<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; ฟันธงการเมืองกำลังถึงจุดพลิกโฉม จะมีเลือกตั้งใหม่เพราะนายกฯถูกไล่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.64 - พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองกำลังเดินย้ำสู่จุดพลิกโฉม เนื่องจากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ คือขบวนการยุติธรรมที่เข้าไประงับยับยั้งการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลสืบทอดอำนาจ จนถูกสังคมวิพากษ์อย่างหนักว่าอยุติธรรม ต้องเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่สอง คือกระบวนท่ายึกยักว่า รัฐธรรมนูญจะแก้ไขไม่สำเร็จในช่วงรัฐบาลนี้ สวนทางกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเอง เหตุที่สาม คือการเร่งสปีดตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ ของปีกขบวนการสืบทอดอำนาจ เพื่อหวังให้ได้ ส.ส. จากระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า โดยชิงใช้กติกาเดิมที่ฝ่ายตนได้เปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเหตุที่สี่ คือการปรับ ครม. ครั้งล่าสุด เป็นภาพของการตั้งคนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายเดียวกัน ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่าจะเป็นระเบิดเวลาเร่งความแตกแยกจนรัฐบาลพังลงได้ แต่ที่จริงมันคือ การทำเพียงชั่วคราวเพื่อการต่างตอบแทนไปก่อน ต่อจากนั้นไม่นานจะมีการปรับ ครม.ครั้งใหญ่ ตั้งคนของตนเพื่อคุมอำนาจรัฐชิงความได้เปรียบล่วงหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่กล่าวมานั้นคือ ชนวนสู่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ แต่จุดจบที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ คือนายกฯสืบทอดอำนาจถูกประชาชนขับไล่จนตกเก้าอี้ นายกฯยุบสภา หรือลาออกแล้วได้นายกฯ คนใหม่ ซึ่งจะอยู่ระยะสั้นแค่จัดระเบียบการเลือกตั้ง แล้วก็ไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในท้ายที่สุด อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะใช้กติกาแบบใดก็ตาม ขณะนี้ประชาชนเจ้าของอธิปไตยตัวจริงทุกหมู่เหล่าได้ตกผลึกร่วมกันแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่นั้น พวกเขาได้ลิขิตเป้าประสงค์ตรงกันไว้แล้วว่า บ้านเมืองนี้จะต้องปกครองโดยประชาธิปไตยที่เป็นธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97455</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคเพื่อไทย, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605ee9abb2edf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ยันไม่ใช้คะแนนไว้วางใจปรับครม.ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ขอบคุณ ส.ส.ทุกฝ่าย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมรับข้อเสนอแนะปรับใช้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน พปชร.เย้ยก้าวไกลจะโรยเกลือต่อระวังมีดจะบาดตัวเอง เลือดไหลไม่หยุด ฟุ้ง ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลอยู่จนครบเทอม ฝ่ายค้านจ่อยื่น ป.ป.ช.สอบ 4 รมต. ชี้นายกฯ ละเว้นหน้าที่-รมว.ศธ.ตั้งคนสนิทนั่งเลขาฯ สกสค.-ต่อสัมปทานไฟฟ้าสายสีเขียว-ทุจริตถุงมือยาง พท.แบะท่าจัดกิจกรรมเปิดแผลเพิ่มเติมผนึกผู้ชุมนุมหวังขย่มรัฐบาลได้ โพลจี้รัฐบาลปรับ ครม.ไม่เห็นด้วยพาม็อบลงถนน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขอบคุณสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 16-19 ก.พ. และลงมติวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างช่วยกันทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่น บรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ข้อมูลต่างๆ ทั้งการอภิปรายและตอบอภิปรายล้วนเกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดย พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญกับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมรับข้อเสนอแนะไปปรับใช้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ยังขอบคุณส่วนข้าราชการในการจัดเตรียมข้อมูลรองรับการอภิปราย ตลอดจนขอบคุณประชาชนที่ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ด้วย โดยภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ได้ขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำข้อมูลข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้านที่เป็นประโยชน์มาพิจารณาเพื่อปรับใช้ ซึ่งหลายเรื่องเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ขณะที่หลายประเด็นก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาลให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นในการทำงาน จึงไม่ได้มองแค่ว่าเป็นแนวความคิดของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่มองที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เมื่อทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชนก็ควรทำ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายได้ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจต่อทุกภาคส่วน ในประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย ยังไม่ชัดเจน โดยสามารถสร้างความเข้าใจได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสารปกติของทางราชการ หรือสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงประชาชนโดยง่าย และขอให้รัฐมนตรีทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจทำงานต่อไป เร่งผลักดันนโยบาย แผนการ โครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติเป็นการด่วน ลดช่องโหว่ แก้ไขปัญหาและอุปสรรคเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือทำงานแบบบูรณาการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นการลงมติเมื่อ 20 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางกลับออกจากอาคารรัฐสภา ได้โทรศัพท์หา นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้คะแนนเสียงไว้วางใจน้อยที่สุดทันที เพื่อให้กำลังใจ และขอให้นายณัฏฐพลตั้งใจทำงานตามนโยบาย และย้ำด้วยว่าจะยังไม่มีการพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงนี้ และหากมีการปรับ ครม. ก็จะพิจารณาจากผลงานของรัฐมนตรีแต่ละรายเป็นหลัก ไม่นำคะแนนเสียงไว้วางใจมาเป็นปัจจัยตัดสินใจ เพราะทราบถึงเบื้องหลังว่ามีคนในพรรค พปชร.