<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อีสาน-เหนือ&#039; เผชิญภัยแล้ง ฝนจ่อถล่มใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ห่วงภัยแล้ง สั่งผู้ว่าฯ ทำงานเชิงรุกช่วยประชาชน วอนเกษตรกรชะลอเพาะปลูก รอฝนตกหลัง ก.ย. กรมชลฯ รับอ่างเก็บน้ำได้น้อย ย้ำทุกแห่งวางแผนใช้ประหยัด น้ำโขงแล้งสุดในรอบ 10 ปี! อุตุฯ เตือนหางพายุดานัสถล่มไทยถึง 19 ก.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบางพื้นที่เริ่มมีฝนทิ้งช่วง ทำให้ประชาชนและเกษตรกรขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร โดยได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐ และจิตอาสา ไปติดตามความเดือดร้อนของประชาชนและให้ความช่วยเหลือเป็นรายพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ทราบว่าบางจังหวัดได้ประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) จึงกำชับให้ลงไปตรวจสอบปัญหาและแก้ไขโดยเร่งด่วน ส่วนพื้นที่ใดมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงนี้ ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งทำงานเชิงรุก อย่าปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน&amp;rdquo; พล.ท.วีรชนระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกฯ ยังฝากไปถึงเกษตรกรว่าให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เช่น กักเก็บน้ำไว้ใช้ในแหล่งน้ำของตัวเอง ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้เพาะปลูก ขอให้ชะลอการปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ที่มีฝนตกตามปกติ ซึ่งคาดว่าน่าจะหลังเดือน ก.ย.ไปแล้ว พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ การสูบน้ำ การแจกจ่ายน้ำ ทั้งพลเรือนและทหาร จัดสรรน้ำและสร้างการรับรู้ถึงข้อควรปฏิบัติให้ประชาชนและเกษตรกรทราบอย่างต่อเนื่องด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อย เนื่องจากฝนที่ตกในพื้นที่ทางตอนบนอยู่ในเกณฑ์น้อยต่ำกว่าค่าปกติ ส่งผลให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำน้อยตามไปด้วย ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 36,613 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้คงเหลือประมาณ 12,698 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้กว่า 39,400 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 52 ของความจุอ่างฯ รวมกัน โดยกรมชลประทานเน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำต้นทุนต่างๆ โดยให้เก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด พร้อมกับวางแผนการใช้น้ำในพื้นที่อย่างรัดกุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เลย นายอดุลย์ ผลคำ ผู้ใหญ่บ้านน้อย หมู่ 4 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน เปิดเผยว่า สภาพของแม่น้ำโขงขณะนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณน้ำลดลงอย่างรวดเร็วช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกือบ 2 เมตรแล้ว ปกติเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม น้ำโขงจะเต็มตลิ่ง แต่ปีนี้เชื่อว่าน้ำแห้งสุดในรอบ 10 ปี ไม่สามารถสูบขึ้นมาเพื่อใช้ในการเกษตร และเห็นสันดอนทรายโผล่กลางแม่น้ำ ตั้งแต่ช่วงอำเภอเชียงคานถึงอำเภอปากชม น้ำโขงปกติจะขึ้นเร็วลงเร็ว แต่ครั้งนี้ลดลงอย่างเดียวไม่มีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนเรื่องเกษตร ชาวบ้านในอำเภอเชียงคานยังไม่มีใครปักดำนาได้ หว่านข้าวไว้ก็แห้งตายไปหมด เพราะไม่มีน้ำ ปีนี้ถือว่าแล้งสุดๆ น้ำโขงแห้งมาก สูบขึ้นมาไม่ได้ ลดลงทุกวันจนน่าตกใจ เห็นหาดทรายเป็นทางยาวจนถึงอำเภอปากชมแล้ว ปีนี้เพิ่งได้เห็นแก่งคุดคู้และหาดทรายอีกครั้ง หลังไม่เคยเห็นมากว่า 10 ปี&amp;quot; ผู้ใหญ่บ้านน้อยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่อง &amp;quot;ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก และคลื่นลมแรง (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 19 ก.ค.2562)&amp;quot; ฉบับที่ 3 ในช่วงวันที่ 16-19 ก.ค. 2562 บริเวณภาคใต้และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 21 ก.ค. โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 16 ก.ค. ภาคตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส, ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงวันที่ 17-19 ก.ค. ภาคกลาง มีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส, ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น อนึ่ง พายุดีเปรสชันบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ดานัส&amp;rdquo; แล้ว คาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านตอนบนของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 17-18 ก.ค.2562 จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา h ttp://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์&amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับความเดือดร้อนในช่วงหน้าฝน จึงได้สั่งการให้หน่วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจและฝ่ายปกครอง ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาฝนตกหนัก อันอาจเป็นเหตุทำให้น้ำท่วมขัง มีน้ำหลาก หรือมีดินโคนถล่ม รวมถึงส่งผลกระทบต่อชาวประมงในการเดินเรือในช่วงนี้ได้ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยให้มีการปรับแผนเตรียมความพร้อม ทั้งการป้องกันและการแก้ไขในพื้นที่เสี่ยง ต้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้ทันเหตุการณ์ เพื่อลดความเสียหายและอันตรายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดจนการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้ครอบคลุมทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งขอให้ประสานสาธารณสุขพื้นที่ร่วมระวังป้องกันโรคระบาดที่มากับน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ กทม. ขอให้ กทม.และฝ่ายปกครองลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนในทุกเขต เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงกำหนดมาตรการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว และการสัญจรบริเวณพื้นที่ก่อสร้างตามเส้นทาง โดยเฉพาะระบบการระบายน้ำ พื้นที่รับน้ำและการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อลดปัญหาการจราจรที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในเขตเมือง พร้อมสั่งย้ำให้ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในทุกพื้นที่ มีการซักซ้อมแผนให้พร้อมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41167</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.อ.