาม่วง ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม แถลงภายหลังการประชุมกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย และการจราจรงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกจุดจอดรถของประชาชนที่เข้าร่วมงานพระราชพิธีฯว่า ทางกองอำนวยการร่วมขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันเฝ้ารับเสด็จในวันที่ 4- 6 พ.ค. ตลอดระยะทาง 7,150 เมตร ทั้งนี้ได้เตรียมสถานที่ไว้รองรับพี่น้องประชาชน และอำนวยความสะดวก ไว้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ใน กทม. สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคล จอดได้ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินMRTทีลาดพร้าว ,บริเวณสำนักงานศาลยุติธรรม ,สำนักงานอัยการจนถึงธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสาตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะมีการจัดรถชัตเติ้ลบัต จากกระทรวงคมนาคม นำประชาชนเข้าสู่พื้นที่บริเวณงาน ซึ่งก่อนที่จะเข้าสู่พื้นที่บริเวณงาน ได้กำหนดจุดรวมพล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนรอบเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เริ่มตั้งแต่สนามม้านางเลิ้ง ,บ้านมะนังคศิลา, บ้านพิษณุโลก , วัดเทพศิรินทร์ฯ,เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ,เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า,และเชิงสะพานพระราม8 ด้านฝั่งธนบุรี ซึ่งทั้งจุดจุดนี้จะมีโรงครัวพระราชทาน เพื่อให้ประชาชนรับประทานอาหารกลางวัน และดื่มน้ำ ให้เรียบร้อย รวมทั้งยังจัดหน่วยแพทย์พระราชทานคอยดูแลความพร้อมทางด้านสุขภาพร่างกายและให้คำแนะนำก่อนที่จะเข้ามาสู่พื้นที่รับเสด็จ โดยจะให้บริการพี่น้องประชาชนตั้งแต่วันที่ 2- 6 พ.ค. พร้อมกันนี้ได้มีการจัดรถ ชัดเติ้ลบัส รับส่งประชาชน บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสนามกีฬาแห่งชาติ ให้บริการเพิ่มเติมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความแออัด ด้านการจราจรในพื้นที่ชั้นใน นอกจากนี้ในจุดรวมพลดังกล่าว ยังมีเต้นท์นิทรรศการ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมทั้งมีวงดนตรีจากนักเรียนโรงเรียนต่างๆคอยขับกล่อมดนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ทางทางรัฐบาล ได้เตรียมพื้นที่จอดรถรอบกรุงเทพมหานคร ไว้ 26 จุด อาทิ อิมแพ็คอารีน่าเมืองทองธานี,ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ,สนามกีฬาธูปเตมีย์,สนามกีฬาบุญยะจินดา ,คลังสินค้าลาดกระบัง ,อีเกียร์และไบเทคบางนา ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีบางมด ,บริเวณพุทธมณฑล,เซ็นทรัลศัลยาและ เซ็นทรัลเวสท์เกต สามารถรองรับรถยนต์ของประชาชนได้เกือบ 40,000 คัน โดยมีรถชัตเติ้ลบัสของกระทรวงคมนาคม ไว้คอยบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น พร้อมทั้งมีการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจิตอาสา ดูแลยานพาหนะให้กับประชาชน สำหรับประชาชนที่ต้องการพักค้างแรมทางกอร.พระราชพิธีฯได้จัดจุดพักค้างคืนให้จำนวน 2 จุด ได้แก่อาคารกีฬาเวสน์ และพุทธมณฑลศาลายา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หลังจากประชาชนเฝ้ารับเสด็จเสร็จสิ้นแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่นำท่านเดินทางกลับ และมีอาหารเย็นบริการที่จุดรวมพลด้วย สำหรับประชาชนที่จะเดินทางโดยรถไฟ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการจับรถไฟขบวนพิเศษโดยไม่คิดค่าบริการ ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดนครปฐม เดินทางเข้ามาที่หัวลำโพง หรือสะพานยมราช เพื่อเดินทางมายังจุดรวมพล ที่วัดเทพศิรินทร์ฯ ก่อนเข้า. รับเสด็จต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนห้องน้ำนั้นทางกรุงเทพมหานครฯ ได้จัดเตรียมรถสุขาเคลื่อนที่ ไว้ให้บริการกับพี่น้องประชาชน ตามจุดต่างๆทั่วพื้นที่ ทั้งนี้ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย นอกจากนี้ก็ยังมีการตั้งจุดคัดกรอง จากเส้นทางสะพานพุทธคือ บริเวณสะพานผ่านฟ้าและ แยกเฉลิมกรุง รวมถึงสะพานเจริญรัช โดยประชาชนที่เดินเข้าทางนี้สามารถเข้ามารับเสด็จฯบริเวณถนนวัดพระเชตุพน และวัดราชบพิตร ในขณะที่ประชาชนสามารถเข้ามาทางถนนพระอาทิตย์เพื่อเข้าสู่สนามหลวงได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กทม.