พยายามล็อบบี้ให้ผลคะแนนออกมาเป็นเช่นนี้ และทราบทั้งหมดว่าเป็นใครบ้าง และเสนอผลประโยชน์กันอย่างไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อเท็จจริงของสถานการณ์เศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่ได้แย่อย่างที่อภิปรายกันในสภา ความน่าเชื่อถือในสายตานานาชาติ 3 สถาบันจัดอันดับเครดิตคือ มูดี้ส์, ฟิทช์เรทติ้งส์ และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส ประเมินให้ไทยอยู่ในอันดับเท่าเดิม ในขณะที่หลายประเทศถูกปรับลดอันดับลง สำหรับความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของประเทศไทย ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจหรือการควบคุมการแพร่ระบาด ปรากฏว่าอยู่ในการจัดอันดับต่างๆ หรือการยอมรับจากนานาชาติ ล่าสุดเราติดอันดับ 1 ใน 4 ประเทศที่ควบคุมการระบาดของโควิด-19 ดีที่สุดในโลก ในขณะที่ความเข้มแข็งทางการเงินการคลังติดอันดับต้นๆ ของประเทศเกิดใหม่ที่น่าลงทุนที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีคนพูดว่าประเทศไทยเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก นั่นเป็นแค่มิติเดียว คือความมั่งคั่ง ถ้าจะดีต้องดูให้ครบทุกมิติ ต้องดูโอกาส การเข้าถึงระบบสาธารณสุข สิทธิประโยชน์ต่างๆ การดูแลโดยภาครัฐบาล รวมกันแล้วไทยเราเป็นประเทศอันดับต้นๆ ในอาเซียนที่มีความเหลื่อมล้ำน้อย ยิ่งหากดูเรื่องความยากจน เราน้อยที่สุด ถ้าไม่นับสิงคโปร์ เพราะรัฐบาลสร้างโอกาส มีสวัสดิการด้านสาธารณสุข และมีสวัสดิการที่ดูแลประชาชนที่มีความเปราะบาง&amp;rdquo; นายสุพัฒนพงษ์ระบุ
พปชร.ฟุ้งรัฐบาลอยู่ครบเทอม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์จะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาผลกระทบของโควิด-19 ที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ส่วนกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เตรียมจะยื่น ป.ป.ช.เพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตต่อไปนั้น ก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ รัฐบาลก็ไม่ได้กังวลอะไรเพราะไม่ได้ทำอะไรผิดหรือมีการทุจริต รัฐบาลพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า สำหรับกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้ถือว่ากรีดแผลแล้วจะโรยเกลือต่อนั้น ฝากเตือนให้ระวังมีดจะบาดตัวเองเลือดไหลไม่หยุด เพราะทราบว่ามี ส.ส.พรรคก้าวไกลหลายคนยกมือสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการส่งสัญญาณว่าน่าจะไม่อยู่พรรคนี้แล้วใช่หรือไม่ เข้าใจว่า ส.ส.กลุ่มนี้คงอึดอัดและรับไม่ได้กับแนวคิดของพรรคที่ต้องการให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศไม่เห็นด้วย เพราะขนาดมีมาตรา 112 ก็ยังไม่ได้เกรงกลัว กลับจงใจจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ยำเกรงกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่สภาลงมติไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป พร้อมด้วยรัฐมนตรีรวม 10 คน ว่าเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์สามารถชี้แจงได้กระจ่างชัดทุกประเด็นทำลายน้ำหนักของฝ่ายค้าน เหนืออื่นใดคือความมุ่งมั่นและจริงใจในการบริหารประเทศโดยปราศจากผลประโยชน์ใดๆ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีทุกคนที่มีความตั้งใจในการทำหน้าที่ ประกอบกับข้อมูลของฝ่ายค้านที่ไม่น่าเชื่อถือ ดังที่ซูเปอร์โพลระบุว่าการอภิปรายพูดเรื่องเดิมๆ รู้อยู่แล้ว เอาข้อมูลจากสื่อมาพูดขาดหลักฐานใหม่ รู้สึกผิดหวัง เท่ากับเป็นเวทีที่ประจานตนเองให้ประชาชนไม่ไว้วางใจฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ต่อไป ในขณะที่รัฐบาลจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ประชาชนเชื่อมั่นและอยู่ยาวจนครบเทอม ซึ่งนับจากนี้จะได้ตั้งหน้าตั้งตาแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานันกล่าวด้วยว่า สิ่งน่าผิดหวังที่สุดคือความพยายามพูดพาดพิงสถาบันโดยไม่จำเป็น และไม่เกิดประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ ซึ่งประชาชนรู้เท่าทัน แม้แต่ ส.ส.ของพรรคก้าวไกลเองก็ยังแสดงออกด้วยการลงมติสวนทางกับพรรคถึง 4 คน สะท้อนถึงการต่อต้านกรณีดังกล่าว&amp;nbsp;
ไม่กังวลร้องปปช.สอบ 2 รมต.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. แถลงว่า รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 คน คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ได้ทำหน้าที่โดยยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใด สมคบคิดทุจริต ไม่มีการไปร่วมกับใครในการทุจริต ในนามพรรค ปชป.ยืนยันว่าเราเชื่อมั่นในตัวรัฐมนตรีทั้งสองคนการที่ฝ่ายค้านระบุว่าจะไปยื่นคำร้อง ป.ป.ช. ก็ขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ เพราะยืนยันว่ากระบวนการทำงานต่างๆ ไม่มีการทุจริต&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศกล่าวว่า เรื่องการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางที่ฝ่ายค้านจะไปยื่น ป.ป.ช.นั้น นายจุรินทร์ได้ให้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไว้นานแล้ว ตั้งแต่โอกาสแรกที่นายจุรินทร์ได้ทราบเรื่องดังกล่าว และได้ระงับเรื่องดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นยังได้ดำเนินการหลายส่วนตามที่ได้ชี้แจงในสภา ดังนั้นเราจึงไม่กังวลใดๆ และทางพรรค ปชป.จะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการเร่งการตรวจสอบตามกระบวนการกฎหมายให้ถึงที่สุด ส่วนกรณีที่จะไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบนายนิพนธ์ กรณีมีการเอื้อเรื่องที่ดินพื้นที่อำเภอจะนะ จ.สงขลา ก็ชี้แจงไปแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับนายนิพนธ์ แต่หากฝ่ายค้านไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องของรัฐมนตรีทั้งสองคน เราก็พร้อมที่จะชี้แจง ไม่มีความกังวลแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงภาพรวมหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ฝ่ายค้านทำงานเป็นทีม ทุกพรรคมีส่วนร่วม ทำให้การอภิปรายประสบความสำเร็จ รัฐมนตรี 10 คน ถึงแม้ฝ่ายค้านไม่สามารถมีคะแนนเสียงชนะรัฐบาล แต่มีรัฐมนตรี 3 คนที่ตอบไม่ได้เลยคือ 1.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ที่โยนอย่างเดียวว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) 2.นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เรื่องที่ดินในพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา นายนิพนธ์ตอบไปคนละเรื่อง และ 3.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้คะแนนน้อยที่สุด อาการหนักสุด เชื่อว่าจะถูกปรับออกจาก ครม.แน่นอน อยากเตือนนายกฯ ว่าหากไม่รีบดำเนินการ กรณีนี้จะเป็นมะเร็งร้ายทำลายรัฐบาล โดยวันที่ 22 ก.พ. เวลา 08.30 น. จะไปยื่น ป.ป.ช.เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126 และ 127 กรณีตั้งนายธนพร สมศรี เป็นเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพ ครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์กล่าวว่า เรื่องต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งถือเป็นรถไฟฟ้าเส้นทางที่ดีที่สุด ทำเงินมหาศาล แต่กลับไม่นำเข้าพระราชบัญญัติร่วมทุน มีการทำนิติกรรมอำพราง ผิดกฎหมายฮั้ว ก่อนหน้านี้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เคยไปร้องไว้ที่ ป.ป.ช. วันที่ 22 ก.พ. จะไปร้องเพิ่มเติมที่ ป.ป.ช.ด้วย เรื่องที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. ไปต่อขยายการจ้างวิ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียวด้วย ที่จำเป็นต้องรีบไปยื่น เพราะฝ่ายค้านต้องรีบตามประเด็น เนื่องจากจะต้องมีการยื่นอีกหลายเรื่อง
