<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบนัส1.5พันล้าน&#039;อสม.&#039;สู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; แบะท่าต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยันขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด ชี้ พ.ร.บ.โรคติดต่อยังไม่ครอบคลุม คาดได้ใช้วัคซีนปลายปีหน้า &amp;quot;อสม.&amp;quot; ผลงานดี! ครม.ไฟเขียว 1.5 พันล้านเพิ่มค่าตอบแทนอีก 3 เดือน จ่ายเงินพิเศษ 7 เดือนย้อนหลังกำนัน-ผญบ.-จนท.ท้องถิ่น เคาะ 204 ล้านให้ สธ.รับมือระบาดรอบ 2 ห่วงม็อบติดเชื้อแนะสังเกตอาการ 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการต่ออายุการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่จะสิ้นสุด 30 ก.ย.นี้ ว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใช้ในประโยชน์อย่างไร เพราะพระราชบัญญัติโรคติดต่อของกระทรวงสาธารณสุขไม่พอที่จะบูรณาการทุกส่วน ในเรื่องการเข้า-ออกประเทศบ้างอะไรบ้างเหล่านี้พันกันไปหมด ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกฎหมายของตัวเองอยู่ ซึ่งไม่ครอบคลุมที่จะปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นไม่ได้เกี่ยวกับการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเรื่องอื่นๆ เลยอย่างที่มีคนออกมาพูดกันในขณะนี้ คนละเรื่องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ก่อนเข้าวาระการประชุม ครม.นายกฯ ได้พูดถึงความคืบหน้าการผลิตวัคซีนโควิด-19 ว่าจากการประเมินขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนให้กับประชาชนได้ในปลายปี 2564 ฉะนั้นขอให้ทุกหน่วยงานประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และยังคงมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ครม.​มีมติอนุมัติโครงการ/แผนงานใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563&amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;1.โครงการค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัย สำหรับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในชุมชน ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตอบแทนให้ อสม.และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) รวมจำนวนไม่เกิน 1,050,306 คนต่อเดือน ตั้งแต่ ต.ค.-ธ.ค.63 กรอบวงเงินไม่เกิน 1,575.4590 ล้านบาท เนื่องจาก อสม.ถือเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ในการเฝ้าระวัง ควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะความเสี่ยงในการรับมือกับการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนค่าเสี่ยงภัยเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงรุกให้มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน ของกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กรอบวงเงินไม่เกิน 19,462.0017 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนและผู้จบการศึกษาใหม่ 260,000 คน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะจ่ายเงินอุดหนุนเงินเดือนร้อยละ 50 ให้กับผู้จบการศึกษาใหม่ตามอัตราเงินเดือนแยกตามวุฒิไม่เกิน 7,500 บาท/เดือน/คน ในระยะเวลา 12 เดือนตั้งแต่ 1 ต.ค.63-30 ก.ย.64 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) คือ (1) ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรทดแทนผู้เสียชีวิตที่มีสิทธิโครงการฯ ที่ได้ดำเนินการตามขึ้นทะเบียนตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการ และหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนของหน่วยงานรับผิดชอบ จำนวน 5,278 ราย (2) การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้รับช่วงฯ แทนเกษตรกรผู้เสียชีวิตที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการ จำนวน 13,283 ราย&amp;nbsp;
เคาะงบรับมือโควิดรอบ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า&amp;nbsp;ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;งบกลาง&amp;nbsp;รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น&amp;nbsp;เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่&amp;nbsp;:&amp;nbsp;กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019 (โควิด-19)&amp;nbsp;ระยะการระบาดระลอก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จํานวน&amp;nbsp;204&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นในระลอก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ให้อยู่ในวงจํากัด&amp;nbsp;ลดโอกาสการแพร่เชื้อเข้าสู่ประเทศ&amp;nbsp;ลดผลกระทบทางสุขภาพ&amp;nbsp;รวมถึงสามารถดูแลคนไทยและผู้เดินทางจากต่างประเทศให้ปลอดภัยจากการแพร่เชื้อโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้เพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019 เป็นโรคต้องห้ามตามมาตรา 12 (4)&amp;nbsp;และมาตรา&amp;nbsp;44 (2)&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง&amp;nbsp;ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ&amp;nbsp;เพื่อสกัดกั้นไม่ให้โรคโควิด-19&amp;nbsp;เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย&amp;nbsp;โดยกำหนดไว้ว่า&amp;nbsp;ห้ามคนต่างชาติที่เป็นโรคโควิด-19&amp;nbsp;เข้ามาในประเทศไทย&amp;nbsp;หรือเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร&amp;nbsp;เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า&amp;nbsp;สถานการณ์โรคโควิด-19&amp;nbsp;ข้อมูล&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;ก.ค.2563&amp;nbsp;มีการคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศจำนวน&amp;nbsp;7,049,619&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;พบผู้ติดเชื้อที่มีอาการเข้าตามนิยามคัดกรองจำนวน&amp;nbsp;2,313&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;โดยพบผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศและกักกันในสถานที่ที่รัฐกำหนดสะสม&amp;nbsp;318&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;0.73&amp;nbsp;ทำให้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงในการเกิดการระบาดใหญ่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.จึงได้อนุมัติงบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 677.79 ล้านบาท สำหรับเบิกจ่ายเป็นเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน จำนวน 7 เดือน ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ รวมทั้งสิ้น 273,321 คน ตามที่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.63 เห็นชอบในหลักการให้ได้รับเงินตอบแทนกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ใช้ข้อมูลในระบบสารสนเทศเพื่อการบริการงานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ณ วันที่ 1 ก.ย.63 &amp;nbsp;มีกำหนดให้จ่ายเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนตั้งแต่เดือน มี.ค.ถึง ก.ย.63 รวม 7 เดือน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ 1.กำนันและผู้ใหญ่บ้าน รับเงินเพิ่มพิเศษ 500 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงิน 259.54 ล้านบาท 2.แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ รับเงินเพิ่มพิเศษ 300 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงิน 418.25 ล้านบาท
