<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพอากาศ วอนสังคมเข้าใจ ทอ.ทำตามหน้าที่คุม &#039;อากาศยานทหาร&#039; เข้าประเทศเฉพาะด้านมั่นคงเท่านั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.63 - พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ&amp;nbsp;กล่าวถึง กรณี &amp;nbsp;อากาศยานทหารอียิปต์ เข้าประเทศไทย ว่า ขั้นตอนคือ สถานทูตของประเทศนั้นๆจะติดต่อไปยังกระทรวงต่างประเทศ และเมื่อกระทรวงต่างประเทศเห็นว่า เป็นเครื่องบินทหาร ก็จะประสานมายังกองทัพอากาศ พิจารณาว่า มีความขัดแย้งเรื่องความมั่นคงหรือไม่ หลังกองทัพอากาศตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่มีปัญหาเรื่องความมั่นคง และเคยมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็ตอบกลับไปยังกระทรวงต่างประเทศ ว่าไม่ขัดข้อง ถือเป็นการทำหน้าที่ตามปกติของกองทัพอากาศ ที่ต้องพิจารณาในส่วนที่ต้องรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กองทัพอากาศ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณาในกรณีที่เป็นเครื่องทหาร ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และเมื่อเครื่องมาลงในพื้นที่แล้ว ทุกอย่างต้องเข้าสู่มาตรการที่ได้กำหนดไว้ ไม่ใช่ว่า กองทัพอากาศมีอำนาจพิจารณาอยู่ในขอบเขตที่จำกัด&amp;quot;&amp;nbsp;โฆษก ทอ. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการขอบินผ่าน และขึ้น ลงในประเทศไทย ของกองทัพอากาศ คือ 1.สถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ส่งคําขอไปยังกระทรวงต่างประเทศ (กต.) 2.กต. พิจารณาเหตุผลความจําเป็นและทําหนังสือถึง กองทัพอากาศเพื่อขออนุมัติให้เครื่องบินทางทหารบินผ่านและขึ้นลงในประเทศไทย ภายใต้ข้อพิจารณาด้านความมั่นคงปลอดภัยทางการทหาร ความเป็น พันธมิตร:พันธะทางทหารที่มีต่อกัน 3.กองทัพอากาศพิจารณา กฎ ระเบียบ และข้อปฏิบัติทางทหารสอดรับกับอํานาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยมี หัวข้อการพิจารณา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.1 การบินผ่าน และขึ้นลงในประเทศไทยอยู่ในความดูแลของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย และ ศูนย์ยุทธการทางอากาศ กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นไปตามกฎการบินสากล และไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 คําสั่ง คค.ที่ 90/2553 ลง 24 มีนาคม 2553 เรื่องมอบอํานาจตามมาตรา 29 แห่งพ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 ในการลงนามแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.3 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา5 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และข้อกําหนดออกตามความในมาตรา 9 พระราชกําหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1) ข้อ 3 การปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็น อากาศยาน เรือ รถยนต์ หรือพาหนะอื่นใด หรือในการใช้เส้นทางคมนาคม ไม่ว่าทางอากาศ ทางน้ํา หรือทางบก ยกเว้นเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะ หรือเจ้าหน้าที่ที่ประจํายานพาหนะ ซึ่งจําเป็นต้องเดินทางเข้ามาตามภารกิจ และมีกําหนดเดินทางออกชัดเจน และเมื่อกองทัพอากาศพิจารณาและลงนามอนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะส่งเรื่องให้กระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินการต่อไป จากนั้นกระทรวงการต่างประเทศส่งเรื่องให้สถานเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ และสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ดําเนินการประสานสนามบินปลายทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ กับกระทรวงการต่างประเทศจะต้องประสานกันเรื่องการป้องกัน โรคติดต่อให้เป็นไปตามพรก.ฉุกเฉินและตามประกาศ ข้อบังคับของศบค. และ ในการดําเนินการพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จะมีศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยาน (EOC) ตรวจคัด กรองโรคติดต่อ และการดําเนินการด้าน State Quarantines/Local Quarantine ในการดูแลควบคุม ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภารกิจอากาศยานอียิปต์เป็นภารกิจบินเดินทางประจำในลักษณะของการบินของอากาศยานของรัฐ/State Aircraft จากต้นทางถึงปลายทาง เป็นความชอบธรรมทางกฎหมาย ในการขอลงจอดเพื่อเติมน้ำมัน พักเครื่องและลูกเรือ เฉกเช่น การบินของอากาศยานของประเทศไทย ที่สามารถจะประสานขอลงจอด พักเครื่องและลูกเรือ ในระหว่างต้นทางถึงปลายทางได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71398</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารอียิปต์, พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200714/image_big_5f0d3b7ee1dd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลื่อนส่งดาวเทียม &#039;นภา-1&#039; ขึ้นสู่อวกาศ หลังบริษัทยิงจรวดแจ้งสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.63 - พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย รองเสนาธิการทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ เปิด้ผยว่า บริษัท Arianespace ผู้รับผิดชอบการยิงจรวด VEGA นำส่งดาวเทียมเพื่อความมั่นคง &amp;ldquo;นภา-1&amp;rdquo;แจ้งเลื่อนกำหนดการยิงดาวเทียม นภา-1ขึ้นสู่อวกาศจากฐานยิงจรวด Ariane Launch Area 1 ณ เฟรนช์เกียนา สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของทวีปอเมริกาใต้) ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2563 เวลา 08.51 น. ตามเวลาประเทศไทยออกไป เนื่องจากสภาพอากาศบริเวณฐานปล่อยจรวดในวันดังกล่าวไม่เอื้ออำนวย โดยรอจนกว่าสภาพอากาศมีความเหมาะสมค่อยเริ่มภารกิจนำส่งต่อไป หากได้รับการยืนยันกำหนดการที่แน่นอนแล้ว จะแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เว็บไซท์บริษัทแจ้งว่าเร็วที่สุดที่จะนำส่งได้คือวันที่ 20 มิ.