ได้จัดพื้นที่ซอยต่างๆไว้เป็นแก้มลิง บริเวณตามแยก ซอย ต่างๆ เพื่อพักคอย มีน้ำดื่มจำนวน 78 จุด &amp;nbsp;คอยไว้บริการหลังจากทานอาหารกลางวันแล้วในเวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่จะเชิญให้ประชาชนเข้าเส้นทางรับเสด็จในเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้นั่งกลางแดดนานโดยจะมีการจัดเตรียมเสื่อไว้รองนั่งตามข้างเส้นทางเสด็จฯด้วย ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งฯ เรื่องการดูแลประชาชนเพราะทุกคนเป็นแขกของพระองค์ท่าน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องให้บริการ และให้ข้อมูลทุกอย่างได้หมด เมื่อประชาชนถามมาต้องตอบได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนจุดไหน นอกจากนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องพกติดตัวไว้ คือ บัตรประชาชนในการเข้าพื้นที่ เพราะบัตรประชาชนถือเป็นบัตรเชิญ ร่วมถึงร่มกันแดด และ กล้วยตาก เพิ่มพลังงาน โดยแนะนำว่า ควรจิบน้ำบ่อยๆ ซึ่งเราได้จัดเตรียมไว้หลายจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายวิทยา กล่าวว่า สำหรับการเดินทางทางน้ำ กรมเจ้าท่าได้จัดเตรียมเรือไว้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 4-6 พ.ค.ได้แก่เรือด่วนเจ้าพระยาจังหวัดจากจ.นนทบุรี-ท่าเรือปิ่นเกล้าฝั่งพระนครจำนวน 4 เที่ยว &amp;nbsp;และ เรือข้ามฟากฟรี ระหว่างวันที่ 4- 6 พ.ค.ตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 22.00 น. และจากท่าเรือสาทรถึงท่าสะพานพุทธจำนวน 4 เที่ยว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34189</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย และการจราจรงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190422/image_big_5cbd63de312f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอคส. ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อและลดบทบาทอุ้มสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ดอคส. ไฟเขียวแผนปรับโครงสร้างองค์กรเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;องค์การจัดการสินค้าเกษตร&amp;rdquo; พร้อมลดบทบาทแทรกแซงสินค้าเกษตร เตรียมชงครม.ก่อนแก้ไขกฎหมาย พร้อมเอาคลังริมแม่น้ำ สร้างสนามที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ดอคส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดอคส.ได้เห็นชอบแผนการปรับโครงสร้างอคส. ที่จะต้องมีการเปลี่ยนชื่อองค์กรและปรับบทบาทภารกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจในการสร้างรายได้ขององค์กร ที่จะเน้นในเรื่องการบริหารคลังสินค้าให้เกิดรายได้เป็นหลักมาเลี้ยงองค์กร และลดบทบาทในการเป็นกลไกแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาล โดยจะเสนอแผนการปรับโครงสร้างองค์กรให้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ พิจารณาก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือนต.ค. 2561 นี้ หากครม.เห็นชอบก็จะนำเรื่องเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 ในการเปลี่ยนชื่อองค์และกำหนดบทบาทของอคส.ใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องแผนการปรับโครงสร้างองค์กร ได้หารือกับนายสนธิรัตน์ ก่อนที่จะมีการประชุมบอร์ด ซึ่งทางรมว.พาณิชย์ก็เห็นชอบกับแผนดังกล่าว ดังนั้นหลังจากบอร์ดเห็นชอบจะเร่งทำเรื่องเสนอครม.พิจารณา เพื่อปรับบทบาทโครงสร้างองค์กรตามแผนการสร้างรายได้ของอคส. ที่จะไม่เน้นบทบาทการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรเหมือนที่ผ่านมา เพราะอคส.