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดุลย์ ผลคำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190716/image_big_5d2de4f0b802e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบิ๊กตู่ชวน&#039;หิ้วปิ่นโตเข้าวัด&#039;ลดใช้ถุงพลาสติก-ฟื้นฟูประเพณีดั้งเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.62 - พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าวัดทำบุญเนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา โดยแนะนำให้ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม คือ การหิ้วปิ่นโตเข้าวัด เช่นเดียวกับเมื่อก่อนที่ประชาชนนิยมใช้ปิ่นโตใส่อาหารหรือขนมไปวัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนนิยมใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมใส่อาหารจนเป็นเรื่องปกติ เพราะสะดวกสบายกว่า ทำให้เกิดขยะที่ย่อยสลายยากและเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำว่า รัฐบาลเดินหน้าจัดการขยะพลาสติก เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นวาระสำคัญของโลก และขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเป็นอย่างดี ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงอาจใช้โอกาสนี้หิ้วปิ่นโตบรรจุอาหาร ใส่ถุงผ้า หรือตะกร้า เข้าวัดแทนการใช้ถุงพลาสติก&amp;rdquo; พล.ท.วีรชน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรียังสนับสนุนให้วัดทั่วประเทศจัดการขยะอินทรีย์จากเศษอาหารเหลือใช้ร่วมกับชุมชน โดยอาจนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพหรือทำน้ำหมัก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การเกษตร อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41116</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, ลดถุงพลาสติก, ลดโลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d12b3b8c277a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2019 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2019 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯกำชับควบคุมขายสุราวันพระใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค. 2562 พลโทวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจใช้โอกาสลาหยุดยาว เพื่อไปทำบุญและพักผ่อนร่วมกับครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง จึงขอให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เมาไม่ขับ และไม่ขับรถเร็ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ช่วงวันที่ 16 - 17 ก.ค. นี้ ตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีจะห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงขอให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้า และสถานบริการทุกประเภทงดจำหน่าย ทั้งการขายส่งและขายปลีกทั่วประเทศ หากฝ่าฝืนจะมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

&amp;quot;นายกฯ กำชับเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร เข้มงวดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ แม้จะเป็นวันหยุด แต่เป็นวันที่มีความเสี่ยงสูงเพราะมีการเดินทางมาก รวมทั้งสอดส่องดูแลตรวจสอบสถานประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจังด้วย&amp;quot;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40929</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190617/image_big_5d07a02b7354d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2019 21:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แถลงนโยบาย25ก.ค. &#039;ชวน&#039;เคาะแล้วไม่เกิน27นี้/&#039;จุติ&#039;ติงค่าแรง400มัดรัฐบาล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชวนล็อกเวลาแถลงนโยบายรัฐบาลลุงตู่ &amp;nbsp;2 เริ่ม 25 ก.ค. ต้องจบในวันที่ 27 ก.ค. ยังใช้หอประชุมทีโอทีเหมือนเดิม ขณะที่นโยบายค่าแรงไม่ลงตัว &amp;quot;จุติ&amp;quot; ติงปรับวันละ 400 มัดตัวรัฐบาลมากเกินไป อาจสร้างปัญหาให้รัฐบาลได้ เตรียมถกใน ครม.นัดแรก ขณะที่ ครม.ลุงตู่ 1 จะประชุมนัดพิเศษจันทร์นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามีการประสานเป็นการภายในแล้ว และได้หารือกับประธานวุฒิสภาว่าจะให้เวลารัฐบาลแถลงนโยบายในวันที่ 25 ก.ค.เป็นต้นไป โดยมอบหมายให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรประสานไปยังรัฐบาลเพื่อแจกเอกสารให้สมาชิกล่วงหน้า ซึ่งมีเวลาถึงวันที่ 27 ก.ค. ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;ในวันที่ 28 ก.ค.2562 ส่วนจะใช้เวลากี่วัน ขึ้นอยู่กับวุฒิสภา วิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลตกลงกันเรื่องกรอบเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานสภาผู้แทนฯ กล่าวว่า เดิมกำหนดให้วันที่ 24 ก.ค. แต่รัฐบาลติดภารกิจสำคัญ จึงทำให้ต้องเลื่อนมาเป็นวันที่ 25 ก.ค. โดยในวันแถลงนโยบายจะยังใช้หอประชุมทีโอที แจ้งวัฒนะ เพราะห้องประชุมรัฐสภาแห่งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ จะสามารถประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก หลังแถลงนโยบายที่รัฐสภาแห่งใหม่ได้หรือไม่นั้น ต้องดูวันที่ 19 ก.ค.นี้ ว่าระบบเสียงในห้องประชุมจันทราแล้วเสร็จหรือไม่เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างนโยบายรัฐบาลที่ต้องแถลงต่อรัฐสภาได้ส่งถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เรียบร้อยแล้วในวันนี้ ซึ่งถือเป็นร่างนโยบายรัฐบาลที่พรรคร่วมรัฐบาลได้สรุปมาในระดับหนึ่ง แน่นอนว่านายกฯ จะนำไปพิจารณาดูอีกได้ หากเห็นว่าต้องมีการปรับปรุง แต่อย่างน้อยเป็นร่างที่ได้พยายามรวบรวมนโยบายจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ทำร่วมกันอย่างดีที่สุด เพื่อให้ครอบคลุมนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ขณะนี้ต้องถือว่าเป็นร่างนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด และการร่างนโยบายนี้ ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้อยู่ร่วมพิจารณา ดูเรื่องการปรับปรุงถ้อยคำและเนื้อหาเพื่อให้เกิดความถูกต้อง โดยร่างนโยบายจะจัดทำเป็นสองส่วน คือส่วนที่นายกฯ จะต้องแถลงต่อรัฐสภา ที่จะเอาเฉพาะประเด็นหลักๆ ที่ครอบคลุมในเบื้องต้น และอีกส่วนหนึ่งที่จะขยายลงรายละเอียด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวถึงเรื่องนโยบายค่าแรงขั้นต่ำของพรรคพลังประชารัฐว่า เชื่อว่าจะสามารถหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ เพื่อให้มีแนวทางร่วมกัน อยากฝากไว้ว่า เรื่องค่าแรงต้องไปควบคู่กับการยกระดับทักษะขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เพราะเราไม่สามารถทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยตนเองได้ เนื่องจากโจทย์ใหญ่คือต้องการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยร่วมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในอนาคต ดังนั้นเรื่องบุคลากรจึงสำคัญที่สุด ความยุติธรรมเรื่องรายได้จึงจำเป็นต้องดูแล แต่ความยั่งยืนต้องขึ้นอยู่กับฝีมือและทักษะของแรงงานที่ต้องไปพร้อมกัน ดังนั้นเชื่อว่าเรื่องแรงงานและค่าแรงทางรัฐบาลจะพิจารณาควบคู่กันไป เมื่อมีนโยบายรัฐบาลออกมา ไม่ใช่การทำด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเรื่องการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานคือหัวใจสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งให้แกนนำรัฐบาลไปบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลนั้น ยังมี 3 เงื่อนไข คือการประกันรายได้เกษตร การบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลแล้ว แต่เขียนไว้หลวมๆ ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ แม้แต่ข้อเสนอเงื่อนไขที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการปรับแก้วิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ต้องขอเสียงสนับสนุนข้างมากจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ให้เปลี่ยนมาเป็นอาศัยเสียงเกินกึ่งหนึ่งจากที่ประชุมร่วม 2 สภา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าควรจะต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนมากกว่านี้หรือไม่ เพราะนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ระบุชัดเจนว่านโยบายที่เกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำจะมีการปรับขึ้นเป็นค่าจ้างวันละ 400 บาท รมว.พม.ตอบว่า การพูดอย่างนี้ค่อนข้างมัดตัวรัฐบาลมากเกินไป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้รัฐบาลได้ ดังนั้น ตนเตรียมจะนำเรื่องไปพูดในที่ประชุม ครม.นัดแรกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่าการจัดทำร่างนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาลผสม 19 พรรค ที่ได้ร่วมกันนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรค เพื่อนำไปพิจารณาให้เกิดภาพรวมที่สมบูรณ์ของนโยบายรัฐบาล เพราะแต่ละพรรคก็มีผู้มีประสบการณ์ในการบริหาร และได้ออกไปพบปะพี่น้องประชาชนมาตลอดระยะเวลาในช่วงเลือกตั้ง ทำให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ในการบริหารประเทศ และรับทราบปัญหาที่ควรเร่งรัดในการแก้ไข ที่เป็นความต้องการของประชาชน
มิติใหม่รัฐบาลผสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เผยว่า การที่พรรคพลังประชารัฐได้ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมกันจัดทำนโยบายร่วมกันในลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นมิติใหม่ในการร่วมกันทำงานของรัฐบาลผสม และเป็นการตอกย้ำถึงการให้ความสำคัญของเสถียรภาพและความร่วมมือกันของพรรคร่วม ในภาวะเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพรัฐบาลเป็นอย่างดียิ่ง และจะทำให้ได้เห็นนโยบายที่ดีและสมบูรณ์ในทุกมิติ สามารถสร้างความมั่นใจให้กับภาพรวมทางเศรษฐกิจและนักลงทุน และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศให้สำเร็จตามความต้องการของพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในส่วนของพรรคชาติพัฒนานั้น ได้นำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าของคนในชนบทและเกษตรกรอย่างเร่งด่วน การปรับนโยบายการศึกษาที่ให้ความสำคัญในด้านเทคโนโลยี และการให้เด็กไทยมีความสามารถด้านภาษาอย่างน้อย 2 ภาษา การนำระบบ smart farmer มาใช้กับภาคเกษตร การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และรักษาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การลงทุนและเร่งรัดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ &amp;nbsp;มอเตอร์เวย์ ถนน เป็นต้น ให้ทั่วถึงและเชื่อมโยงทุกภูมิภาค เพื่อกระจายความเจริญและรองรับการลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญกล่าวอีกว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นอุตสาหกรรมหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลผู้สูงอายุและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การกระจายอำนาจและสวัสดิการต่างๆ ของผู้นำท้องถิ่น และการส่งเสริมด้านกีฬา เป็นต้น เมื่อมีการจัดทำนโยบายเสร็จเรียบร้อย ก็จะได้มีการแถลงต่อสภา หลังจากนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะได้เริ่มลงมือทำงานตามนโยบายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนที่จะพูดอะไรล้วงลึกเกี่ยวกับการทำงานใน ทส.นั้น ขอเวลาเข้าไปทำงานในกระทรวงก่อน เพราะสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงอาจจะคลาดเคลื่อนได้ เพราะเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งตนมีหน้าที่เข้าไปแก้ปัญหาให้ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ทส.กล่าวว่า เท่าที่ได้รู้และเห็นมาแบบคร่าวๆ พบว่าการทำงานใน ทส.นั้นมีหลายมิติ ทั้งเรื่องกฎหมาย สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และเรื่องของคน เฉพาะเรื่องของกฎหมายก็เยอะมาก กฎหมายมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อปฏิบัติกลับไม่มีประสิทธิผล ข้าราชการทำงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่อาจจะมีบางเรื่องที่ยังติดขัดอยู่ แต่โชคดีอย่างหนึ่งก็คือ หลายๆ เรื่องที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเวลานี้ล้วนแล้วแต่เป็นวาระเร่งด่วนของโลก ซึ่งเมื่อเข้าไปทำ เข้าไปกระตุ้นให้ทำแล้วจะได้รับความร่วมมืออย่างดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ทราบหรือไม่ว่าภายใน ทส. โดยเฉพาะกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชนั้น มีขาใหญ่หลายคน นายวราวุธตอบว่า หากตนเข้าไปแล้วตนคงจะใหญ่สุด ขาใหญ่อาจจะหมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่เข้มแข็งใช่ไหม แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่น เมื่อเข้าไปทำงานก็คงจะรู้มากขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร
ชาติไทยพัฒนาพอใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชพท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ ชพท. กล่าวภายหลังการหารือเพื่อจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลว่า ผลถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะจากการที่พรรคได้ส่งนโยบายเร่งด่วน หรือแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 7 ด้านตามที่ ชทพ.ใช้หาเสียงเลือกตั้งกับพี่น้องประชาชน ไปพร้อมนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานเต็มรูปแบบที่ชทพ.จัดทำขึ้นไปยังแกนนำพรรครัฐบาล ในฐานะที่พรรคได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในภาพรวมทั้งหมดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลปรากฏว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคได้รับการบรรจุเป็นส่วนใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผสมผสานไปกับกรอบหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ การปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงกฎหมายยุทธศาสตร์ด้วย ถือว่าเป็นนโยบายที่มีรายละเอียดครอบคลุมเพียงพอในการที่จะใช้ดำเนินการดูแลงานทางด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เราได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี ส่วนนโยบายด้านอื่นที่พรรคควรจะมีส่วนร่วม โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่มีพรรคมีรัฐมนตรีช่วยว่าเกษตรและสหกรณ์อีก 1 คน แม้ว่าจะเป็นส่วนใหญ่ในร่างนโยบายไม่ได้ แต่มีรายละเอียดที่ได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ เช่นเดียวกับนโยบายอื่นๆ ที่ครอบคลุมทุกด้าน เหลือเพียงแค่การดำเนินการให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย กล่าวภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น รมช.มท.ว่า สิ่งที่ตั้งใจหลังการรับตำแหน่ง หากได้รับโอกาสจาก รมว.มหาดไทย ซึ่งตนในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาแล้ว จึงอยากดูงานในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อนำมาขยายผลการกระจายอำนาจ และเน้นขยายกิจกรรมสาธารณะให้ อปท. สนองนโยบายของรัฐบาลเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาทิ การใช้ยางพารามาทำถนนพาราแอสฟันติสคอนกรีต ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนน ซึ่งแม้ส่วนท้องถิ่นจะไม่มีอำนาจโดยตรงในการแก้ไขเรื่องปัญหายางพาราตกต่ำ แต่ก็สามารถใช้เป็นกลไกในการแก้ไข จะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มรายได้ให้พี่น้องชาวสวนยาง และกระจายรายได้ถึงพี่น้องชาวสวนยางมากยิ่งขึ้น เป็นหากมีการส่งเสริมให้ทำถนนในหมู่บ้าน ตำบลและในเมือง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ถ้าทำให้ อปท.เข้มแข็ง ประเทศก็จะเข้มแข็งขึ้นไปด้วย จะทำให้ อปท.ที่พึ่งของประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ปัญหาใดที่สามารถจบในส่วนท้องถิ่นได้ ก็ให้จบไป ส่วนท้องถิ่นไม่ต้องขึ้นมาที่กระทรวงหรือที่กรุงเทพ ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์เผยว่า จะส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากเพื่อที่ให้ชุมชนมีการพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าวจนใกล้สู่ภาวะปกติแล้ว กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลบำบัดทุกข์ บำรุงสุขจะเข้ามาดูแลเรื่องการส่งเสริมรายได้เพื่อพัฒนาชุมชนในพื้นที่นี้พร้อมดึงนักลงทุนเข้ามาให้เกิดการลงทุนว่าจ้าง สร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ลูกหลานของคนในพื้นที่ทั้งเรียนจบในประเทศไทยและต่างประเทศสามารถมีงานทำที่มั่นคงในพื้นที่ได้ ไม่ต้องไปทำงานต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้าน จะสามารถลดปัญหาคนสองสัญชาติไปในตัว จะทำให้พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เข้าสู่โหมดการพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างรายได้ ภายใต้บริบทแนวทางพระราชดำริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ได้อย่างเป็นรูปธรรม
สร้างตำบลปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.มหาดไทยกล่าวว่า การสร้างตำบลปลอดภัยโดยจะเน้นสร้างความปลอดภัยวินัยจราจรจากระดับตำบล หมู่บ้าน เพื่อแก้ไขและป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยสูญเสียเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ปัจจุบันไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละกว่า 2 หมื่นราย เพราะกระทรวงมหาดไทยมีกลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่พร้อมที่จะบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสาธารณสุข การแพทย์ฉุกเฉินเพื่อผลักดันทำให้เป็น &amp;ldquo;ตำบลปลอดภัย&amp;rdquo; ทั่วประเทศในการลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินโดยการเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายและรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เป็นงานสามเรื่องที่ตนอยากดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า มีชื่อติด 1 ใน 6 รัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านจองกฐินเตรียมการซักฟอก หนักใจหรือไม่ นายนิพนธ์ ตอบว่า ส่วนตัวไม่หนักใจแต่อย่างใด และเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่สามารถทำได้ ถือเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ตนจะได้ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงถึงหลักฐานเอกสารต่างๆ ในข้อกล่าวหา หรือที่สังคมยังสงสัยผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร เพราะการที่มีชื่อของตนติดอยู่ในนั้น อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วนทุกด้าน ก็จะถือโอกาสนี้แสดงหลักฐานทางราชการให้กับคนที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ ที่สามารถทำได้หรือไม่ เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องของทางจังหวัดที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล อบจ. สั่งการว่าให้ระงับหรือให้กระทำได้ซึ่งทั้งหมดมีหลักฐานทางราชการพร้อมชี้แจงผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ได้หารือกับกรรมการสมาคมผู้ค้ายาง และตัวแทน 5 บริษัทผู้ส่งออกยางพารา ถึงการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การซื้อขายล่วงหน้าในตลาดต่างประเทศ มีผลกดดันให้ราคายางในประเทศตกลงมา ประกอบกับมีพ่อค้าต่างชาติเข้าปั่นราคายางในตลาดล่วงหน้าด้วย จึงทำให้ราคาผันผวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชนกล่าวว่า รัฐบาลยืนยันประกาศว่าจะเดินหน้านโยบายการนำน้ำยางสดไปผสมทำถนนพาราซอยซีเมนต์ทั่วประเทศ โดยจะให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เข้าประมูลซื้อน้ำยางสดแทนการประมูลซื้อยางแผ่นเหมือนที่ผ่านมา และทางสมาคมผู้ค้ายางจะรับน้ำยางสดดังกล่าวไปปั่นผสมสารเคมีเก็บไว้ โดยไม่คิดค่าบริการ เพื่อส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมาซื้อไปทำถนนต่อไป โดยจะเริ่มซื้อในจันทร์ที่ 15 ก.ค.62 เป็นต้นไป