แนะม็อบดูอาการ 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์ประจำวันว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 5 ราย ในสถานที่กักตัวของรัฐ มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,511ราย ยอดสะสมของผู้ที่รักษาหายแล้ว 3,343 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 109 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตสะสม 59 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่มาจากอินเดีย 4 ราย โดย 3 รายแรกเป็นครอบครัวสัญชาติอินเดีย คือมารดาและบิดา อายุ 30 ปี และ 36 ปี พร้อมบุตรหญิงวัย 7 เดือน และอีกรายเป็นชาย สัญชาติอินเดีย อายุ 62 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว ทั้งหมดเดินทางมาถึงไทยวันที่ 16 ก.ย. เข้าพักในสถานที่กักตัวแบบทางเลือกในกรุงเทพฯ และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 19 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ทั้งหมดไม่มีอาการ ส่วนอีก 1 ราย เดินทางมาจากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นหญิงไทยอายุ 44 ปี อาชีพแม่บ้าน เดินทางมาถึงไทยวันที่ 16 ก.ย. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 19 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สธ.มีความห่วงใยสุขภาพของผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 19-20 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่ายังมีความเสี่ยง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง เมื่อป่วยอาจไม่แสดงอาการ จึงขอให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 14 วัน หากมีอาการ ไข้ ไอเจ็บคอ น้ำมูก การรับรส/ กลิ่นลดลง อย่าปล่อยไว้ให้รีบไปรับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.ทบ. เปิดเผยว่า ไทยมีจุดคัดกรองชายแดนทั่วประเทศ 199 จุด ได้ใช้เจ้าหน้าที่ทำงาน 3,000 คนต่อวัน ซึ่งช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา มีคนเดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกว่า 4.7 ล้านคน โดยจำนวนนี้ยังไม่รวมกับที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไม่ถูกต้อง ทางกองกำลังชายแดนของกองทัพบกทั้ง 7 กองกำลังได้เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันสกัดกั้นอย่างเต็มที่ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความรับรู้ความตระหนักรู้กับประชาชนตลอดเวลา เพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์เกิดการแพร่ระบาดกลับมาอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน ผลัดที่ 1 ชุดแรกจำนวน 180 นาย เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 ก.ย.นั้น พล.อ.ณฐพนธ์กล่าวว่า ชุดแรกเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเรียบร้อยเมื่อเวลา 06.00 น. โดยเครื่องบินเช่าเหมาลำขององค์การสหประชาชาติมาลงจอดที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการกักตัวเป็นเวลา 14 วันที่สถานที่กักกันของรัฐ จ.ชลบุรี รวมถึงจะต้องมีการตรวจร่างกายด้วยการสวอปเหมือนกับทุกคนตามกระบวนการของกรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุข.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78292</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร, พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์, รัชดา ธนาดิเรก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f6a051b578d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพเข้ม 7 กองกำลังชายแดนป้องกันโควิด-19 เผยผู้ติดเชื้อลดลงเหตุประเทศเพื่อนบ้านร่วมมือดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.63 - ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กองทัพบก (ผอ.ศบค.ทบ.) กล่าวถึงการดูแลสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ว่า สถานการณ์ในประเทศขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อเบาบางลง โดยพิจารณาจากสถิติจากคนเดินทางเข้าออกประเทศที่ได้ผ่านกระบวนการคัดกรองตั้งแต่สนามบิน และเราอาจจะโชคดีที่บริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านมีความร่วมมือที่ดีขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องการปิดกั้นชายแดนและการระดมสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่สามารถสกัดกั้นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้กองกำลังชายแดนต้องพยายามปลุกกำลังต่างๆ โดยเฉพาะพลเรือนและประชาชนที่อยู่บริเวณแนวชายแดนให้เข้ามาร่วมมือ รวมถึงเจ้าของกิจการต่างๆที่จะต้องใช้แรงงานต่างด้าว ถ้าร่วมมือกันมากๆก็จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้กันไปเอง สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ต้องเฝ้าระวัง อาทิ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความตื่นตัว เรามีจุดคัดกรองทั่วประเทศ 199 จุด ใช้เจ้าหน้าที่ทำงาน 3,000 คนต่อวัน ซึ่งช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมามีคนเดินทางเข้าออกประเทศอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกว่า 4.7 ล้านคน โดยจำนวนนี้ยังไม่รวมกับที่เดินทางเข้าออกประเทศไม่ถูกต้อง ทางกองกำลังชายแดนของกองทัพบกทั้ง 7 กองกำลังได้เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันสกัดกั้นอย่างเต็มที่ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความรับรู้ความตระหนักรู้กับประชาชนตลอดเวลา กองทัพใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีร่วมมือกับประชาชนทำให้เกิดความสำเร็จในวันนี้ ดังนั้นเราต้องช่วยกันสกัด และยับยั้งไม่ให้สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 กลับมาอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ณฐพนธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน ผลัดที่ 1 ชุดแรกจำนวน 180 นาย เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (22 ก.ย.) ว่า ชุดแรกเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเรียบร้อยเมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. โดยเครื่องบินเช่าเหมาลำขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาลงจอดที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการกักตัวเป็นเวลา 14 วันที่ state quarantine จ.ชลบุรี รวมถึงจะต้องมีการตรวจร่างกายด้วยการสวอปเหมือนกับทุกคนตามกระบวนการของกรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เป็นห่วงว่าจะมีการแพร่ระบาดในช่วงที่มีการชุมนุมหรือไม่ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า ทางศบค.ชุดใหญ่มีความกังวลเรื่องนี้ แต่ทางศบค.ทบ.เป็นเพียงผู้รับปฏิบัติ ทราบว่าที่ผ่านมามีการแจ้งให้ประชาชนที่ไปร่วมการชุมนุมแล้วรู้สึกว่ามีอาการไม่สบายหรือเป็นหวัดสามารถไปตรวจหาเชื้อได้ เราต้องไม่ละเลยและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องการชุมนุมที่ผ่านมารัฐบาลก็เตือนมาตลอดว่าให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้มาตรการเว้นระยะห่างที่เป็นสากล เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสจะเกิดขึ้นในที่มีการรวมตัวของประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78234</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200908/image_big_5f570a5dc1ab3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทบ. แจงกักตัว &#039;ทหารสหรัฐ&#039; ยึดกฎ ศบค. ไม่มีข้อยกเว้น ชี้จำเป็นฝึกต่อเนื่อง-แลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ศบค.ทบ. ลั่นเอาอยู่ ทหารสหรัฐฯ 110&amp;nbsp;เข้าไทย กักตัว 14 วัน ตามมาตรฐานศบค. เป๊ะ!&amp;nbsp;ไม่ต้องห่วง ยันไม่ปล่อยทำนอกลู่นอกทาง อ้างสัมพันธ์จำเป็นฝึกต่อเนื่อง คาดโทษคนดูแล ห้ามพลาดทำเล็ดลอด เปรียบเปิดประเทศผ่อนคลายค้าขาย- ความมั่นคงก็เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.63 - ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กองทัพบก (ผอ.ศบค.