ฝ่ายค้านยื่นปปช.สอบ 4 รมต.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนก่อนการอภิปรายมีข้อครหาว่าพรรคเพื่อไทยมีการขายข้อสอบหรือไม่ นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ไม่มีใครไปทำเลวร้ายอย่างนั้น &amp;nbsp;ขอร้องว่าอย่าทำเลย อย่าปล่อยข่าวทำลายกันทางการเมือง ครั้งนี้ข้อสอบไม่รั่ว แต่มี ส.ส.สอบตกบางคนที่อยากเข้าไปอภิปรายในสภาจึงพยายามปล่อยข่าว พรรคเพื่อไทยอภิปรายนายณัฏฐพล ตายกลางสภาแบบนี้ล้มมวยหรือท้าคนที่พูดว่าอย่าพูดลับหลัง เปิดตัวออกมาไปออกทีวีแข่งกันกับตนก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า พอใจในการทำงานครั้งนี้ แม้จะมีจุดบกพร่องบ้างก็ถือว่าเล็กน้อย จึงต้องยกความดีทั้งหมดให้กับคณะ ส.ส.ของพรรคร่วมทั้งหมด ส่วนกรณีพรรคเพื่อชาติโหวตไว้วางใจและงดออกเสียงให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เราคงมีการประชุมสรุปการทำงานร่วมกันทั้งระดับวิปพรรคร่วมฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดถึงจุดเข็งจุดอ่อนในการทำงานครั้งนี้ เพื่อปรับปรุงให้การทำงานครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลมากขึ้น รวมทั้งประเด็นที่พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ลงมติไปคนละทิศคนละทางกับพรรคร่วมอื่น เรื่องนี้จะต้องถามเหตุผลและความจำเป็นของท่านเหล่านั้น เพราะเราทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน แต่ไม่ทราบว่าจะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น คงต้องฟังเหตุผลกันก่อน ส่วนจะรับฟังได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็เป็นจุดยืนของแต่ละพรรค ไปบังคับกันไม่ได้ อยู่ที่ประชาชนจะพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการต่อคือรวบรวมเนื้อหาและหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีการทุจริตส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อ ในส่วนของตนจะยื่นตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ นำประเด็นละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีที่ทราบว่ามีการทุจริตถุงมือยางแล้วไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดต่อ ป.ป.ช. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตถุงมือยาง และยังมีข้อมูลว่าผู้ดำเนินการเป็นคนใกล้ชิดแล้วไม่เรียกมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ปล่อยให้ดำเนินการต่อทำให้องค์การคลังสินค้าเสียหาย 2,000 ล้านบาท จะยื่นต่อ ป.ป.ช.ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังทราบมาว่าสมาชิกพรรคอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลที่จะยื่นเอาผิด รมว.ศึกษาธิการและ รมว.มหาดไทย ถ้าชัดเจนแล้วทางสมาชิกที่เป็นคนดำเนินการจะแถลงรายละเอียดอีกครั้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายที่จบลงได้ทำให้สังคมได้รับรู้ว่ากระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจมีความไม่เป็นธรรมสูง ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เหินห่างประชาชน ขณะที่การจัดการสวัสดิการของกองทัพมีขบวนการเอาทรัพย์สินของกองทัพไปหาผลประโยชน์ให้แก่ผู้มีอำนาจ แต่ทหารชั้นผู้น้อยกลับได้รับสวัสดิการที่แย่ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานทหาร ตำรวจที่จะต้องมีการปฏิรูปโดยเร่งด่วน รัฐบาลนี้ไม่เหลือสารรูปที่จะไปเป็นภูมิคุ้มกันให้กับใครได้อีกแล้ว เพราะลำพังตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด แม้มือในสภาจะไม่สามารถล้มคว่ำรัฐบาลได้ แต่ประชาชนได้ฟังแล้วเห็นความไม่ชอบธรรมเสื่อมศรัทธา จนเชื่อว่า จะสร้างกระแสบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้
โพลจี้ปรับ ครม.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้คณะราษฎรและภาคประชาชนได้เริ่มรับไม้นำสู่การชุมนุมใหญ่และย่อยอย่างกระจายตัว เพื่อขับไล่นายกฯ ให้ลาออกจากตำแหน่งไป สำหรับพรรคเพื่อไทย ยังคงจะจัดกิจกรรมต่อเนื่อง &amp;quot;เติมเต็มหลังการอภิปราย&amp;quot; เพื่อเผยพฤติการณ์ความชั่วร้ายของรัฐบาลให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเพิ่มเติมอีก นับแต่นี้ไปเหตุการณ์ทรยศหักหลังกันเองของพรรคร่วมรัฐบาลและพลังร่วมขับไล่รัฐบาลของราษฎรต่างๆ นั้น สองปัจจัยนี้จะมาผนึกกันขย่มรัฐบาล ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองตามมาในเร็ววันนี้&amp;rdquo; พล.ท.ภราดรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เฉพาะผู้ที่สนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,712 คน ระหว่างวันที่ 17-20 ก.พ.2564 พบว่า มองจุดเด่นของการอภิปรายคือภาพรวมการซักฟอกของฝ่ายค้าน ร้อยละ 52.64 จุดด้อยคือการประท้วงบ่อย ทำให้เสียเวลา ร้อยละ 71.26 หลังการอภิปรายเสร็จสิ้นคาดว่าการเมืองไทยจะเหมือนเดิม ร้อยละ 55.40 น่าจะแย่ลง 30.28% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล ร้อยละ 43.25 เชื่อมั่นน้อยลง 23.28% &amp;nbsp; ภาพรวมให้คะแนนฝ่ายค้าน 6.90 คะแนน ให้คะแนนฝ่ายรัฐบาล 5.01 คะแนน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง รัฐบาลได้ไปต่อ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20-21 ก.พ. 2564 เมื่อถามถึงความพอใจของประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พบว่า กลุ่ม 3 ป.ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเกาะกลุ่มได้รับความพอใจจากประชาชน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล แทรกเป็นอันดับสองรองจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้คะแนนความพอใจสูงสุดอันดับหนึ่ง คือได้ร้อยละ 44.7, อันดับสองได้แก่นายอนุทิน ได้ร้อยละ 41.3, อันดับสาม ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ร้อยละ 39.9 เท่ากัน ตามด้วยอันดับห้า ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ร้อยละ 39.5 และอันดับหก ได้แก่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ร้อยละ 38.9 ตามลำดับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.8 ต้องการให้รัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด, ร้อยละ 17.2 ต้องการปานกลาง และเพียงร้อยละ 5.0 เท่านั้นที่ต้องการค่อนข้างน้อยถึงไม่ต้องการเลย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.4 ให้โอกาสรัฐบาลได้ไปต่อ เพราะรับมือวิกฤติโควิดได้ดี เห็นชัดเจนเปรียบเทียบต่างประเทศทั่วโลก ในขณะที่ร้อยละ 20.6 ไม่ให้โอกาส เพราะไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.2 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่อรัฐบาลในการทำงาน หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในขณะที่ร้อยละ 24.0 เชื่อมั่นปานกลาง และร้อยละ 19.8 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.1 ไม่เห็นด้วยกับการพาคนลงถนนของกลุ่มต่างๆ ที่เรียกร้องประเด็นละเอียดอ่อนด้านความมั่นคงและการเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทิพานัน ศิริชนะ, ธนกร วังบุญคงชนะ, นพดล กรรณิกา, ประเสริฐ จันทรรวงทอง, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, ราเมศ รัตนะเชวง, สุทิน คลังแสง, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_603265fb2e24b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โจ้&#039;ปูดโจทย์ศึกซักฟอก รอถล่มนิคมอุตฯ&#039;จะนะ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทะแม่ง! ฝ่ายค้านชิงบอกข้อสอบซักฟอกล่วงหน้า จ้องถลกปมกว้านซื้อที่ดินดักทำโครงการนิคมอุตสาหกรรม อ.จะนะ อ้างมีเอื้อเจ้าสัวโรงปูน &amp;quot;สิระ&amp;quot; ห้าวไล่อัด &amp;quot;สมพงษ์&amp;quot; เสียคนตอนแก่ จวกตระบัดสัตย์ไม่ยอมแก้ถ้อยคำในญัตติอิงสถาบันพระมหากษัตริย์ โหร คมช.ชี้ไม่เกิน เม.ย.ปรับ ครม.เอาแบบกึ่งๆ ตั้ง รบ.แห่งชาติ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงเรื่องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า หลายคนอาจสงสัย ทำไมฝ่ายค้านยื่นอภิปรายรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ม.ค.มากถึง 10 คน ขอบอกว่ารอบนี้รัฐบาลหนักแน่ เพราะนับแต่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็ออกอาการ โดยในการประชุมวันที่ 26 ม.ค. นายกฯ สั่งถอนวาระเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา เพราะเป็นผลจากที่พรรคฝ่ายค้านไปยื่นตรวจสอบ รัฐบาลตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ไปตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้ทราบมาว่ามีเจ้าสัวโรงปูนให้นักการเมืองไปกว้านซื้อพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทสำหรับเกษตรกรรม ต่อมาใช้อิทธิฤทธิ์ของนักการเมืองมาเปลี่ยนเป็นสีม่วง เพื่อให้ทำเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมได้ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ ศอ.บต. กรณีนี้ยังโยงไปหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากควบคุม ศอ.บต. กรณีนี้อาจเป็นเหตุให้นายกฯ เต้นสั่งถอนเรื่องจาก ครม. แล้วสั่งให้ ร.อ.ธรรมนัสไปตรวจสอบสอบสวน เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเดียว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะอภิปราย แต่จะยังไม่บอกเพื่อป้องกันข้อสอบรั่ว&amp;quot; นายยุทธพงศ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า รัฐบาลล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา ทั้งการแก้ไขปัญหาโควิดและทางเศรษฐกิจ มีคนตกงาน เงินจับจ่ายใช้สอยไม่มี และยังเจอกับปัญหาของแพง โดยเฉพาะพริกที่มีข่าวออกมาว่าเม็ดละ 1 บาท เมื่อไปสำรวจพริกจินดาเมื่อเดือน ม.ค.63 ราคาเฉลี่ยขีดละ 4.50 บาท &amp;nbsp;แต่ในเดือน ม.ค.64 ราคาเฉลี่ย 17 บาท แพงขึ้นกว่าเดิมถึง &amp;nbsp;4 เท่า ขอถามว่า พล.อ.ประยุทธ์, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ บริหารอย่างไร รัฐบาลไม่มีการมาดูแลสินค้าแพงให้ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศห้ามขายหวยเกินราคา แต่วันนี้ยังพบปัญหาลอตเตอรี่แพง ราคาต่อใบระบุต้องขาย 80 บาท ขณะที่ต้นทุนเพียง 70.40 บาทต่อใบ ทำให้ประชาชนซื้อหวย 100 บาทต่อใบ หวยงวดปัจจุบันทราบมาว่าเลข 36, 63 เป็นเลขดัง เป็นเลขสำคัญ &amp;nbsp;พบว่าเลข 36 ชุด 5 ใบ ราคาสูงถึง 750 บาท เฉลี่ยใบละ &amp;nbsp;140 บาท ส่วนเลข 63 ชุด 3 ใบ ขาย 360 บาท เฉลี่ยใบละ &amp;nbsp;120 บาท ตอนนี้ยังพบว่าตำรวจมาล่อซื้อคนขายลอตเตอรี่ &amp;nbsp;หากขายเกินราคาจะถูกจับปรับ 2,000 บาท แต่ถ้าไม่อยากถูกจับต้องจ่ายส่วย 300 บาทต่องวด เดือนหนึ่งมีหวย 2 งวด เท่ากับต้องเสีย 600 บาท คนขายลอตเตอรี่หากไปขายข้ามเขตก็ต้องเสียอีก เพราะเป็นพื้นที่ใครพื้นที่มัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์กล่าวว่า หวยแต่ละงวดกองสลากพิมพ์ออกมา 1 ล้านเล่ม ใน 1 เล่มมี 100 ใบ เท่ากับ 100 ล้านใบ จากต้นทุนแค่ 70.40 บาท แต่ยี่ปั๊วะขายโดยเฉลี่ยใบละ &amp;nbsp;90 บาท มีผลประโยชน์ต่องวดประมาณ 2 พันล้านบาท ที่บอกว่ามีการกระจายลอตเตอรี่ให้ผู้ค้ารายย่อย ให้ไปกดซื้อได้ที่เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย กลับไม่มีใครกดซื้อได้ ต้องมาซื้อที่หน้ากองสลากแล้วมาขายต่อ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่ปฏิวัติมายังแก้ปัญหาไม่ได้ คนขายลอตเตอรี่ไม่มีใครอยากถูกจับหรือเสียเงินให้ตำรวจ แต่จำเป็นต้องเสียเพราะไม่อยากถูกจับ ยุคโควิดขายหวยยาก คนไม่มีเงินซื้อ นายกฯ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เรื่องหวยแพงยังแก้ไม่ได้จะไปแก้เรื่องอะไรได้ ชาวบ้านทำไมวันนี้ซื้อหวยไม่ได้ แต่ไปซื้อกับยี่ปั๊วะได้ ทำไมยี่ปั๊วะถึงมีลอตเตอรี่ขาย อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์แก้ปัญหา ไม่ต้องถามว่าทำไมคนไม่ชอบ เพราะแก้ปัญหาหวยไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์ยังกล่าวถึงกรณีการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว 104 บาทว่า เหตุที่ต้องเป็นตัวเลขดังกล่าวเพราะมีส่วนต่อขยาย สายสีเขียวเหนือตั้งแต่สถานีจตุจักรไปลาดพร้าว ไปคูคต คิดค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 45 บาท มีค่าแรกเข้า 15 บาท สายสีเขียวใต้ตั้งแต่สถานีบางจากไปแบริ่ง ไปถึงเคหะบางปูอีก 45 บาท มีค่าแรกเข้า 15 บาท ขณะที่สถานีที่เป็นไข่แดงตั้งแต่หมอชิต ผ่านสยามฯ ไปสิ้นสุดที่สถานีอ่อนนุช ราคาค่าโดยสาร 44 บาท ซึ่งไม่สามารถแตะได้เพราะเป็นราคาค่าสัมปทาน แต่กับสายสีเขียวเหนือกับสายสีเขียวใต้ ลดค่าแรกเข้า 15 บาท เหลือ &amp;nbsp;30 บาท จึงเป็น 30+44+30 เป็น 104 บาท นอกจากนี้การเดินรถไฟฟ้าสายเขียวเหนือ สายสีเขียวใต้ กทม.ไปจ้างบีทีเอสวิ่งรถ เรื่องนี้สุดท้ายเป็นการขนคนทั้งสายสีเขียวเหนือ &amp;nbsp;สายสีเขียวใต้ เข้ามายังพื้นที่ไข่แดง ทำให้บางบริษัทได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงเป็นปัญหาทำให้ราคา 104 บาทนั้นแพงเวอร์ หากนั่งไปกลับ 208 บาท ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำ &amp;nbsp;331 บาท เหลือเงินอยู่ไม่เท่าไหร่ จะอยู่ได้อย่างไร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นกันว่า อาฟเตอร์ช็อกหลังการอภิปรายจะส่งผลให้เกิดการรวมตัวอภิปรายนอกสภาของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่นำโดยคณะราษฎรตามมาอย่างมิหยุดยั้ง หากฝ่ายความมั่นคงและขบวนการยุติธรรมยังไม่ตระหนักถึงการปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบ ให้บรรยากาศของบ้านเมืองเป็นสภาพที่ประชาชนเชื่อว่าประเทศนี้มีการปกครองที่เป็นธรรม &amp;nbsp;รับรองได้ว่าการรวมตัวขับไล่รัฐบาลสืบทอดอำนาจของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ จะเกิดขึ้นตามมาเร็วเกินคาด
