<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกตั้งซ่อมลำปางพปชร.ชนะขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกรงจะโหรงเหรง &amp;quot;วิรัช&amp;quot; เปลี่ยนสถานที่เทียบเชิญ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จากทำเนียบฯ เป็นที่ทำการพรรคแทน กลัว ส.ส.ไม่สะดวก &amp;quot;ธนกร&amp;quot; ยก &amp;quot;อุตตม&amp;quot; ลูกผู้ชายตัวจริง ดูผ่อนคลาย สบายๆ สงสัยเพราะชอบเข้าวัดทำบุญ คงปล่อยวาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า การที่กำหนดวันและเวลาที่แกนนำและ ส.ส.จะเดินทางไปเรียนเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรค รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค พปชร.คนใหม่ จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 23 มิ.ย.นี้ เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ล่าสุดได้เปลี่ยนเวลาและสถานที่ มาเป็นที่ศูนย์ประชุม ส.ส.พรรค อาคารวัน ตรงข้ามศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรเกรงว่าแกนนำและ ส.ส.จะไม่สะดวกในการเดินทาง เนื่องจากตรงกับช่วงเวลาที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี จึงจะเดินทางไปพบกับ ส.ส.หลังการประชุม ครม.ในช่วงบ่าย ที่ศูนย์ประชุม ส.ส. ซึ่งจะตรงกับช่วงเวลาที่ประชุม ส.ส.ของพรรคด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน รักษาการรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม เมืองทองธานี ในวันที่ 27 มิ.ย.ว่า ขณะนี้เรากำลังทำเรื่องการปรับปรุงข้อบังคับของพรรคบางข้อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยนำข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นตัวแบบ เพราะมีข้อบังคับบางข้อที่พรรคการเมืองอื่นมี แต่พรรค พปชร.ไม่มี เช่น ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค เพราะข้อบังคับเดิมไม่มีตำแหน่งรองหัวหน้าและตำแหน่งผู้อำนวยการ ที่ผ่านมาเป็นเพียงการจัดตั้งกันภายใน เราจึงแก้ไขวางกรอบอำนาจหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในการประชุมในวันที่ 27 มิถุนายน ตอนนี้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ก็คงเหมือนการประชุม กก.บห.ครั้งที่ผ่านมา เพราะตนเชื่อว่านายอุตตม สาวนายน รักษาการหัวหน้าพรรค ที่จะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม จะนำการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราดำเนินการให้สมาชิกเข้าร่วมการประชุมตามข้อบังคับและกฎหมาย คือต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 250 คน โดยองค์ประชุมประกอบด้วยสมาชิกที่เป็น กก.บห.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สมาชิกจากสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และสมาชิกพรรคประจำจังหวัด ทั้งนี้เราต้องจำกัดคนเข้าประชุมตามมาตรการป้องกันทางสาธารณสุข คาดว่าวันนั้นจะมาร่วมประชุมหลายร้อยคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ตำแหน่งเลขาธิการพรรคยังคงเป็นนายอนุชา นาคาศัย อยู่หรือไม่ นายไพบูลย์ตอบว่า เรื่องการเสนอชื่อว่าใครอยู่ตำแหน่งใด ก็คงมีการสรุปกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย คงเป็นไปตามที่ปรากฏเป็นข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในวันที่ 23 มิ.ย. จะมีการจัดขบวนเข้าเทียบเชิญ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรคนั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า ในส่วนนี้นายวิรัชเป็นผู้ดูแลหลัก ตนก็เห็นว่าได้เตรียมพร้อมแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;ลูกผู้ชายตัวจริง การประชุมรักษาการกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐเพื่อกำหนดการประชุมใหญ่สามัญเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องชื่นชมสปิริตท่านรักษาการหัวหน้าพรรคมาประชุมด้วยสีหน้าสดใส ทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนประชุมผมได้มีโอกาสคุยกับท่านอุตตม ดูท่านผ่อนคลาย สบายๆ สงสัยเพราะท่านชอบเข้าวัดทำบุญ ท่านคงปล่อยวาง ทุกอย่างว่าไปตามกติกา ตามข้อบังคับ ตามครรลองประชาธิปไตย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานตามที่ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; มอบหมายอย่างเต็มที่ นี่ถ้าเป็นผมคงไม่มีสมาธิ เพราะที่ผ่านมามีแต่ข่าวกระทบเก้าอี้แทบทุกวัน แต่ท่านอุตตมยังคงทำงานอย่างหนัก ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ผ่าน พ.ร.ก. 3 ฉบับ ต่อด้วย พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 63 มาตรการเยียวยา 5,000 บาท เตรียม พ.ร.บ.งบปี 64 ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมนับถือหัวใจท่านจริงๆ คนดี มีฝีมือ ซื่อสัตย์สุจริตเหมือน &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; นี่แหละที่สังคมไทยต้องการ ผมไม่ได้ชมท่านเพราะท่านเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ผมชมท่านเพราะมันสัมผัสได้จริงๆ ผมเชื่อว่าคนที่รู้จักท่านอุตตมก็คงคิดเหมือนผม พี่น้องประชาชนคงคิดเหมือนผม อย่างไรก็ตาม 27 มิ.ย. ก็จะได้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว ไม่มีความขัดแย้งใดๆ พลังประชารัฐจะต้องเป็นพรรคการเมืองของพี่น้องคนไทยทุกคนครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงชื่อของ พล.อ.ประวิตร ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคว่า ในส่วนของ พล.อ.ประวิตรนั้น ส.ส.ทุกคนให้ความเคารพท่านอยู่แล้ว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเป็นเรื่องของมติพรรค ที่มาจากการตัดสินใจของสมาชิกพรรคทั้งหมด โดยเป็นกระบวนการประชาธิปไตยปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามต่อว่า เมื่อ พล.อ.ประวิตรมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคแล้ว ความขัดแย้งจะจบลงหรือไม่ น.ส.วทันยากล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มหาเสียงวันแรก ไม่เคยคิดว่าพรรคจะเดินมาสู่ความขัดแย้ง ซึ่งพรรคก็มี ส.ส.ที่มาจากพื้นที่และสังคมที่หลากหลาย ถือว่าพรรคประสบความสำเร็จที่ ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชนทุกภาคทุกพื้นที่ ซึ่งสามารถสะท้อนปัญหาได้หลากหลาย วันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มาจากความเห็นต่างเท่านั้น ขอให้อย่ามองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะในบางครั้งความขัดแย้งอาจจะนำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้นก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชาติไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังชาติไทย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคพลังชาติไทยจะยุบพรรคเพื่อไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐว่า เป็นเรื่องจริง ถ้า พล.อ.ประวิตรได้เป็นหัวหน้าพรรค พปชร.คนใหม่ จะไปเข้าร่วม แต่ต้องรอให้ที่ประชุม กก.บห.พรรคพลังชาติไทยเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด คงจะเรียกประชุม กก.บห.พรรคเร็วๆ นี้ คาดว่าคงไม่มีปัญหา เท่าที่เคยคุยทุกคนไม่ขัดข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พรรคเล็กรวมตัวกันสนับสนุนนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ให้ได้โควตารัฐมนตรีในนามพรรคเล็ก พล.ต.ทรงกลดกล่าวว่า 11 พรรคเล็กมีการคุยกันเรื่องโควตารัฐมนตรี ซึ่งก็สนับสนุนนายมงคลกิตติ์เป็นรัฐมนตรี แต่บางพรรคไม่เห็นด้วยก็ไม่ลงชื่อด้วย ส่วนจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รัฐมนตรีก็ไม่เป็นไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ในฐานะโฆษกส่วนตัวของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคว่า ขอสื่อสารไปยังสมาชิกพรรคให้เชื่อมั่น เชื่อถือ และเชื่อมือในการบริหารงานของนายจุรินทร์และ กก.บห.ทุกคน ที่ได้ร่วมกันผลักดันผลงานให้เป็นรูปธรรม ส่วนช่วงที่ผ่านมา ที่มีการมองว่ามีแรงกระเพื่อมภายในพรรคนั้น ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นเสาหลักการเมืองของไทย และยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค นายแทนคุณกล่าวว่า แน่นอนว่าหัวหน้าพรรคจะยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะกลไกไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆ พรรคผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นสิบๆ ปี ในเรื่องกลไกมีความแน่นอน เรื่องเสรีนิยมและระเบียบวินัยต้องไปด้วยกัน โดยทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แต่อะไรที่กระทบต่อพรรคก็ไม่ควร บางเรื่องควรพูดคุยกันเป็นการภายใน เหมือนโบราณว่าความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า แต่ถ้าเกิดปัญหาก็ควรคุยกันอย่างญาติมิตร ซึ่งจากการทำงานของนายจุรินทร์ก็เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าไปปรึกษาหารือได้ตลอด รวมถึงให้ทีมงานมอนิเตอร์สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดผลกระทบต่อพรรค ทั้งนี้ ประชาธิปัตย์เกิดมรสุมครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง เชื่อว่าครั้งนี้ก็จะผ่านไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้ที่ไปร่วมรับประทานอาหารที่ห้องทำงานของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เผยว่าการไปรับประทานอาหารเป็นนัดหมายที่มีมาตั้งแต่ก่อนมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อนักการเมืองเจอกันก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการเมืองและเรื่องภายในพรรค ซึ่งนายพีระพันธุ์ในฐานะที่เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ก็แสดงความเป็นห่วงพรรค เพราะมีข่าวว่ามีความเคลื่อนไหวจะเปลี่ยนตัวหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค แต่ตนไม่ทราบรายละเอียด เพราะตนไม่ได้เป็นคนเคลื่อนไหว ส่วนตัวคิดว่าควรจัดประชุมใหญ่โดยเร็ว เพื่อระดมความเห็นต่างๆ จากสมาชิกจะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรค และส่วนตัวก็ไม่ได้เคลียร์อะไรกับหัวหน้าพรรค เพราะไม่มีอะไรจะเคลียร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ไม่ผูกติดว่าจะต้องอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไปใช่หรือไม่ น.