<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมธ.ทหาร ฯหารือ ศธ.ชี้ยกระดับการศึกษาชายแดนใต้ส่งผลดีต่อความมั่นคง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานกมธ.การทหารฯ ได้เดินทางมาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่อง การจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) โดยนางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนขอขอบคุณคณะ กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ที่สนใจ เป็นห่วง และให้ความสนใจการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นพื้นที่เปราะบาง การแก้ไขปัญหาดำเนินการเฉพาะนักการศึกษาอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยฝ่ายความมั่นคงมาช่วยเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งหลังจากนี้จะมีการทำงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานความร่วมมือกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานกมธ.การทหารฯ กล่าวว่า กมธ.การทหารฯ เล็งเห็นว่าปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมากมธ.การทหารฯ ได้ตั้งคณะอนุ กมธ. ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนงานให้ครอบคลุมปัญหาความมั่นคงในทุกรูปแบบและทุกมิติ ซึ่งผลจากการศึกษาของคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษาการป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่าการยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะส่งผลดีต่อความมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันกิจกรรมการศึกษาเพื่อความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะเด็ก โดยปลูกฟังให้มีทัศนคติและสร้างความคิดที่ถูกต้องแก่เด็กและเยาวชน ก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น กมธ.การทหารฯจึงมาแลกเปลี่ยนและรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จาก ศธ.เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านคุณหญิงกัลยา กล่าวว่า แนวโน้มของการศึกษามีหลายมิติมากทั้งภาษา วิทยาศาสตร์ ศาสนา อาชีพ และอื่นๆ ซึ่งเรื่องความมั่นคง กับเยาวชนและการศึกษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำให้คิดถึงหลักการทรงงาน ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 &amp;ldquo;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&amp;rdquo; และอีกพระราชดำรัสหนึ่งของพระองค์ท่าน คือ &amp;ldquo;นักเรียนเรียนหนังสือแล้วจบต้องมีงานทำ ต้องทำงานเป็น&amp;rdquo; ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง และจะพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงต้องสร้างอาชีพ สร้างโรงงาน เช่น โรงงานอาหารฮาลาล เพื่อให้คนในพื้นที่มาอาชีพ ตั้งแต่ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหลังจากได้คุยกันจะมาทางออกอื่นๆอีกมาก ทั้งนี้ ศธ.จะนำข้อเสนอแนะจาก กมธ.การทหารฯมาพัฒนาการเรียนการสอนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118088</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, กมธ.ทหาร, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6152ac04df1c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บุญสร้าง&#039;เตือนสติผู้นำทหารต้องมีคุณธรรมอย่าทำชั่วเสียเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.62- พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้บรรยายเกียรติยศ (Keynote Speaker) ในพิธีเปิดการประชุมผู้บัญชาการทหารบกกลุ่มประเทศอินโดแปซิฟิกตอนหนึ่งว่า ภายใต้หัวข้อหลักในครั้งนี้ ตนเห็นว่ามี 3 เรื่องหลักที่จะได้ร่วมกันพิจารณา คือ ประการแรก ความมั่นคงที่ยั่งยืน ในหลาย ๆ เวทีเสวนาความมั่นคงทั่วโลก มักให้ความสำคัญกีบกระบวนทัศน์ของการควบคุม (Control Paradigm) ซึ่งอาจหมายถึงแนวความคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ผิดพลาดว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่มั่นคงได้ด้วยกำลังทหาร หรือสมดุลของอำนาจทางการเมืองและการปิดล้อม เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่ง status quo