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีทหารจากสหรัฐอเมริกาเดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวน 71 นาย และเดินทางมาจากญี่ปุ่น 32 นาย โดยเข้ารับการกักตัวในstate quarantine โรงแรมแห่งหนึ่งในกทม. ว่า กองทัพบกไทยและสหรัฐฯยังมีเรื่องความสัมพันธ์ที่จะต้องปฏิบัติงานร่วมกัน และมีระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการทางทหารในภูมิภาค ในส่วนของทหารสหรัฐฯ 71 คนที่เดินทางเข้ามา เป็นเรื่องของความต่อเนื่องในการฝึกร่วมผสมรหัส &amp;ldquo;หนุมานการ์เดียน&amp;rdquo; ที่ดำเนินการมากกว่า 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปีที่ผ่านมาได้วางกลไกไว้ว่าจะไม่เน้นการฝึกเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ จึงนำมาสู่การเดินทางมาครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาทางไทยส่งทหารไปเรียนต่างประเทศหลายเหล่า และทางสหรัฐฯมองว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็สามารถส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ที่ประเทศไทยได้ โดยทางพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ระบุว่าถ้าเป็นเช่นนั้นให้คณะครูอาจารย์ของสหรัฐและไทยมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ 71 นายที่เดินทางเข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทหารสหรัฐฯที่จะมาเป็นโค้ชหรือเทรนเนอร์ ประกอบด้วยผู้แทนส่งกำลังบำรุง ผู้แทนหน่วยทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดกับคณะครูอาจารย์ของกองทัพบกไทยเพื่อพัฒนาการฝึกทั้งหมด ที่กองทัพบกไทยได้ประโยชน์เต็มที่ ส่วนการฝึกหน้างานจะมีเพียงการฝึกเล็กๆเท่านั้น ยืนยันว่าทุกคนที่เข้ามาต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของศบค. ซึ่งกองทัพบกได้พูดคุยกับสหรัฐแล้ว และทางสหรัฐฯไม่มีปัญหา และยอมเข้าสู่กระบวนการกักตัว 14 วัน รวมทั้งการตรวจสวอป เทส 2 ครั้งด้วย เช่นเดียวกับคนไทยที่เดินทางกลับมาประเทศ เมื่อพ้น 14 วันไปแล้วก็จะไปเจอกับทหารไทย และจะไม่ให้ทหารสหรัฐฯออกนอกค่าย เพราะไม่ได้ให้อิสระขนาดนั้น จะไปเดินห้างเดินตลาดไม่ได้ แล้วจะมีคนติดตาม หากไปค่ายไหนก็ต้องมีการปิดค่าย และจะไม่มีการไปกินเลี้ยงที่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะมีทหารไทยที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับการฝึกสัดส่วน 1 ต่อ 3 ไม่เกิน 50 คน ในส่วนที่มาจากประเทศญี่ปุ่นก็เป็นทหารสหรัฐฯที่ประจำการในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 32 นาย โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาในกิจการในหน่วยรบพิเศษ ส่วนอีก 3 นายเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มากับคณะ รวมเป็น 35 นาย และทั้งหมดจะอยู่ประเทศไทยถึงสิ้นเดือนส.ค. โดยวันที่ 3-16 ส.ค. จะอยู่ใน state quarantine และวันที่ 18 ส.ค.จะปล่อยตัวให้ไปทำกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งหมดต้องผ่านการสวอปเทส หากพบว่ามีการติดเชื้อจะส่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งต้องออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง รวมถึงค่าที่พักที่เป็นสถานที่กักตัวด้วย ขอให้ความมั่นใจที่เป็นห่วงกันว่าคนเหล่านี้มาแล้วจะแพร่เชื้อหรือไม่นั้น ต้องกักตัว 14 วันแม้จะตรวจมาจากต่างประเทศแล้วเราก็ไม่เชื่อ ต้องตรวจที่ไทยและต้องเห็นกับตา การเข้ามาจะไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ หากทางสหรัฐฯยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ เขาก็เข้ามาได้&amp;rdquo; พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องอบรมช่วงนี้ สามารถเลื่อนออกไปก่อนได้หรือไม่ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า กองทัพบกเข้าใจความรู้สึกประชาชนดี แต่ต้องเข้าใจว่าเราอยู่ในช่วงที่มีมาตรการผ่อนคลาย ไม่ได้ปิดประเทศ เราก็ใช้มาตรการดังกล่าวมาปฏิบัติควบคู่กับการฝึกอบรม และคิดว่าระบบของไทยมีมาตรฐานสูง สามารถเอาอยู่ ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เพราะเข้ามาตามมาตรฐานของศบค.เป๊ะๆ ไม่มีการปล่อยให้ออกมาทำนอกลู่นอกทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าก่อนหน้าระบุว่าชะลอการฝึกไปกว่า 2,000 คน แต่ทำไมยังมีทหารต่างชาติเข้ามาประเทศไทยอยู่ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า ที่ระบุว่าชะลอคือการไม่ส่งกำลังพลไปฝึกต่างประเทศ ทั้งนี้การฝึกรหัสหนุมานการ์เดียน และการฝึก lightning forge 2020 นั้น เราจะต้องจัดส่งผู้เชี่ยวชาญไปที่รัฐหลุยเซน่า สหรัฐฯ แต่ขณะนี้มีการชะลอและพิจารณาทบทวนใหม่ทั้งหมด แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องความผูกกันของการเรียนการสอน และไม่มีการทำอะไรนอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า สหรัฐฯเป็นประเทศเสี่ยงมาก ทำไมจึงปล่อยให้มีการเดินทางเข้ามาประเทศไทย พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า ก็ดำเนินการเช่นเดียวกับคนไทยที่เดินทางกลับมาที่ต้องเข้ารับการกักตัวตามระบบศบค. ยืนยันว่ากองทัพบกมีความจำเป็นที่ต้องแลกเปลี่ยนการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคุ้มค่าจากการฝึกของทหารสหรัฐที่เดินทางมาที่จะต้องเสี่ยงกับเรื่องนี้ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวย้ำว่า ความคุ้มค่าเกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและถูกจุดที่กองทัพต้องพัฒนาศักยภาพ เพราะหากเลื่อนไปปีหน้าจะกระทบแผนการต่างๆที่เตรียมไว้จะเลื่อนไปหมดย้ำว่ามาตรการที่ใช้ดีพอและมีมาตรฐานสูงมากที่ใช้กับเขา เราไม่ได้ปล่อยให้เข้าประเทศมาเพ่นพล่าน หรือนอกลู่นอกกรอบ ให้เข้าตามระเบียบเหมือนที่คนไทยเข้า ไม่อย่างนั้น คนไทยที่เดินทางกลับเข้ามาก็ถือว่าเสี่ยงหมด ยืนยันพยายามทำทุกวิถีทางเพราะประเทศเราไม่ได้ปิด การพัฒนาศักยภาพกองทัพเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรักษาระเบียบ ศบค. คือสิ่งที่พยายามทำ ส่วนการฝึกหลังจากนี้จะมีเข้ามาอยู่บ้างแต่จะเป็นการฝึกขนาดเล็ก ที่มีจำนวนทหารเข้ามาลดน้อยลง ที่จะเรียกว่าโครงการฝึกไม่ได้แล้ว นิวนอมอลต้องมี เพื่อเป็นการป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีโซเชียลออกมาวิพากษ์วิจารณ์หลังศบค.แถลงว่าทหารสหรัฐฯจะมาและประชาชนเกิดความเป็นห่วงและกังวลถึงหลักประกันที่จะไปแพร่เชื้อ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด และทหารกลัวยิ่งกว่าประชาชน ทั้งการเสียชื่อและภาพลักษณ์ ส่วนจะให้ความมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่ามากอยู่แต่จะบอกว่าเต็มร้อยก็ไม่มีใครรับประกันขนาดนั้น แต่โอกาสพลาดที่จะมีหลุดออกมายาก เพราะหากมีเท่ากับว่าการสวอฟ 2 ครั้ง และการกักตัว 14 วันไม่เป็นผลลบ ทหารกลุ่มนี้จะไปฝึกที่ค่ายฝึกรบพิเศษ ค่ายทหารเหล่าราบ เหล่าปืน เหล่าม้า ซึ่งจะไปในค่ายใหญ่ๆไม่ได้ไปหน่วยย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า ถ้าพลาดครั้งนี้จะเป็นบทเรียนครั้งที่4 ใช่หรือไม่ พล.อ.ณฐพนธ์ ระบุว่า ขออย่าให้มานับครั้งเลย เพราะเหมือนกับพูดอะไรต้องรักษาคำพูด และผบ.ทบ.ก็เป็นห่วงและเอาใจช่วย อีกทั้งคอยเสริมมาตรการในแต่ละจุดให้เพียงพอ จุดไหนให้เป็นผู้กำกับและรับผิดชอบ รวมถึงจุดที่จะต้องมารับช่วงต่อของหน่วยที่เกี่ยวข้อง ห้ามให้เกิดข้อผิดพลาด ต้องลงไปจี้และมีผู้กำกับอีกชั้น และถ้าจุดไหนหละหลวมทำให้หลุดลอดมาได้ คนที่ดูแลจุดนั้นต้องรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เหตุใดไม่แก้ที่ต้นทางด้วยการไม่ให้เข้าประเทศตั้งแต่แรก พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่าเพราะเราไม่ได้ปิดประเทศตั้งแต่แรก เราจำเป็นต้องอยู่รอดภายใต้การสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาคมโลกเห็นว่ามาตรฐานสาธารณสุขไทยเข้มแข็งพอที่แก้ไขปัญหาได้ เราต้องรักษาดุลยภาพของความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งทหารจำกัดประสิทธิภาพตัวเองไม่ได้ ต้องมีการพัฒนาแล้วเอาบทเรียนมาเป็นที่ตั้งว่าเกิดจากอะไรและจะแก้ไขอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าหากพบว่ามีการแพร่ระบาดจากกรณีนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า ถ้ามีข้อผิดพลาดรอดจากทางไหน หน่วยงานนั้นก็ต้องรับผิดชอบ คนประจำจุดต่างๆต้องรับผิดชอบ เพราะผบ.