ส.รังสิมากล่าวว่า เรื่องการเมืองจะจำกัดเลยคงไม่ได้ จะต้องดูสถานการณ์ ตอนที่จะเลือกตั้งว่าการเมืองเป็นอย่างไร ประชาชนยอมรับหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาตนก็หาเสียงด้วยตัวเองเช่นกัน เพราะมีกรณีชอบคนไม่ชอบพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ น.ส.รังสิมาไม่ได้รับปากว่าจะไม่ย้ายพรรค เพราะกลัวว่าถ้ารับปากแล้วมีเหตุให้ต้องย้ายพรรค เกรงว่าจะโดนด่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งซ่อมเขต 4 จ.ลำปางว่าคึกคักน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ขณะที่ภายหลังการปิดหีบลงคะแนนเวลา 17.00 น. บรรยากาศการนับคะแนนเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งมีประชาชนมาสังเกตการณ์ประปราย เจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการนับคะแนน ซึ่งผู้สมัครเบอร์ 1 จากพรรคพลังประชารัฐ และเบอร์ 2 จากพรรคเสรีรวมไทย คะแนนค่อนข้างสูสี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายทิ้งห่าง โดยนายวัฒนา สิทธิวัง เบอร์ 1 ได้ 46,080 คะแนน และ ร.ต.ท.สมบูรณ์ กล้าผจญ เบอร์ 2 ได้ 26,879 คะแนน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นคะแนนที่เก็บรวบรวมโดยพรรคพลังประชารัฐ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร วังบุญคงชนะ, พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ร.ต.ท.สมบูรณ์ กล้าผจญ, รังสิมา รอดรัศมี, วทันยา วงษ์โอภาสี, วัฒนา สิทธิวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แทนคุณ จิตต์อิสระ, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200620/image_big_5eee1e68cce6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบ่งเค้ก9พรรคเล็ก ยอมล่มหัวจมท้าย&#039;ลุงตู่&#039; พปชร.ตัดหางมงคลกิตติ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พุทธิพงษ์&amp;rdquo; อัดคนไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองเท่านั้นจึงเดือดร้อนเรื่องเฟกนิวส์ &amp;ldquo;สหายอ้วน&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดดร่วมวงฉะ &amp;ldquo;บิ๊กแดง&amp;rdquo; อย่าผูกขาดความรักประเทศ-สถาบัน ชี้คนรุ่นใหม่ก็มีสำนึกและจิตใจเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; ตัดหางมงคลกิตติ์แน่ ตี๋เต้เตรียมยืนยันถอนยวงพร้อมโอ่สารพัดบิ๊กโทร.ล็อบบี้ให้อยู่ต่อ 9 พรรคเล็กจ่อแถลงล่มหัวจมท้ายกับ &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; หลังได้โบนัสเทกระโถนชุดใหญ่ ก่อนหม่ำข้าวร่วมลุงตู่ 15 &amp;nbsp;ส.ค. &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ลงสนามการเมืองเต็มก้น นั่งประธานพรรค พปชร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ส.ค. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการป้องกันข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ว่า เฟกนิวส์เป็นปัญหาที่มีมาหลายปีแล้วและมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลกระทบในวันนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาทุกวงการ &amp;nbsp;สร้างความเสียหายให้ประเทศในภาพรวม ทั้งเรื่องความสามัคคี ความคิด โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกรู้ดีว่านี่คือภัยอันหนึ่ง และเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ยอมรับว่า ดีอีได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้เร่งหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความรู้ความสามารถ ในการช่วยเผยแพร่แก้ไขปัญหาและหยุดข่าวปลอมต่างๆ ประกอบกับเรามีพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 ที่สามารถใช้เป็นกฎหมายติดตามเอาผิดคนที่สร้างข่าวปลอมทำให้บ้านเมืองเสียหาย ซึ่งเราต้องแยกกับอีกส่วนคือการรับรู้ของประชาชน ถ้ารู้ได้เร็วว่าเป็นข่าวปลอมก็จะหยุดความเสียหายได้เร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ดีอีกล่าวอีกว่า ในส่วนของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่กำลังดำเนินการนั้น จะไม่ใช่เอาหน่วยงานรัฐเท่านั้นมาตัดสินว่าอันไหนเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม แต่เรามีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกลางและเชี่ยวชาญร่วมทำงานด้วย รวมทั้งจะเชิญไปยังสมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์และสำนักข่าวต่างๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือให้ข้อมูล เราต้องบอกได้ว่าการที่ข่าวนั้นเป็นข่าวปลอมบิดเบือนมาจากอะไรพร้อมเหตุผล ประชาชนก็จะยุติความเสียหายและเผยแพร่ไปได้รวดเร็ว ส่วนข้อกังวลว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น กระทรวงระมัดระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว และยังมี พ.ร.บ.ต่างๆ ป้องกันเป็นกรอบอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะไปรังแกใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะเดือดร้อน คือคนที่เคยไม่หวังดีกับบ้านเมืองและชอบทำข่าวออกมาหลอกลวงประชาชน ไม่ว่าเรื่องการเมืองหรือเรื่องการค้าขาย หลอกลวงต้มตุ๋นต่างๆ คนกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะโดนพวกเราติดตามอย่างใกล้ชิดและมาดำเนินคดี ประชาชนที่ใช้ชีวิตติดตามข่าวสารปกติไม่ต้องกังวล เราจะไปช่วยป้องกันดูแลให้มันดีขึ้น ท่านจะไม่กระทบกับสิ่งนี้แน่นอน&amp;rdquo; นายพุทธิพงษ์กล่าว
สหายอ้วนฉะบิ๊กแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความคิดเห็นของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศถึงพรรคการเมืองบางพรรคและคนรุ่นใหม่ว่า ฟังความคิดเห็น ผบ.ทบ.แล้วกังวลใจ และอยากแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นในการมองปัญหา โดยหวังว่าจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยไม่ให้วิธีการมองปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยไปไกลเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหัวใจของการแก้ไขความขัดแย้งและความเห็นต่างในสังคมคือการคิดบวก หลีกเลี่ยงการพูดและการกระทำที่จะนำไปสู่ความไม่เข้าใจหรือความแตกแยก ไม่อยากเห็นเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคงมองมิติเรื่องความมั่นคงในมุมมองแบบเก่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูมิธรรมระบุอีกว่า เชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนหรือทุกฝ่ายต่างมีความรักและความปรารถนาดีต่อประเทศและสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน เราต่างปรารถนาอยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า &amp;nbsp;อยากเห็นชีวิตของประชาชนได้รับการดูแลทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และเราอยากเห็นสิทธิเสรีภาพของพวกเราทุกคนได้รับการคุ้มครองและดูแล เราอยากเห็นประเทศเรามีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่เคร่งครัดและได้รับการดูแลอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมาและมีความเที่ยงธรรม เราล้วนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดียิ่งๆ ขึ้น และอยากเห็นการปฏิรูปในทุกๆ หลากหลายมิติ เราอยากเห็นการปฏิรูปกองทัพที่เป็นกองทัพที่ไม่ต้องใหญ่โตเทอะทะ แต่เป็นกองทัพที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและคล่องตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เชื่อมั่นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นบนฐานที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทางที่ดี ที่สำคัญการมีทัศนะและมองให้เห็นพลังของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังที่มีคุณค่า และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นภายในสังคม ถ้าเรามองพลังของคนรุ่นใหม่ๆ อย่างเข้าใจ จะยิ่งทำให้เราสามารถนำพลังด้านบวกของกลุ่มคนเหล่านี้มาเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสังคมได้ดีขึ้น&amp;rdquo; นายภูมิธรรมระบุ
เขาระบุอีกว่า คนหนุ่มสาวคือพลังแห่งอนาคต พลังของการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของทุกสังคม อย่าทำให้ความเข้าใจต่อกลุ่มคนเหล่านี้ที่ผิดแปลกไปจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะจะกลายเป็นการเดินนโยบายที่ผิดพลาด ทำให้พลังที่ควรส่งเสริมสังคมกลายเป็นพลังที่ลดทอนศักยภาพของสังคม หันหน้ามาร่วมมือกัน คิดบวก คิดเพื่อประเทศ คิดเพื่อประชาชน มุ่งหวังที่จะแสวงหาความร่วมมือมากกว่าทำลายกัน แล้วความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาสู่สังคมไทย ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้อีกไกล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกันยังคงมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง กรณีพรรคเล็กที่จะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;(พปชร.) กล่าวเรื่องนี้ว่า จะประชุมเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร. และให้ข้อได้ยุติเรื่องดังกล่าวก่อนที่พรรคเล็กบางพรรคจะแถลงข่าวในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ส่วนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลแพ้โหวตร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เรื่องการพ่ายแพ้ และมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการลงมติกฎหมายสำคัญและการทำงานของรัฐบาล