ย. โดยเวลาในประเทศไทยจะเป็นวันที่ 21 มิ.ย. นี้ https://www.arianespace.com/press-release/flight-vv16-vega-ssms-poc-flight-launch-delay-due-to-weather-conditions/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวเทียม &amp;ldquo;นภา 1&amp;rdquo; นี้สร้างโดยบริษัท Innovative Solutions In Space ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในการออกแบบและสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก การพัฒนาระบบสถานีภาคพื้น ซึ่งดาวเทียม &amp;ldquo;นภา 1&amp;rdquo; มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ เป็นดาวเทียมตามมาตรฐาน CubeSat ขนาด &amp;nbsp;6U จะส่งขึ้นสู่วงโคจรที่ความสูงประมาณ 500&amp;nbsp;กิโลเมตรจากพื้นโลก มีวงโคจรแบบสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun Synchronous) ความเอียงของแนวการโคจร 98 องศา นำส่งโดยจรวดVEGA ของบริษัท Ariane Space &amp;nbsp; แอเรียนสเปซ โดยจรวด VEGA นั้นเป็นจรวดนำส่งดาวเทียมขนาดเล็กที่จะเน้นการปล่อยดาวเทียมสำรวจโลกและดาวเทียมสำหรับใช้ในด้านวิทยาศาสตร์ โดยภารกิจครั้งนี้จะปล่อยดาวเทียมรวมทั้งหมด 57 ดวง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69060</URL_LINK>
                <HASHTAG>นภา-1, พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย, ยิงดาวเทียม, โฆษกกองทัพอากาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb0dc874804.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอ.แจงไร้คนทำร้าย &#039;พลทหารประจักษ์&#039; เผยป่วยจิตเภท บาดเจ็บจากการกระทำของตนเอง ระหว่างรับโทษหนีทหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.63 - จากกรณีมารดาของ พลทหาร ประจักษ์ แก้วคงธรรม สังกัดกองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 56 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เข้าร้องต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดตรัง ถามหาสาเหตุที่ทำให้ บุตรชาย ได้รับบาดเจ็บขณะประจำการ พร้อมขอให้ปลดประจำการเนื่องจากเป็นผู้พิการและมีอาการทางจิตเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย รองเสนาธิการทหารอากาศ ในฐานะ โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ตรวจสอบไปยังกองบิน 56 ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัดแล้ว ข้อเท็จจริงคือ พลทหาร ประจักษ์ เป็นทหารกองประจำการรุ่นปี 2560 ผลัดที่ 2 บรรจุเข้าประจำการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จากนั้นได้ขาดราชการ ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2561 หน่วยต้นสังกัดพยายามติดตามตัว แต่ไม่มารายงานตัวตามกำหนดจึงจำหน่ายหนีราชการ ต่อมามารดาของ พลทหาร ประจักษ์ ฯ ได้นำตัวกลับมาส่งต้นสังกัด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ทางกองพันฯ ได้ปฏิบัติตามระเบียบการรับตัวโดยส่งตัวไปให้แพทย์โรงพยาบาลกองบิน 56 ตรวจร่างกายและสารเสพติด พบว่า พลทหาร ประจักษ์ ฯ มีอาการผิดปกติในลักษณะอาละวาด โวยวาย และระแวงคิดว่าจะมีคนมาทำร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากความผิดฐานหนีราชการ ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2561 ถึง 31 ตุลาคม 2561 รวมหนีราชการ 288 วัน ต้นสังกัดจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวน และนำเรียนผู้บังคับบัญชาขออนุมัติให้ลงทัณฑ์ พลทหาร ประจักษ์ ฯ โดยการจำขังตามระเบียบการลงทัณฑ์ของทางราชการ โดยระหว่างจำขังอยู่ที่เรือนจำ พลทหาร ประจักษ์ ฯ ยังคงมีอาการผิดปกติและมีแนวโน้มจะกำเริบรุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังได้พยายามหนีออกจากเรือนจำ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการบาดเจ็บ โดยครั้งแรกได้ปีนรั้วเรือนจำแล้วเกี่ยวลวดหนามทำให้เกิดแผลที่ศีรษะและบริเวณร่างกาย ครั้งที่สองได้กระโดดออกจากหน้าต่างห้องน้ำ ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ขาและมีแผลบริเวณก้น ซึ่งทางเรือนจำได้นำตัวไปรักษาและล้างแผลที่โรงพยาบาลกองบิน 56 อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน พลทหาร ประจักษ์ ฯ เริ่มมีอาการทางจิตเภทรุนแรงขึ้น เหม่อลอย ไม่ปฏิบัติภารกิจประจำวัน นอนนิ่งอยู่กับที่ อุจจาระปัสสาวะไม่รู้ตัว ทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ ต้นสังกัดจึงได้ส่งไปทำการรักษาทางจิตเภทที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ตามสิทธิประกันสุขภาพบัตรทอง โดยมีบันทึกการรักษาและใบนัดจากแพทย์เป็นลายลักษณ์อักษร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาต้นสังกัดจึงติดต่อญาติเพื่อหารือถึงแนวทางการรักษาโรคทางจิตเภท ซึ่งญาติได้ขอรับตัวกลับไปทำการรักษาที่ภูมิลำเนาคือโรงพยาบาลตรัง ต้นสังกัดจึงได้จำหน่ายโทษเป็นป่วยนอก ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ถึง 18 มกราคม 2562 หลังจากนั้นได้จำหน่ายป่วยนอกและลากิจอีกหลายครั้งเพื่อทำการรักษาและให้ญาติได้ดูแลใกล้ชิด ซึ่งทราบว่าระหว่างนั้นทางญาติได้ให้ พลทหาร ประจักษ์ ฯ อุปสมบทอยู่ระยะเวลาหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ท. พงษ์ศักดิ์ กล่าว ยืนยันว่า อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับ พลทหาร ประจักษ์ เกิดจากการกระทำของตนเองเนื่องจากอาการทางจิตเภท ซึ่งสามารถยืนยันได้จากประวัติการรักษาและพยานบุคคลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้ถูกลงทัณฑ์ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศได้ดูแลช่วยเหลือและรักษาพยาบาล พลทหาร ประจักษ์ เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้พิจารณาอนุโลมกฎข้อบังคับต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งเชื่อว่ามารดารับทราบทุกอย่าง ส่วนข้อเรียกร้องให้นำปลดประจำการก่อนครบกำหนดเวลารับราชการซึ่งทางญาติอ้างเหตุผลว่าเป็นผู้พิการนั้น ขอให้นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาติดต่อต้นสังกัดเพื่อพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับการปลดทหารกองประจำการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; พลทหารประจักษ์ สามารถทำเรื่องขอปลดได้ และเราต้องการให้เขาปลดตามกำหนด ซึ่งเหลือเวลาเพียงไม่กี่เดือน เพื่อได้สถานะและสิทธิประโยชน์ในฐานะทหารกองหนุน ซึ่งเหลือเวลาอีกนิดเดียว ทั้งนี้เราไม่ได้เหนี่ยวรั้ง แต่เพื่อประโยชน์ของตัวเขา แต่ถ้าอยากปลดก่อน ก็ขอให้นำหลักฐานมายื่นตามขั้นตอน&amp;quot;โฆษกกองทัพอากาศ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68339</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประจักษ์ แก้วคงธรรม, พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0c585841fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอ.สั่งสอบครูฝึก รุมตื้บทหารเกณฑ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทหารเกณฑ์เข้าร้องกองปราบฯ ถูก 3 ครูฝึกกรมสารวัตรทหารอากาศรุมทำร้ายเหตุเพราะใช้โทรศัพท์เกินเวลา ตบหน้า ไม้ไผ่ฟาด กระทืบ เตะ ต่อย ตั้งแต่ 6 โมงเช้ายัน 4 โมงเย็น จนคิดว่าขืนอยู่ต่อก็คงตาย หนีออกจากกรมบ่ายหน้าพึ่งทนายพาเข้าแจ้งความ ผบ.ทอ.เต้น สั่งตั้งกรรมการสอบ จ่อฟันวินัย บิ๊กป้อมชี้เป็นเรื่องตัวบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาพลทหารเอ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี ทหารเกณฑ์ สังกัดกรมสารวัตรทหารอากาศดอนเมือง พร้อมด้วยบิดาวัย 51 ปี บิดา มารดาวัย 43 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.หญิงบุญทิวา ลิ้มศิริลักษณ์ สารวัตรสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม ระบุว่า พลทหารเอถูกครูฝึกในค่ายทหารทำโทษจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนำเอกสารผลตรวจร่างกายและภาพถ่ายร่องรอยฟกช้ำตามร่างกายมามอบให้พนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลทหารเอกล่าวว่า ได้สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในสังกัดดังกล่าว และเข้ารับการฝึกอยู่ภายในค่ายมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มครูฝึกได้เรียกตนไปพบ เพราะจับได้ว่าตนฝ่าฝืนกฎระเบียบของค่ายฝึก แอบใช้โทรศัพท์มือถือนอกเหนือเวลาที่ทางค่ายกำหนด เมื่อไปถึงทางครูฝึกก็ได้ทำโทษด้วยการตบหน้า ใช้ไม้ไผ่ฟาดตามร่างกาย รวมถึงใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ทั้งกระทืบ ชกต่อย ทุบตี นานร่วม 20 นาที ก่อนจะปล่อยตนไปเข้าฝึกอบรมที่ฐานอื่นๆ ตามปกติ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาช่วงเที่ยงวันเดียวกัน ครูฝึกกลุ่มเดิมก็ได้เรียกตนไปพบอีกครั้ง เมื่อไปถึงก็ให้นั่งแล้วใช้มือกดหัวตนคว่ำหน้ากระแทกลงไปกับจานข้าวที่วางอยู่ ก่อนจะนำแกลลอนน้ำมาวางบนหัวแล้วเทน้ำใส่ รวมถึงนำฝาหม้อมาโขกหัว โดยระหว่างที่กำลังถูกทำโทษนั้น ทางกลุ่มครูฝึกก็ได้ถือมีดขู่ด้วยการทำท่าทางเหมือนจะแทงที่หน้าอก ก่อนจะวางมีดลงแล้วทำร้ายร่างกายตนอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลทหารเอระบุว่า ถูกครูฝึกทำร้ายร่างกายตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น ตลอดทั้งวันถูกเรียกไปทำโทษมากถึง 6 ครั้ง และเพื่อนทหารเกณฑ์คนอื่นๆ ก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้าช่วยเหลือ นอกจากนี้ในช่วง 5 ทุ่มวันเดียวกัน ครูฝึกยังได้เรียกตนไปพบอีกครั้ง พร้อมกับพูดจาข่มขู่ถ้าหากหนีตายแน่นอน แต่เพราะความหวาดกลัวว่าหากอยู่ต่อก็คงถูกทำร้ายอีก จึงตัดสินใจหนีออกจากค่ายเพื่อรักษาชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ขอยอมรับที่ทำผิดกฎระเบียบเรื่องโทรศัพท์ แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกทำร้ายถึงขนาดนี้ เพราะตนเองก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับครูฝึกมาก่อน ทั้งนี้ ผู้ที่ทำร้ายตนนั้น จำได้ว่ามี 3 คน เป็นจ่าเวร 1 คน และผู้ช่วยจ่าเวรอีก 2 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายรณณรงค์กล่าวว่า ที่พาผู้เสียหายมาร้องกองปราบฯ ก็เพื่อต้องการให้ทางกองปราบฯ เป็นหน่วยงานรับทำคดีแทนตำรวจท้องที่ ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจการทำงานของตำรวจท้องที่ แต่เกรงว่าหากปล่อยไว้นาน ทางเจ้าหน้าที่ทหารคู่กรณีจะมานำตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรมไปอีก จนทำให้ไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกัน เพราะหลังจากที่ผู้เสียหายหนีออกมา ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารไปเฝ้าดักรอที่บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียหาย พร้อมกับบอกคนในบ้านว่าหากพบเจอก็ให้รีบพาตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรม รวมถึงเมื่อช่วงเช้าก่อนที่จะเดินทางมากองปราบฯ ก็ได้มีรถทหารขับมาจอดบริเวณหน้าบ้านอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนสภาพจิตใจของผู้เสียหาย ขณะนี้ยังมีอาการหวาดกลัว แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร แต่ในส่วนของสภาพร่างกาย เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ก็ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ซึ่งทางแพทย์แจ้งว่าจะต้องรักษาอาการอีก 1 สัปดาห์ เพราะอาการตอนนี้ยังไม่สามารถเดินหรือนั่งได้เหมือนคนปกติ ส่วนการดำเนินคดี เบื้องต้นจะแจ้งในข้อหาทำร้ายร่างกาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ่อพลทหารเอกล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย ซึ่งหากวันนั้นลูกไม่หนีมา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น พ.