ทบ ได้ลงมาเน้นย้ำทุกขั้นตอนไม่ให้ผิดพลาดในแต่ละจุดที่รับ-ส่ง จะต้องรัดกุม หากมีการเล็ดรอดหรือหลุดตรงจุดไหนจุดตรงนั้นต้องรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาก็ถือเป็นบทเรียนที่อย่างเราส่งไปฝึก 151 นาย กลับมาจากสหรัฐฯพบติดเชื้อ 9 นาย ก็ถือว่าเจ็บแล้วจำ เราก็พยายามเต็มที่ ส่วนครั้งนี้ก็ต้องทำให้ดี เพราะหากเล็ดรอดออกไปเท่ากับว่าระบบกักกันของไทยใช้ไม่ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวถึงการฝึกคอบร้าโกลด์ที่ทหารสหรัฐฯ จะมาฝึกร่วม 1 หมื่นนายในช่วงต้นปี ว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีการปรับรูปแบบ หรือ เลื่อนหรือไม่ ซึ่งการฝึกรหัสดังกล่าว จะมีการหารือการวางแผนการเมื่อฝึกจบ ซึ่งเมื่อมีสถานการณ์โควิด ก็ต้องพิจารณาต่อไป และคงมีการต่อสายคุยกัน ส่วนจะมีการปรับขนาดการฝึกหรือไม่นั้น ให้ดูความเป็นไปได้ในการป้องกัน ในเมื่อเราปิดประเทศไม่ได้ ต้องทำมาค้าขายด้วย ความมั่นคงก็เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;สำหรับทหารสหรัฐ ฯ ที่มาครั้งนี้ ประกอบด้วย เที่ยวบินแรก ที่มาจากกวม จำนวน 71 นาย ฝึก SFAB SMEE ของกองทัพบก มีหลายเหล่า ทั้งราบ ม้า ปืน รบพิเศษเที่ยวบินที่สอง มาจากฐานทัพสหรัฐฯ ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น (โยโกตา) จำนวน 32 นาย ฝึก Balance Torchเที่ยวบินที่สาม มาจากฐานทัพสหรัฐฯ ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 7 นาย โดย 4 นายฝึก HMA Ex หรือการฝึกปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และอีก 3 นาย ฝึก Vector Balance Torch&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73310</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ทหารสหรัฐ, พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์, ศบค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c3bec8c0cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพบกเลิกส่งทหารไปฝึกต่างประเทศ!หลังมีบทเรียนติดเชื้อที่มะกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.2563 - &amp;nbsp;พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กองทัพบก (ศบค.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีทหารไทยจากกองร้อยทหารราบ RTA Combat Team กำลังผสมจากกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติมรวม 9 ราย จากทั้งหมด 151 นาย ภายหลังเดินทางกลับจากการฝึกผสมรหัส Lightning Forge 2020 ที่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทางกองทัพบกได้สั่งชะลอเรื่องการฝึกร่วมทั้งหมดเอาไว้ก่อน ยกเว้นเพียงบางส่วนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปฝึกร่วม แต่ขณะนี้กองทัพบกกำลังพิจารณาให้ชะลอการฝึกร่วมผสมทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่ายังไม่มีความปลอดภัย แต่เมื่อทหารเราติดเชื้อกลับมาแล้วก็ต้องยอมรับสภาพว่าเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงว่าอะไรต่างๆ ก็ยังไม่มีความสมบูรณ์ในการป้องกัน และถือเป็นบทเรียนที่เราต้องรักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะนี้กำลังพลของเราแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ติดเชื้อจะต้องเข้ารับการรักษาจนกว่าจะหายดีและผลตรวจเป็นลบจึงจะอนุญาตให้กลับบ้าน ส่วนคนที่ไม่ติดเชื้อเมื่อกักตัวครบ 14 วันแล้วไม่มีอาการก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ทหารชุดนี้จะต้องเดินทางไปเข้ารับการตรวจสอบและประเมินผลการฝึก ณ JRTC Fort Polk ที่รัฐหลุยส์เซียน่า สหรัฐอเมริกา ในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้หรือไม่ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าจะไม่เดินทางไป และมีความจำเป็นต้องทบทวน รวมถึงชะลอเอาไว้ก่อน ในขณะที่พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เน้นย้ำให้มีการสอบสวนให้ชัดเจน และรักษากำลังพลที่ป่วยให้หายเป็นปกติ รวมถึงการรักษามาตรการไม่ให้มีการแพร่ระบาดเพิ่มเติม โดยเฉพาะการกักตัวอยู่ใน State Quarantine จะต้องเคร่งครัด ส่วนเรื่องยุทโธปกรณ์ที่ไปฝึกร่วมผสมก่อนหน้านี้ได้มีการทำความสะอาดตามมาตรการป้องกันโรค และได้ส่งคืนเข้าคลังอาวุธเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ในส่วนของกำลังพลที่เหลือที่กักตัวอยู่ใน State Quarantine ตอนนี้ก็มีสุขภาพแข็งแรง โดยทางแพทย์ได้เตรียมสวอปเทส ตรวจทุกคนที่เหลืออีกครั้งในวันที่ 2 ส.ค. เพราะเป็นห่วงว่าเชื้อโรคจะแฝงตัว ขณะที่คนที่ติดเชื้อก็ไม่ได้มีอาการรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่ นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอให้ ผบ.ทบ.ชะลอการส่งกำลังพลไปฝึกหลังมีทหารติดเชื้อกลับมา พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์รับฟังอยู่แล้ว แม้จะไม่มีการทักท้วง แต่จากวิจารณญาณของกองทัพบกมีความรอบคอรบในเรื่องนี้อยู่แล้ว สิ่งไหนที่จะมีความเสี่ยงก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า จะส่งผลกระทบต่อการสับเปลี่ยนกำลังกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดานผลัดที่ 1 และผลัดที่ 2 ที่จะต้องมีการสับเปลี่ยนกำลังในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.หรือไม่ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า กำลังติดตามอยู่ และรับทราบว่าการป้องกันโรคของกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดานผลัดที่ 1 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังไม่มีกำลังพลติดเชื้อ แต่กำลังพลผลัดที่ 2 ที่จะเดินทางไปสับเปลี่ยนกำลังนั้นจะต้องเรียนรู้วิธีการป้องกันที่สูงขึ้นไปอีก และต้องมีหลักประกันที่สูงขึ้นด้วย เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร จึงต้องมีการป้องกันสูงสุด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังพลต้องปฏิบัติงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จำเป็นที่จะต้องเพิ่มมาตรการในการป้องกันตนเองให้มากขึ้น ต้องไปดูว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในส่วนไหน รวมถึงเครื่องมือการป้องกัน หรือเพิ่มขีดความสามารถในการล้างสารปนเปื้อน โดยเฉพาะการปฏิบัติงานร่วมกับพลเรือนต้องมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่จะต้องเตรียมเพิ่มเติมให้กับผลัด 2 คือ 1.ชุดอุปกรณ์เครื่องป้องกันพีพีอีรายบุคคลเพิ่มเติม 2.เครื่องล้างสิ่งปนเปื้อน 3.ระบบแพทย์และสาธารณสุขที่ต้องเตรียมอุปกรณ์เพิ่มเติม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72821</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก, พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์, ศบค.ทบ., ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กองทัพบก, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f2113074b11f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพบกเผยทหารไทย 151 นายที่กลับจากสหรัฐ พบมีไข้ 10 นายเข้าตรวจเชื้อโควิดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ศบค.ทบ. เผย ทหารไทยที่กลับจากสหรัฐ พบมีไข้ 10 นาย และอีก 1 นายมีอาการบาดเจ็บนิ้วหัก เจ้าหน้าที่ส่งตัวทั้งหมดเข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎ&amp;nbsp;เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้ว คาดทราบผลวันนี้ หากพบติดโควิด-19จะรายงานตรงไปยังศบค.ทันที ไม่มีปิดบังข้อมูล ส่วนทหารที่เหลือเข้า State Quarantine ไม่มีแวะพัก ยันปฎิบัติตามกฎระเบียบเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.63 - พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กองทัพบก (ศบค.ทบ.) เปิดเผยภายหลังที่ เมื่อวานนี้(22ก.ค.) ทหารกองร้อยทหารราบ RTA Combat Team กำลังผสม จากกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 ซึ่งประกอบด้วย นายทหารสัญญาบัตร จากทุกกองทัพภาค นายทหารประทวนและนักเรียนนายร้อย จปร. ชั้นปีที่ 5 รวมจำนวน 151 นาย ได้เดินทางกลับจากการฝึกผสม รหัส Lightning Forge 2020 ที่ค่ายทหารสกอร์ฟิลด์ มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเครื่องเช่าเหมาลำ สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG8087 ในจำนวนนี้พบมีไข้ 10 นาย และอีก 1 นายมีอาการบาดเจ็บนิ้วหัก จากการฝึกต้องได้รับการผ่าตัด จึงส่งเข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎในคราวเดียว เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทหารทั้งหมดที่เข้าตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ถูกแยกตัวออกจากผู้ป่วยทั่วไป จึงขอให้ประชาชนสบายใจได้ ทั้งนี้ทหารทั้ง11คนได้รับการตรวจหาเชื้อแล้วและคาดจะทราบผลวันนี้ โดยโรงพยาบาลจะรายงานผลส่งตรงไปยังศบค.