ตัดหางมงคลกิตติ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาที่พรรค พปชร.มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง และใช้เวลาหารือ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีรายงานว่ากรณีพรรคการเมืองขนาดเล็กขู่ถอนตัวนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นผู้ประสานงานพูดคุยหลังเสร็จการประชุม เพื่อหาข้อสรุปในเงื่อนไขพรรคเล็กต่อรองขอตำแหน่ง คาดว่าจะจบภายในเร็วๆ นี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นและเข้าใจพรรคเล็ก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัสกล่าวถึงเรื่องที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เตรียมแถลงถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลว่า รู้มาสักพักแล้วว่านายมงคลกิตติ์จะขอลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเคารพการตัดสินใจและให้อิสระ เพราะนายมงคลกิตติ์ยืนยันแล้วว่าจะเลือกฝ่ายประชาชน ก็ต้องปล่อยเขาไป ส่วนเรื่องความชัดเจนในการลาออกนั้น คาดว่าจะชัดเจนหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคไทยศรีวิไลย์ในวันที่ 13 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;(ปชป.) กล่าวเรื่องนี้ว่า แต่ละพรรคย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจดำเนินการตามวิธีทางการเมืองที่เห็นว่าสมควร &amp;nbsp;แต่ถ้าเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้วคงเป็นภารกิจของพรรค พปชร.ต้องไปประสานงาน ซึ่งพรรค ปชป.เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งที่อยู่พรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดียวกัน ส่วนจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่นั้น ต้องให้พรรคแกนนำเป็นผู้ดำเนินการ คิดว่าอยู่ในขั้นตอนที่ยังไม่จบทั้งหมด ต้องรอถามคนที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมงคลกิตติ์กล่าวยืนยันว่า ยังมีจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.ต่อไปอย่างแน่นอน แม้เมื่อวันที่ 11 ส.ค.จะมีคนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.ประวิตร อย่าง พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ส.ว. โทรศัพท์มาพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ โดยยังเคารพและศรัทธาใน พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรเหมือนเดิม แต่ทุกอย่างสายไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปได้ แม้มีตำแหน่งทางการเมืองมาให้พรรคเล็กก็ตาม แต่ยืนยันว่าอะไรที่ดีควรสนับสนุนก็จะสนับสนุนรัฐบาล แต่อะไรที่ไม่ดีก็ไม่เห็นด้วย โดยจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์ระบุว่า การที่ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องของตำแหน่งข้าราชการการเมืองเป็นเพียงแค่ 20% ในการตัดสินใจ แต่ยังมีเรื่องของการรับไม่ได้กับนโยบายของรัฐบาลที่จะเพิ่มภาษีน้ำมัน &amp;nbsp;ซึ่งขัดกับนโยบายของพรรคไทยศรีวิไลย์ รวมถึงนโยบายประชานิยมแจกเงินของพรรค พปชร. รวมถึงประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกฯ ส่วนกระแสข่าวที่ว่ามีการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองให้กับอดีตภรรยา ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค อันดับที่ 3 มีการเสนอมาจริง แต่อดีตภรรยาปฏิเสธไม่รับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์ย้ำว่า ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 13.00 น. กรรมการบริหารพรรคจะแถลงข่าวประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระอย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 14.30 น. ที่อาคารทีพีแอนด์ที วิภาวดีรังสิต 9 พรรคเล็กที่ประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย, พรรคประชาภิวัฒน์, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคประชานิยม, พรรคประชาธรรมไทย, พรรคพลเมืองไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคพลังธรรมใหม่ จะแถลงจุดยืนทางการเมืองเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ระบุว่า กลุ่มพรรคเล็กได้รับการประสานเป็นการภายในจาก ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนัดรับประทานอาหารและปรึกษาหารือทางการเมืองในวันอังคารที่ 13 ส.ค. นี้ เวลา 13.30 น. จากนั้นจะแถลงข่าวอีกครั้งที่พรรคประชานิยม โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว กลุ่มพรรคเล็กพอใจในการสนับสนุนรัฐบาลต่อไป แต่อาจมีบางพรรคที่ยังมีท่าทีบางอย่างอยู่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพรรคดังกล่าวซึ่งก็มีอยู่ 1 พรรคเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย กล่าวว่า การหารือพรรคเล็กในวันนี้เบื้องต้นพวกเราทั้ง 9 คนยังจับกลุ่มอยู่อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม โดยไม่มีการแยกตัวไปเป็นฝ่ายค้านอิสระแต่อย่างใด แต่ในส่วนของนายมงคลกิตติ์ยังไม่ทราบท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อ คิดว่าเขาอาจน้อยใจที่นโยบายของเขาไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล แต่เท่าที่ทราบเจ้าตัวจะแถลงข่าวในวันที่ 13 &amp;nbsp;ส.ค.นี้ ซึ่งต้องรอดูท่าทีที่ชัดเจนของเขาอีกครั้ง แต่ในส่วนของเรา 9 คนยืนยันว่าเรายังจับกลุ่มเหนียวแน่นเป็นอย่างดี
แจกเก้าอี้ 9 พรรคเล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าพวกเราทั้ง 9 คนไม่ได้มีปัญหาเรื่องตำแหน่งในรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นวิจารณญาณของนายกฯ นอกจากนี้เท่าที่ทราบในเบื้องต้น กลุ่มพรรคเล็กจะนัดทานอาหารร่วมกับ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ในวันที่ 15 ส.ค. ยังไม่ระบุเวลาและสถานที่ที่แน่นอน&amp;rdquo; พล.ต.ทรงกลดระบุ
รายงานข่าวจาก พปชร.แจ้งว่า พปชร.ได้ตกลงยอมแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง โดยเฉพาะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีให้กลุ่มพรรคเล็กแล้ว โดยเบื้องต้นที่ลงตัวมีประมาณ 4-5 พรรค และจะทยอยนำรายชื่อเข้า ครม.ในวันที่ 13 ส.ค. หากการตรวจสอบคุณสมบัติผ่านเรียบร้อย เบื้องต้นมีรายชื่อนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ซึ่งลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว จะดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นโควตาของพรรคครูไทยเพื่อประชาชนของนายปรีดา บุญเพลิง, นพ.นิทัศน์ รายยวา เลขาธิการพรรคพลังธรรมใหม่ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน, โควตากรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จัดสรรให้พรรคประชาธิปไตยใหม่ของนายสุรทิน พิจารณ์, โควตากรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสรรให้พรรคพลังไทยรักไทยของนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ขณะที่พรรคอื่นๆ อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ หากทุกอย่างเรียบร้อยจะทยอยนำรายชื่อเข้า ครม.ต่อไปจนครบทุกพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังจัดสรรตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีให้นายชื่นชอบ คงอุดม บุตรชายนายชัชวาลล์ &amp;nbsp;คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ส่วนจะไปอยู่ที่กระทรวงใดนั้นขึ้นอยู่กับนายกฯ เป็นผู้พิจารณา เนื่องจากตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีมีกำหนดวาระคราวละ 1 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร.ยังพิจารณารายชื่อบุคคลของพรรคที่จะดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในที่ประชุม ครม.วันที่ 13 ส.ค.อีกรอบ โดยมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.ที่สอบตกและคนใกล้ชิด ส.ส.ได้รับการเสนอชื่อหลายคน เช่น นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. &amp;nbsp;ถูกเสนอให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายพุทธิพงษ์, น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครพนม และหลานสาว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีของนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม, นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และนายวิวัฒน์ &amp;nbsp;นิติกาญจนา สามีนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ป้อมลงการเมืองเต็มตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุอีกว่า ที่ประชุมยังมีวาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.การเสนอขอเปิดประชุมพรรคเพื่อปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ยึดโยงกับ ส.ส.และประชาชน 2.การตั้งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งมีชื่อของ พล.อ.ประวิตรที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้ว เพื่อให้เป็นศูนย์กลางควบคุม ส.ส. ประสานงานตลอดจนรับฟังปัญหา ส.ส.จากทุกภาค โดยรูปแบบจะมีการตั้งผู้อำนวยการภาคในแต่ละภาค เพื่อรับปัญหามาแล้วส่งเข้าสู่ส่วนกลาง คาดว่าจะมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในครั้งต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรค พท.กล่าวถึงกรณีดารานักแสดงที่หันมาสนใจงานการเมืองว่า บางท่านไปอยู่ผิดที่ผิดเวลาผิดพรรค ทำให้วิถีชีวิตทางการเมืองไม่เป็นไปตามเป้าหมาย &amp;nbsp;อย่างกรณีฟิล์ม นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ที่ประกาศลาออกจากพรรคพลังท้องถิ่นไท จึงขอเชิญชวนคุณฟิล์มมาร่วมงานเพื่อจะได้สานต่อหรือทำงานทางด้านการเมือง เพราะนโยบายพรรคหัวใจคือประชาชน &amp;nbsp;และเพื่อความถูกต้องที่จะร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายจุรินทร์ยังกล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านจัดแคมเปญแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่าจุดยืนของพรรค ปชป.ยังไม่เปลี่ยนแปลง และได้เสนอเป็นนโยบายรัฐบาลใน 12 ข้อ ซึ่งเมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย ทั้งเรื่องการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหมวดที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นปราการด่านสำคัญที่จะส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นไปได้ยาก หรือเกือบจะเรียกว่าแก้ไขไม่ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาหรือเกินกว่ากึ่งหนึ่ง และยังมีเงื่อนไขพ่วงมาอีกหลายข้อ เช่น ในจำนวนเสียงที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้นเป็นฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20% &amp;nbsp;หรือเป็นเสียงจาก ส.