&amp;quot;ดิสทัต&amp;quot;ประเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล หลังทีมงานรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทยอยเข้าดูห้องทำงานตั้งแต่วานนี้แล้วนั้น ล่าสุด เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 13 ก.ค. นายดิสทัต โหตระกิตย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและผู้ที่คาดว่าจะนั่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยสักการะพระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า และลงมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตาศาลยาย ก่อนขึ้นไปยังตึกบัญชาการ 1 เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของห้องทำงานรองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายดิสทัตกล่าวว่า มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพราะทำงานที่นี่มานานแล้ว และต้องมาดูแลอะไรต่างๆ มากขึ้นทุกวัน และวันนี้ตนมาดูแลความพร้อมห้องทำงานต่างๆ เนื่องจากนายกฯ เป็นห่วง เพราะเป็นช่วงรอยต่อ ครม.ชุดใหม่ และเพื่อรองรับการทำงาน ครม.ใหม่ให้เกิดความเรียบร้อย จึงต้องดูแลให้ดี เชื่อว่าไม่มีปัญหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความพร้อมเอกสารนโยบายรัฐบาลที่ต้องแถลงต่อรัฐสภา นายดิสทัตตอบว่า ตนไม่ได้ดูแลด้านนี้ ต้องถามผู้ที่เกี่ยวข้อง และขณะนี้ตนเป็นที่ปรึกษานายกฯ ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการนายกฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งการแต่งตั้งน่าจะมีขึ้นหลังจาก ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณฯ เมื่อถามว่าได้วางภารกิจหลักหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการนายกฯ อย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ นายดิสทัตตอบว่า ตนต้องทำทุกอย่างที่เป็นเรื่องสำคัญของนายกฯและรัฐบาลให้เรียบร้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังเสร็จสิ้นพิธีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณฯ จะมีการเสนอ ครม.พิจารณาแต่งตั้งนายดิสทัตเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเสนอแต่งตั้งนางฐะปาณีย์ อาจารวงศ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร มาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในวันดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานข่าวด้วยว่า ในวันจันทร์ที่ 15 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเก่า นัดพิเศษ เนื่องจากมีเรื่องที่ต้องพิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารพรรค ต้องการให้ตนไปดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทางพรรคยังไม่ได้มีการหารือตำแหน่งทางการเมือง คงต้องรอหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จเรียบร้อยก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่าตำแหน่งโฆษกรัฐบาลก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์และผู้บริหารพรรค ส่วนตนเองนั้นเคารพการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์และผู้บริหารของพรรค และพร้อมทำงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่
&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;แนะนำหนังสือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวด้วยว่า กรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะอภิปราย 6 รัฐมนตรีในช่วงแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ตนมั่นใจว่าทั้ง 6 ท่านสามารถที่จะชี้แจงได้ทุกเรื่อง และทางรัฐบาลไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร แต่ตนอยากให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบพิจารณาเรื่องนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลมากกว่า เพราะเรื่องนี้เป็นหัวใจหลักในการบริหารประเทศ เป็นสิ่งที่จะทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ส่วนการอภิปรายตัวรัฐมนตรีนั้น ควรที่จะให้รัฐบาลได้ทำงานไปสักระยะก่อน หากเห็นความไม่ชอบมาพากลค่อยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าตำแหน่งทางการเมืองทั้งรองโฆษกรัฐบาล ผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขานุการ และที่ปรึกษารัฐมนตรี ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้ เพราะทุกตำแหน่งต้องผ่านความเห็นชอบในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคตามข้อบังคับพรรคก่อน และขณะนี้รัฐมนตรีทั้ง 7 คน กำลังเดินหน้าทำงานลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha @prayutofficial&amp;quot; เชิญชวนอ่านหนังสือ 2 เล่ม โดยระบุข้อความว่า...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอบคุณศาสตราจารย์เคลาส์ ชวาบ (Professor Klaus Schwab) สำหรับหนังสือ 2 เล่มนี้ ผมอ่านแล้วมีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย อยากเชิญชวนทุกท่านมาอ่านกันครับ&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ มีชื่อว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ และทางรอดในโลกใบใหม่ แห่ง อุตสาหกรรมครั้งที่สี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกเพื่อไทย กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า การแนะนำให้ประชาชนอ่านหนังสือดังกล่าว สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้น หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ เพราะ หัวใจของเรื่องการปฏิวัติสังคม คือรัฐบาลจะต้องเพิ่มบทบาทให้ประชาชนและภาคประชาสังคม เปลี่ยนแปลงสังคมให้ประชาชนอยู่รอด สร้างนวัตกรรมใหม่มาใช้ในการสนับสนุน และตรวจปล่อยให้ประชาชนมีความพร้อมเป็นพลเมืองของโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พฤติกรรมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สวนทาง กับแนวคิดของเคลาส์ ชวาบ คือรวมศูนย์อำนาจ ไม่ใช่การกระจายอำนาจ ทัศนคติของตัว พล.อ ประยุทธ์ ไม่เชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก เพราะบุคคล ที่นำเสนอแนวทางใหม่ๆ มักจะถูก ไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่น จนทำให้คนที่มีแนวความคิดเปลี่ยนแปลง สังคม ต้องลี้ภัย ไปต่างประเทศ เทคโนโลยีและเครื่องมือ ก็ถูกนำไปใช้เพื่อไปตรวจสอบและควบคุมประชาชน
ฝ่ายค้านที่ลงตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ร.ท.หญิงสุณิสายังกล่าวภายหลังการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมทั้งการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ว่า หลังได้เห็นคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งภายในพรรค แต่ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะต้องเลือกหัวหน้าพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำหน้าที่สภาเท่านั้น อีกทั้งเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ร่วมทีมเพื่อไทย แต่ก็ยังมีผู้อาวุโสรวมอยู่ด้วย เพื่อถ่ายถอดความรู้ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคด้วย โดยหวังว่าจะสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานให้กับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้ว่าเราเป็นพรรคฝ่ายค้านก็ไม่เป็นอุปสรรค เพราะพรรคเราเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพของสมาชิกพรรคทั้งหมด เพื่อให้พรรคสามารถแก้ปัญหากับประชาชนได้มากที่สุด&amp;quot; ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพิ่งได้รับเลือกเป็นโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์รูปภาพโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมข้อความผ่านทวิตเตอร์ Anusorn Eiamsaard โดยระบุว่า &amp;quot;ทำดีได้ดีมีที่ไหน?&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภา ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทย เตรียมเปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ภารกิจในฐานะฝ่ายค้านในสภา ในวันที่ 21 ก.ค.นี้ ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงานนี้ใช้ชื่อว่า เสวนาเชิงวิชาการ &amp;ldquo;ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน&amp;rdquo; : วิสัยทัศน์ บทบาท ภารกิจ&amp;quot; โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย 1.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย 2.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 3. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย 4.นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ 5.นายสุภดิช อากาศฤกษ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ 6.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ 7.นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พิธีกรรายการข่าวทางวอยซ์ทีวีของนายพานทองแท้ ชินวัตร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เสียงของประชาชน ทวงสัญญานโยบายเร่งด่วน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,063 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง 10-12 ก.ค. พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา
ทวงนโยบายหาเสียง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความต้องการต่อรัฐบาลทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.4 ระบุต้องการ ในขณะที่ร้อยละ 8.6 ไม่ต้องการ และเมื่อถามถึงนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลที่ประชาชนต้องการตามที่เคยหาเสียงไว้ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.3 ระบุนโยบายประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์ พืชผลทางการเกษตร เช่น ยางพารา กิโลละ 60 บาท ข้าวไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 10,000 บาท ปาล์ม 10 บาทต่อกิโลกรัม รองลงมาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.2 ระบุจบปริญญาตรีรับขั้นต่ำ 20,000 บาทต่อเดือน ของพรรคพลังประชารัฐ, &amp;nbsp;ร้อยละ 70.2 ระบุขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อเดือน ของพรรคพลังประชารัฐ, ร้อยละ 68.4 ระบุ พักหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 5 ปี ผ่อนคืนเงินต้น 10 ปี ใช้ภาษีเงินได้หักลดยอดหนี้ได้ พรรคภูมิใจไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ร้อยละ 66.2 ระบุตั้งท้องรับ 3,000 บาท ค่าคลอด 10,000 บาท ค่าดูแลลูก 2,000 บาทต่อเดือนนาน 6 ปี ของพลังประชารัฐ, ร้อยละ 65.4 ระบุเพิ่มสิทธิประชาชนได้ลดค่าน้ำ 100 บาทต่อเดือน ค่าไฟฟ้า 230 บาทต่อเดือน เงินซื้อสินค้า 500 บาท พรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 59.1 ระบุกัญชาเสรี ให้ประชาชนปลูกหารายได้ได้ ของพรรคภูมิใจไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประชาชนยังเสนอให้มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ต้องการเห็นในนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมอีก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.5 ระบุค่าครองชีพสูง รองลงมาคือ ร้อยละ 55.2 ระบุปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน, ร้อยละ 51.4 ระบุความไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ, ร้อยละ 49.1 ระบุความไม่ปลอดภัยทางถนน อุบัติเหตุ หวาดกลัวแม้ข้ามทางม้าลาย, ร้อยละ 45.4 ระบุปัญหาคนไทย ตกงาน ถูกแย่งอาชีพ อาชีพไม่มั่นคง, ร้อยละ 37.8 ระบุอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน, ร้อยละ 35.7 ระบุความไม่มีวินัยของคนไทย, ร้อยละ 34.2 ระบุทัศนคติที่ไม่ดี การสร้างความเกลียดชังต่อกัน, ร้อยละ 31.5 ระบุหนี้นอกระบบ และร้อยละ 27.8 ระบุกฎระเบียบรัฐ อุปสรรคทำมาหากิน ตามลำดับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงรัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อมั่นมากที่สุด ตอบได้เพียงคนเดียว พบว่า อันดับที่ 1 ร้อยละ 73.8 เชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองลงมา, อันดับที่ 2 ร้อยละ 7.1 เชื่อมั่นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, อันดับที่ 3 ร้อยละ 4.8 เชื่อมั่นนายวิษณุ &amp;nbsp;เครืองาม, อันดับที่ 4 ร้อยละ 3.6 เชื่อมั่นนายอนุทิน &amp;nbsp;ชาญวีรกูล, อันดับที่ 5 ร้อยละ 3.2 เชื่อมั่นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, อันดับที่ 6 ร้อยละ 2.4 เชื่อมั่นนาย เทวัญ ลิปตพัลลภ, อันดับที่ 7 ร้อยละ 1.2 เชื่อมั่น ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และร้อยละ 3.9 เชื่อมั่นคนอื่นๆ เช่น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.1 ต้องการเอาผิดพรรคการเมืองตามกฎหมาย ถ้าไม่ทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 7.9 ไม่ต้องการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นได้ว่า หลังจากมีความชัดเจนในการตั้งรัฐบาลและได้คณะรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สูงขึ้นในระดับที่มากพอต่อการทำงานได้ระยะหนึ่ง แต่ให้เวลาพิสูจน์ผลงานไม่เกิน 1 ปีเท่านั้น จึง &amp;ldquo;ไม่มีเวลาฮันนีมูน&amp;rdquo; ที่คณะรัฐมนตรีจะเสียเวลาไปกับการฉลองตำแหน่ง เพราะประชาชนส่วนใหญ่กำลังทุกข์และเดือดร้อน ทำมาหากินขัดสน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความสำเร็จของนักการเมืองไม่ได้อยู่ที่ว่า ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมาด้วยความยากลำบากเพียงไร แต่อยู่ตรงที่ว่า ต่อจากนี้ไปจะสามารถทนรับการโจมตีจากฝ่ายต่างๆ ด้วยความยากลำบากไปได้นานแค่ไหน ถ้าทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศแท้จริง เสนอให้นิ่งๆ หนักแน่นมั่นคง ไม่ลงไปเล่นกับเกมที่ไม่สามารถควบคุมเกมได้ หรือให้เปลี่ยนเกมและเข้าควบคุมเกมนั้น&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40905</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ ไกรฤกษ์, ชวน หลีกภัย, นิกร จำนง, นิพนธ์ บุญญามณี, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน, เทวัญ ลิปตพัลลภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190713/image_big_5d29ea0756a3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ประธานWEFพบนายกฯชื่นชมรัฐบาลไทยพัฒนายุค4.0ขีดความสามารถการแข่งขันสูงขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.