<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูล&#039;สุเทพ-ปทีป&#039; ดคีโรงพัก-แฟลตตำรวจ ฟันกก.ประกวดราคาฮั้วประมูล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.62- ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน จำนวน 1,728 ล้านบาทนั้น เรื่องนี้มีการกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก ว่าอนุมัติให้ สตช.เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง จากเดิมจัดจ้างแบบรวมการที่ส่วนกลางโดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค 1 &amp;ndash; 9) จำนวนหลายสัญญา เป็นรวมการจัดจ้างก่อสร้างที่ส่วนกลางในครั้งเดียวและเป็นสัญญาเดียวโดยไม่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างก่อสร้างเสียก่อน โดยรู้อยู่แล้วว่าแนวทางที่อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงดังกล่าวการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง ได้ดำเนินการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจนเสร็จสิ้นแล้ว สรุปผลการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ดังนี้ คณะทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก ศึกษาและพิจารณาแนวทางการจัดจ้างเพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการและประชาชนที่มาใช้บริการ ได้ข้อสรุปว่าวิธีการที่เหมาะสมต้องให้ สตช.เป็นผู้ดำเนินการเอง โดยวิธีจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเสนอแนวทางการจัดจ้างดังกล่าวต่อนายสุเทพ และครม.ให้ความเห็นชอบและให้ดำเนินการตามที่เสนอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าต่อมา พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีบันทึกลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ถึงนายสุเทพ ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดจ้างจากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้กระจายการจัดซื้อ จัดจ้างไปตามตำรวจภูธรภาค หรือตำรวจภูธรจังหวัด เปลี่ยนเป็นกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว โดยอ้างว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปโดยถูกต้องตาม ซึ่งนายสุเทพ พิจารณาแล้วได้อนุมัติให้ สตช.เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดจ้าง โดยไม่นำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงเสียก่อน จึงเป็นการอนุมัติโดยไม่มีอำนาจ และโดยรู้อยู่แล้วว่าแนวทางที่ตนอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงดังกล่าวการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา สตช.ได้ดำเนินการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในวงเงิน 6,298,000,000 บาท ตามประกาศ สตช. ซึ่งตามประกาศประกวดราคาดังกล่าวแบบรูปรายการละเอียดกำหนดขนาดความยาวเสาเข็มตอกซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่มีนัยสำคัญต่อคดีนี้ไว้ที่ความยาว 21 เมตร ต่อต้น ปรากฏว่าบริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยเสนอราคาต่ำที่สุด เป็นเงิน 5,848,000,000 บาท และได้จัดทำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (BOQ) ส่งให้คณะกรรมการประกวดราคาภายใน 3 วัน ตามที่กำหนดไว้ในประกาศประกวดราคา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของเสาเข็มตอกขนาดความยาว 21 เมตรนั้น บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ระบุราคา จำนวน 2,520 บาท ต่อต้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตามท้องตลาด โดยตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ราคาต้นละ 8,151.15 บาท และต่ำกว่าราคากลางของ สตช. ซึ่งกำหนดไว้ต้นละ 6,360 บาท ซึ่งการระบุราคาเสาเข็มตอกให้ต่ำกว่าราคา ตามท้องตลาดและราคากลางดังกล่าว โดยมีเจตนาจะให้ สตช.หักลดค่าเสาเข็มที่ตอกไม่ครบถ้วนตามแบบได้น้อย หรือต่ำกว่าราคาที่แท้จริงและตนได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว จึงเป็นการเอาเปรียบผู้เสนอราคารายอื่น ซึ่งต้องเสนอราคาตามความเป็นจริง ทำให้การเสนอราคาไม่มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 8 เสียง (น.ส.สุภา ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณา) ดังนี้ &amp;nbsp;1.การกระทำของนายสุเทพ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และการกระทำของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6) 2.การกระทำของคณะกรรมการประกวดราคา ได้แก่ การกระทำของ พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ และ พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2552 มาตรา 10 และมาตรา 12 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1.การกระทำของ พ.ต.อ.จิรวุฒิ จันทร์เพ็ญ พ.ต.อ.สุทธี โสตถิทัต พ.ต.อ.พิชัย พิมลสินธุ์ พ.ต.อ.ณัฐเดช พงศ์วรินทร์ และ พ.ต.อ.ณัฐชัย บุญทวี มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 78 (1) (2) และ (9) 3.บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยนายวิษณุ วิเศษสิงห์ กรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท และนายวิษณุ ในฐานะส่วนตัว มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอื่นได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ดามาพงศ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ และ พล.ต.ท. สุพร พันธุ์เสือ ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้ส่งเรื่องรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และส่งรายงาน เอกสารหลักฐานพร้อมความเห็น ไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย ตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 แล้วแต่กรณีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวิทย์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี กับพวกทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) จำนวน 163 หลัง เป็นเหตุให้ สตช.