ว.ที่ต้องประกอบอยู่ในนั้นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และบางกรณีต้องทำประชามติ ถือเป็นเงื่อนไขประกอบ ส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก ซึ่งมีหลายฝ่ายกังวล เพราะเมื่อการเมืองถึงทางตันเราไม่อยากเห็นวิถีทางที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;จนเป็นที่มาของพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขหลักเกณฑ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญในอนาคตแก้ไขได้ง่ายเสียก่อน โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา คาดว่าจะเพียงพอ และจะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญจะได้เสียงสนับสนุนมากกว่าการแก้ไขใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ไม่อยากไปก้าวล่วงความคิดคนอื่น เพราะทุกคนมีสิทธิ์ในการเสนอความคิดเห็นตามแนวทางที่คิดว่าควรจะเป็น ซึ่งเคารพความคิดเห็นของฝ่ายค้าน แต่ในส่วนของรัฐบาลก็มีแนวความคิดเช่นนี้เหมือนกัน และถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพียงแต่ต้องหารือในช่วงเวลาที่เหมาะสม &amp;nbsp;โดยยังมองว่าปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาความยากจน และปัญหาเกษตรก่อน แต่ทั้ง 2 เรื่องสามารถทำควบคู่กันไปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43306</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรายุ ห่วงทรัพย์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ภูมิธรรม เวชยชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d51811dab715.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นกกต.เบรกพรรคทรงกลด ฟันคฑาเทพส่อผิดจริยธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ควันหลงเลือกตั้งยังป่วน! 69 สมาชิกพรรคพลังชาติไทยร้อง กกต.สอบ &amp;quot;ทรงกลด&amp;quot; พร้อมระงับการประชุมใหญ่ เหตุ กก.บห.ขับออกจากพรรคมิชอบหลังระดมผู้สมัครขอชดเชยค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง &amp;nbsp;ขณะที่อดีตผู้สมัครพลังไทยรักไทยจี้ กกต.เอาผิด &amp;quot;คฑาเทพ&amp;quot; ปูดติดสินบน 1 ล้านแลกพรรคได้ร่วมรัฐบาล ซ้ำหนีไม่จ่ายค่าหาเสียงเลือกตั้งตามสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 17 มิถุนายน นายพรพิพัฒ พรหมชนะ อดีตนายทะเบียนและกรรมการบริหารพรรคพลังชาติไทย รวมทั้งตัวแทนสมาชิกพรรค เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธาน กกต.เพื่อให้ตรวจสอบ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค &amp;nbsp;และให้มีคำสั่งด่วนที่สุด ระงับการประชุมใหญ่ของพรรคที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 มิ.ย. ที่โรงแรมเวสท์เกต &amp;nbsp;เรสซิเดนท์ เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคได้มีมติไล่ตนเองและสมาชิกรวมจำนวน 69 คนออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 63 (4) ที่เห็นว่าพวกตนก่อการเป็นเหตุให้พรรคเสียหาย ทั้งที่เราไม่ได้ทำความผิด และจะเห็นว่าเป็นการไล่ออกทั้งที่ไม่ผิด &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ต้องการให้ กกต.ระงับการประชุมดังกล่าว และจะต้องไม่ให้พวกตนพ้นจากสมาชิกภาพ เนื่องจากไม่ได้ทำผิดใดๆ เพราะผลจากการที่พรรคให้พวกตนออกทำให้ไม่สามารถโหวตเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรพิพัฒกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่พรรคไม่ได้รับการเลือกตั้งตามเป้าที่ประกาศไว้ ตนในฐานะกรรมการบริหารพรรคก็แสดงสปิริตลาออกจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และได้มีการพูดคุยกับผู้สมัคร ส.ส.ในเรื่องค่าใช้จ่ายเพื่อขอรับการเยียวยาจากพรรค แต่พรรคกลับมีหนังสือแจ้งให้พ้นสมาชิกภาพทั้ง 69 คน โดยอ้างว่าก่อความวุ่นวายทำให้พรรคได้รับความเสียหาย จากการไปรวบรวมผู้สมัครมาเรียกร้องค่าเยียวยาจากพรรค เป็นการปลุกระดมทั้งที่ไม่มีการทำหนังสือแจ้งความผิดและทำการสอบสวนก่อน ซึ่งมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ ทำให้สมาชิกไม่สามารถเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวินัย ไชยบุตร เลขาธิการพรรคพลังไทยรักไทย พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค &amp;nbsp;ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.ทวงถามความคืบหน้า กรณีก่อนหน้านี้ได้ยื่นขอให้ กกต.ถอดถอนนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย เนื่องจากกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายวินัยกล่าวว่า พรรคพบหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่านายคฑาเทพกระทำผิดจริง โดยนายคฑาเทพได้เขียนจดหมายด้วยลายมือตนเองลงวันที่ 29 ม.ค.ถึงผู้ใหญ่คนหนึ่งที่มีชื่อเสียง โดยมีเนื้อหาเสนอว่า &amp;quot; จะสนับสนุนเงินให้ 1 ล้านบาทในนามพรรคพลังไทยรักไทย หากพรรคได้ร่วมรัฐบาล และหากมีตำแหน่งรัฐมนตรี พรรคยินดีมอบตำแหน่งดังกล่าวให้&amp;quot; ซึ่งประเด็นนี้กรรมการบริหารพรรคไม่เคยรู้เห็นด้วยมาก่อน เพราะไม่เคยมีการนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคว่านายคฑาเทพได้ไปสัญญาอะไรกับใครไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เมื่อกรรมการบริหารพรรคพบจดหมายฉบับดังกล่าว เห็นว่าเป็นการทำผิดจริยธรรมและอาจผิดกฎหมายด้วยจึงมายื่นขอให้ กกต.ดำเนินการ แต่ผ่านมานานแล้ว กกต.ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงได้มาทวงถามและยื่นหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้เร่งดำเนินการถอดถอนนายคฑาเทพออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังไทยรักไทย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังไทยรักไทยยังได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ขอความเป็นธรรม กรณีที่นายคฑาเทพให้คำสัญญากับผู้สมัครของพรรคว่าจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง &amp;nbsp;เพราะเมื่อเลือกตั้งแล้วเสร็จและนายคฑาเทพได้เป็น ส.ส.ก็เงียบหายไปติดต่อไม่ได้ ทั้งที่ผู้สมัครเชื่อคำพูดนายคฑาเทพและนำเงินส่วนตัวเฉลี่ยคนละ 2-4 แสนบาทจ่ายค่าหาเสียงเลือกตั้งไปก่อนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ได้มีหนังสือชี้แจงไปถึงหัวหน้าพรรคไทรักธรรม เรื่องการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อว่า ตามที่ได้มีหนังสือขอให้ทบทวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ และขอให้เพิกถอนประกาศ กกต.เรื่องผลการเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ครั้งที่ 2) ที่ลงวันที่ 28 พ.ค.62 นั้น กกต.ขอแจ้งให้ทราบว่าการประกาศผลการรวมคะแนน ส.ส. กกต.ประจำเขตเลือกตั้งจะต้องนำผลคะแนนจากรายงานผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งปกติรายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง และรายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักรรวมกันเพื่อประกาศผลการรวมคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ในการเลือกตั้งทั่วไปที่ได้ประกาศผลเมื่อวันที่ 28 มี.ค.62 กกต.พบว่าเมื่อ กกต.ประจำเขตเลือกตั้งบางแห่งไม่ได้นำผลคะแนนที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักรมารวมผลคะแนนด้วย จึงได้สั่งการให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดตรวจสอบความถูกต้องของการนับคะแนนอีกครั้ง เมื่อ กกต.ได้รับข้อมูลผลการรวมคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่มีการตรวจสอบความถูกต้องครบทุกเขตเลือกตั้งแล้ว จึงได้เสนอ กกต.เพื่อคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อภายหลังประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 349 เขต ตามมาตรา 129 ประกอบมาตรา 128 แห่ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนรวมที่ใช้ในการคำนวณ 3,957,620 คะแนน ซึ่ง กกต.ประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ครั้งที่ 1) ตามผลการคำนวณจำนวน 26 พรรคการเมือง 149 คน โดยพรรคไทรักธรรมได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อได้มีการเลือกตั้ง ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 ใหม่ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. กกต.ก็ได้คำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อใหม่ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 เขต ตามมาตรา 128 ประกอบมาตรา 129 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 61 พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนรวมที่ใช้ในการคำนวณ 3,959,358 คะแนน ซึ่งมีผลให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ครั้งที่ 2) เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ตามผลการคำนวณจำนวน 25 พรรค 150 คน โดยพรรคไทรักธรรมไม่ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในการประกาศการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว และทำให้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทรักธรรมพ้นจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38794</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ขับออกจากพรรคมิชอบ, นายคฑาเทพ  เตชะเดชเรืองกุล, พรรคพลังชาติไทย, พรรคพลังไทยรักไทย, พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190617/image_big_5d07a0027485e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคทรงกลดป่วน!69สมาชิกร้องกกต.ระงับการประชุมใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.62 - &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.)