ต.ท.หญิงบุญทิวาได้สอบปากคำผู้เสียหายเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐาน ก่อนส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเข้าแจ้งความที่กองปราบฯ ตำรวจได้ส่งตัวพลหทารเอเข้าตรวจร่ายกายที่ รพ.ตำรวจซ้ำ หลังจากได้เข้ารับการตรวจร่างกายที่ รพ.พระนั่งเกล้ามาแล้ว เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการประกอบสำนวนคดีเพิ่มเติม โดยพลทหารเอมีท่าทางเคร่งเครียด และไม่ยอมให้สัมภาษณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงกรณีทหารเกณฑ์สังกัดทหารอากาศ ร้องเรียนขอความเป็นธรรมถูกครูฝึกทหารทำโทษจนได้รับบาดเจ็บทนไม่ไหว หนีออกมาจากค่ายทหาร ว่าเรื่องทั้งหมดยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เกิดภายในกองทัพอากาศจริง ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ซึ่ง พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ ทราบเรื่องแล้ว และได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และจะมีการลงโทษทางด้านวินัยต่อไป ส่วนทางอาญาต้องดูว่าคู่กรณีไปแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า กรณีนี้ ผบ.ทอ.ได้สั่งลงโทษไปแล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน ที่ผ่านมาทางกระทรวงกลาโหมได้กำชับตลอดในเรื่องการไม่ให้กระทำรุนแรงต่อทหารเกณฑ์ แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล และเมื่อเกิดเหตุการณ์ก็มีการเปิดเผย เพราะไม่ใช่เป็นความลับหรือต้องปิดบัง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40550</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d2496729d109.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐเร่งระดมแผนสกัดภัยฝุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งรองนายกฯ ถกด่วนแก้ฝุ่นละออง เร่งหามาตรการเพิ่ม ปิด รร.ได้เฉพาะพื้นที่เสี่ยงมาก ประสานเอกชนลดก่อสร้าง บี้ กทม.-คมนาคมเปลี่ยนจากดีเซลใช้บี 20 ฮึ่มโรงงานปล่อยมลพิษโดนปิดแน่ ฝนหลวงได้ผลตกหลายจุดช่วยลดฝุ่นพิษ ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ประเมินกระทบ ศก. 2.6 พันล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 15 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ถึงปัญหาปริมาณฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ เกินมาตรฐานว่า &amp;nbsp;ได้สั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีเรียกประชุมในวันที่ 16 ม.ค.นี้ เพื่อบูรณาการทุกฝ่ายในการหามาตรการที่เหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบกับใคร หรือมีผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน โดยตอนนี้ปริมาณฝุ่นละอองในไทยมีปริมาณอยู่ที่ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ในต่างประเทศพบว่ามี 40 เมืองที่ประสบปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มีปริมาณเกิน 40 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. อาทิ ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ซึ่งเขาพยายามแก้ปัญหาอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่หลายคนมีข้อเสนอต่างๆ อาทิ การให้ปิดโรงเรียนเพื่อหยุดการเรียนการสอน ระงับการก่อสร้างนั้น คิดว่าควรหาสาเหตุให้ได้ก่อนว่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 มาจากไหน ซึ่งได้ดูข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ของรถยนต์ ขณะที่ประเทศไทยมีปัญหาการจราจรติดขัด และมีการใช้รถยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขนส่งสินค้าและขนส่งมวลชน จึงสั่งการให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่ากรณีของยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ให้เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันดีเซลแบบเดิม ไปเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ บี 20 ซึ่งจะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ลงได้มากพอสมควร ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนหันมาใช้น้ำมันชนิดนี้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การสั่งปิดโรงเรียนจะส่งผลกระทบกับนักเรียน แต่ถ้าโรงเรียนนั้นๆ อยู่ในจุดที่เสี่ยงมากๆ &amp;nbsp;คงต้องสั่งปิดชั่วคราว ซึ่งเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา ส่วนการลดการก่อสร้างนั้น รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากบริษัทก่อสร้างให้ลดการทำสิ่งที่จะทำให้เกิดฝุ่นไว้ก่อน แล้วไปทำอย่างอื่นทดแทน ซึ่งเขาให้ความร่วมมือพอสมควร นอกจากนี้ต้องมีด่านตรวจสกัดรถที่ปล่อยควันดำให้หยุดวิ่งทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญ แต่ต้องหามาตรการที่เหมาะสม ขออย่าให้ใครเอาปัญหานี้ไปเป็นเครื่องมือออกมาเคลื่อนไหวเหมือนที่เขากำลังทำ ทั้งนี้ จำเป็นต้องสร้างการรับรู้ของประชาชนในภาพรวม รัฐบาลต้องถือมาตรฐานที่ดีตรงกลางให้ได้ เอากฎหมายเป็นหลัก เอาวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมมาทำ เพราะแต่ละเรื่องจะส่งผลกับหลายส่วน สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องช่วยกันลด อย่าทำอะไรตามใจหรือความรู้สึกของตัวเอง ผมขอร้องนักวิชาการที่ออกมาพูด เพราะอาจสร้างความตื่นตระหนกบ้าง รัฐบาลพยายามหาข้อมูลทางวิชาการมาบอก ผมบอกเลยว่าถ้าใครอยากรู้ว่าปัญหาปริมาณฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน ประเทศต่างๆ ในโลกเขาแก้กันอย่างไร ท่านก็กดเข้าไปดูในกูเกิลได้ แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ผมเอามาทำมันเหมือนกับที่เขาทำกันหรือเปล่า&amp;quot; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีต่างประเทศที่เป็นประเทศอุตสาหกรรม มีการกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. แต่ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐานไว้ถึง 50 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จะต้องมีการควบคุม โดยจะมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหามาตรการ รวมถึงในด้านกฎหมาย ซึ่งได้กำชับไปแล้วว่าหากผิดกฎหมายและผิดกติกาต้องปิดปรับปรุงแก้ไข ต้องเอาจริงเอาจัง เพราะทุกคนอยากให้ใช้ยาแรง ขณะเดียวกันต้องทำโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นต่อไปนี้ตนจะให้ปิดให้หมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะเอาอยู่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องมั่นใจและพยายามให้เอาอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประยุทธ์สั่งการรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เร่งแก้ไขปัญหาและหามาตรการให้แล้วเสร็จ ภายในอีก 1-2 นี้ จะต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม แต่ขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายเดิมอย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานรายงานว่า ภายในเดือน ก.พ.นี้ จะมีรถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รุ่นใหม่ใช้น้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ บี 20 และมีระบบประหยัดพลังงานไม่สร้างมลภาวะอีกประมาณ 1,200 คัน
ฝนหลวงได้ผลลดฝุ่นพิษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ขึ้นบินเพื่อดำเนินการให้เกิดฝนตกบริเวณพื้นที่ กทม. โดยมีฝนตกในหลายพื้นที่ชั้นในและรอบนอก กทม. ซึ่งนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ได้รายงานผลปฏิบัติการทำฝนหลวง บริเวณพื้นที่ อ.บางปะกง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ว่าได้เกิดฝนตกตามที่กรมฝนหลวงฯ ได้ดำเนินการตามเป้าหมายแล้วโดยฝนตกบริเวณเขตพญาไท เขตประเวศ เขตบางกะปิ และบริเวณถนนพระรามเก้า เขตห้วยขวาง บางส่วนของ จ.นนทบุรีและจะได้ประเมินค่าอากาศร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อกำหนดแผนขึ้นทำการบินต่อไปเป็นระยะๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันเป็นฝนจากการทำของกรมฝนหลวงฯ โดยได้รายงานให้กับนายกฯ ทราบถึงผลการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงลดปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานใน กทม.และปริมณฑล ซึ่งการปฏิบัติการฝนหลวงเป็นผลดี ทำให้มีฝนตกลงมาได้จะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้เร็วที่สุด&amp;quot; รมว.เกษตรฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้สั่งการให้เครื่องบิน BT-67 จำนวน 2 เครื่อง จากกองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก เข้ามาทำการบินโปรยละอองน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง จำนวน 3 เที่ยวบิน ซึ่งบรรทุกน้ำจำนวนประมาณ 3,000 ลิตร โดยโปรยน้ำที่ความสูงประมาณ 1,500 ฟุตเหนือพื้นที่เป้าหมาย คือ บริเวณโดยรอบฐานทัพอากาศ ดอนเมือง เป็นพื้นที่แรก จากนั้นในช่วงบ่าย ทำการบินอีก 2 เที่ยวบิน เพื่อปฏิบัติภารกิจเหนือพื้นที่เขตจตุจักร พร้อมทั้งจัดชุดแพทย์พยาบาล จากศูนย์ปฏิบัติการแพทย์ทหารอากาศ กรมแพทย์ทหารอากาศ ออกให้คำแนะนำ พร้อมแจกหน้ากากอนามัยประเภทคาร์บอน จำนวน 30,000 อัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะทำงานจัดการมลพิษ ฝุ่นละอองจากโรงงาน เพื่อตรวจโรงงานที่ปล่อยฝุ่นควัน ว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ โดยให้อุตสาหกรรมจังหวัด พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมกันนี้ ได้ให้ศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมทำการตรวจฝุ่นละอองในอากาศ และเร่งดำเนินการตรวจสอบ พร้อมรายงานผลทุกวัน ทั้งนี้ โรงงานทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ หากฝ่าฝืนมีโทษไปจนถึงขั้นปิดโรงงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ถึงแนวทางการปรับคุณภาพน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 เป็นยูโร 5 เพื่อลดมลพิษในอากาศ โดย สนพ.จะหารือร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ในการกำหนดคุณลักษณะของน้ำมัน รวมทั้งประสานกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการกำหนดประเภทรถยนต์ที่รองรับ คาดว่าเร็วๆ นี้จะมีการหารือในที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อประกาศใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 อย่างเป็นทางการอีกครั้ง เบื้องต้นจะใช้เวลาประกาศใช้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี จากที่ผ่านมาไทยใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 ถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 7 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ บี 20 ให้กระจายอยู่ในสถานีบริการน้ำมันทั่วไป พร้อมให้ ธพ.กำหนดประเภทรถยนต์ที่สามารถเติมได้ คาดว่าจะใช้เวลาศึกษา 1 เดือน โดยแนวทางดำเนินการจะเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เร็วๆ นี้เช่นกัน