ทันที หากพบว่ามีทหารติดเชื้อโควิด-19 ไม่มีปิดบังข้อมูลเว้นแต่รายชื่อของผู้ที่ป่วยเท่านั้นที่ไม่เปิดเผย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ผ่านการตรวจคัดกรองคณะนายทหารจากกองทัพบก และกรมแพทย์ทหารบก ได้พาไปกักตัวที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมแห่งรัฐ ( State Quarantine )โดยยืนยันว่าไม่มีการแวะพักที่ใดและปฎิบัติตามมาตรการของศบค.และกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเช่นกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72306</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารไทย, พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์, ศบค.ทบ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c3bec8c0cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2020 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2020 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทบ. แจงมาตรการคุม &#039;โควิด-19&#039; รับ 151 ทหารไทยฝึกร่วมสหรัฐ กักตัวที่พัทยา ยันวินัยเป๊ะไม่หนีเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;ก.ค.63 - ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.)&amp;nbsp;พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;กองทัพบก (ศบค.ทบ.) แถลงถึงการเตรียมความพร้อมรับกำลังพลของกองทัพยกที่เดินทางกลับจากฝึกร่วมผสมภายใต้รหัส&amp;nbsp;Lighnting forge 2020 จากมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ ว่าการแถลงวันนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ญาติพี่น้อง ผู้ปกครองของกำลังพล ที่มีต่อมาตรการที่ ทบ. ดำเนินการในวันที่&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ก.ค.2563&amp;nbsp;ที่กำลังพลทั้ง&amp;nbsp;151 นาย จำนวน 1&amp;nbsp;กองร้อย ร่วมกับส่วนบังคับบัญชา จัดจากกองพันทหารราบที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;กรมทหารราบที่ 3 (ร.3&amp;nbsp;พัน.2 ) จ.นครราชสีมา ทั้งในส่วนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ จะเดินทางกลับมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเที่ยวบินTG 8087&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;17.40&amp;nbsp;น.โดยต้องผ่านตรวจคัดกรอง และกักตัวที่สถานที่กักตัวของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 24&amp;nbsp;ก.ค.-5&amp;nbsp;ส.ค. ที่ โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน พัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการปฏิบัติเมื่อกำลังพลเดินทางมาถึง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทุกนายจะสวมใส่หน้ากากอนามัย และแว่นตาป้องกัน เน้นมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (Social distancing)&amp;nbsp;โดยดำเนินการคัดกรอง ณ จุดจัดครองด่านควบคุมโรคติดต่อ ภายในอาคารผู้โดยสาร ตามขั้นตอนที่ ศบค. กำหนด นอกจากนี้กองทัพบกยังจัดชุดแพทย์เพิ่มเติมจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประสานการปฏิบัติกับชุดแพทย์ที่ประจำ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;การเคลื่อนย้ายกำลังพลไปยังพื้นที่กักกันโรค&amp;nbsp;State Quarantine&amp;nbsp;ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี ในวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;63&amp;nbsp;&amp;nbsp;นั้น ภายในรถโดยสารได้มีการจัดทำกระจกกั้นแยกระหว่างห้องพลขับและห้องผู้โดยสาร โดยจัดเตรียมวิทยุไว้สำหรับการติดต่อสื่อสาร การจัดเตรียมอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ (เจลแอลกอฮอล์ ผ้าเช็ดมือ) ประจำรถทุกคัน การจัดที่นั่งมีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลไม่มีการแวะพักระหว่างการเดินทาง มีการจัดรถพยาบาลพร้อมชุดแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ติดตามขบวนตลอดการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เรากังวลคือยุทโธปกรณ์ที่นำไปทำการฝึกนั้น ได้แยกไปดำเนินการฉีดฆ่าเชื้อ โดยเจ้าหน้าที่ของกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปยัง ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะมีการฉีดฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่จะนำเก็บเข้าไว้ในคลังยุทโธปกรณ์ของหน่วยต่อไป&amp;nbsp;การปฏิบัติ ณ พื้นที่กักกันโรค&amp;nbsp;State Quarantine&amp;nbsp;โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา โดยความรับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;มีการปฏิบัติ ดังนี้&amp;nbsp;จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ทหารเพิ่มเติม จากกรมทหารราบที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;รักษาพระองค์ และโรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี ในการสนับสนุนงานด้านรักษาความปลอดภัย และการรักษาพยาบาล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ศบค.ประจำ&amp;nbsp;State Quarantine&amp;nbsp;&amp;nbsp;กำลังพลจะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าจากกรมควบคุมโรค จำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ครั้ง ในวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ก.ค. และ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;63&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการวัดไข้และรายงานทุกวัน และมีนักจิตเวช/นักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กำลังพลทุกนายจะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติประจำอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้ออกนอกห้องพัก มีกล้องCCTV&amp;nbsp;เฝ้าตรวจตลอด&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ชั่วโมง งดการเยี่ยมญาติ โดยได้ดำเนินการแบ่งการจัดกำลังพลออกเป็นหมวด หมู่ อย่างชัดเจน เพื่อให้การควบคุมบังบัญชา ในห้วงของการกักกันตัว เป็นไปอย่างเข้มงวด และไม่ให้มีการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติดังกล่าวโดยเด็ดขาดทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดการกักตัวในวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;63&amp;nbsp;แล้ว กำลังพลทุกนายจะได้รับหนังสือรับรอง และกองทัพบกจะจัดโดยสารนำกำลังพลส่งกลับภูมิลำเนาต่อไป&amp;nbsp;ยืนยันว่ากองทัพบกให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ของ ศบค.และกระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด และเพิ่มเติมมาตรการเข้มข้นหลายประการ เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อสาธารณชนโดยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ได้กล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารบก เป็นห่วงช่วงที่กักตัว&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วัน จะอยู่กันอย่างไร กลัวไม่มีอะไรทำ ผบ.ทบ.จึงได้ฝากการบ้านให้ทหารที่กักตัว&amp;nbsp;14วันจัดทำรายงานถอดบทเรียนการฝึกกันในกรุ๊ปไลน์ หรือผ่านระบบวีทีซี โดยให้ทำอาฟเตอร์รีวิว เพื่อเป็นแผนบทเรียนของกองทัพในการฝึก&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อถามว่า เมื่อมีการกักตัวที่พัทยาจะไม่หนีเที่ยวเหมือนทหารอียิปต์หรือไม่ พล.อ.