​ &amp;nbsp;นายพรพิพัฒ พรหมชนะ อดีตนายทะเบียนและกรรมการบริหารพรรคพลังชาติไทย &amp;nbsp;รวมทั้งตัวแทนสมาชิกพรรค &amp;nbsp;ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อให้ตรวจสอบพล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค &amp;nbsp;และให้มีคำสั่งด่วนที่สุด ระงับการประชุมใหญ่ของพรรค ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 มิ.ย. ที่โรงแรมเวสต์เกต เรสซิเด้นท์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรพิพัฒ &amp;nbsp;กล่าวว่าเนื่องจากกรรมการบริหารพรรคได้มีมติไล่ตนเองและสมาชิกรวมจำนวน 69 คน &amp;nbsp; ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค &amp;nbsp;ตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 63 (4 ) &amp;nbsp;ที่เห็นว่าเราก่อการเป็นเหตุให้พรรคเสียหาย &amp;nbsp;ทั้งเราไม่ได้ทำความผิดและจะเห็นว่าเป็นการไล่ออกทั้งที่ไม่ผิด &amp;nbsp; ทั้งนี้ต้องการกกต.ระงับการประชุมดังกล่าวและจะต้องไม่ให้พวกตนพ้นจากสมาชิกภาพ &amp;nbsp;เนื่องจากไม่ได้ทำผิดใดๆ เพราะผลการที่พรรคให้พวกตนออก จะมีผลต่อการที่พวกตนไม่สามารถโหวตเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรพิพัฒ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่พรรคไม่ได้รับการเลือกตั้งตามเป้าที่ประกาศไว้ ตนในฐานะกรรมการบริหารพรรค ก็แสดงสปิริตลาออกจากกรรมการบริหารพรรค เพื่อแสดงความรับผิดชอบ &amp;nbsp;และได้มีการพูดคุยกับสมัคร ส.ส.ในเรื่องค่าใช้จ่าย เพื่อขอรับการเยียวยาจากพรรค &amp;nbsp;แต่พรรคกลับมีหนังสือแจ้งพ้นสมาชิกภาพทั้ง 69 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp; โดยอ้างว่าก่อความวุ่นวายทำให้พรรคได้รับความเสียหาย ที่ไปรวบรวมผู้สมัครเรียกร้องค่าเยียวยาจากพรรค &amp;nbsp;เป็นการปลุกระดม ทั้งที่ไม่มีการทำหนังสือแจ้งความผิดและทำการสอบสวนก่อน ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ ทำให้สมาชิกไม่สามารถจะเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ได้. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38759</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรพิพัฒ พรหมชนะ, พรรคพลังชาติไทย, พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190617/image_big_5d07558d92d67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคตั้งใหม่ ในสถานการณ์พลังดูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;พลังดูด โดยพรรคทหาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทำดีล-มีคุยกันไว้แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านพ้นช่วงให้สมาชิกพรรคการเมืองเก่าหรือพรรคการเมืองที่จัดตั้งก่อนการประกาศใช้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2560 มายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคไปแล้วเมื่อ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยทุกพรรคพบว่ายอดสมาชิกมายืนยันตัวลดลง บางพรรคยอดยืนยันเมื่อเทียบกับจำนวนเดิมพบว่าหายไปจำนวนมาก ขณะเดียวกันตอนนี้ก็มีความเคลื่อนไหวการเมืองว่าด้วย เรื่องการดูดอดีต ส.ส.-ดูดนักการเมือง เพื่อให้ย้ายพรรค เปลี่ยนค่ายกันมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในมุมวิเคราะห์ของพรรคการเมืองใหม่ที่ยื่นขอจัดตั้งพรรคใหม่ต่อสำนักงาน กกต. อย่าง พรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งเป็นการรีเทิร์น-รีแบนด์พรรคเดิม พรรคพลังธรรม ที่ตั้งโดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง และเคยเป็นพรรคที่ ทักษิณ ชินวัตร เคยเป็นนายทุนและหัวหน้าพรรคมาแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อใหม่ทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะมีประสบการณ์การเมืองทั้งในพรรคการเมืองและการเมืองภาคประชาชนมาหลายสิบปี ตั้งแต่ยุค 6 ตุลาคม 2519 และเริ่มเข้าสู่การเมืองกับพรรคพลังธรรมตั้งแต่ยุคแรกๆ บทบาทการเมืองล่าสุด คือเป็นหนึ่งในแนวร่วม กปปส.-อดีตแกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย ซึ่ง นพ.ระวีได้วิเคราะห์ทิศทางการเลือกตั้ง-การเมืองในช่วงต่อจากนี้ โดยเฉพาะความพยายามของเครือข่าย คสช.ในการตั้ง พรรคทหาร และเส้นทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มองว่ามีโอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสูงมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี-ผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ พูดเข้าประเด็นเลยว่า ปรากฏการณ์การดูดนักการเมืองให้ย้ายพรรคเวลานี้ ชัดเจนว่าเป็นปรากฏการณ์น้ำเน่าทางการเมือง และยังสวนทางกับรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง เพราะคนที่ไปดูดมา มีคำถามจากคนในสังคมว่าคุณจะปราบโกงหรือจะแบ่งเค้กกันแน่ สวนทางกับเส้นทางปฏิรูปที่ คสช.วางไว้ว่าบิ๊กตู่จะมาปฏิรูป แต่ตอนนี้ที่มีการดูดกันทางการเมืองมันสวนทางกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นพ.ระวี ให้มุมมองว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่ามองในมุมใด หากมองในแง่ร้ายก็เหมือนกับที่นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรค ปชป.พูดว่าตอนนี้ไข้เลือดออกกำลังระบาดในเมืองไทย สิ่งที่ คสช.ทำมันคือน้ำเน่าทางการเมือง เมื่อมีน้ำเน่าก็เกิดยุงลายไปกัดพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย พรรคเครือข่ายเพื่อไทย เกิดไข้เลือดออกจากพรรคเหล่านี้ ไหลมาที่พรรคทหารที่กำลังจะตั้งขึ้น แต่หากมองในแง่ดี เป้าหมายของบิ๊กตู่คือต้องการรีเทิร์นกลับมาเป็นนายกฯ ตอนนี้บิ๊กตู่เหมือนเป็นผู้ร้าย แต่หากเขาเกิดได้เป็นรัฐบาลกลับมา แล้วมาทำปฏิรูปจริงจัง เขาก็เป็นพระเอกตอนท้าย แต่หากเขาไม่ปฏิรูปจริงจัง ก็เป็นผู้ร้ายตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ระวี กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามที่ประกาศไว้คือ ก.พ.ปีหน้า จะเป็นการปะทะกันดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เงินจะเดินสะพัดนับแสนล้านบาท เพราะมี 2 พรรคที่มีความพร้อม ในอดีตมีแค่เพื่อไทยพรรคเดียวที่มีความพร้อม เลือกตั้งกี่สมัยก็หยุดไม่ได้ ในอดีตพวกนายทหารที่ทำพรรคการเมือง เช่น สมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ สมัยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ลงเลือกตั้งไม่กี่ครั้งหรือครั้งเดียวก็หายไปแล้ว แต่รอบนี้พรรคทหารที่จะตั้งขึ้น คงไม่หายไปง่ายๆ เพราะมีการเตรียมการตั้งพรรคไว้เพื่อไม่ให้ยุติไปโดยง่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;..ทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นดุเดือดที่สุด เพราะสำหรับทักษิณ ชินวัตร จะเป็นการเลือกตั้งที่เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ต้องไม่ลืมว่าถึงตอนเลือกตั้ง เพื่อไทยหยุดการเป็นรัฐบาลมา 4 ปีกว่า แต่ถึงตอนนั้นทักษิณก็อายุจะ 70 ปีแล้ว หากเลือกตั้งรอบนี้ทักษิณแพ้ บิ๊กตู่ได้เป็นนายกฯ แล้วรัฐบาลอยู่โดยราบรื่น คงไม่ได้อยู่กันแค่ปีเดียว จะต้องวิ่งอยู่ต่อไปเรื่อยๆ อีก 4-5 ปี ถึงตอนนั้นทักษิณก็อายุมากแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...ทักษิณต้องทุ่มสุดๆ เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ในทางการลงทุน หากทักษิณไม่จ่ายตอนนี้ อนาคตไม่มีโอกาสจ่าย ขณะเดียวกันฝ่าย คสช. บิ๊กตู่ ก็ต้องพยายามเอาชนะทักษิณให้ได้ ไม่ว่าทักษิณมาไม้ไหน บิ๊กตู่ต้องทุ่มทุกด้าน เพื่อเอาชนะให้ได้ ศึกครั้งนี้จึงใหญ่หลวง ทำให้การเมืองจะปะทะดุเดือด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...แล้วครั้งนี้เพื่อไทยไม่ได้รบพรรคเดียว แต่มาเป็นทีม มีแนวร่วม ไม่ใช่พรรคเสียบ แต่เป็นแนวร่วมเพื่อไทยเลย มีหลายพรรค ขณะเดียวกันฝ่าย คสช.ก็ไม่ได้มีแค่พรรคทหาร พลังประชารัฐ พรรคเดียว แต่มีพรรคแนวร่วมด้วย เช่น ฝ่าย กปปส.-พรรคประชาชนปฏิรูปของไพบูลย์ นิติตะวัน หรือพรรคพลังชาติไทย ของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ และอีกหลายพรรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพรรคเสียบ มีทั้งพรรคเก่า และพรรคใหม่ พวกนี้หากฝ่ายไหนได้เปรียบก็จะขอเสียบ ขออยู่ด้วยทันที ในอดีตเพื่อไทยสู้กับประชาธิปัตย์ แต่รอบนี้ไม่ใช่ จะมีพรรคแนวร่วมด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...การเมืองไทยที่จะเกิดในอนาคต มองว่าอาจจะมีปัญหา เพราะมีพรรคเล็กพรรคน้อยมากมาย อาจจะมีพรรคได้ ส.ส. 1-3 คน จำนวนมาก ก็อาจจะถูกดึงไปร่วมตั้งรัฐบาล ทำให้เมื่อไปร่วมรัฐบาล มองเห็นภาพได้ว่า แม้จะเป็นเรื่องดี ที่จะมีพรรคซึ่งเป็นตัวแทนคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่ก็จะเกิดสภาพที่เวลามีการโหวตเรื่องสำคัญ จะต้องมีการลงทุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอระวี วิเคราะห์การเมืองและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น โดยโฟกัสไปที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคเวลานี้ เริ่มจาก พรรคเพื่อไทย ที่เขาประเมินวิเคราะห์ว่า สำหรับพรรคเพื่อไทยต้องบอกว่าเมื่อผมมาทำพรรคพลังธรรมใหม่ ผมเดินสายมาแล้ว 51 จังหวัด ผมเห็นเลยว่ากระแสนิยมพรรคเพื่อไทยสูงมาก เป้าหมายของเพื่อไทยผมมองว่าต้องให้ได้ 230 เสียง ที่จะเป็นตัวเลขชี้ขาดชัยชนะเพื่อไทย หากทำได้ตามเป้า แล้วพรรคแนวร่วมของเพื่อไทยทำได้ตามเป้าอีก จนรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้เกิน 250 เสียง โอกาสเกิดนายกฯ คนนอกก็เป็นศูนย์ ดับฝันประยุทธ์ โดยเพื่อไทยก็ต้องพยายามทำให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ทำได้ตามยอดที่เคยได้ในอดีต เช่น ที่เคยได้ตอนเลือกตั้งรอบที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 49 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ ส.ส.