ศธ.ให้ รร.ปิดชั่วคราวได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ.ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงเรียน เพื่อแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับกรณีสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และให้โรงเรียนเป็นผู้บริหารจัดการตามความเหมาะสม และจะต้องไม่เกิดผลกระทบถึงตัวนักเรียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า มอบหมายให้รองปลัด กทม.ไปดำเนินการจัดหาหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 300,000 ชิ้น เพื่อทยอยนำมาแจกจ่ายประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ใน กทม.อย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้ประสานโรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยกว่า 10 แห่ง ให้เร่งผลิตและเร่งจัดส่งไปยังร้านค้าต่างๆ แล้ว โดยมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาสินค้าขาดแคลนเกิดขึ้น รวมทั้งได้ประสานผู้ผลิตให้จัดส่งหน้ากากอนามัย เพื่อนำมาจำหน่ายที่กระทรวงพาณิชย์ โดยหน้ากากแบบธรรมดาจำหน่ายชิ้นละ 5 บาท จำกัดการซื้อไม่เกินคนละ 10 ชิ้น ส่วนกรณีที่มีผู้บริโภคร้องเรียนปัญหาสินค้าขาดแคลน หรือการกักตุนสินค้า ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบแล้ว หากพบกักตุนสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินจริง จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด มีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์การแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัด สธ. แถลงว่า ได้รับมอบหมายจาก นพ.สุขุม &amp;nbsp;กาญจนพิมาย ปลัด สธ. ให้เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) โดยมีกรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ ร่วมปฏิบัติงาน และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กทม. กรมควบคุมมลพิษ พร้อมทั้งมีการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์ทางโซเชียลมีเดีย ช่องทางอื่นๆ และ รพ.อื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีค่า PM 2.5 เกินมาตรฐานจนกว่าสถานการณ์จะเบาลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราพบข้อเท็จจริงว่าการใส่หน้ากาก N95 แม้ว่าจะสามารถป้องกันได้กว่า 90% แต่เวลาใส่ก็ต้องใส่ให้แน่นมากพอที่จะป้องกันได้ หากใส่แล้วไม่อึดอัด แสดงว่าไม่ถูกวิธี ซึ่งหากใส่ไม่ถูกต้องก็แทบไม่มีผลในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก อย่างไรก็ตามหน้ากาก N95 ไม่ใช่คำตอบเดียว เพราะหน้ากากอนามัยที่เราใช้ทั่วไป ก็สามารถป้องกันได้ส่วนหนึ่งจากงานวิจัยสามารถป้องกันได้ 50% และจากการวิจัยหากเอาทิชชู่เข้าไปอีก 3-4 ชั้น ก็สามารถป้องกันได้มากขึ้นอีก&amp;quot; รองปลัด สธ.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า จากการตรวจวัดทั้ง กทม .พบว่ามี เส้นทางจราจร 22 เขต มีค่าฝุ่นละอองเกินกว่าค่ามาตรฐาน จากการตรวจวัดในช่วง 7 โมงเช้า อยู่ที่ประมาณ 46-90 ไมโครกรัม แต่สถานการณ์ล่าสุดอยู่ที่ 18 ไมโครกรัม ซึ่งต้องเรียนว่าไม่ได้สูงตลอดทั้งวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากค่าเสียโอกาสในประเด็นสุขภาพและด้านการท่องเที่ยวในเบื้องต้น อาจคิดเป็นเม็ดเงินอย่างน้อย 2,600 ล้านบาท โดยกรอบเวลาที่ใช้ในการคำนวณคือ ไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26677</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, กุลิศ สมบัติศิริ, ชลำ อรรถธรรม, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, วิชัย โภชนกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190115/image_big_5c3def16e28e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตื่นสั่งบูรณาการ แก้ไขฝุ่นละออง เริ่มทำฝนหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งทุกหน่วยบูรณาการแก้ปัญหาฝุ่นละออง แนะ ปชช.ไม่จำเป็นให้อยู่แต่ภายในบ้าน &amp;quot;กรมควบคุมมลพิษ&amp;quot; รายงานค่า PM 2.5 กทม.-ปริมณฑลเกินค่ามาตรฐาน ระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 18 พื้นที่ &amp;quot;กรมฝนหลวงฯ&amp;quot; เตรียมปฏิบัติการฝนหลวง 15-18 ม.ค.นี้ &amp;quot;ทัพภาค 1&amp;quot; ส่งรถฉีดน้ำเช้าเย็นทั่วกรุง &amp;quot;สธ.&amp;quot; ยันยังไม่พบผู้ป่วยรุนแรง &amp;quot;กรีนพีซ&amp;quot; เผยกรุงเทพฯ ติดอันดับ 9 เมืองหลวงอากาศแย่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพพื้นที่ กทม.และปริมณฑลว่า ได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครไปดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยให้มีการฉีดน้ำและรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งให้สำรวจว่าต้นตอมาจากไหน ซึ่งทุกหน่วยงานมีการรณรงค์และเตรียมการไว้แล้ว แต่วันนี้จะต้องมาบูรณาการร่วมกัน เนื่องจากเป็นปัญหาที่เราต้องดูแลสุขภาพของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในเรื่องของฝนหลวงก็ได้มีการเตรียมการ แต่ก็ต้องใช้เวลา บางทีถ้าทำไปแล้วลมไม่เป็นไปในทิศทางที่กำหนดฝนก็ไม่ตก ต้องดูปริมาณความชื้นในอากาศด้วย ซึ่งรัฐบาลและทุกส่วนราชการก็จะทุ่มเทดูแลและแก้ไขปัญหา เบื้องต้นให้ฉีดน้ำในพื้นที่เสี่ยงแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหามีหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งโรงงานอุตสากรรม การจราจร การเผาไร่นาต่างๆ ทุกคนมีส่วนช่วยทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละออง ก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลด้วย รัฐบาลและทุกส่วนราชการก็จะทุ่มเทดูแลและแก้ไขปัญหา เบื้องต้นให้ฉีดน้ำในพื้นที่เสี่ยงแล้ว จะปล่อยให้รัฐบาลทำงานคนเดียวไม่ได้&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ได้รับรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าได้ประสานงานกับ กทม.