ณฐพนธ์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก ต้องอยู่ในพื้นที่ควบคุม ระเบียบวินัยเป๊ะ และตอนอยู่ที่ฮาวายก็ไม่ได้ไปไหน เพราะ เป็นพื้นที่ปิด ไม่ได้หนีเที่ยว อยู่แต่ในค่าย&amp;nbsp;เป็นพื้นที่ปิด อย่างไรก็ตามผู้บัญชาการทหารบก อาจจะเดินทางไปรับทหารที่กลับมาจากฮาวายในวันพรุ่งนี้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพลโท ชาญชัย ติกขะปัญโญ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก กล่าวว่าในส่วนการปฏิบัติ ณ พื้นที่กักกันโรคStateQuarantine&amp;nbsp;โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา โดยความรับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่&amp;nbsp;14มีการปฏิบัติ โดยมีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ทหารเพิ่มเติม จากกรมทหารราบที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;รักษาพระองค์ และโรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี ในการสนับสนุนงานด้านรักษาความปลอดภัย และการรักษาพยาบาล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ศบค. ประจำ ณ พื้นที่กักกันโรค&amp;nbsp;State Quarantine&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้ากรมแพทย์ทหารบก กล่าวว่ากำลังพลทั้งหมดจะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าจากกรมควบคุมโรค จำนวน&amp;nbsp;2ครั้ง ในวันที่&amp;nbsp;25ก.ค. และ&amp;nbsp;3ส.ค. มีการวัดไข้และรายงานทุกวัน และมีนักจิตเวช-นักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาตลอดเวลา อย่างไรก็ตามกำลังพลทุกนายจะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติประจำอย่างเคร่งครัด ห้ามออกนอกห้องพัก และมีกล้อง&amp;nbsp;CCTV&amp;nbsp;เฝ้าตรวจตลอด&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ชั่วโมง งดการเยี่ยมญาติ และไม่ให้มีการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติดังกล่าวโดยเด็ดขาด และเมื่อครบกำหนดการกักตัวในวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ส.ค.63แล้ว กำลังพลทุกนายจะได้รับหนังสือรับรอง และกองทัพบกจะจัดโดยสารนำกำลังพลส่งกลับภูมิลำเนาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72105</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, กักตัว, ทหารไทย, พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์, ศบค.ทบ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c3bec8c0cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลดล็อกกลุ่มอาชีพ ปฏิบัติภารกิจช่วง&#039;เคอร์ฟิว&#039; ศบค.ห่วงวงเหล้าสงกรานต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ แถลงคืบหน้ามาตรการแก้โควิด-19 ยัน 100วันที่ได้สู้กันมามียอดผู้ป่วยในระดับที่ควบคุมได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าการดำเนินการมีประสิทธิภาพ ประเทศต่างๆ ยกให้เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นมาตรการ มั่นใจประเทศไทยต้องชนะ ย้ำงดจัดงานสงกรานต์ทุกระดับ ออกประกาศฉบับที่ 3 ปลดล็อกให้บางกลุ่มอาชีพออกจากบ้านช่วงเคอร์ฟิวได้ แต่ต้องแสดงเอกสารรับรอง ศบค.เผยตัวเลขผู้ติดเชื้อตลอดสัปดาห์ลดลง รายใหม่ 50 ราย กังวลกลุ่มวัยทำงานตั้งวงก๊งเหล้าช่วงสงกรานต์เป็นพาหะหลักนำโรคไปติดปู่ย่าตายาย เตือนผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สธ.แจงยังไม่มีมาตรการผ่อนคลายแม้ผู้ติดเชื้อลดลง หวั่นแค่พลาดครั้งเดียวจะทำให้ผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 10 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย รายงานความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ที่ได้สั่งการ และรัฐบาลได้มีมติในแต่ละด้าน ตามลำดับ ทั้งในด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านป้องกันและช่วยเหลือประชาชน ด้านการควบคุมสินค้า ด้านการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศ เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 100 วันแล้วที่เราได้ร่วมต่อสู้กันมาใน &amp;ldquo;สงครามโควิด-19&amp;rdquo; ในครั้งนี้ ด้วยการเตรียมความพร้อม และการเฝ้าระวังที่เข้มงวดตั้งแต่ต้น ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข และความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้เรามียอดผู้ป่วยในระดับที่ควบคุมได้ มีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศชั้นนำ และมีความพร้อมรับมือในทุกๆ ด้าน เป็นข้อพิสูจน์ว่าการดำเนินการของเรานั้นมีประสิทธิภาพ ประเทศต่างๆ ยกให้เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการรับมือกับโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอให้พวกเราทุกคนเชื่อมั่นในมาตรการของรัฐ และมีวินัยอย่างเคร่งครัดในการปฏิบัติตาม ผมขอให้สัญญาว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หน้าที่ของผมคือดูแลคนไทยทุกคนทั้งประเทศ ขอให้พวกเราจะสู้ไปด้วยกัน พวกเราคือทีมประเทศไทย หากเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ไม่มีศึกใดที่เราจะเอาชนะไม่ได้&amp;rdquo;
&amp;ldquo;สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาลและสถานีอนามัยต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิก อสม.นับล้านคนทั่วประเทศ ที่ทำงานอยู่ในด่านหน้าของพวกเรา รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร และจิตอาสาทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือดูแลและให้บริการประชาชนในวิกฤตินี้ ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อสุขภาพของท่านเอง ผมอยากบอกให้ทุกคนทราบว่า ท่านคือความหวัง คือ &amp;ldquo;ฮีโร่&amp;rdquo; ที่อยู่ในหัวใจของผม และหัวใจของคนไทยทั้ง 70 ล้านดวง ผมขอขอบคุณในความเสียสละของทุกท่าน&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า สัปดาห์หน้าเป็นช่วงเทศกาลประเพณีสงกรานต์ ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโควิด รัฐบาลจึงมีแนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ ทั้งข้อห้ามและข้อแนะนำ ดังนี้ (1) งดเว้นการจัดงานสงกรานต์ในทุกระดับ (2) งดเว้นการเดินทางกลับภูมิลำเนา (3) งดเว้นการรดน้ำขอพรญาติผู้ใหญ่ทุกกรณี และ (4) งดการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันของคนหมู่มาก หรือเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงาน และมีคุณค่าทางจิตใจ จึงขอให้ปฏิบัติ ดังนี้ (1) สรงน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน (2) การแสดงความกตัญญูขอพรต่อพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ ที่อยู่ในบ้านเดียวกัน โดยเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 1-2 เมตร และให้ทุกคนใส่หน้ากากอนามัยด้วย (3) ส่งเสริมให้แสดงความรักและความกตัญญูต่อบุพพการี ผู้มีพระคุณที่อยู่ไกลกันผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือสื่อออนไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย ผมในนามของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล อวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจขอร่วมต่อสู้วิกฤตินี้ไปด้วยกัน และขอให้สงกรานต์นี้ อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อครอบครัวกันให้มากที่สุด เราจะร่วมกันฝ่าฟันวิกฤติในครั้งนี้ให้จงได้ ประเทศไทยจะต้องชนะอย่างแน่นอน&amp;quot; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ปลดล็อกบางอาชีพช่วงเคอร์ฟิว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นได้เผยแพร่ข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 3) โดยออกข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ในการบังคับใช้ข้อ 1 แห่งข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ฉบับที่ 2) ให้ยกเลิกความในส่วนที่เป็นข้อยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถานตามเวลาดังกล่าว และให้ใช้ข้อยกเว้นดังต่อไปนี้แทน (1.) การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งต่างๆ &amp;nbsp;ของทางราชการ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือพลเรือนซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอื่น (2.) การสาธารณสุข ได้แก่ ผู้ป่วย