ได้รับความเสียหายเป็นเงิน จำนวน 3,994 ล้านบาท นอกจากนั้น ปรากฏมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกรับเงินจากผู้รับจ้าง เป็นเงินจำนวน 91,678,000 บาทนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 8 เสียง ดังนี้ 1.การกระทำของนายสุเทพ เป็นกรรมเดียวกันกับกรณีอนุมัติให้ สตช.เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดจ้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำดังกล่าวมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 2.การกระทำของคณะกรรมการประกวดราคา ได้แก่ พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ พ.ต.อ.ปัทเมฆ สุนทรานุยุตกิจ พ.ต.อ.จิรวุฒิ จันทร์เพ็ญ พ.ต.ต.สิทธิไพบูลย์ คำนิล พ.ต.ต.พิชัย พิมลสินธุ์ และพ.ต.ต.สมาน สุดใจ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การกระทำของดาบตำรวจ สายัณ อบเชย มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6) 4..การกระทำของ พ.ต.ท.คมกริบ นุตาลัย คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียง 5 เสียง ต่อ 3 เสียง ว่ามีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6) 5.การกระทำของ บริษัท พีซีซีฯ โดยนายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล กรรมการผู้จัดการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ และนายพิบูลย์ ในฐานะส่วนตัว มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 10 และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ส่งเรื่องรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และส่งรายงาน เอกสารหลักฐานพร้อมความเห็น ไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย ตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 แล้วแต่กรณีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42862</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ, คดีสร้างโรงพัก, ป.ป.ช., พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d494a74e7068.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชือดกำนันสุเทพ-2บิ๊กตร. เซ่นโครงการสร้างโรงพัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอดีตรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ 2 บิ๊กตำรวจ หลังถูกกล่าวหาทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง มูลค่า &amp;nbsp;5.8 พันล้าน และอีก 163 แฟลตตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ลงมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (โรงพัก) ทดแทน 396 แห่ง ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 วงเงิน 5,800 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า จากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบว่านายสุเทพ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในขณะนั้น ได้สั่งให้เปลี่ยนวิธีการประมูลการจัดสร้างโรงพักทดแทนจากเดิมที่ใช้วิธีแยกประมูลเป็นรายภาค มาเป็นรวมศูนย์การประมูลเป็นแห่งเดียว ทั้งที่เมื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วถูกทักท้วงจาก ครม.ในขณะนั้น โดยสั่งให้ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณก่อน แต่นายสุเทพไม่ดำเนินการตามที่ถูกทักท้วง โดยยืนยันจะใช้วิธีการประมูลแบบรวมศูนย์ ซึ่งอ้างว่าเป็นไปตามระเบียบของกรมบัญชีกลางที่อนุญาตให้ทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังชี้มูลความผิดคดีการอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ ที่นายสุเทพเสนอขึ้นมาพร้อมกันกับคดีโรงพักทดแทนในลักษณะแพ็กคู่ เนื่องจากเป็นโครงการในลักษณะที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป โดยในส่วนคดีแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งนั้น ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ และ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับคดีโรงพักทดแทน คือมีการเปลี่ยนวิธีการดำเนินการประมูลก่อสร้างจากแยกเป็นรายภาคมาเป็นวิธีการรวมศูนย์แห่งเดียว จนกลายเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินจำนวนมากในภายหลัง เนื่องจากโครงการไม่เดินหน้า โรงพักและแฟลตหลายแห่งถูกทิ้งร้างจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงเห็นว่าพฤติการณ์ของนายสุเทพเข้าข่ายการทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ จึงให้ส่งเรื่องดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพและผู้เกี่ยวข้อง ไปให้สำนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำสำนวนให้สมบูรณ์ เพื่อส่ง อสส.ภายใน 30วัน หลังจากการลงมติ อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;ป.ป.ช.เตรียมจะแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบ&amp;quot; รายงานข่าวจาก ป.ป.ช.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุเทพเคยเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับองค์คณะไต่สวน ป.ป.ช.อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง ทั้งนี้ ในการชี้แจงครั้งที่ 3 ระบุว่ากรณีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาและบริษัทที่ชนะการประมูลไม่สามารถสร้างสถานีตำรวจทั้ง 396 แห่ง ได้ทันตามกำหนดเวลานั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาหรือการอนุมัติเปลี่ยนแปลงวิธีการประมูล เพราะการทำสัญญาว่าจ้างดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบงบประมาณแผ่นดินของสำนักนายกรัฐมนตรีทุกขั้นตอน แต่เรื่องการก่อสร้างล่าช้าเสร็จไม่ทันกำหนด เป็นเรื่องของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีการเปลี่ยนวิธีประมูลแบบรายภาคมาเป็นแบบรวมศูนย์ นายสุเทพได้ชี้แจงไปหลายรอบแล้วว่าตอนอนุมัติโครงการครั้งแรก พิจารณาตามที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ขณะนั้นเสนอมา เห็นว่ามีเหตุผลเรื่องการแยกสัญญาออกเป็น 9 ภาค จึงอนุมัติให้ดำเนินการ แต่ต่อมาสมัย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็น ผบ.ตร. ได้เสนอแก้ไขสัญญาว่าจ้างใหม่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายงบประมาณปี 2553 ที่ออกมาจากหลังการอนุมัติโครงการครั้งแรกแล้ว โดยระบุว่าหากเป็นโครงการเดียวกัน ไม่สามารถแยกเป็นหลายสัญญาได้ จึงเป็นที่มาของการแก้ไขสัญญาใหม่ให้ถูกต้องตามระเบียบงบประมาณปี 2553 ทุกโครงการก็ทำตามระเบียบดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41768</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้างสถานีตำรวจ, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ชี้มูลความผิด, ป.ป.ช., พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ, มติชี้มูลความผิด, สุเทพ เทือกสุบรรณ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d371c52902da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 18:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งัดคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา &#039;สุเทพ&#039; ยันไม่ได้ทำผิดกรณีโรงพักตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 61 - นายสุเทพ &amp;nbsp;เทือกสุบรรณ &amp;nbsp;ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ อดีตรองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp; ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ข้อกล่าวหาที่คณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวหาตน คือ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) สมัยนั้น ทำบันทึกข้อความถึงนายกรัฐมนตรี ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างโครงการก่อสร้างโรงพักตำรวจ &amp;nbsp;จากเดิมสร้างแบบรวมการครั้งเดียวแยกเสนอราคาเป็นรายภาค ภาค 1-9 จำนวนหลายสัญญา เป็นการรวมจัดจ้างก่อสร้างครั้งเดียว เป็นสัญญาเดียว โดยไม่ขอให้นายกฯนำเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างก่อสร้าง ขอชี้แจงว่า ที่ไม่นำเสนอครม.ให้พิจารณาอนุมัติ เพราะว่าครม.มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาวิธีการจัดจ้าง แต่เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงาน หรือหัวหน้าส่วนราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้นำหลักฐานไปเสนอต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ว่าเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างมีระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ออกมา ในสมัยที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ในระเบียบนี้ ชัดเจนเลยว่าการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหลาย ทุกส่วนราชการจะต้องปฏิบัติตามนี้ และบอกไว้เสร็จเลยว่า หัวหน้าส่วนราชการ คือ อธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ผบ.ตร. มีฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ตามระเบียบสำนักนายกดังกล่าว และมีข้อกำหนดในระเบียบสำนักนายกฯข้อ 34 ว่า ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละครั้ง ให้หัวหน้าราชการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติตามระเบียบนี้ &amp;nbsp;เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการทั้งสิ้น เห็นชัดเจนว่าอำนาจในการพิจารณาว่าจะจัดจ้างอย่างไร ที่จะต้องเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ใช่อำนาจของครม.&amp;rdquo; นายสุเทพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ กล่าวต่อว่า หลักฐานที่นำมานั้นฟังดูอาจจะยังไม่พอ แค่เคยมีการวินิจฉัยโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 873/2551 โดยเรื่องมีอยู่ว่ากระทรวงหนึ่งเสนอไปยังครม. ขอให้ช่วยอนุมัติยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯ และคิดว่าคนมีอำนาจ คือ ครม. ก็ทำเรื่องเสนอไปที่ครม. ครม.มีมติให้ส่งไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา &amp;nbsp;คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่าครม.ไม่มีอำนาจที่จะยกเว้นหรือผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯ แต่ถ้าครม.ต้องการกำหนดให้เป็นอำนาจของครม.เสียในเรื่องวิธีการจัดจ้างต้องแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกฯ เพราะฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้ &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อ พล.ต.อ.ปทีป ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจกำหนดวิธีการจัดจ้างทำหนังสือลงวันที่ 18 พ.ย.2552 ตนจึงวินิจฉัยสั่งการได้ &amp;nbsp;ฉะนั้น ถือว่าตนไม่ได้ทำความผิดตามที่อนุกรรมการไต่สวนฯป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหา.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16138</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีก่อสร้างโรงพักตำรวจ, คดีโรงพักตำรวจ, ปปช., พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ, สุเทพ เทือกสุบรรณ, อนุกรรมการปปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180825/image_big_5b8135d5ab88f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