ซึ่งนโยบายความมั่นคงที่ยึดตามกระบวนทัศน์ของการควบคุมนี้ อาจสามารถกลับมาทำร้ายตัวเองได้ในระยะยาว เนื่องจากอาจเป็นการสร้างให้เกิด Pressure Cooker Effect ตัวอย่างที่เห็นได้ของแนวคิดนี้ได้แก่สงครามต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยับยั้งการก่อการร้าย ของกลุ่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอัลกออิดะห์ โดยไม่มีการพิจารณาถึงรากเง้าแห่งสาเหตุของปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า กระบวนทัศน์นั้นลึก ๆ แล้ว มีข้อบกพร่องอยู่พอสมควรต่อความมั่นคงในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ และทำให้ผู้ที่มีอำนาจตกลงใจในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิธีการแก้ปัญหาที่อยูบนข้อเท็จจริงและเป็นแนวทางที่ยั่งยืน ตนจึงเห็นว่า เรามีความจำเป็นต้องมีแนวคิดใหม่ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ผลงานทางวิชาการ โดย Oxford Research Group (ORG) นำเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า ความมั่นคงที่ยั่งยืน(sustainable security) ซึ่งสมมุติฐานหลักของ sustainable security กล่าวว่า &amp;ldquo;เราไม่สามารถควบคุมผลที่เกิดขึ้นตามมาจากสภาวการณ์ที่ไม่มั่นคงได้&amp;rdquo; หรืออาจกล่าวได้ว่า &amp;ldquo;การ ต่อสู้กับอาการป่วย&amp;rdquo; ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง &amp;ldquo;การเข้าใจและรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ หายขาด&amp;rdquo; น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทั้งนี้ แนวความคิดดังกล่าว ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์ความมั่นคงและการพัฒนามาตรการโต้ตอบเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน ทั้งนี้ ภัยคุกคามที่แท้จริงของโลกในปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย ประเด็นปัญหา 5เรื่องคือ Climate change, Competition over resources, Marginalization of the &amp;lsquo;majority world&amp;rsquo;, International terrorism และ Global militarization&amp;nbsp;
ประเด็นปัญหาเหล่านี้ เป็นแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะนำไปสู่ความไม่มั่นคงในระดับโลกและระดับภูมิภาค และการสูญเสียชีวิตขนาดใหญ่ที่ไม่มีภัยคุกคามอื่น ๆ เทียบได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราในฐานะหน่วยงานทางทหาร หน่วยงานความมั่นคงของชาติ อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราอาจต้องทบทวนบทบาทและหน้าที่ของทหารในการที่จะสนับสนุนให้ เกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน โดยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ผมเชื่อว่า ความร่วมมือทางทหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฝึก การปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ การให้ความช่วยเหลือ ประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย การประชุมสัมมนา การแลกเปลี่ยนการเยือน การลาดตระเวนร่วม การศึกษา, การจัดตั้งคณะกรรมการชายแดน และความร่วมมือระหว่างกันในทุกรูปแบบจะเป็น รากฐานสำคัญที่จะนาไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน ในอนาคตระยะยาว ผู้บังคับบัญชาระดับสูงและผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจะต้องร่วมกันพิจารณากำหนดนโยบายด้านความมั่นคงที่สามารถนาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน ตนอาจยังไม่มีคำตอบให้ท่านในวันนี้ แต่ขอฝากไว้เป็นแง่คิด &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง &amp;ldquo;การพัฒนาความไว้วางใจ&amp;rdquo; นั้นภารกิจที่ตนประทับใจและภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตการรับราชการคือการปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการ กองกาลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก Force Commander, United Nations Transitional Administration in East Timor : FC UNTAET) ซึ่งมีปัจจัยต่าง ๆ ทั้งทางทหารและมิใช่ทางทหาร เป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จโดยเฉพาะ&amp;ldquo;ความไว้วางใจ หรือ Trust&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ทั้งภายในกองกำลังของเราเองและกำลังพลมาจากหลากหลายประเทศ หลากหลายวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน เราต้องสร้างความไว้วางใจกับประชาชนชาวติมอร์ในพื้นที่อีกด้วย โดยยุทธศาสตร์การปฏิบัติภารกิจของตนนั้น ก่อนอื่นต้องหาว่าจะใช้อะไร เป็น &amp;quot;จุดศูนย์ดุล&amp;quot; (Center of gravity) ซึ่งหมายความว่าถ้าทำจุดนั้นสำเร็จ ปฏิบัติการทั้งหมดก็จะสำเร็จ ดังนั้น ตนเห็นว่าในภารกิจนี้จุดศูนย์ดุลคือประชาชน กล่าวคือ พยายามทำให้ประชาชนเข้ามาเป็นพวกให้มากที่สุดไม่มองประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรู และ หากสามารถเอาชนะจิตใจประชาชนได้แล้วข้าศึกก็จะหมดสิ้นไปเอง โดยผมได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทานของ รัชกาลที่ 9เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นเข็มทิศในการปฏิบัติงาน และเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง ในส่วนนี้ตนได้ใช้ประสบการณ์ การต่อสู้คอมมิวนิสต์ของประเทศไทย ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่มุ่งที่จะปราบปราม แต่พยายามทำให้ ประชาชนหันมาให้ความร่วมมือ ชาวบ้านที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ต่างเป็นคนยากจน จึงหาวิธีแก้ไขความ ยากจน คนติมอร์ก็เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่ล้วนยากจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอาจอยากมองว่าเราควรจะทำอย่างไร เพื่อเป็นการพัฒนาความไว้วางใจมากกว่าจะทำอย่างไร เพื่อการลดความเสี่ยงต่อปัญหาความมั่นคงหรือความขัดแย้งใดๆ ทุกวันนี้เรามี เครื่องมือและกลไกระหว่างประเทศมากมาย เพื่อแก้ปัญหาพิพาทระหว่างประเทศหรือปัญหาใน ภูมิภาค ที่เกิดขึ้นทั้งทางบก ทางน้า หรือ ทางอากาศ ผมขอยืนยันว่ายุทธศาสตร์พระราชทานฯ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาจะเป็นเข็มทิศในการปฏิบัติงานในทุกๆเรื่องได้เป็นอย่างดี &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 3 การพัฒนาความทรหดทางจิตใจ ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ เช่น คุณธรรมของผู้นำและ ความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ โดยคุณธรรมของผู้นำ ตนเห็นว่า กาลังพลทุกชั้นยศเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของกองทัพไทย เป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงความสำเร็จและ ล้มเหลวของงานในแต่ละหน่วยได้เป็นอย่างดี โดยปลูกฝังด้านคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะผู้ที่จะเป็นผู้นำหน่วย ถ้าผู้นำดี ลูกน้องเชื่อมั่นนับถืองานก็ประสบความสำเร็จ ผู้นำทางทหารที่ดีต้องมีคุณธรรมจริยธรรมหลักธรรมาภิบาลสูง เพราะทหารเป็นผู้ถืออาวุธเป็นผู้มีฤทธิ์ จะต้องรู้จักใช้อาวุธในกาลอันควร และไม่ใช้อาวุธโดยไม่ถูกต้อง หากผู้ถืออาวุธเป็นคนดีในบ้านเมือง คนชั่วมักไม่กล้าทำในสิ่งเลวร้าย แต่ถ้าผู้ถืออาวุธทำความชั่วเสียเอง แล้วใครจะกล้าเข้ามาจัดการ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร &amp;nbsp;สาหรับคุณธรรมเบื้องต้นที่ทหารควรมี ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือไม่คงต้องยกคติพจน์ของเวสต์ปอยต์มาเป็นแนวทางคือ Dutyคือ หน้าที่ ทหารต้องรักษาหน้าที่ไม่เพียงเฉพาะ การรบ หากรวมถึงหน้าที่ตามภารกิจที่กระทำอยู่ทุกวัน สำหรับความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ในฐานะเป็นเด็กบ้านนอกทำให้ตนเข้ากับ ลูกน้องได้ดี และที่สำคัญ ช่วยให้ผตนอดทนต่อความยากลำบาก และพร้อมที่จะเข้าใจเพื่อนมนุษย์ ซึ่ง เป็นผลดีต่อการทำงาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45333</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมผู้บัญชาการทหารบกกลุ่มประเทศอินโดแปซิฟิก, คุณธรรม, ทหาร, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75f4f713039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;ทำบุญ ทุ่มกฐินสามัคคี เงินสด200ล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; นำทีมอดีตนายพลเร่งทำบุญหนัก ลากเงิน 2 กระเป๋า 32 ล้านทอดกฐินสามัคคีถวายวัดที่นครพนม เผยทุ่มหนักต่อเนื่อง วัดเดียวร่วม 200 ล้านบาทแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.29 น. วันที่ 3 พ.