ไม่ได้มีคลังสินค้าอยู่ทั่วประเทศ ทำให้มีการบริหารจัดการลำบากหากมีการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรที่ต้องไปเช่าโกดังกลางเข้ามาเก็บสินค้าเกษตรของรรัฐบาล และจะเกิดปัญหาเหมือนอดีตที่ผ่านมา&amp;rdquo; พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ จะมีการเปลี่ยนชื่อจากองค์การคลังสินค้า เป็นองค์การจัดการสินค้าเกษตร และปรับบทบาทภารกิจในการนำคลังสินค้าที่อคส.มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกร เช่น คลังสินค้าทีอยู่พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครสวรรค์ จะให้เกษตรกรในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ทำเป็นลานตากสินค้าเกษตร รวมทั้งจะเชื่อมโยงกับระบบการเกษตร โดยมีการจัดซื้อรถไถ รถเกี่ยวข้าว ฯลฯ มาไว้ในพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รายได้ของอคส.ที่จะเกิดขึ้นหลังจากปรับโครงสร้างองค์กรแล้ว จะมาจากคลังสินค้าธนบุรี 1 ซึ่งเป็นคลังสินค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 19 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งตามแผนจะนำมาเปิดร่วมทุนกับเอกชน (พีพีพี) ในการจัดทำเป็นแหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ รูปแบบจะเหมือนกับเอเชียทีค โดยกำลังเร่งทำเรื่องเสนอรมว.พาณิชย์ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ตั้งเป้าว่าอคส.จะมีรายได้จากคลังสินค้าธนบุรี 1 ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ครอบคลุมกับการเลี้ยงองค์กรทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการจ่ายค่าเช่าโกดังให้กับคู่สัญญาในโครงการรับจำนำสินค้เกษตรของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดอคส.ได้รับอนุมัติงบประมาณปี 2562 ประมาณ 3,000 ล้านบาท มาดำเนินการจ่ายค่าเช่าโกดังกับคู่สัญญาที่คั่งค้างอยู่ได้ครบทุกราย ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเก็บสินค้าเกษตรไม่ได้มาตรฐาน จนทำให้เสื่อมสภาพทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น โดยเฉพาะข้าวสารสต๊อกรัฐบาลที่ได้ประมูลออกจากสต๊อกหมดแล้วนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการคิดส่วนต่างของต้นทุนและราคาขาย เพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับคู่สัญญา แต่ถ้ารายได้ไม่ชดใช้จะยื่นฟ้องศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่มีปัญหาการเรียกค่าเสียหายข้าวสาร มีทั้งหมด 224 สัญญา ถ้าบริษัทไม่ยอมรับชดใช้ค่าเสียหาย ก็ต้องไปสู้กันที่ศาล ส่วนสต๊อกมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะมีการระบายออกให้กับเจ้าของโกดัง และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วยเช่นกัน&amp;rdquo; พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18772</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ดอคส., ปรับบทบาท, พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง, องค์การคลังสินค้า, องค์การจัดการสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1838ee1c3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จนท.รัฐเอี่ยวโกงข้าว783คดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อคส.ตื่นฟ้องแพ่งคดีข้าว ลั่นยื่นโนติสให้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 127 สัญญา ภายในวันที่ 20 ก.ค. &amp;nbsp; ส่วนอีก 117 สัญญาจ่อคิวยื่น 15 ส.ค. สำทับหากยื้อเรื่องส่งฟ้องศาลในสิ้น ก.ย.ทันที ผงะ! ผลสอบคดีข้าวมีเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันถึง 783 คดีจาก 884 คดี เสียหายนับแสนล้าน อคส.สุดเข้มขนข้าวหลังชนะประมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการฟ้องแพ่งผู้กระทำความผิดในโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต 2551/52, 2554/55, &amp;nbsp;2555/56 และ 2556/57 ว่า อคส.ได้ตรวจสอบพบว่ามีคู่สัญญาของ อคส.ที่กระทำความผิด 244 สัญญา โดยคู่สัญญามีทั้งบริษัทตรวจสอบคุณภาพ (เซอร์เวเยอร์) และเจ้าของคลังสินค้าที่รัฐเช่าเพื่อฝากเก็บข้าวในโครงการรับจำนำ โดยในจำนวนนี้มี 127 สัญญาที่ อคส.ได้ตรวจสอบความเสียหายเสร็จแล้ว และจะส่งหนังสือทวงถาม (โนติส) ภายในวันที่ 20 ก.