ผู้ความจำเป็นต้องพบแพทย์และผู้ดูแลบุคคล ดังกล่าว หรือแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติงาน (3) การขนส่งสินค้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ได้แก่ ผู้ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตการเกษตร น้ำมันเชื้อเพลิง ไปรษณียภัณฑ์ พัสดุภัณฑ์ หนังสือพิมพ์ หรือสินค้าเพื่อการนำเข้าหรือส่งออก (4) การขนส่งหรือขนย้ายประชาชน ได้แก่ ผู้ขนส่งหรือขนย้ายประชาชนไปสู่ที่เอกเทศของทางราชการหรือของตนเองเพื่อการเฝ้าระวังหรือกักกันตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ หรือผู้เดินทางมาจากหรือไปยังท่าอากาศยานหรือสถานที่ขนส่งตามที่ทางราชการอนุญาตและให้เปิดทำการได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(5) การบริการหรือการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ได้แก่ ผู้บริการคนไร้ที่พึ่ง ผู้บริการเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้บริการส่งสินค้าหรืออาหารตามสั่ง ผู้บริการตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงไฟฟ้า ประปา ระบบระบายน้ำ ระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าชธรรมชาติผู้บริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอย ผู้บริการซ่อมแซมและปรับปรุงโครงข่ายและอุปกรณ์ในการสื่อสารโทรคมนาคม ผู้บริการด้านธนาคาร ตลาดทุน ประกันภัย การกู้ภัย การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ผู้จำเป็นต้องดำเนินการในกรณีเกิดอุบัติหตุ หรือจำเป็นต้องติดต่อราชการกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือพนักงานสอบสวน (6) การประกอบอาชีพซึ่งจำเป็นต้องกระทำภายในช่วงเวลาพิเศษ ได้แก่ ผู้เข้าออกเวรยาม กะ หรือการทำงานตามผลัดเวลาที่กำหนดไว้ตามปกติของทางราชการ เอกขุน โรงงาน หรือการดูแลรักษาความปลอดภัย ผู้ประกอบอาชีพประมง การกรีดยาง การตรวจรักษาสัตว์ (7) เหตุจำเป็นอื่นๆ โดยได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะรายจากพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีตาม (1) ถึง (6) ให้บุคคลที่มีความจำเป็นดังกล่าวแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรแสดงตนอย่างอื่น และเอกสารรับรองความจำเป็น เอกสารเกี่ยวกับสินค้า บริการ การเดินทางหรือหลักฐานอื่นๆ ต่อเจ้าหน้าที่ และต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด รวมถึงการยอมรับการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย สำหรับกรณีตาม (7) ให้แสดงเหตุจำเป็นพร้อมทั้งหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้อำนวยการเขต หัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเพื่ออนุญาต&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 2 ในกรณีมีความจำเป็นสมควรยกเว้นความในข้อ 1 เพิ่มเติมเป็นการทั่วไป ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งยกเว้นผู้ประกอบกิจการอื่นอันมีลักษณะทำนองเดียวกันภายในกรอบของกิจการตามข้อ 1 (1) ถึง (6)เพิ่มเติม โดยอาจกำหนดสถานที่ เงื่อนไข และเงื่อนเวลาด้วยก็ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 3 ในกรณีมีการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น ความผิดต่อทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยการพนัน กฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ และเป็นความผิดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ด้วย ให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดทุกฐานความผิดนั้นโดยเร็ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มษายน พ.ศ.2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 50 ราย ยอดสะสม 2,473 ราย ใน 68 จังหวัด หายป่วยสะสม 1,013 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เสียชีวิตสะสม 33 ราย โดยรายที่ 33 เป็นหญิงไทย อายุ 43 ปี อาชีพค้าขาย มีโรคประจำตัวคือโรคเอสแอลอี หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 6 เม.ย. มีอาการไข้ 38.9 ถ่ายเหลว อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ความดันโลหิตตก เอกซเรย์พบปอดอักเสบ รุนแรงและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิตวันที่ 7 เม.ย. รายนี้แม้อายุไม่มาก แต่มีโรคเอสแอลอี ติดเชื้อง่ายและรุนแรง หากใครมีญาติเป็นโรคนี้ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอันตรายถึงชีวิต&amp;nbsp;
หวั่นวัยทำงานนำโรคติดปู่ย่าตาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 50 ราย มาจาก 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 27 ราย กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และสัมผัสกับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ รวมถึงอยู่ในสถานที่เสี่ยง 15 ราย กลุ่มที่ 3 อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 8 ราย ซึ่งในส่วนนี้มาจากการตรวจสอบเชิงรุกในพื้นที่ จ.ภูเก็ต 4 คน และเมื่อเทียบอัตราผู้ติดเชื้อต่อจำนวนประชากร จ.ภูเก็ต ยังเป็นจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด จึงมีมาตรการที่แรงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม วันนี้มีผู้ป่วยรายแรกใน จ.พังงา ทำให้เหลือจังหวัดที่ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ 9 จังหวัด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เมื่อดูจากสาเหตุผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด พบว่าสาเหตุอันดับ 1 มาจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยันรองลงมาคือสัมผัสกับคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และอยู่ในกลุ่มอาชีพเสี่ยง ถ้าดูภาพรวมในสัปดาห์นี้ พบว่าอัตราการติดเชื้อจากทุกกลุ่มเสี่ยงลดลง ทั้งนี้ ช่วงอายุที่เป็นพาหะนำโรคมากที่สุดคือ 20-39 ปี เป็นวัยทำงานที่ต้องออกจากบ้าน มีสังคม ไม่เว้นระยะ ห่างทางสังคม ทำให้เกิดการนำเชื้อมาในบ้าน ใครที่มีคนกลุ่มนี้ในครอบครัว ปู่ย่าตายายต้องช่วยกันเตือน ที่เราต้องรายงานสถานการณ์ทุกวันหน้าที่ของทุกคนคือรับรู้และแปลงไปสู่การปฏิบัติไม่ต้องรอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการเสียสละเพื่อชาติทำได้ง่ายมาก แค่อยู่บ้านนั่งดูโทรทัศน์ก็ช่วยได้แล้ว ไม่ต้องทำอะไรที่เหนื่อยกว่านี้เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งโลกวันนี้มีถึง 1,603,984 ราย เสียชีวิต 95,731 ราย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าดูอัตราการเสียชีวิตต่อประชากร 1 ล้านคน พบว่า สเปน มากที่สุด 316.06 รองลงมาคือ อิตาลี 292.04 ขณะที่ไทยมีเพียง 0.48 อยู่อันดับ 56 ในหลายประเทศที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากมาพร้อมๆ กัน ทำให้เห็นภาพแพทย์ต้องเลือกว่าจะช่วยใคร ซึ่งเป็นความลำบากใจของแพทย์ และสะเทือนใจคนทั้งโลก ดังนั้นเราไม่อยากเจอภาพนั้นในประเทศไทย จึงต้องช่วยกันป้องกัน ตอนนี้แพทย์ยังสามารถดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดได้ สามารถคำนวณปริมาณน้ำเกลือและยาได้อยู่ แต่ถ้าล้นเป็นหมื่นไม่เพียงพอแน่จึงต้องร่วมมือกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีจังหวัดที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอด 24 ชั่วโมง จำนวน 11 จังหวัด ส่วนผู้ที่มีการกักตุนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วมาสังสรรค์กันช่วยเทศกาล ถ้าเกิดมีการรวมตัวกันแล้วทำให้เกิดเสียงดัง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาดำเนินคดีได้ เพราะอยู่ในช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการประชุมของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรายังเห็นพฤติกรรมที่เกิดจากการร่วมกลุ่มเล็กๆ แม้ร้านค้าจะไม่ให้นั่ง ก็ยังเห็นจับกลุ่มนั่งยองๆ ก๊งเหล้า ถือว่าสุ่มเสี่ยงมาก จึงขอร้องคนหนุ่มสาวทั้งหลายวัยทำงาน การไปรวมกันจะเป็นพาหะนำโรคไปติดปู่ย่าตายาย ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เรากังวลมาก เพราะกำลังคุมกันได้ดีๆ ลุ้นตัวเลขผู้ติดเชื้อกันทุกวัน อยากให้ลดลง จึงอยากให้คนในครอบครัวช่วยกันดูแลอย่าให้ไปชุมนุมมั่วสุม นอกจากนี้ มีจังหวัดที่ผู้ว่าฯ ประกาศระงับการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ภูเก็ต สตูล ตราด น่าน ยะลา พัทลุง สงขลา บึงกาฬ ระนอง ร้อยเอ็ด ตรัง มุกดาหาร นครพนม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า ในส่วนของคนไทยที่เตรียมเดินทางกลับประเทศ ตามหลักคนไทยมีสิทธิกลับประเทศ แต่เราก็ต้องดูแลคนไทยในประเทศอีกกว่า &amp;nbsp;60 ล้านคน จึงต้องจัดสมดุลให้ดี จึงนำมาสู่แนวคิดที่ว่า ในเมื่อเราเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบในประเทศ คนที่อยู่ในต่างประเทศก็ถือเป็นคนที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ถ้าให้เกิดการเคลื่อนย้ายคนให้น้อยที่สุด หากเขาอยู่ต่างประเทศแล้วถูกหยุดจ้างงาน ไม่มีรายได้ จะทำอย่างไรให้เขาอยู่ได้ จะส่งเงินไปได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมองว่ามันเป็นเหตุเป็นผล ต้องดำเนินการให้เขาดำรงชีพอยู่ได้ เพราะก็เป็นคนไทย หลายคนในที่ประชุม ศบค.