ทีมองครักษ์ รบ.นัดถกจันทร์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ กรรมการผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในทีมวอร์รูมรัฐบาลรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดเผยว่า คณะทำงานชุดดังกล่าวจะประชุมหารือและแบ่งหน้าที่ร่วมกันในวันที่ 1 ก.พ.นี้ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎร วิปรัฐบาล และฝ่ายค้าน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน ยังระบุว่าไม่สบายใจกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีข้อความ &amp;quot;ไม่ยึดมั่นและศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำลายและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน นำสถาบันเป็นข้ออ้างเพื่อแบ่งแยกประชาชน แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะปิดบังความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของตนเอง&amp;quot; และจะขอแก้ไขในที่ประชุมด้วยซ้ำไป แต่เมื่อออกจากห้องประชุมไปกลับตระบัดสัตย์ไม่แก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระกล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะมีคำสั่งมาจากคนนอกที่อยู่แดนไกล ที่โทรศัพท์มาสั่งการให้ทำแบบที่ ส.ส.เพื่อไทยพูดกันใช่หรือไม่ อยากจะฝากถึงนายสมพงษ์ว่าพฤติกรรมจาบจ้วงในวันนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ประเทศไทยตั้งแต่มีรัฐสภา ถือเป็นยุคที่ตกต่ำและเสื่อมมากที่สุด สุดท้ายแล้วคนที่รับผิดก็คือท่าน ไม่ใช่คนที่ออกคำสั่งให้ท่านทำ ไม่ต่างจากคดีรับจำนำข้าวที่ต้องติดคุกใช้กรรมแทนคนสั่ง ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายสมพงษ์เป็นผู้นำฝ่ายค้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตำแหน่งนี้ถือว่ามีเกียรติมีศักดิ์ศรี ถือเป็นผู้นำฝ่ายค้านในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่พฤติกรรมที่จาบจ้วงของนายสมพงษ์เช่นนี้ยังมีความเหมาะสมที่จะอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ คุณดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเล่นการเมือง วันนี้คุณยังเป็นคนไทยอยู่หรือเปล่าที่กล้ามายุ่งกับสถาบันที่ปวงชนชาวไทยรักและเทิดทูน นายสมพงษ์ต้องตอบคำถามเหล่านี้กับประชาชน ถ้าตอบไม่ได้ก็ลาออกจากตำแหน่งไป เพราะท่านขี้ขลาด ไร้ความกล้าหาญ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ก็ควรกลับไปส่องกระจกมองว่ายังควรเป็นผู้นำใครต่อไปอีกหรือไม่ เพราะญัตติที่เซ็นนี้เป็นประตูเปิดทางให้ฝ่ายค้านมาจาบจ้วงสถาบันและล้มล้างสถาบัน ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร&amp;quot; นายสิระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวต่อว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านตั้งใจจะอภิปรายคือการนำสถาบันมาแบ่งแยกประชาชน ไม่ใช่การกระทำของรัฐบาล แต่คือพฤติกรรมของพวกคุณที่แสดงความเถื่อนถ่อยมาโดยตลอด หวังสร้างความแตกแยกให้กับคนไทยในสังคมโดยเอาสถาบันมากล่าวอ้าง ทั้งๆ ที่สถาบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในเมื่อฝ่ายค้านหวังจะใช้เวทีสภามาบังหน้าเพื่อหวังโจมตีสถาบัน ตนก็จะขอเป็นองครักษ์พิทักษ์สถาบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดัง ฉายาโหร คมช.ได้ทำนายถึงสถานการณ์รัฐบาลว่า จะผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมันผ่านอยู่แล้วแต่เหนื่อย หลังจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีไม่เกินเดือน เม.ย.นี้ เพราะการทำงานหลายกระทรวงไม่เข้าเป้า ทั้งกระทรวงหลัก กระทรวงทั่วไป เวลานี้เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ทำงานอยู่คนเดียว อะไรๆ ก็มาลงหมดรับคนเดียว พวกนั้นไม่มีใครออกมาเป็นตัวแทนหรือตัวช่วยเลย รับแบบนี้มากๆ เปรียบเป็นนักมวยคือบอบช้ำหมด อย่างไรเสียเวลานี้นายกฯ ยังต้องทำตามหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ไม่มีใครเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ นายกฯ ไม่น่าห่วง แต่พวกรัฐมนตรีหลายคนจะเหนื่อย เราก็รู้อยู่การทำงานแต่ละบุคคล มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ซึ่งหลังจากนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง เท่าที่มาดูตรวจสอบการทำงานเห็นชัดเจน ไม่ผ่านเยอะ บางกระทรวงไม่มีผลงาน &amp;nbsp;ขนาดมีรัฐมนตรีหลายคน &amp;nbsp;ช่วงวิกฤติทั้งโรคระบาดโควิด-19 วิกฤติเศรษฐกิจ นายกฯ ออกมารับคนเดียว ตัวช่วยไม่ออก เอาแต่ประคองตัวกัน เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อาศัยสถานการณ์ต่างๆ เข้า บางคนเอาประโยชน์เข้าตัว ต้องมีการปรับ ไม่อย่างนั้นรัฐบาลจะแย่ เอาคนดีมีฝีมือมีความ สามารถมาแทนพวกโควตา ช่วยประคองพยุงรัฐบาลได้มาก ลักษณะคล้ายๆ รัฐบาลแห่งชาติ มาเสริมทัพฟันฝ่าวิกฤติ มาจากหลายๆ วงการ&amp;quot; นายวารินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า จากนิมิตหลวงปู่เกวาลันบอกว่าต้นร้ายปลายดี มีภาวะวิกฤติชาติ จะค้นพบทรัพยากรเข้ามาเป็นตัวช่วย มีคุณค่า จะปรากฏออกมาช่วยภาวะความตกต่ำเศรษฐกิจ เวลานี้สำคัญเรื่องปากท้องปัญหายังอีกยาว ปลายปีนี้ ถึงต้นปี 65 ทุกอย่างสงบเงียบ เดือน ก.พ.เดือนมี.ค.จะเห็นฝั่ง มองได้ว่าทิศทางบ้านเมืองไปทางไหน เริ่มคลี่คลายผ่านพ้น ปี 65 เป็นปีขาล เรียกว่าเสือติดปีก หลังจากผ่านพ้นไปแล้วชีวิตทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกอย่างยุคศิวิไลซ์จะปรากฏปี 65 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภายในปีนี้ หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจจะปรากฏคณะ กลุ่มคนมารวมตัวช่วยพลเอกประยุทธ์ ช่วยรัฐบาลทำงาน &amp;nbsp;คนก่อกรรม สร้างปัญหา ก่อกวนประเทศชาติ ต้องมีอันเป็นไป จบปีนี้ไม่มีที่อยู่ นายกฯ อยู่ครบเทอม 4 ปี ทำหน้าที่จนกว่าบ้านเมืองพ้นวิกฤติทุกอย่างเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ แล้วท่านจะเดินลงมาเองเหมือน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ &amp;nbsp;อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษ&amp;quot; นายวารินทร์กล่าว