ค.2561 เพื่อให้คู่สัญญามาชดใช้ค่าเสียหาย และที่เหลืออีก 117 สัญญา คาดว่า อคส.จะตรวจสอบความเสียหายและยื่นโนติสให้คู่สัญญาภายในวันที่ 15 ส.ค.2561 ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากคู่สัญญาทั้งหมดไม่สามารถชดใช้ค่าเสียหายได้ตามเวลาที่กำหนด อคส.จะรวบรวมเอกสารและสรุปข้อเท็จจริงเสนอให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลปกครองต่อไป โดยคาดว่าทั้ง 244 สัญญาจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และดำเนินการได้ก่อนกำหนดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีขีดเส้นตายภายในสิ้นปีนี้&amp;rdquo; พล.ต.ท.ไกรบุญกล่าว และว่า &amp;nbsp;ยืนยันว่าทั้ง 244 สัญญาไม่ได้หมดอายุความในเร็วๆ นี้ แต่จะขาดอายุความในวันที่ 1 ม.ค.2563 ส่วนคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรตั้งแต่ก่อนปี 2551/52 อคส.อยู่ระหว่างดำเนินการ และจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) แจ้งว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 ให้ อคส.และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แจ้งความดำเนินคดีสำหรับข้าวในสต็อกรัฐบาลจากโครงการรับจำนำข้าวปี 2551/52, 2554/55, 2555/56 และ 2556/57 ซึ่งมีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐานหรือเป็นข้าวเสื่อม ส่งเรื่องให้ อคส.ทราบเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2558 จากนั้น อคส.ได้มีหนังสือ 3 ฉบับ ลงวันที่ 12 ม.ค.2558 ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับคู่สัญญาที่กระทำผิด และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดดังกล่าวทั้งคดีอาญาและแพ่ง รวม 106 ราย 777 คลังสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลังจากกองบังคับการปราบปรามได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว ได้ส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งคลังสินค้าที่เป็นสถานที่เกิดเหตุสอบสวน ซึ่งปัจจุบันผลสอบสวนเสร็จแล้ว และพบว่ามีคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย 783 คดี อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวม 782 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 100,000 ล้านบาท และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มูลค่า 62 ล้านบาท
เสียหายนับแสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพบว่าไม่ปรากฏมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิดด้วยอีก 101 คดี โดยคดีที่สอบสวนเสร็จและสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการจังหวัดต่างๆ &amp;nbsp;แล้ว 98 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 10,000 ล้านบาท และอีก 3 คดี ยังสอบสวนไม่เสร็จ และยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน มูลค่าความเสียหาย 95 ล้านบาท รวมมีคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องทั้งหมด 884 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 115,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ต.ท.ไกรบุญได้เชิญผู้ชนะการประมูลซื้อข้าวสารในสต็อกรัฐบาล ปริมาณ 1.96 ล้านตัน มูลค่ากว่า 10,100 ล้านบาท แบ่งเป็นข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน 17 ราย ปริมาณ 1.44 ล้านตัน มูลค่า 8,400 ล้านบาท และข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ 11 ราย ปริมาณ 520,000 ตัน มูลค่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้เปิดประมูลเมื่อวันที่ 14-15 มิ.