และ 5 จังหวัดปริมณฑล เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ล่าสุด กทม.ได้สั่งการให้ทุกเขตกวาดล้างถนนอย่างเข้มข้นทุกวัน จัดอุปกรณ์ฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดฝุ่น &amp;nbsp;ตรวจวัดควันดำ ควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง รวมทั้งประสานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อทำฝนเทียมในพื้นที่เสี่ยงในวันที่มีสภาพอากาศเอื้ออำนวย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ข้อควรปฏิบัติของประชาชนคือจะต้องติดตามข่าวสารจากกรมควบคุมมลพิษอย่างใกล้ชิด โดยพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองหนาแน่นก็ขอให้ประชาชนอยู่ภายในบ้าน หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากอนามัยคุณภาพดีที่สามารถป้องกันฝุ่นได้ในระดับสูง ส่วนหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาที่มีขายทั่วไปนั้นก็สามารถป้องกันได้ดีระดับหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ประชาชนควรหมั่นสังเกตอาการทางสุขภาพเบื้องต้น เช่นเมื่อมีอาการไอหรือระคายเคืองตา มากผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงทั้งผู้มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ทำฝนหลวงลดฝุ่นละออง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ PM 2.5 พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ 14 ม.ค.62 เวลา 12.00 น. พื้นที่ริมถนนตรวจวัดได้ระหว่าง 55-78 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 18 พื้นที่ ส่วนพื้นที่ทั่วไป ตรวจวัดได้ระหว่าง 46-82 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ &amp;nbsp;เกินค่ามาตรฐาน 12 พื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยรวมปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมควบคุมมลพิษขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งทุกประเภท และงดการใช้รถยนต์ควันดำอย่างเด็ดขาด ท่านสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศของหน่วยงานราชการได้ทางแอปพลิเคชัน Air4Thai และเว็บไซต์ http://air4thai.pcd.go.th และสถานการณ์คุณภาพอากาศจากสถานีตรวจวัดของกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;bangkokairquality.com&amp;quot; รายงานของกรมควบคุมมลพิษระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ในระยะนี้ กทม.และปริมณฑลมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่ง คพ.ได้ประสานหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งให้ความช่วยเหลือในการทำฝนเทียมเพื่อลดฝุ่นมาตลอด ทราบว่ากรมฝนหลวงฯ ก็ติดตามปัญหาเพื่อดำเนินการช่วยเหลืออยู่ ซึ่งมีปัจจัยทั้งด้านความชื้นและทิศทางลม หากในอากาศมีความชื้นไม่เพียงพอก็ไม่สามารถดำเนินการได้ แต่คาดว่าในวันที่ 15 ม.ค.นี้อาจมีโอกาสจะทำฝนเทียมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดี คพ.กล่าวว่า ได้ประสานกองบัญชาการตำรวจจราจรตรวจจับรถควันดำบนเส้นทางจราจร &amp;nbsp;ร่วมกับ ขสมก.ให้ตรวจรถโดยสาร ขสมก.ในอู่ต่างๆ พร้อมร่วมประชุมและประสาน กทม.เพื่อดำเนินการตามมาตรการและแนวทางดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา PM 2.5 ทั้งสั่งให้ทุกเขตกวาดล้างถนนอย่างเข้มข้นทุกวัน รวมทั้งประสานกระทรวงสาธารณสุขเตรียมแจกหน้ากากอนามัยให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กรมฝนหลวงฯ มีแนวโน้มขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานในพื้นที่ กทม.ระหว่างวันที่ 15-18 ม.ค.นี้ โดยจะตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่ จ.ระยอง ด้วยเครื่องบินคาซา 2 ลำ เนื่องจากช่วงดังกล่าวมีแนวโน้มจะทำได้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) กล่าวว่า พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ.ห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM &amp;nbsp;2.5 ในอากาศ ที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จึงได้สั่งในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพอากาศ ให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศจัดเครื่องบิน BT-67 &amp;nbsp;จำนวน 2 เครื่อง จากกองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก เข้ามาเตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งกองบิน 6 ดอนเมือง &amp;nbsp;และเตรียมทำการบินโปรยน้ำลดฝุ่นละอองในอากาศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2ก หรือเครื่องบิน BT-67 สังกัดกองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก เป็นเครื่องบินที่กองทัพอากาศใช้ในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง การบินควบคุมไฟป่า และการบินโปรยน้ำลดหมอกควัน/ฝุ่นละออง ซึ่งในส่วนของการบินโปรยน้ำแต่ละเที่ยวบินจะบรรทุกน้ำได้เที่ยวละประมาณ 3,000 ลิตร ทำการโปรยน้ำเป็นละอองลงมาจากความสูงเหนือพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งละอองน้ำจะเกิดการกระจายตัวครอบคลุมบริเวณกว้าง และจับตัวกับฝุ่นละอองเพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหา &amp;nbsp;โดยน้ำที่นำมาใช้เป็นน้ำสะอาดและโปรยลงมาเป็นละอองน้ำ จึงจะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน&amp;quot; โฆษก ทอ.กล่าว