คนเชื่อระบบสภามากกว่าลงถนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง สภาหรือลงถนน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,677 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25-30 มกราคม 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อสอบถามประเด็นสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 99.7 อยากเห็นการเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์ในสภามากกว่านี้ รองลงมาคือ &amp;nbsp;ร้อยละ 98.8 ยังมองไม่ชัดในเป้าหมายของการอภิปรายว่าจะเกิดประโยชน์อะไรแก่ประชาชน ร้อยละ 98.1 ยังไม่เห็น ดาวเด่นของฝ่ายค้านที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจพบว่า ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.8 ระบุว่าการแพร่ระบาดของยาเสพติด รองลงมาคือร้อยละ 57.3 &amp;nbsp;ระบุเป็นบ่อนพนัน ร้อยละ 55.3 ระบุเป็นการทุจริต &amp;nbsp;คอร์รัปชัน ร้อยละ 54.9 ระบุเป็นการขนแรงงานเถื่อน ร้อยละ 40.6 ระบุเป็นการปล่อยปละละเลยให้เกิดการล่วงละเมิดคุกคามสถาบันหลักของชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงจุดยืนการเมืองของประชาชน พบว่าร้อยละ 38.0 สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งมากกว่ากลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มีอยู่ร้อยละ 14.1 และที่เหลือร้อยละ 47.9 เป็นพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่หรือร้อยละ 99.1 เชื่อมั่นต่อ ระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหาในสภา มากกว่าการพาคนลงถนน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91587</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญกฤช เดชวิทักษ์, นพดล กรรณิกา, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, สิระ เจนจาคะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016be7d92a89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 00:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซักฟอกเน้นอัดแก้โควิด ยุ&#039;ม็อบ3นิ้ว&#039;ชุมนุมไล่ต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายค้านไม่สนติดเชื้อลามหนัก ยุม็อบสามนิ้วอย่าให้โควิดสกัดศรัทธาประชาธิปไตย เชื่อชุมนุมใหญ่บี้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ลาออก &amp;nbsp;คัมแบ็กเร็ววันนี้ ซูเปอร์โพลอ้างผลสำรวจช่วงเม.ย.63-ม.ค.64 ฐานสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มพรวด &amp;ldquo;ไพบูลย์&amp;rdquo; ไม่ตกขบวน ยกชั้น &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ผู้นำโลกอันดับหนึ่งชนะ covid
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความชัดเจนเรื่องการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ก่อนปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่คาดว่าเรื่องการระบาดโควิด-19 รอบสอง จะเป็นประเด็นหลักในการซักฟอกรอบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 ม.ค. นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และเลขานุการประธานรัฐสภา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคือหนึ่งในกระบวนการที่สำคัญในการตรวจสอบรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย เป็นหน้าที่ที่สำคัญของฝ่ายค้าน เชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมชี้แจง รัฐมนตรีคนใดที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีหน้าที่ต้องชี้แจง ส่วนรัฐมนตรีของพรรค 7 คนไม่มีความกังวล เพราะยึดหลักซื่อสัตย์ สุจริต ในการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนช่วงของเวลาในการยื่นญัตติ เป็นดุลพินิจของฝ่ายค้านที่จะมีการพูดคุยกัน และจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนใดบ้างก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน หากมีการยื่นรัฐมนตรีในส่วนของพรรคก็พร้อมชี้แจงด้วยข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ข้อมูลประกอบการอภิปรายของฝ่ายค้านสำคัญที่สุด รวมถึงข้อมูลชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลก็ต้องมาสู้กันในสภา ทุกคำพูด ทุกความเป็นจริง ทุกคนทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านฝ่ายรัฐบาล นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวเช่นกันว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่ยื่นได้ปีละครั้ง ถ้าไม่ยื่นจะเสียสิทธิ์ได้ ซึ่งประเด็นที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจมันยังไม่ได้ ยังไม่มีเพียงพอ แต่จำเป็นต้องยื่นเพื่อรักษาสิทธิ์ ดังนั้นจึงไม่หนักใจเลย เพราะไม่ได้มีปัญหาอะไร มีแต่ผลงานที่ดีที่จะทำให้ทางซีกรัฐบาลได้ชี้แจงเรื่องต่างๆ ออกไปให้ประชาชนได้รับทราบ รวมทั้งชี้แจงผลงานไปในตัวด้วย ดีกว่าการปล่อยให้ฝ่ายค้านไปให้ข่าวบิดเบือนใส่ร้ายกันอยู่ฝ่ายเดียว การมาพูดในสภาจะได้โต้ตอบและชี้แจงข้อเท็จจริงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเตรียมพุ่งเป้าประเด็นความล้มเหลวการบริหารงาน การจัดการเศรษฐกิจ และเรื่องโควิด-19 นายไพบูลย์กล่าวว่า การที่ฝ่ายค้านจะยกประเด็นนี้มาอภิปราย ประชาชนที่ฟังอยู่จะเข้าใจว่าฝ่ายค้านไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่เข้าใจสถานการณ์ รัฐบาลไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศที่บริหารเรื่องสถานการณ์โควิด-19 ได้ดีที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การโจมตีด้วยประเด็นนี้ถือว่าฝ่ายค้านไม่ฉลาดเลย เพราะเป็นประเด็น เป็นผลงานที่แข็งที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ เรียกว่าติดอันดับโลก&amp;rdquo; รองหัวหน้าพรรค พปชร.