ย.2561 มาชี้แจงทำความเข้าใจถึงขั้นตอนการขนย้ายข้าวออกจากโกดังที่เก็บข้าวไปจนถึงปลายทางที่เป็นโรงงานของผู้ซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และโรงงานเอทานอล แต่มีบางรายที่ซื้อแล้วนำไปขายต่อให้ผู้อื่นที่เป็นโรงงานอาหารสัตว์ และผู้ใช้เอทานอล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้ย้ำให้ผู้ชนะประมูลเข้าใจว่าในการขนย้ายจะมีเจ้าหน้าที่สายตรวจสุ่มตลอดเส้นทางการขนย้ายข้าวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ในการขนย้ายจะมีการปิด (ซีล) รถบรรทุกที่ขนข้าวทุกคันตลอดการขนย้าย และทุกคันต้องติดจีพีเอส ระยะเวลาการขนย้ายต้องสอดคล้องกับเวลาการเดินทาง หากตรวจพบว่าใช้เวลามากจนผิดปกติ เจ้าหน้าที่ตำรวจในจุดตรวจสามารถเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบได้ เพราะที่ผ่านมาเคยมีที่รถไปถึงปลายทางช้ากว่าปกติหลายชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ไม่รายงานให้ผมทราบ ยังดีไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ได้กำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เกิดอะไรผิดปกติ ต้องรายงานทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าขั้นตอนการขนย้ายข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมไม่รั่วไหลเข้าสู่ระบบข้าวปกติ หรือข้าวที่คนบริโภคได้แน่นอน&amp;rdquo; พล.ต.ท.ไกรบุญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลังสินค้าที่ปลายทางต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) และต้องรายงานข้อมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.pwo.co.th เพื่อรายงานให้เจ้าหน้าที่ อคส.รับทราบ และเมื่อขนย้ายข้าวถึงสถานที่ปลายทางแล้ว อคส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสุ่มตรวจปริมาณข้าวอีกครั้งว่าตรงตามปริมาณการขนย้ายตั้งแต่ต้นทางหรือไม่ หากตรวจพบว่าผู้ซื้อไม่นำข้าวสารเข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมตามที่ได้แจ้งไว้ในวัตถุประสงค์ที่ขอซื้อต้องชำระค่าปรับ 25% ของมูลค่าข้าวสารที่ไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการ และหาก อคส.ยกเลิกสัญญา ผู้ซื้อต้องเสียค่าปรับ 25% ของมูลค่าปริมาณข้าวสารที่ยังไม่ได้รับมอบและขนย้าย รวมทั้งถูกดำเนินคดีแพ่งและอาญาด้วย
ข้าว 3 แสนตันส่อมีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจาก พณ.กล่าวว่า ขณะนี้ อคส.ได้รายงานปัญหาการรับมอบข้าวสารตามสัญญาประมูลสต๊อกข้าวรัฐบาลเพื่อการบริโภค (กลุ่ม 1) ระหว่างผู้ชนะการประมูล ซึ่งเป็นคู่สัญญากับ อคส. ล่าสุดพบว่ามีข้าวที่ยังไม่ได้ถูกรับมอบทั้งหมดปริมาณ 7 แสนตัน แบ่งเป็น 4 กรณี คือ คู่สัญญาชำระเงินแล้วแต่ไม่มารับมอบประมาณ 1 แสนตัน, คู่สัญญาไม่ชำระเงินและไม่มารับมอบ 3.5 แสนตัน, คู่สัญญาไม่มารับมอบ เพราะติดปัญหาเรื่องคุณภาพข้าว 2 แสนตัน และที่เหลือติดปัญหาอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปริมาณข้าวที่ติดปัญหาการไม่มารับมอบ 7 แสนตัน คาดว่าจะมีปริมาณเกือบครึ่งหรือประมาณ 3 แสนตันที่ไม่สามารถรับมอบได้ โดยแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้น คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวจะเร่งรัดให้ อคส.ไปดำเนินการเพื่อให้คู่สัญญาเข้ามารับมอบตามสัญญา แต่หากไม่สามารถรับมอบข้าวและทิ้งสัญญา ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนข้าวที่ไม่มารับมอบจะนำมาเปิดประมูลใหม่อีกครั้ง&amp;rdquo; แหล่งข่าวกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวยอมรับว่า ปัญหาขณะนี้มีปริมาณข้าว 3 แสนตัน ที่คาดว่าจะเคลียร์กันไม่ได้ โดยอนุกรรมการฯ ได้ให้ อคส.ไปดำเนินการสะสางปัญหาให้ได้ก่อน หากมีการทิ้งสัญญาจริง ก็ต้องนำข้าวออกมาประมูลใหม่ ส่วนคู่สัญญาที่ทิ้งสัญญาก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้รายงานให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน นบข.แล้ว โดยได้สั่งการให้ อคส.และ อ.ต.ก.เร่งรัดคู่สัญญามารับมอบข้าวให้หมด รวมทั้งหากต้องฟ้องร้องกับเอกชนคู่สัญญา หรือแม้แต่โกดังกลางและเซอร์เวเยอร์ ก็ให้ดำเนินการฟ้องทั้งคดีอาญาและแพ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13611</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายและบริหารจัดการข้าว, พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง, วิษณุ เครืองาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180717/image_big_5b4e036b79925.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