ระดมฉีดน้ำทั่วกรุงเช้าเย็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) กล่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.
สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกเข้าสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ในการคลี่คลายปัญหาฝุ่นละอองให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมสั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 กรมการทหารช่าง และหน่วยทหารของกองทัพบกในพื้นที่ กทม.เตรียมรถบรรทุกน้ำและรถดับเพลิงจำนวน 60 คัน พร้อมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมสนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด การตรวจจับรถที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากขึ้น เช่น การปล่อยควันดำ หรือนำรถที่มีอายุเกินกำหนดมาใช้ ตลอดจนให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดระเบียบและควบคุมยานพาหนะที่ใช้บนท้องถนนอันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหาหมอกควันพิษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานปล่อยแถวรถยนต์ฉีดน้ำเพื่อลดระดับความเข้มข้นของฝุ่นละออง บริเวณพื้นที่รอบเขตพระราชฐานและพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น จตุจักร &amp;nbsp;บางขุนเทียน ปทุมวัน และสวนลุมพินี &amp;nbsp;โดยจะทำการฉีดน้ำในตอนเย็นเวลา 18.00 น. และตอนเช้าเริ่มเวลา 05.00 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 จัดรถบรรทุกน้ำ 26 คันออกล้างพื้นถนน ทางเดินเท้า และฉีดรดน้ำต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ ทั่ว กทม. รวมทั้งแจกหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นละอองให้ประชาชนใน 7 พื้นที่ ได้แก่ &amp;nbsp;1.บริเวณรอบงานอุ่นไอรัก 2.บริเวณสวนลุมพินี 3.บริเวณราชประสงค์ 4.บางขุนเทียน 5.ธนบุรี 6.บางคอแหลม 7.บางกะปิ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค.ต่อเนื่องถึงวันพุธที่ 16 ม.ค.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สธ.มอบให้กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมอนามัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพ และให้ความรู้ในการป้องกันตนเองจากสภาพอากาศที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อมูลการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยาที่ได้รับรายงานในโรงพยาบาลเครือข่ายกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 3 ส.ค.61 - 7 ม.ค.62 ไม่พบว่ามีผู้ป่วย 3 กลุ่มโรคที่เฝ้าระวังสูงขึ้นผิดปกติ &amp;nbsp;หรือพบเป็นกลุ่มก้อนเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้แก่ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด และไม่มีรายงานผู้ที่มีอาการรุนแรง&amp;quot; ปลัด สธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีหน้ากากอนามัย เอ็น 95 ขาดตลาดว่า มีหน้ากากอย่างหนึ่งที่สามารถใช้แทนหน้ากากอนามัยเอ็น 95 ราคาพอๆ กัน คือหน้ากากที่ใช้ป้องกันพิษ แต่เหมาะสำหรับคนที่ต้องรับควันพิษมากกว่า เช่น ตำรวจจราจร คนทั่วไปไม่มีความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ อย่างไรก็ตามการใช้หน้ากากอนามัยเอ็น 95 ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ดี แต่ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก คนที่ควรจะใช้หน้ากากชนิดนี้ควรเป็นคนที่ทำงานกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง อาทิ กรรมกรก่อสร้าง จักรยานยนต์รับจ้าง และบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ มากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัญหาฝุ่นละอองไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา และไม่ได้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ ถ้าอยู่ในบ้านหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากพื้นที่เสี่ยงที่ค่าฝุ่นละอองไม่เกิน&amp;quot; รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ทวิตเตอร์ &amp;quot;@greenpeaceth&amp;quot; หรือกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) &amp;nbsp;องค์กรรณรงค์อิสระระดับโลก (Greenpeace Thailand) เปิดเผยสถิติการจัดอันดับเมืองหลวงที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก พร้อมด้วยแฮชแท็ก #ขออากาศดีคืนกลับมา และ #RightToCleanAir &amp;nbsp;โดยระบุข้อความว่า กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ใน 10 อยู่ในลำดับที่ 9 ของเมืองหลวงที่คุณภาพอากาศเลวร้าย โดยอันดับ 1.นิวเดลี ประเทศอินเดีย 2.ธากา ประเทศบังกลาเทศ 3.โกกาตา &amp;nbsp;ประเทศอินเดีย 4.เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน 5.กาฏมาณฑุ ประเทศเนปาล 6.อูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย 8.หูอัน ประเทศจีน 9.กทม. และ 10.ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26576</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประลอง ดำรงค์ไทย, พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง, พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย, พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้, พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, สุรสีห์ กิตติมณฑล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c993dcf649.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