ย. บริเวณวัดโฆสมังคลาราม บ้านโคกสว่าง ต.โคกสว่าง อ.ปลาปาก จ.นครพนม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีทอดกฐินสามัคคีถวายวัดดังกล่าว เพื่อสมทบทุนสร้างพระมหาธาตุเจดีย์โฆสปัญโญศรีพนม &amp;nbsp;โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส., พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน และ พล.อ.สุชาติ ชมพูทวีป ในฐานะประธานจัดสร้างพระมหาเจดีย์ฯ พร้อมด้วยนายสยาม สิริมงคล ผวจ.นครพนม ข้าราชการ นักเรียน และประชาชน ผูกผ้าขาวม้าต้อนรับกว่า 5,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนายสุรสิทธิ์ เดชาเลิศ กำนันตำบลโคกสว่าง กล่าวต้อนรับคณะรองนายกรัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อย พล.อ.ประวิตรได้มอบทีวีขนาดจอ 40 นิ้ว ให้โรงเรียนในพื้นที่จำนวน 11 แห่ง พร้อมได้มอบโล่ให้ผู้บริจาคที่ดินในการก่อสร้างวัดโฆสมังคลาราม และมอบโล่ให้แก่ผู้สนับสนุนการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ฯ ก่อนจะมีพิธีถวายผ้าพระมหากฐินแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษา โดยมีพระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดนครพนม และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เป็นประธานสงฆ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพระสงฆ์ 34 รูปสวดเจริญพระพุทธมนต์เสร็จ &amp;nbsp;กรวดน้ำให้พรแล้ว พล.อ.ประวิตรได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พร้อมมอบปัจจัยยอดกฐินจำนวน 32,185,295 บาท ถวายวัดโฆสมังคลาราม เพื่อสมทบทุนในการสร้างพระมหาเจดีย์ฯ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.บุญสร้างเผยว่า ยอดกฐินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเงินจำนวน 20 ล้านบาท จะนำไปสร้างเจดีย์ฯ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนยอดเงินที่เหลืออีกกว่า 12 ล้านบาท จะถวายวัดเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยกฐินที่ พล.อ.ประวิตรนำมาถวายครั้งนี้ เป็นเงินสดกว่า 32 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ต้องนำใส่กระเป๋าลาก 2 ใบ และซองกระดาษสีตาล 3-4 ซองนำมาถวาย &amp;nbsp;โดยมีพระครูโฆษิตพัฒนคุณ &amp;nbsp;เจ้าอาวาสวัดโฆษิตวราราม เป็นผู้รับองค์กฐินและปัจจัยจำนวนดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัดโฆสมังคลารามแห่งนี้ เป็นวัดที่พระสุนทรธรรมกร หรือหลวงปู่คำพันธ์ &amp;nbsp;โฆสปัญโญ พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนาชื่อดังภาคอีสาน แห่งวัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม มีดำริให้สร้างขณะที่ท่านยังไม่ละสังขารไว้เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุหลวงปู่คำพันธ์ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.สุชาติ ชมพูทวีป ในฐานะลูกศิษย์เอก เป็นประธานกรรมการอำนวยการสร้าง ในงบประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2557 พล.อ.ประวิตรได้เดินทางมาทอดกฐินถวายวัดแล้วครั้งหนึ่ง สร้างความฮือฮาด้วยการทุบสถิติมียอดบริจาคมากที่สุดในประเทศไทยถึง 82 ล้านบาท และในปี 2560 ขณะเริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างพระมหาเจดีย์ฯ ได้มาทอดถวายอีก โดยได้ยอดรวม 62 ล้านบาท และเมื่อเดือน พ.ค.61 มาเดินทางมายกยอดฉัตรและทอดกฐินได้ปัจจัยเพิ่มอีก 23 ล้านบาท กระทั่งล่าสุดได้ยอดกฐินสามัคคี 32 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพระมหาเจดีย์โฆสปัญโญศรีพนม เป็นเจดีย์รูปทรงคล้ายภูเขาทอง &amp;nbsp;มีความสูง 56 เมตร รวม 6 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 20 ไร่ &amp;nbsp;ด้านบนสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้สวยสดงดงาม หากสร้างเสร็จแล้ว จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมได้ต่อไปในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21288</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.