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ยังกล่าวถึงการที่ฝ่ายค้านจะขอใช้สิทธิ์อภิปราย 5-7 วันว่า ต้องดูองค์ประชุมด้วย ซึ่งฝ่ายค้านมักจะองค์ประชุมไม่ครบอยู่เรื่อย จะมีแต่ผู้มาร่วมอภิปรายเท่านั้นเอง จะเป็นปัญหาของฝ่ายค้านเสียเอง ดังนั้นเรื่องนี้ฝ่ายค้านก็คงต้องหารือกับทางวิปรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า จะมีประเด็นหลักคือการแก้สถานการณ์โควิดที่ผิดพลาดของรัฐบาล เรื่องนี้เกี่ยวโยงไปทั้งการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาด ปล่อยให้มีการระบาดรอบใหม่ การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดจนประชาชนได้รับความเดือดร้อน รวมถึงเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องความมั่นคงที่ปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย นำเชื้อเข้ามาและปล่อยให้มีบ่อนการพนันเป็นแหล่งแพร่เชื้อ ทั้ง 3 เรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ เพราะคุมทั้ง ศบค. คุมตำรวจทหาร และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอง จะไปโทษคนอื่นไม่ได้ เพราะมันชัดเจนว่านายกฯ บริหารล้มเหลวจนชาวบ้านเดือดร้อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์กล่าวว่า นอกจากเรื่องโควิดแล้วยังจะมีการอภิปรายเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐบาลด้วย อาทิ โครงการอีอีซี และการต่อสัญญารถไฟสายสีเขียว ส่วนใครจะเป็นผู้อภิปรายนั้นคงต้องหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นก่อน เพื่อดูเนื้อหาที่แต่ละพรรคจะอภิปรายว่ามีเรื่องไหนเกี่ยวโยงกันหรือไม่ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านจะประชุมเรื่องนี้กันวันที่ 15 ม.ค. ที่จะถึงนี้ แล้วจะยื่นญัตติสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค. หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลว่าจะให้อภิปรายเมื่อไหร่ เพราะฝ่ายค้านพร้อมอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวถึงการแก้ปัญหาโควิดในขณะนี้ว่า เมื่อรัฐบาลสืบทอดอำนาจเน้นใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา เจ้าภาพการจัดการ จึงเป็นฝ่ายความมั่นคง แต่หน่วยงานความมั่นคงกลับเป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดโควิดเสียเอง โดยเฉพาะการปล่อยปละละเลยให้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเข้ามาแพร่เชื้อในประเทศ ละเลยให้เกิดบ่อนการพนันแล้วนักพนันติดโควิดแพร่เชื้อไปทั่ว ความย่อหย่อนดังกล่าวได้ถูกประชาชนครหาว่าเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไปรับส่วย แทนที่จะเร่งกู้ภาพพจน์ ระดมใช้ทรัพยากรต่างๆ ของกองทัพเข้ามาคลี่คลายวิกฤติโควิด เช่น มอบพื้นที่และสถานที่หน่วยทหารไปช่วยเหลือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม พร้อมจัดบุคลากรทางการแพทย์และกำลังพลของกองทัพเข้าร่วมสนับสนุนอย่างทันท่วงทีก็ไม่กระทำกัน จึงถูกมองว่าเป็นกองทัพที่เหินห่างประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ถูกยึดไปตั้งแต่ปี 57 โดยรัฐบาลสืบทอดอำนาจได้กอดคอกับกลุ่มทุนผูกขาดธุรกิจและฝ่ายความมั่นคง กดหัวประชาชน และง่ายต่อการครองอำนาจ แต่เวลานี้ประชาชนเหลืออด รู้เท่าทัน มองทะลุว่าทางออกของประเทศนี้ต้องมุ่งสู่การทำความเหลื่อมล้ำให้หดหาย และทำความเป็นธรรมให้สว่างไสว การทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมต้องเริ่มด้วยการขับนายกรัฐมนตรีสืบทอดอำนาจผู้นำแห่งความเหลื่อมล้ำออกจากตำแหน่งไปก่อน โควิดมิอาจหยุดศรัทธาประชาธิปไตย การชุมนุมใหญ่รูปแบบใหม่ๆ ของคณะราษฎรร่วมกับภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อผลักดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกจะเกิดขึ้นอีกในเร็ววันนี้ และต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุข้อเรียกร้อง แล้วเมื่อนั้นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองก็จะตามมา&amp;rdquo; พล.ท.ภราดรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง เที่ยวปลอดภัย อยู่พ้น โควิด กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,839 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผลสำรวจดังกล่าว ในคำถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือธงนำใช้ท่องเที่ยวปลอดภัย รอดพ้นโควิด แก้วิกฤติเศรษฐกิจ เพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.0 เชื่อมั่น ในขณะที่ร้อยละ 13.0 ไม่เชื่อมั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดลกล่าวอีกว่า ที่น่าสนใจคือแนวโน้มจุดยืนการเมืองของประชาชนตั้งแต่เมษายน 2563 ถึงเดือนมกราคม 2564 พบว่า ฐานสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 35.7 ในช่วงปลายปี 2563 มาอยู่ที่ร้อยละ 53.6 ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2564 ในบรรยากาศที่ยังไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่าของการแก้วิกฤติโควิดและเศรษฐกิจชาติ อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลังเงียบเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน จากร้อยละ 32.9 มาอยู่ที่ร้อยละ 39.0 แต่ฐานไม่สนับสนุนรัฐบาลลดต่ำลงจากร้อยละ 31.4 เหลือร้อยละ 7.4 ในการสำรวจครั้งล่าสุด ซึ่ง ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี จะนำพาประเทศชาติพ้นวิกฤติโควิดและเศรษฐกิจได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89404</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, ราเมศ รัตนะเชวง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210110/image_big_5ffb05da78e6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสธ.แมว&#039;จวกฝ่ายมั่นคงต้นเหตุโควิดระบาดขู่ม็อบมาชุมนุมอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค. 2564 &amp;nbsp;พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าวิกฤติการณ์โควิด เมื่อรัฐบาลเน้นใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา เจ้าภาพการจัดการจึงเป็นฝ่ายความมั่นคง แต่หน่วยงานความมั่นคงกลับเป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดเสียเอง ที่ปล่อยปละละเลยให้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเข้ามาแพร่เชื้อในประเทศ กับละเลยให้เกิดบ่อนการพนัน ความย่อหย่อนดังกล่าวถูกประชาชนครหาว่าเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไปรับส่วย หรือไม่และแทนที่จะเร่งกู้ภาพพจน์ ระดมใช้ทรัพยากรต่างๆของกองทัพเข้ามาคลี่คลายวิกฤติโควิด เช่นมอบพื้นที่และสถานที่หน่วยทหารไปช่วยเหลือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม พร้อมจัดบุคลากรทางการแพทย์และกำลังพลของกองทัพเข้าร่วมสนับสนุนอย่างทันท่วงทีก็ไม่กระทำกัน จึงถูกมองว่าเป็นกองทัพที่เหินห่างประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ถูกยึดไปตั้งแต่ปี57 รัฐบาลสืบทอดอำนาจได้กอดคอกับกลุ่มทุนผูกขาด จงใจใช้เล่ห์เพทุบายสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้น กดหัวประชาชนเพื่อง่ายต่อการครองอำนาจ แต่เวลานี้ประชาชนเขาเหลืออดและรู้เท่าทัน มองทะลุว่าทางออกของประเทศนี้ต้องมุ่งสู่การทำความเหลื่อมล้ำให้หดหาย การทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมต้องเริ่มด้วยการขับนายกฯสืบทอดอำนาจ โควิดมิอาจหยุดศรัทธาประชาธิปไตย การชุมนุมใหญ่รูปแบบใหม่ๆของคณะราษฎรจะเกิดขึ้นอีกในเร็ววันนี้ และต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุข้อเรียกร้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89377</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, กลุ่มแรงงานต่างด้าว, บ่อนการพนัน, ฝ่ายความมั่นคง, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, รับส่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a07ade4886.