เห็นด้วย เหลือแค่หลักปฏิบัติที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ไปดูตัวเลขและกลับมารายงานว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไร แล้วจึงจะสรุปแนวทางออกมา ดังนั้นเรื่องนี้จึงถือเป็นแนวคิดอยู่
สธ.ย้ำยังไม่ผ่อนคลาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า วิธีการจัดการปัญหาในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เท่ากัน แต่นอกเหนือจากสถานการณ์แล้วความสำคัญที่สุดคือความร่วมมือกัน ซึ่งยังคงย้ำให้งดการเดินทางออกจากบ้าน งดการรวมตัวกันเป็นกลุ้มก้อน ที่หากมีการร่วมกลุ่มกัน และมีผู้ติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเพียงคนเดียว ก็อาจจะทำให้มีการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก่อนอีก โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดภาคใต้ มีผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่เดินทางมาจากอินโดนีเชีย ทำให้โรงพยาบาลมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้แพทย์มีอยู่จะต้องดูแลรักษาเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นแรงกดดันในส่วนของการเพิ่มปริมาณงานให้กับโรงพยาบาล ดังนั้นก็อยากให้ทุกคนช่วยกัน ซึ่งให้ภาระงานของจังหวัดภาคใต้เพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยที่พบผู้ป่วยในแต่ละวันน้อยลง จะสามารถผ่อนคลายมาตรการบางอย่างได้หรือไม่ นพ.ธนรักษ์กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่ต้องดีใจหรือติดปีกผ่อนคลายมาตรการใดๆ โดยปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงต้องให้ผู้ป่วยลดลงมากกว่านี้ ทั้งนี้ จะสามารถวางใจได้ว่าเชื้อโควิด-19 ได้หมดไปจากพื้นที่แล้ว คือเมื่อผ่านไป 14 วัน และเจอผู้ป่วยคนสุดท้าย เราถึงจะวางใจว่าพื้นที่นั้นไม่เชื้อเหลืออยู่แล้ว ขอให้อย่าประมาท เพราะโรคนี้มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรง ซึ่งไม่สามารถปล่อยให้ระบาดได้อย่างตามใจเชื้อโรคได้ อย่าลืมเหตุการณ์ที่สนามมวยและเหตุการณ์ในสถานบันเทิงที่ทองหล่อ แค่เราพลาดเพียงครั้งเดียวก็จะทำให้ผู้ป่วยมีมากขึ้น ในส่วนของมาตรการผ่อนคลาย ตอนนี้ทุกฝ่ายพยายามดูว่าถ้าสถานการณ์ดีขึ้นจะผ่อนคลายมาตรการอะไรได้บ้าง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เมื่อเวลา &amp;nbsp;09.30 น. ที่ห้องประชุมสถาพร กวิตานนท์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ &amp;nbsp;ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ร่วมประชุมกับคณะผู้บริหารจังหวัดปทุมธานี แพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลในจังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp;
โดยมี ดร.พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี &amp;nbsp;ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ, นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี และหัวหน้าส่วนราชการ และคณะแพทย์ พยาบาล ผู้บริหารโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัดปทุมธานี ร่วมประชุม &amp;ldquo;สามัคคีที่ปทุมธานีเราจะรบร่วมกันในสงครามโควิด-19&amp;rdquo; เพื่อผลักดันโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นศูนย์กลางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดปทุมธานี โดยโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ จะเป็นแกนรับเคสทุกเคสที่เกินกำลังโรงพยาบาลอำเภอทุกแห่ง ทั้งที่จะส่งต่อ (refer) เข้า โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลสนาม โดยถือว่าเป็นการรับจากโรงพยาบาลเครือข่ายของตัวเอง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอนุทินกล่าวว่า เห็นความพร้อมของบุคลากรทางแพทย์ ถือว่าทำได้เยี่ยมมาก ย้ำว่าไทยเดินมาถูกทางแล้ว เชื่อมั่นว่าจะชนะโควิด-19 ได้แน่นอน สิ่งที่เรียนรู้จากสถานการณ์ของระบาดโควิด-19 นั่นคือเรา ยืมจมูกใครหายใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต่อไปเราต้องตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างจริงจัง&amp;nbsp;
ด้าน ดร.สุรพลกล่าวว่า ต่อไปนี้เราคือเพื่อนร่วมรบ ขาดอะไรธรรมศาสตร์จะหาให้ พวกเราทุกคนจะได้ทำงานแบบมั่นใจ ถ้าพวกคุณหนักใจอะไรก็บอกธรรมศาสตร์ เราพร้อมไปช่วยทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก (ผอ.ศบภ.ทบ.) เปิดเผยว่า จำนวนกำลังพลของกองทัพบกที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงสะสมเท่าเดิมอยู่ที่ 11 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นกำลังพลในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่มีการติดเชื้อเพิ่ม โดยออกจากโรงพยาบาลแล้ว 10 ราย แต่ยังคงกักตัวอยู่ที่บ้านตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ซึ่งรวมถึง พล.ต.ราชิต อรุณรังสี เจ้ากรมสวัสดิการกองทัพบกด้วย&amp;nbsp;
ทั้งนี้ กองทัพบกเดินหน้าสนับสนุนศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในการจัดตั้งสถานที่เฝ้าระวังและสังเกตอาการของรัฐ (State Quarantine) ทั้งในส่วนกลางและในแต่ละจังหวัด รองรับการส่งผู้เดินทางเข้าประเทศและกลุ่มเสี่ยง โดยล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก มอบหมายให้แม่ทัพภาคในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ให้การสนับสนุนขับเคลื่อนการจัดตั้งสถานที่ควบคุมและสังเกตอาการของจังหวัด ซึ่งบูรณาการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ทุกพื้นที่มีความปลอดภัยและมีความมั่นใจในการเตรียมสถานที่เพื่อรองรับสถานการณ์ให้ดีที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เชิญชวนประชาชนโหลดแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;หมอชนะ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพราะเป็นการรวมตัวเฉพาะกิจ ที่มีการสนับสนุนการทำงานของแพทย์ให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งระบบเก็บข้อมูลการเดินทางของประชาชน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบ และประเมินระดับความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 จากสถานที่ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง และยังสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ ในการวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงในการติดเชื้อของประชาชนที่เข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ เสริมมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ให้มีประสิทธิภาพและวัดผลได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62770</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พินิจ บุญเลิศ, นพ.พฤหัส ต่ออุดม, นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง, พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e906ad71b500.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