ตามเป้า 230-240 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เพื่อไทยจะเดินเกม โดยในระบบเขตเพื่อไทยจะต้องส่งตัวจริงลงเต็มทุกพื้นที่ อย่างรอบที่แล้วบางพื้นที่เช่นภาคใต้ เพื่อไทยเขาไม่เอาเลย ทั้งที่ในภาคใต้เสื้อแดงมีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เช่นประชากร 180,000 ซึ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ 18,000 คน ทำให้เมื่อไม่สู้ เพื่อไทยก็ได้แค่บางเขต 1-2 พันคะแนน แต่รอบนี้เพื่อไทยคงลงมาสู้จริง เพราะที่ผ่านมาอย่างภาคใต้ลงไปยังไงก็แพ้ คะแนนก็หายไป แต่คราวนี้เพื่อไทยคงส่งตัวจริงลงสู้แล้วอัดเงินลงไป หากทำได้สัก 20,000 ต่อเขต ภาคใต้มี 49 เขต ก็ได้มาล้านกว่าคะแนน นอกจากนี้ในเขตพรรคการเมืองเครือข่ายเพื่อไทย หากเขตไหนที่ไม่ได้ไปตกลงกับเพื่อไทย ทางเพื่อไทยจะส่งคนลงไปบี้หมด หากไม่ตกลงกับเขาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ ก็ส่งลงไปบี้หมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...350 เขต คูณด้วย 30 ล้านต่อเขต ก็ระดับหมื่นล้านเท่านั้นเอง เขาบี้เพื่อเอาคะแนนสัดส่วนขึ้นมา หากทำได้ตามเป้า คือให้ได้เท่าเดิมสัก 49 เปอร์เซ็นต์ แม้ต่อให้จะมีพรรคเล็กพรรคน้อยมาแย่งคะแนน หากเพื่อไทยทำได้ตามเป้า บิ๊กตู่จบเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อไทยก็จะทุ่มแหลก ที่มีการบอกกันว่า รธน.ที่ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม นับทุกคะแนนเสียง แล้วจะทำให้พรรคเพื่อไทย ดูแล้วอาจไม่ใช่ เพราะหากเขาทำคะแนนสัดส่วนให้ได้ถึงครึ่ง พรรคก็จะได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของสภา ที่ก็จะครองเสียงข้างมาก ต่อให้ผู้สมัคร ส.ส.เขตของพรรคแพ้บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะ รธน.บัญญัติให้พรรคการเมืองได้ ส.ส.ตามคะแนนที่ได้จากทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อไทยก็จะรบเต็มพื้นที่ ประชาธิปัตย์ก็จะมีคะแนนลดลงเมื่อเจอศึกนี้เข้า ในภาคใต้ แม้ประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.เขต แต่คะแนนที่ได้ก็จะลดลง หากเพื่อไทยสู้เต็มที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ที่บอกว่าเดินสายไปหลายสิบจังหวัด พบว่าคะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยยังสูงมาก เป็นเพราะอะไร? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเดินสายไปคุยหลายจังหวัด อย่างภาคเหนือคนยังเชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังทำงานได้ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ที่เคยทำแล้วรัฐบาลทำตอนนี้ คนก็บอกว่าไปเดินตามก้นเขา แล้วหลายที่รวมถึงกองเชียร์ คสช.เขาก็บอกว่า รัฐบาลตอนนี้ไม่ปฏิรูปจริง ไม่ทำจริง 4 ปีที่ผ่านมา คนเปิดโอกาสให้ แต่กลับทิ้งโอกาสทอง หากบิ๊กตู่ทำดี ผมจะตั้งพรรคการเมืองทำไม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเพื่อไทยรวบรวมเสียง ส.ส.จัดตั้งรัฐบาลได้เกิน 300 เสียง ถามว่าบิ๊กตู่จะมาใช้เสียง ส.ว. 250 เสียง มาบีบเพื่อไทยไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มีความชอบธรรม แต่หากว่าเพื่อไทยได้ 200 กว่าเสียง ยังอาจพอไล่บี้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;พรรคทหารกับพลังดูด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี-อดีตแกนนำเครือข่าย กปปส. กล่าวต่อไปถึงการเกิดขึ้นของ พรรคทหาร ว่า เคยวิเคราะห์ไว้หลายเดือนก่อนหน้านี้ว่า บิ๊กตู่ต้องตั้งพรรคทหาร เพราะทางเดินที่สวยที่สุดของบิ๊กตู่ก่อนหน้านี้คือ กลับมาเป็นนายกฯ คนนอก โดยบอกว่าพวกคุณนักการเมืองตกลงกันไม่ได้ ต้องไปเชิญบิ๊กตู่เข้ามาเป็นนายกฯ คนนอก แต่มันเป็นความเพ้อฝัน อย่างที่ผมวิเคราะห์คือ หากพรรคเพื่อไทยได้เกิน 250 เสียง ปิดทางเลยนายกฯ คนนอก ตอนนี้บิ๊กตู่ทำเพื่อให้ตัวเองกลับมาเป็นนายกฯ เขาก็ต้องตั้งพรรคทหาร ซึ่งผมเคยวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้เมื่อหลายเดือนที่แล้ว ว่าจะมีการตั้งพรรคทหารแล้วบิ๊กตู่ต้องมาเส้นทางนายกฯ คนใน ซึ่งวันนี้ชัดแล้ว ตั้งพรรคทหาร เพราะหากพลาด เพื่อไทยได้เสียงข้างมาก ที่บิ๊กตู่รอจะเป็นนายกฯ คนนอก ทุกอย่างสูญเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือ หากบิ๊กตู่จะเป็นนายกฯ คนใน จะอยู่พรรคไหน หากไปไล่เรียงดู ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังชาติไทย ของพลตรีทรงกลด พรรคประชาชนปฏิรูปของไพบูลย์ หรือพรรค กปปส. ทั้งหมดดูแล้ว บิ๊กตู่คงไปอยู่กับพรรคพวกนี้ไม่ได้ จากเหตุผลเรื่องนโยบาย บุคลิก อีกทั้งเสี่ยงเกินไป เพราะ 3 พรรคดังกล่าว อาจไม่ได้ ส.ส.ถึง 25เสียง ดังนั้นบิ๊กตู่มีทางเดียว ต้องตั้งพรรคทหาร และต้องได้ ส.ส.อย่างน้อย 50 คน แต่ก็เชื่อว่าเขาคงตั้งเป้าจริงๆ เกิน 100 เสียง เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;hellip;ส่วนการทำให้ได้ ส.ส.เกิน 50 เสียงจะทำอย่างไร ก็คือสาเหตุที่ต้องมีการ ดูด แล้วก็ใช้เงินเกินดุลเพื่ออัดลงไปในโครงการต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน เพื่อหาเสียงพูดง่ายๆ แล้วก็ทำงานเป็นระบบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคทหารมีนักยุทธศาสตร์ นักยุทธวิธี เขาคิดแล้วว่าจะชนะพรรคเพื่อไทยได้ยังไง คือทำให้เพื่อไทยได้ ส.ส.ไม่เกิน 200 เสียง ที่หากทำได้ บิ๊กตู่กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ฟังก์ชั่นที่สุด ก็คือการ ดูด ที่ก็ต้องเน้นไปที่พรรคเพื่อไทย ส่วนประชาธิปัตย์ก็ดูดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งถ้าเป็นผม ผมก็เชื่อว่าบิ๊กตู่คงตั้งเป้าดูดอดีต ส.ส.เพื่อไทย ไม่ต่ำกว่า 150 คน โดยหากพรรคทหารได้ ส.ส.เกิน 100 เสียง การเป็นนายกฯ ของบิ๊กตู่ หลังเลือกตั้งก็สง่างาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคทหาร บวกประชาธิปัตย์ บวกพรรคแนวร่วม และบวกพรรคเสียบ โดยมีพรรคทหารที่มี ส.ส.ระดับเกิน 100 เสียงขึ้นไป ก็สง่างามสำหรับบิ๊กตู่ที่จะกลับมาเป็นนายกฯ หรือแม้แต่พรรคทหาร ถึงหากได้สัก 50 เสียง ก็ยังโอเคอยู่ หากรวมคนได้ แต่พรรคเพื่อไทยต้องได้ ส.ส.ต่ำกว่า 200 เสียง แค่นี้บิ๊กตู่ก็ได้เป็นนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ระวี วิเคราะห์อีกว่า การดูดก็อาจแยกเป็น 2 กลุ่ม คือหนึ่ง ดูดพวกที่มีศักยภาพเข้มแข็ง เช่นพวกคนของเพื่อไทยหรือแนวร่วมพรรคเพื่อไทย ที่เป็นกลุ่มคนซึ่งมั่นใจว่าดูดเข้ามาแล้ว จะทำให้พรรคได้ ส.ส.ในการเลือกตั้ง สู้กับฝ่ายเพื่อไทยได้ เช่น กลุ่มสะสมทรัพย์ กลุ่มชลบุรี และกลุ่มอื่นๆ ที่จะดูดมา เช่น กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่เป็นกลุ่มซึ่งมีศักยภาพในพื้นที่ กลุ่มที่สอง คือดูดคนของเพื่อไทย ที่ดูดมาแล้ว อาจจะแพ้เลือกตั้ง คือไปดูดอดีต ส.ส.เพื่อไทยมา แล้วเพื่อไทยส่งคนอื่นลงแทน แล้วสู้กัน คนที่พรรคทหารไปดูดมา อาจเกิดพลิกล็อกแพ้คนของเพื่อไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...อย่างไรก็ตาม ต่อให้แพ้ แต่ก็คุ้ม เพราะเมื่อดูดมาได้ คะแนนสัดส่วนของเพื่อไทยก็จะลดลง เช่น หากไปดูอดีต ส.ส.อีสานหรือภาคเหนือของเพื่อไทยออกมา โดยมีฐานคะแนนอยู่ที่ 80,000 คะแนน แล้วเพื่อไทยส่งคนใหม่มาลงแทน เช่น เป็นอดีต ส.จ. นายกฯ อบจ. ซึ่งต่อให้คนใหม่ของเพื่อไทยชนะ คะแนนก็จะไม่มาก อย่างมากก็ 60,000 คะแนน เพราะจะมีพรรคอื่นไปตัดคะแนนอีก คะแนนจาก 80,000 เหลือ 60000 คะแนน หายไป 20,000 คะแนน ถ้าร้อยคน หายไป 20,000 ก็เท่ากับ 2 ล้านคะแนนแล้ว ส่วนคนของพรรคทหาร แม้แพ้เลือกตั้ง แต่เมื่อมีการทุ่มหลายอย่างลงไป ก็อาจได้มา 40,000 คะแนน หากแม้แพ้สัก 100 คน ก็เท่ากับ 4 ล้านเสียงแล้ว นี่คือพลังดูด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี วิเคราะห์พรรคทหารที่กำลังเคลื่อนไหวต่อจากนี้ว่า ครั้งนี้เป้าหมายของเขาจะง่ายกว่าเพื่อไทย เพราะเขามี ส.ว. 250 เสียง แล้วหากบวกเสียง ส.ส.พรรคทหาร บวกประชาธิปัตย์และพวกพรรคแนวร่วมที่หากพรรคเหล่านี้ได้ ส.ส.รวมกันเกิน 250 เสียง บิ๊กตู่ก็เป็นยาวเลย เพราะมี ส.ว.หนุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปชป.ได้ ส.ส.ต่ำกว่า 100 เสียง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ทาง นพ.ระวี-ผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ วิเคราะห์ไว้ว่า สำหรับ ปชป. ทำนายว่าต่ำกว่า 100 เสียงแน่นอน จากปัจจัยต่างๆ เช่น เรื่องของกระแสนิยม แล้ว ปชป.ไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ รวมถึงเพราะจะมีการเกิดขึ้นของพรรค กปปส.มาแย่งเสียง ยกเว้นแต่พรรค กปปส.ไม่ลงสนามเลือกตั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ เปลี่ยนใจ ไม่ตั้งพรรค ถ้าแบบนี้ ปชป.ก็อาจได้ ส.ส.เกิน 100 เสียง แต่หากสุเทพตั้งพรรค ประชาธิปัตย์จะถูกแย่งทั้ง ส.ส.เขตและสัดส่วน ทำให้ ปชป.ยากที่จะได้ ส.ส.เกิน 100 เสียง อย่างตอนนี้ยังไม่เห็นข่าว จะมีคนดีๆ เข้าสังกัดพรรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...อย่างไรก็ตาม ปชป.จะเป็นตัวแปรสำคัญ จะเป็นพรรคหลัก คือ ปชป.ไปอยู่กับขั้วไหน ฝ่ายนั้นเป็นรัฐบาลเลย เช่น หาก ปชป.ได้ ส.ส. 80-90 เสียง หาก ปชป.เลือกจะไปอยู่กับพรรคไหน เช่น ถ้าเลือกเพื่อไทย คนเพื่อไทยก็เป็นนายกฯ หากเลือกอยู่กับฝ่ายบิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ก็ได้เป็นนายกฯ ปชป.จะเป็นตัวหลัก พวกแกนนำพรรค ปชป.นั่งรอได้เลย แต่ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นในพรรคใน 2 ช่วงสำคัญคือ ตอนเลือกตำแหน่งต่างๆ ในกรรมการบริหารพรรค และตอนเข้าร่วมรัฐบาล แล้วต้องหาคนไปเป็นรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...แต่โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะเลือกอยู่กับเพื่อไทยมีน้อยมาก เพราะจะเสีย ก็ต้องเลือกบิ๊กตู่ มองดูแล้ว ปชป.จะเป็นพรรคที่มีราคาทางการเมืองสูง แม้ ส.ส.จะลดน้อยลง ผมคิดว่ายุทธศาสตร์เพื่อไทยคือพยายามจะดึง ปชป.มาเข้าร่วม แล้วก็อาจให้คนของ ปชป.เป็นนายกฯ พยายามทอดสะพานให้ เพราะเป็นยุทธศาสตร์เดียวที่มั่นใจว่าจะสามารถสกัดบิ๊กตู่ได้ ทำให้พรรค ปชป.นอนมา เป็นพรรคเดียวที่ชัวร์ที่สุดว่าเป็นรัฐบาลแน่นอน จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีหลายสิบตำแหน่ง กับการมี ส.ส.