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตเลขาฯสมช. ชี้ถึงเวลาต้องปรับปรุง มาตรา 112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.63 - พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสมช.)กล่าวว่า การที่หน่วยงาน สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)&amp;nbsp;แสดงความเป็นห่วงกรณีประเทศใช้เข้มงวดบังคับใช้มาตรา 112 ขึ้นมาอีกครั้ง ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญเพราะหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานสากลที่ทุกประเทศให้การยอมรับในการดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน และประเทศไทยก็เป็นประเทศสมาชิกสหประชาชาติ การบังคับใช้กฎหมายอะไรที่ต้องได้รับการยอมรับประเทศไทยต้องคำนึงถึงอย่างเข้มงวด เพื่อให้ประเทศสมาชิกยอมรับ และเมื่อมีการเรียกร้องมาเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยต้องตระหนักว่ากฎหมายที่เรามีอยู่น่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศสังคมประชาธิปไตย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จึงเป็นแง่คิดที่เราสมควรจะมาพิจารณาปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศเพราะกฎหมายลักษณะนี้ส่งผลกระทบได้ทั้งในแง่สังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ ดังนั้นส่วนตัวมองว่าการแจ้งเตือนครั้งนี้เป็นสิ่งบอกเหตุว่าเราควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวได้แล้ว&amp;quot;พล.ท.ภราดร กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87351</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, มาตรา112</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a07c146f02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตเลขาฯสมช. เชื่อผู้ชุมนุมขยายวงทั่วประเทศ ไม่มีแกนนำ-รับลูกถึงกันด้วยอุดมการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน จะสร้างความรับรู้ จนขยายวงเพิ่มขึ้นไปทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบัน มีการชุมนุมไปแล้วกว่า 40 จังหวัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ และนำเสนอ ข้อเรียกร้องหลักทั้ง 3 ประการ ซึ่งประกอบด้วย การเรียกร้องให้ยุติการคุกคามประชาชน การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา จะขยายวงไปครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมจะไม่ถูกจำกัดเฉพาะกลุ่มนักศึกษาเป็นหลักเท่านั้น ขณะที่เนื้อหาสาระในการชุมนุมจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆเปิดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ&amp;nbsp;เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง รับรู้และมองเห็นปัญหาในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการชุมนุมจะมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่มีแกนนำ และจะเชื่อมโยง รับลูกถึงกันด้วยอุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งจะมีความต่อเนื่อง และกระจายออกไปพื้นที่ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้ฝ่ายความมั่นคงสื่อสารไปถึงผู้มีอำนาจในประเด็นเหล่านี้ แต่ผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มาตามครรลองประชาธิปไตย มักเป็นพวกที่หูตึงตาบอด&amp;nbsp;จึงเชื่อว่ากลุ่มการเคลื่อนไหวถูกยุยงมา ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้นำที่มาจากการยึดอำนาจ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจะนำไปสู่การปราบปรามประชาชนหรือไม่นั้น เชื่อว่าฝ่ายผู้มีอำนาจมีการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ในอดีต เพียงแต่เห็นว่าปัจจุบัน ความพยายามที่จะผ่อนสถานการณ์สายเกินไปแล้ว เพราะประชาชนไม่เกิดความเชื่อถือศรัทธาอันมาจากการบริหารตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดหากผู้มีอำนาจ บริหารจัดการและยอมถอยเป็น ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่หากฝ่ายผู้มีอำนาจไม่ยินยอมที่จะถอย ยังยืนกรานที่จะยอมหักไม่ยอมงอ สุดท้ายประวัติศาสตร์ ที่เรียนรู้มาก็คงหลีกเลี่ยงความรุนแรงยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.ภราดร กล่าวว่า พลังการเคลื่อนไหวของนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนจะกลายเป็นฉันทามติร่วม ที่นำไปสู่ การแก้ไข และการดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 เรื่อง เพราะการเคลื่อนไหว ของนักเรียนนักศึกษาเชื่อมโยงไปถึงคนทุกกลุ่ม ซึ่งข้อเสนอจะตกผลึกและกลายเป็นความชอบธรรมของคนส่วนใหญ่ โดยเชื่อว่ากระบวนการต่างๆจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ต้องเป็นไปตามหลักการทั้งหมด ปัจจุบันมาถึงจุดที่โชคร้ายของนายกรัฐมนตรี เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ได้กลายเป็นตัวปัญหาหลัก คนจึงขาดความเชื่อมั่นและต้องการผู้นำใหม่เพื่อเข้ามาดำเนินการแทนพล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;เพื่อทำให้ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ประการ สัมฤทธิ์ผลและมีประสิทธิภาพตรงใจประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจะต้องถอยเพื่อให้บุคคลใหม่เข้ามาดำเนินการในสิ่งที่ประชาชนต้องการ จึงจะเกิดความเชื่อมั่นว่าข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ จะเกิดขึ้นได้จริง เช่นการหยุดการคุกคาม ตราบใดที่ผู้มีอำนาจมีรากฐานมาจากเผด็จการมาจากการยึดอำนาจ จึงเป็นเรื่องยากที่จะหยุดการคุกคามประชาชนเพราะเจ้าหน้าที่จะลอกเลียนแบบตัวผู้นำ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าเกิดขึ้นได้ยากเพราะรัฐธรรมนูญถูกออกแบบ เพื่อพวกพ้องตนเองจึงมีวุฒิสมาชิก 250 คน ดังนั้นจะไปคาดหวัง เพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากตัวนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเรื่องยาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72648</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, ม็อบนักศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a07c146f02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