ค.62-เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศาสตราจารย์ เคล้าส์ ชวาป ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร World Economic Forum (WEF) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้พบกับผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร WEF ในวันนี้ โดยขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ มีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบาย และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายหารือร่วมกันเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากสงครามการค้า โดยต่างมีเจตนามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม สามารถตอบสนองความท้าทาย และมองผลประโยชน์ร่วมกันเป็นหลัก ประธานบริหาร WEF ยังชื่นชมรัฐบาลไทย ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยุค 4.0 และผลการจัดลำดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อครั้งที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ WEF แสดงความพร้อมสนับสนุนนโยบายสำคัญของรัฐบาล อาทิ Thailand 4.0 เทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมการเกษตร สาธารณสุข และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งต่อยอดผลลัพธ์การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังประสงค์ให้ภาคธุรกิจร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐบาล เพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยอีกว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน และขยะทะเล ซึ่งได้ออกมาตรการในการแก้ไขและดำเนินการอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน ประธานบริหาร WEF อวยพรให้รัฐบาลชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความราบรื่น และประสบผลสำเร็จ พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม WEF ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ครั้งที่ 50 ในช่วงเดือนมกราคม 2563 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40785</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thailand 4.0, ประธานบริหาร World Economic Forum, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d281a2d05b4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ตอก&#039;ก๊วนธนาธร&#039;เดินสายประจานประเทศ ถามลั่นจะรับไม่ผิดชอบไหมหากเกิดความเสียหายขึ้นมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค.62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายธนาธร &amp;nbsp;จึงรุงเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และคณะ เดินสายพบปะกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป ว่า น่าเป็นห่วงผลพวงที่จะเกิดขึ้นจากการเดินสายครั้งนี้ว่าจะส่งผลลบต่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แม้จะอ้างว่าไปแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจการเมืองโลก และแสวงหาความร่วมมือในอนาคตระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (อียู)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวอีกว่า ในเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทุ่มเทความพยายามอย่างรอบคอบในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดถือหลักการ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ จนทำให้ต่างประเทศเข้าใจและยอมรับประเทศไทยมากขึ้น และมิตรประเทศรวมถึงอียูก็มีท่าทีที่เป็นบวกต่อไทย สังเกตได้จากการประชุมผู้นำ G20 ครั้งที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลหลายประเทศแสดงมั่นใจ ความกระตือรือร้นและพร้อมจะร่วมมือกับประเทศไทยในทุกมิติโดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน การมีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างเท่าเทียม ทุกอย่างกำลังก้าวหน้าไปด้วยดี ดังนั้นจึงอยากขอร้องว่าการเคลื่อนไหวใดๆก็ตามอย่าใช้ผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นเครื่องมือทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกฯ ย้ำว่า รัฐบาลและข้าราชการทุกหน่วยงานต่างทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญาทำงานอย่างหนักในการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ กับอียู ซึ่งการเจรจาอยู่บนพื้นฐานหลักการสากลและกำลังมีแนวโนมที่ดี ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็จะส่งผลดีต่อประชาชนและประเทศชาติ ทำให้ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันวิกฤตต่างๆที่กำลังเป็นความท้าทายของโลกอยู่ในปัจจุบันไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่ถ้าหากเกิดความเสียหายขึ้นในทางลบโดยมีสาเหตุมาจากความเคลื่อนไหวข้างต้น บุคคลเหล่านั้นจะรับผิดชอบได้หรือไม่&amp;rdquo; พล.ท.วีรชน กล่าวนโยบาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40716</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, อนาคตใหม่, อียู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d257327dc7fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.6มอบตัว เตะอกม.3 หามส่งไอซียู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ แสดงความเสียใจกับครอบครัวน้องกร นร.ม.3 ที่ถูกรุ่นพี่รับน้องเตะอกจนสมองตายนอนไอซียู ย้ำทุกสถาบันเฝ้าระวังอย่าให้เกิดเหตุซ้ำรอย ด้าน นร.ม.6 ที่ก่อเหตุเข้ามอบตัวแล้ว 2 คน ให้การรับสารภาพ รอง ผอ.โรงเรียนยันสั่งห้ามรับน้องไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และไม่เคยรู้เรื่อง &amp;quot;เลสรุ่น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ กรณีนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนในจังหวัดนครปฐม ถูกรุ่นพี่รุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยย้ำว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมทั้งแสดงความเสียใจและให้กำลังใจกับครอบครัวของนักเรียนที่เคราะห์ร้าย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเตือนไปยังรุ่นพี่ที่คอยดูแลรุ่นน้องตามสถาบันต่างๆ ให้พึงแยกแยะการกระทำที่ไม่สมควรกับรุ่นน้อง จะต้องละเว้นกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย การทำร้ายร่างกายหรือถึงเนื้อถึงตัว เพราะยังมีรุ่นพี่บางกลุ่มทำแบบนี้อยู่ ซึ่งท้ายที่สุดไม่มีอะไรดี และยังอาจทำให้เกิดความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม แม้โรงเรียนจะไม่รู้เห็นการกระทำเช่นนี้ แต่ขอให้ทุกสถาบันเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ให้ความเป็นธรรมทางคดีกับทุกฝ่าย และต้องสามารถชี้แจงต่อสังคมได้อย่างชัดเจน&amp;rdquo; พล.