ประมาณ 80-90 เสียง แต่หากยอมเข้ากับเพื่อไทย คนของ ปชป.ขึ้นเป็นนายกฯ เลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...เหตุเพราะเพื่อไทยไม่มีทางเลือกอื่น ส่วน ปชป.จะมาหรือไม่มา ก็อยู่ที่การตัดสินใจของ ปชป. ผมก็คงไม่ไปก้าวล่วงเขา แต่หากเขาตัดสินใจอย่างไร ในทางการเมือง ก็คงจะหาเหตุผลมาอ้างได้ แต่ผมก็มองว่าเขาก็คงเลือกฝ่ายบิ๊กตู่มากกว่า เพราะหากไปเลือกอยู่กับเพื่อไทย ปชป.ก็ตอบคำถามสังคมยาก ยกเว้นมีกรณีพิเศษ เช่น เกิดความไม่ลงตัว มีความปั่นป่วนในสภาฯ แล้วเกิดความผิดพลาดของพลเอกประยุทธ์ แบบนี้ก็อาจเกิดความชอบธรรมที่จะอ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีสมาชิกพรรค ปชป.กลับมายืนยันตัวเองน้อย แค่ 9 หมื่นจากยอดเดิม 2 ล้านกว่า ผมว่าปชป.เขาปล่อยไปตามธรรมชาติ เพื่อดูว่าจะมากน้อยแค่ไหนที่จะเอาด้วยกับพรรค ปชป. เพราะยังไงหลังปลดล็อกก็ยังให้สมาชิกกลับมาสมัครใหม่ได้ ก็เลยปล่อยตามธรรมชาติแล้วบอกว่า ปชป.โดนกลั่นแกล้ง ทำให้สมาชิกพรรคต้องลุกขึ้นสู้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี กล่าวอีกว่า สำหรับพรรคอื่นๆ เช่น พรรคภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา, พลังชล กลุ่มนี้ต้องแยกเป็นสองส่วน เช่นบางกลุ่มก็อาจพยายามดูดเข้าไปเลย เช่นพลังชล เพราะเป็นการสร้างความมั่นคงให้ ส่วนพรรคที่เหลือก็พร้อมที่จะเสียบเมื่อมีความพร้อม อย่างภูมิใจไทยก็เคยร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ทักษิณไม่พอใจ ก็ทำให้ภูมิใจไทยมีแนวโน้มที่จะเลือกอยู่กับฝ่ายบิ๊กตู่มากกว่าเพื่อไทย แต่อนาคตเราก็ไม่รู้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ก็คาดว่าการตัดสินใจของพรรคเหล่านี้ก็น่าจะได้รับการติดต่อจากทั้งสองฝ่าย แต่ก็อยู่ในช่วงการตัดสินใจว่าจะอยู่ข้างไหนดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มันไม่ใช่แค่การดูดด้วยกำลังเงินอย่างเดียว แต่ดูดด้วยเหตุว่าการเมืองหลังเลือกตั้งพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล ส.ส.พรรคไหนเป็นฝ่ายค้านก็อาจอดอยากปากแห้ง คือหากยังอยู่พรรคเดิมก็อาจได้เงินจากพรรคเดือนละแสน แต่ก็เท่านั้น แต่หากไปอยู่กับพรรคที่จะได้เป็นรัฐบาล มันไม่อดอยากปากแห้ง รวมถึงตำแหน่งด้วย อันนี้คือแฟกเตอร์ที่จะดูดกัน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-โอกาสของพลเอกประยุทธ์ในการกลับมาเป็นนายกฯ รอบสอง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากดูตามช่องทางต่างๆ ผมว่ามีโอกาสเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะมีหลายแฟกเตอร์มารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นที่เห็นตอนนี้ทั้งการใช้พลังดูด หรือการเดินสายหาเสียงตลอดช่วงที่ผ่านมาหลายปี และยังมีเสียง ส.ว. 250 เสียงเป็นป้อมปราการ อีกทั้งมีพลังทางเศรษฐกิจที่ตุนไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคทหารที่จะตั้งขึ้นเป็นพรรคเดียวที่มีงบจะสู้กับทักษิณ ให้สู้ในการเลือกตั้งสามสมัยก็สู้ได้ หากเข้ามาเป็นนายกฯ แล้วมีปัญหาอะไรก็ยุบสภา ก็เลือกตั้งแล้วกลับเข้ามาใหม่ได้อีก ประเมินแล้วหากเกิดเป็นนายกฯ แล้วมีปัญหาอะไรขึ้นในสภาฯ นายกฯ เอาไม่อยู่ บิ๊กตู่ก็จะเลือกใช้วิธียุบสภาเป็นหลัก แล้วมีเลือกตั้งซึ่งพรรคไหนเงินไม่มากพอก็ตายเอง เพราะพรรคทหารมีความพร้อมด้านพลังทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคผมไปประชุมตามจังหวัดต่างๆ อาจมีมา 15-20 คน แต่บิ๊กตู่ตอนนี้ไปไหนมีคนมารอจำนวนมาก ผมจึงคาดว่าถ้าพรรคทหารได้ ส.ส.เกิน 50 เสียงขึ้นไป บิ๊กตู่ก็กลับมาเป็นนายกฯ แล้ว แต่ต้องบี้เพื่อไทยให้ได้ ส.ส.ต่ำกว่า 200 เสียง สิ่งที่พรรคทหารทำตอนนี้ก็คือการพยายามดูด แถมยังประกาศว่าการดูดเป็นวัฒนธรรม ซึ่งหากดูจากช่วงเวลานับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง พวกพรรคการเมืองใหม่ที่ต้องการทำการเมืองจริงๆ ก็ประสบความยากลำบากไม่ใช่น้อย แต่พรรคทหารไม่ลำบาก ผมวิเคราะห์แล้วพรรคเราพร้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแรงต้านบิ๊กตู่ มองว่าแรงต้านอย่างเดียวที่จะเกิดคือมีการเลื่อนโรดแมป ผมก็เชื่อว่าฝ่ายบิ๊กตู่มีทีมวิเคราะห์เส้นทางเดินทางการเมือง แต่หากพลาดทางการเมืองเขาก็ไป แต่ดูแล้วหากด่านแรกบิ๊กตู่ชนะ ทักษิณแพ้ พลังทักษิณจะทรุด เพราะมันจะยืดเยื้อยาวนานไปอีกหลายปี จึงเป็นเดิมพันสูงมาก&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลมาจะ 4 ปีแล้ว กว่าจะเลือกตั้งเสร็จ รวมเวลาก็เกือบ 5 ปี หากบิ๊กตู่อยู่อีก 5 ปี เท่ากับฝ่ายทักษิณก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลมาสิบปี กลุ่มทุนต่างๆ ก็ต้องไปอิงอำนาจใหม่ ฝ่ายทักษิณก็เติมไปข้างเดียว หากไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้ถอนทุนคืน ฝ่ายสนับสนุนฝ่ายทุนทักษิณก็ต้องเริ่มคิดแล้ว หากต้องเติมโดยไม่มีอนาคต เพราะนักธุรกิจก็คือนักธุรกิจ ต้องคิดว่าเติมแล้วต้องคุ้ม ก็อาจคิดว่าไปเติมฝ่ายบิ๊กตู่จะคุ้มกว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- มีกระแสข่าวว่าคนในฝ่าย คสช.หรือมีคนบางกลุ่มเริ่มติดต่อ ทำดีลล่วงหน้ากับพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งพรรคจัดตั้งใหม่และพรรคการเมืองเก่าเพื่อเป็นแนวร่วมหลังเลือกตั้ง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อันนี้จริงเพราะพรรคทหารก็ต้องหาเครือข่าย หากพรรคไหนที่ดูแล้วเข้าท่าก็ต้องส่งคนมาคุย มาติดต่อ แต่พวกพรรคตั้งใหม่ เขาไม่ได้ดูด ก็ทำพรรคกันไป แต่หากเป็นพวกนักการเมืองพรรคเก่าเขาก็ดูดเช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเขาก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน ก็ติดต่อเพราะเขาต้องทำเพื่อหาพรรคแนวร่วม&amp;nbsp; บางพรรคก็อาจได้ทุนจากพรรคทหาร บางพรรคก็ได้ทุนจากเพื่อไทย ก็เป็นพรรคเครือข่าย ส่วนพรรคเสียบก็มีอิสระของตัวเอง เป็นแนวร่วมกัน จังหวะไหนดีก็โอเค ก็เริ่มติดต่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- จากนี้ไปจนถึงช่วงเลือกตั้ง การดูดหรือการซื้อตัว ส.ส.จะมีมากขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากผมวิเคราะห์ ถ้าผมเป็นพรรคทหารต้องตั้ง 150 คน โดยเน้นดูดจากเพื่อไทย ถ้าดูดจากพรรคอื่นไม่ชนะ ถ้าจะชนะต้องดูดจากเพื่อไทย ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ย้ายออกไปก็มีเช่นเรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงพวก ส.ส.ก็ต้องคิดว่าอยู่ที่ไหนถึงจะปลอดภัย คือได้กลับมาเป็น ส.ส.แล้วต้องได้เป็น ส.ส.รัฐบาล อันนี้ผมวิเคราะห์ ซึ่งทางการเมืองอะไรที่คนมั่นใจก็ทำเลย แต่เรื่องไหนยังไม่มั่นใจก็ต้องรอจนถึงจังหวะ&amp;nbsp; เพราะหากดูดตอนนี้แล้วจ่ายเงินเลย พอรับเงินไปแล้วก็อาจมีปัญหาภายหลัง แล้วพอจะทำเช่นบอกจะให้ 30 ล้านบาท แต่พอทักษิณรู้บอกให้ 35 ล้านบาท เพราะฉะนั้นมันต้องมีจังหวะ แต่ในการเจรจาเขาคุยกันแล้ว. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;พลังธรรมรีเทิร์น&amp;nbsp; อะไรคือจุดขาย? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;#39;เราจะเป็นแนวร่วมกับทุกพรรค&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ระวี-ผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ เปิดเผยว่าพรรคพลังธรรมใหม่จะมีการประชุมใหญ่ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคและสมาชิกพรรคในวันจันทร์ที่ 14 พ.ค. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ปทุมธานี โดยทิศทางการดำเนินงานของพรรคพลังธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมองว่า ในภาวะตอนนี้การเมืองไทยไม่ว่าพรรคไหนขึ้นมา รวมถึงพรรคใหม่ที่จะตั้งขึ้นมา มันไม่เห็นอนาคตประเทศ มันยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรปัญหาแบบเดิมๆ จนตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราแซงหน้าประเทศไทยไปหมดแล้ว หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ ก็จะเกิดวิกฤติการเมืองไทย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องรีเทิร์นพรรคพลังธรรมสอง เพื่อหวังให้ได้การเมืองที่ดี คนดีเข้ามาทำงานการเมือง เพราะการเมืองไทยจะต้องมีพรรคการเมืองที่ซื่อสัตย์ ระบบการเมืองพรรคที่เข้มแข็ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...พลังธรรมใหม่เราถือหลักปรัชญาที่ว่า ระบบดีทำให้ผีกลายเป็นคน ระบบไม่ดีทำให้คนดีกลายเป็นผี พรรคการเมืองในอดีต ผู้นำนักศึกษาหลายคนที่เข้าป่ามีอุดมการณ์ แต่พอมาเข้าการเมืองเจอระบบไม่ดี ทำให้คนดีๆ กลายเป็นผีไปหมด พรรคพลังใหม่จึงมุ่งสร้างระบบการเมืองที่ดี เพื่อให้ได้คนดีมาปกครองประเทศเพื่อแก้วิกฤติชาติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกตั้งในสมัยแรกที่จะมีขึ้น เราก็ตั้งเป้าว่าต้องการมี ส.ส.เกิน 25 คน เพราะ รธน.บัญญัติว่าพรรคการเมืองที่มี ส.ส.เกิน 25 มีโอกาสเสนอคนเป็นนายกฯ ที่ก็คือพรรคพลังธรรมใหม่ต้องมีคะแนนเสียง 2 ล้านเสียงถึงจะได้ ส.ส.สัดส่วน 25 คน ก่อนหน้านี้ ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ คนเดียวยังเคยทำได้ล้านเสียงกับพรรคต้นตระกูลไทย พรรคพลังธรรมทั้งพรรคจะทำไม่ได้สองล้านเสียงให้มันรู้ไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...การจะบรรลุเป้าหมายได้ต้องวางทุกอย่างให้เป็นระบบ ผมใช้เวลาสามปีในการทำงานการเมืองครั้งนี้ เรารวบรวมอดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค อดีต รมต. อดีต ส.ส. ซึ่งหลายคนผ่านประสบการณ์การเมืองมาหลายพรรค เช่น พลังธรรม พรรคการเมืองใหม่ พรรคพลังใหม่ มาร่วมคิดกัน เพื่อทำพรรคของประชาชนที่ไม่ใช่เงิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเราขอตั้งไข่ก่อน ซึ่งแนวทางพรรคก็จะมีการสืบทอดเจตนารมณ์จากพรรคพลังธรรมในอดีต คือคุณธรรมนำการเมือง ซื่อสัตย์สุจริต แต่ครั้งนี้ต้องเข้มยิ่งกว่าเดิม ต้องมั่นใจได้ว่าหัวหน้าพรรค นักการเมืองของพรรคที่ซื่อสัตย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องมีระบบกำกับด้วย ไม่ใช่ดีแต่ปากพูด&amp;nbsp; เพราะสมัยนี้เงินทอนเป็นหมื่นล้าน เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว กระทรวงเกรดเอที่คนของพลังธรรมเข้าไปดูแล&amp;nbsp; เงินใต้โต๊ะที่ปลัดกระทรวงให้ปีละ 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันนี้งบประมาณเพิ่มขึ้นสิบเท่าตัว เงินทอนขึ้นเป็นหมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...เรื่องนี้หากเราพูดปากเปล่า ผมไปแถลงอาจไม่มีใครเชื่อ เราก็สร้างระบบที่คนในพรรคต้องซื่อสัตย์สุจริตร้อยเปอร์เซ็นต์เขียนไว้ในระเบียบการพรรค เช่นหากพรรคพลังธรรมเป็นรัฐบาล มีคนในพรรคได้ตำแหน่งทางการเมือง ก็จะใช้ระบบหนึ่งตำแหน่งให้เข้าไปทำงานสามคน ไปทำงานเป็นทีม หากเป็นทีมมันกินยาก เช่นรัฐมนตรีหนึ่งคน พรรคส่งคนไปสามคน แต่ตำแหน่งทางการเมืองก็คนเดียว แต่อีกสองคนไปนั่งทำงานด้วยกัน แล้วที่ผ่านมาช่องทางการทุจริตของรัฐมนตรีจะทำผ่านตำแหน่งพวกเลขานุการรัฐมนตรีดังนั้น ทุกตำแหน่งการเมืองพรรคจะเป็นคนแต่งตั้งหมด รัฐมนตรีจะมาบอกเอาคนของตัวเองมาเป็นเลขานุการทำไม่ได้ ตำแหน่งการเมืองทุกตำแหน่งต้องตั้งโดยมติกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...นอกจากนี้พรรคจะทำระบบปราบปรามการทุจริตภายใน โดยจะมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลของพรรค ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของพรรค โดยให้กรรมการมีอิสระ แยกการทำงานออกไปจากพรรคเลย ยกตัวอย่างหากมีกรณีเช่น คนของพรรคมีนาฬิกาหนึ่งเรือนโผล่มา กรรมการต้องไปสอบ หากมีมูลกรรมการสามารถมีคำสั่งปลด ส่งไปให้กรรมการบริหารพรรคภายใน 24 ชั่วโมง แล้วกรรมการบริหารพรรคต้องสั่งปลดทันที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี กล่าวต่อไปว่า พรรคพลังธรรมใหม่จะไม่สนับสนุนนโยบายประชานิยม จะค่อยๆ ลดประชานิยมเพราะหากปล่อยไว้แบบนี้ประเทศเสียหาย ที่สำคัญพลังธรรมใหม่จะสร้างพรรคแบบใหม่ที่เราเรียกว่า UTNO (United Thailand National Organization) หรือการทำพรรคแบบแนวร่วมประชาชาติ ที่พัฒนามาจาก UMNO ที่ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเคยทำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...แนวทาง UTNO คือพลังธรรมใหม่ จะเป็นแกนกลางรวบรวมคนดีทั่วประเทศ มีอุดมการณ์เดียวกันมาทำความดี มารวมอยู่ด้วยกัน เช่นคนที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะเป็นร่มธงให้คนดีเข้ามารวมกัน ภายใต้ระบบพรรคที่ดีและเข้มแข็ง เพราะหากระบบไม่เข้มแข็ง ทิศทางเรื่องความซื่อสัตย์อาจหายไปได้ ต้องทำให้ระบบเข้มแข็ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พรรคพลังธรรมใหม่เราชัดเจนว่าจะยุติความขัดแย้งเหลือง-แดง สร้างประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะไม่เช่นนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ดังนั้นพรรคพลังธรรมใหม่จะเป็นแนวร่วมทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคทหาร พรรค กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทย และพรรคแนวร่วม เรายินดีจะเป็นแนวร่วม เราไม่ได้มองว่าใครจะเป็นศัตรูกับเรา เราต้องยุติความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศเป็นหนึ่งเดียว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...สิ่งนี้เป็นแนวคิดของพรรคพลังธรรมใหม่ที่สร้างแนวนโยบาย UTNO อย่างตอนนี้เราก็เริ่มพูดคุยกับหลายกลุ่มแล้ว บางพรรคที่ไปยื่นจัดตั้งกับ กกต. เขาก็อาจไม่ทำต่อ จะมาผนึกกับเราแล้ว หากเขาคิดว่าทำต่อไปแล้วอาจได้ 1-2 เสียงไม่เกิดประโยชน์ มาทำกับพลังธรรมใหม่ดีกว่า-ก็มี ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่หลายกลุ่ม เราไม่ได้มองทุกพรรคเป็นศัตรู แต่มองทะลุไปถึงการเลือกตั้งอีก 2-3 สมัยข้างหน้า&amp;nbsp; โดยต้องมีระบบการกลั่นกรองให้คนเข้ามาร่วมงานเป็นคนดี เพราะเมื่อไม่เปิดช่องให้โกงก็โกงไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี-อดีตแนวร่วม กปปส. ย้ำว่า ผมเคยเป็นแกนนำเสื้อเหลือง แต่ในวันนี้ผมเห็นแล้วว่าจะต้องแก้ปัญหา ผมออกจากภาคประชาชนมาอยู่ภาคการเมือง เพราะผมเห็นว่าทางเดียวที่จะแก้วิกฤติประเทศได้ต้องยุติความขัดแย้งเหลือง-แดง เราก็ต้องผนึกกำลังกัน อย่างแกนนำพรรคพลังธรรมใหม่เราบางจังหวัดก็เป็นเสื้อแดง บางจังหวัดแดงยกทีมเลย เราเอาทั้งเหลืองทั้งแดง เขาก็บอกว่าแบบนี้พรรคของประชาชนจริงๆ เขาไม่เคยเห็นระบบพรรคการเมืองเป็นแบบนี้ มีแบบนี้หลายจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...ผมก็รู้จักกับคนเพื่อไทยหลายคน เพราะหลายคนก็เป็นอดีตพรรคพลังธรรมเก่า อย่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์กับผมก็สนิทกัน หรือพวกประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ไม่เคยคุยกัน ก็มารู้จักคุยกันตอนผมไปร่วมเคลื่อนไหวกับฝ่าย กปปส. ส่วนพรรคการเมืองที่ยื่นจัดตั้งพรรคใหม่ผมก็รู้จักเยอะ อนาคตพรรคใหม่ๆ เหล่านี้หากเขาไปได้ก็จะดี แต่หากไปไม่ได้ก็จะมารวมกับเรา เพราะเรายินดีจะเป็นแกนกลาง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี กล่าวอีกว่า พรรคพลังธรรมใหม่จะทำการเมืองเพื่อทำให้พรรคเป็นสถาบันอยู่อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; โดยต้องกระจายอำนาจภายในพรรคสู่ชนบท โดยการทำการเมืองต่อจากนี้จะให้ความสำคัญส่วนกลางกับภูมิภาคเท่ากัน โดยพรรคแบ่งโครงสร้างออกเป็นภาคๆ โดยหากภาคไหนมีความพร้อม คนจัดตั้งพรรคในภาคต่างๆ พื้นที่ไหนมีความพร้อมก็ให้ขึ้นมามีบทบาทในพรรค เช่นเป็นกรรมการบริหารพรรค&amp;nbsp; แม้จะเป็นคนโนเนมแต่คนเหล่านี้คือช้างเผือก ทำให้อำนาจการบริหารงานในพรรคมาจากประชาชน และมีส่วนร่วมทางการเมืองในพรรค เช่นการคัดเลือกคนลงสมัครรับเลือกตั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...พรรคพลังธรรมใหม่สร้างพรรคไม่เหมือนพรรคการเมืองอื่น เช่นหากเป็นพรรคการเมืองอื่น หากจะส่งคนลงสมัครเลือกตั้งที่อุบลราชธานี แกนนำก็อาจไปที่อุบลราชธานี ไปพบนักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่น ไปพูดคุยสอบถามว่าที่อุบลราชธานีมีใครมีชื่อเสียง หากจะส่งคนลง 8 เขต ก็หามา 8 คน แล้วก็พูดคุยเจรจา ต้องใช้เงินกี่ล้านบาทก็ว่ามา จากนั้นผู้สมัคร ส.ส.ก็ไปสร้างระบบหัวคะแนน เอาคนมาเป็นสมาชิกพรรค ทุกพรรคเป็นแบบนี้ แต่พรรคพลังธรรมใหม่จะสวนแนวทางเช่นนี้ เพราะพรรคจะไปสร้างกรรมการพรรคประจำจังหวัด โดยเมื่อมีการเลือกกรรมการประจำจังหวัดอย่างถูกต้อง พรรคก็จะมอบอำนาจทุกอย่างให้กรรมการประจำจังหวัด เช่นอำนาจในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. โดยส่วนกลางไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว ส่วนกลางแค่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย พูดง่ายๆ พรรคทำตามกฎหมายพรรคการเมืองเรื่องไพรมารีโหวต เพียงแต่ของพรรคอื่นทำไพรมารีโหวตโดยมีตัวผู้สมัครส่งชื่อไปแล้วทำไพรมารีว่าสมาชิกจะเลือกใคร แต่ของพรรคพลังธรรมใหม่เราเริ่มจากให้ปัญญาชน สมาชิกพรรคคัดเลือกเอาชื่อมาแล้วก็มาทำไพรมารีโหวต อันเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-การเลือกตั้งแต่ละครั้งต้องใช้เงินจำนวนมาก อย่างที่บอกตอนแรกว่าคาดจะมีเงินสะพัดร่วมแสนล้านบาทในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น แล้วพรรคพลังธรรมจะสู้ได้อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลาผมไปชี้แจงกับคนที่สนใจจะเข้าร่วมกับพรรคพลังธรรมว่าพรรคไม่มีเงินให้ อย่างตอนนี้หลังเปิดตัวพรรคมาก็มีสมาชิกพรรคแล้วประมาณสองพันกว่าคน ปรากฏว่าเวลาทำอะไร ทุกคนต้องออกเงินเองหมด พรรคไม่มีเงิน อย่างมากนัดประชุมคุยกันตามร้านกาแฟ ก็มีการเลี้ยงกาแฟให้ 40-50 บาท บางครั้งพรรคออกให้ แต่พอเจอกันครั้งต่อไปสมาชิกต้องออกเงินกันเอง พรรคไม่มีเงิน หรือผู้สมัคร ส.ส.ที่พรรคเริ่มคัดคนลงแล้ว พรรคก็บอกแต่แรกเลยว่าผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนต้องพึ่งตนเอง บอกไว้ก่อนพรรคไม่มีเงินให้ แต่พรรคจะมีเงินให้ช่วงเข้าโหมดการเลือกตั้ง พรรคจะมีการระดมเงิน พอระดมเงินมาได้เท่าไหร่ พรรคจะนำ 350 ที่เป็นตัวเลขจำนวนเขตเลือกตั้งมาหาร เพราะพรรคจะส่งคนลงครบทุกเขต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...เช่นหากพรรคระดมทุน หามาได้ 35 ล้านบาท พรรคก็นำ 350 หาร 35 ล้านบาท ก็จะเหลือเขตละแสน ทุกเขตจะได้เท่ากันหมด อย่างไรก็ตามพรรคจะไม่ได้โอนเงินให้ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อนำไปใช้หาเสียงแบบพรรคอื่น แต่โอนให้กรรมการประจำเขตเลือกตั้งของพรรคพลังธรรมใหม่ที่จะมีกรรมการครบ 350 เขต แต่หากพรรคหาเงินมาได้ 100 ล้านบาท ก็เท่ากับเขตละ 3 แสน พรรคก็โอนให้กรรมการประจำเขตไปสามแสนเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งหมดคือแนวทางการทำพรรคพลังธรรมใหม่ ที่ต้องดูกันว่าท้ายที่สุด แนวทาง-นโยบายพรรคที่ นพ.ระวีบอกไว้ข้างต้น จะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนแค่ไหน ซึ่งต้องรอดูในช่วงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต่อไป. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏการณ์การดูดนักการเมืองให้ย้ายพรรคเวลานี้ ชัดเจนว่าเป็นปรากฏการณ์น้ำเน่าทางการเมือง...คนที่ไปดูดมา มีคำถามจากคนในสังคมว่าคุณจะปราบโกงหรือจะแบ่งเค้กกันแน่...ถ้าพรรคทหารได้ ส.ส.เกิน 50 เสียงขึ้นไป บิ๊กตู่ก็กลับมาเป็นนายกฯ แล้ว แต่ต้องบี้เพื่อไทยให้ได้ ส.ส.ต่ำกว่า 200&amp;nbsp; เสียง สิ่งที่พรรคทหารทำตอนนี้ก็คือการพยายามดูด &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8569</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ดูดนักการเมือง, ทักษิณ ชินวัตร, นพ.ระวี มาศฉมาดล, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, ประชาธิปัตย์, พ.ร.บ.พรรคการเมือง, พรรคทหาร, พรรคพลังธรรมใหม่, พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์, พลังชาติไทย, พลังดูด, ส.ส., เพื่อไทย, แทบลอยด์, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180505/image_big_5aedb952183ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