ท.วีรชนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกย่างเข้าวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ซึ่งถูกรุ่นพี่แอบนัดหมายไปรับน้องเพื่อรับเลสข้อมือ มีตราสัญลักษณ์โรงเรียน ด้วยการทดสอบความอดทนของร่างกาย ให้รุ่นพี่เตะหน้าอกรุ่นน้องรวม 3 ครั้ง ปรากฏว่ารุ่นน้อง 3 คนได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่ง รพ.ศูนย์นครปฐม ในจำนวนหนึ่งรายหนึ่งชื่อน้องกร มีอาการหนัก ล่าสุดสมองตายและบวมเนื่องขาดอากาศหายใจ นอนอยู่ที่ห้องไอซียู ซึ่งผู้ปกครองของน้องกรได้เข้าแจ้งความตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ที่ สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม พ.ต.อ.อนุรักษ์ ยศประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี แก้วเอี่ยม ผกก.สภ.นครชัยศรี พ.ต.ท.ภิญโญ มุกสิสาร รอง ผกก. หัวหน้าพนักงานสอบสวน ร่วมกันแถลงข่าวผลการดำเนินการทางด้านคดี โดย พ.ต.อ.อนุรักษ์กล่าวว่า คดีนี้ประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งในวันนี้ได้มีผู้ปกครองนำรุ่นพี่ที่ก่อเหตุมามอบตัวแล้ว 2 คน ให้การรับสารภาพ ซึ่งได้ให้ทีมสหวิชาชีพเข้ามาร่วมในการสอบปากคำ และคาดว่าวันเดียวกันจะมีการส่งตัวไปยังศาลก่อนส่งไปควบคุมไว้ที่สถานพินิจต่อไปทันที ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าคืนวันเกิดเหตุได้มีนักเรียนทั้งหมด 15 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือผู้กระทำเป็นรุ่นพี่ ม.6 จำนวน 3 คน รุ่นน้องที่ถูกกระทำ 3 คน และเพื่อนๆ ที่ไปร่วมงานอีก 9 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.ท.ภิญโญ มุกสิสาร กล่าวว่า หลังรับแจ้งความดำเนินคดีแล้ว จากการสอบสวน นักเรียนทั้งหมดได้ขออนุญาตผู้ปกครองไปกินหมูกระทะที่บ้านเลขที่ 24 หมู่ 4 ต.สำโรง อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งในงานได้มีการรับน้องกันเอง โดยคนที่จะเข้ารับเลสข้อมือจะต้องได้รับการทดสอบความอดทน โดยให้นั่งชันเข่าแล้วให้รุ่นพี่เตะที่หน้าอก สำหรับน้องกรถูกรุ่นพี่คนหนึ่งชื่อน้องน้ำ (นามสมมติ) เตะเข้าที่หน้าอก 3 ครั้ง จนเกิดอาการจุก หายใจไม่ออก และถูกนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ได้ปั๊มหัวใจ แต่อาการไม่ดีขึ้น ตอนนี้อาการโคม่ามากเนื่องจากสมองขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน จึงได้แจ้งข้อหาผู้ทำร้ายคือ ทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนประเด็นร่วมกันทำร้ายร่างกายยังสอบไม่ชัด เนื่องจากมีการจับคู่ทำร้ายร่างกายกัน ไม่มีการรุมทำร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี แก้วเอี่ยม ผกก.สภ.นครชัยศรี กล่าวว่า กรณีที่ญาติผู้บาดเจ็บสงสัยว่ามีนักเรียนรุ่นพี่ชื่อดาว (นามสมมติ) ได้เข้ามาแจ้งความว่า น้องกรและนักเรียนอีกคนหนึ่งถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ตามมาทำร้ายร่างกายจนได้บาดเจ็บ ตำรวจได้สอบสวนแล้ว พบว่าเป็นการให้การเท็จ ก็จะดำเนินคดีในฐานแจ้งความเท็จเอาไว้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านว่าที่ร้อยตรีสุชาติ มณีวุฒิวรสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนที่นักเรียนทั้งหมดเรียนอยู่ กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากนายสามารถ รอดอยู่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้เข้ามาสังเกตการณ์ ยืนยันว่าโรงเรียนได้ห้ามรับน้องไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตามระเบียบของสำนักงานการมัธยมศึกษา และเรื่องเลสรุ่น ก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพิ่งจะมาทราบว่ามีจากกรณีที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่สาวของน้องกรที่ไปติดตามความคืบหน้าทางคดี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ยังสงสัยทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีการสอบสวนเอาผิดคนอื่นที่ร่วมกันกระทำรุนแรงกันน้องกร จากการสอบถามข้อมูลมาจากน้องที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า น้องกรถูกให้นั่งเอามือไขว้หลัง แล้วมีคนจับมือล็อกแขนเอาไว้ให้รุ่นพี่เตะ และยังสงสัยน้องชายอาจจะไม่ได้โดนกระทำคนเดียว เพราะยังมีหลักฐานที่เชื่อว่ามีปัญหาอะไรลึกๆ มากกว่านั้นด้วย โดยตอนนี้น้องกรยังนอนไม่รู้สึกตัวและไม่ตอบสนอง นอกจากนี้ ทราบว่าบ้านเกิดเหตุเป็นของตำรวจนายหนึ่งซึ่งมีลูกชาย 2 คน เรียนอยู่ชั้น ม.6 กับ ม.3 และอยู่ในเหตุการณ์ด้วย อยากถามว่าได้มีการสอบปากคำไปแล้วหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า คดีนี้ พนักงานสอบสวนได้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ พนักงานอัยการ ผู้ปกครอง สอบสวนปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน &amp;ldquo;ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส&amp;rdquo; และนำตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐมควบคุมตัว โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน จำนวน 1 ราย และอยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์บาดแผลของแพทย์ รพ.นครปฐม นำมาประกอบสำนวนการสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามขั้นตอนกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดทางแพ่งผู้กระทำผิดจะต้องรับผิดชอบ และอยากเตือนไปยังรุ่นพี่ที่คอยดูแลรุ่นน้องตามสถาบันต่างๆ ให้พึงระลึกถึงความผิดชอบชั่วดี การกระทำอันใดที่ไม่สมควรกระทำกับรุ่นน้อง เช่น การกระทำที่ถึงเนื้อถึงตัว ทำร้ายร่างกาย เสี่ยงอันตราย เป็นต้น ก็ขอให้ละเว้น เพราะถ้าหากเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตและร่างกายของรุ่นน้อง ผู้ที่ถูกกระทำ จะมีความผิดตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีกับรุ่นพี่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่มีการละเว้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40457</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.ภิญโญ มุกสิสาร, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี แก้วเอี่ยม, พ.ต.อ.อนุรักษ์ ยศประสิทธิ์, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190708/image_big_5d234607c9ba5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