สุชาติ ชมพูทวีป, สยาม สิริมงคล, สุรสิทธิ์ เดชาเลิศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181103/image_big_5bdd876a89baf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อัยการ&#039;ถามดังๆระบบสอบสวนตามแบบมาตรฐานสากลประชาชนต้องการหรือไม่?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ส.ค.61-ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดกาญจนบุรี อดีตอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ)ที่มีพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานฯ&amp;nbsp; และมีบทบาทในการผลักดันการปฏิรูปต้นทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยที่กำลังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้จนถูกมองว่า&amp;quot;คนชั่วลอยนวล คนดีตกเป็นแพะ คนจนติดคุกฟรี&amp;quot; กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวว่า &amp;quot;ถามดังๆระบบสอบสวนตามแบบมาตรฐานสากลประชาชนต้องการหรือไม่?&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
1. การออกหมายค้นหมายจับจะต้องให้อัยการรับรองก่อนเสนอต่อศาล เพื่อตรวจสอบเหตุผลความจำเป็นในการค้นหรือการจับ สร้างหลักประกันสุจริตชนจากความเดือดร้อนอย่างไม่เป็นธรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
2. เมื่อใดที่มีการจับประชาชนจะต้องให้อัยการตรวจสอบการจับที่สถานีตำรวจภายใน 24 ชั่วโมงว่าการจับมีเหตุผลหรือพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ และมีการข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายประชาชนหรือไม่ เพื่อป้องกันการยัดข้อหาคนบริสุทธิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การแจ้งข้อกล่าวหาจะต้องให้อัยการรับรองข้อหานั้นเสียก่อนเพื่อให้อัยการตรวจสอบว่ามีพยานหลักฐานแน่นหนาที่จะฟ้องคดีพิสูจน์ให้ศาลลงโทษได้ เพื่อป้องกันคนบริสุทธิ์ต้องถูกคุมขังก่อนอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
4 อัยการจะสั่งฟ้องคดีได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานแน่นหนาจนมั่นใจว่าจะได้มาซึ่งคำพิพากษาลงโทษได้เท่านั้น เพื่อป้องกันการฟ้องคนบริสุทธิ์และป้องกันไม่ให้อาชญากรลอยนวลจากคำพิพากษายกฟ้อง เพราะภายหลังจะดำเนินคดีคนนั้นอีกไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
5 เมื่อพบว่ามีการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรมประชาชนต้องสามารถร้องเรียนให้อัยการเข้ามาตรวจสอบการสอบสวนได้ทันทีเพื่อป้องกันการบิดเบือนพยานหลักฐานหรือการปฏิบัติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ให้อัยการมีอำนาจที่จะไปตรวจสอบพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุได้ทันทีหากเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
7 กรณีที่ตำรวจไม่รับแจ้งความประชาชนสามารถไปแจ้งความสำนักงานอัยการทั่วประเทศเพื่อให้อัยการพิจารณาดำเนินคดีแทนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 หากมีการขังผู้ต้องหาและภายหลังอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องประชาชนจะต้องได้รับค่าชดเชยระหว่างการถูกคุมขังก่อนมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16061</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ปฏิรูปตำรวจ, พนักงานอัยการ, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7f780adfdd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปูดพรบ.ตำรวจ ส่อเค้าลากยาว เทือกขอลอกใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับ &amp;rdquo;มีชัย&amp;rdquo; ส่อเค้าถูกเก็บเข้าลิ้นชัก &amp;ldquo;คำนูณ&amp;rdquo; ปูดเหตุไม่ได้ตีกรอบเวลา ชี้หาก สนช.ปรับแก้อาจลากยาวไปไกล วอนประชาชนช่วยจับตา &amp;ldquo;บรรเจิด&amp;rdquo; ชี้ไม่ปฏิรูปเชื่อมีลุงโดดตึกอีกแน่ &amp;ldquo;สุเทพ&amp;rdquo; ลั่นหากไม่สำเร็จยุคบิ๊กตู่ ขอลอกกฎหมายไปใช้หาเสียง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้จัดเสวนาปฏิรูปประเทศไทย หัวข้อ &amp;quot;การปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิฯ กล่าวเปิดการเสวนาว่า ประชาชนต้องการเห็นตำรวจเป็นมืออาชีพและความเชี่ยวชาญงานแต่ละด้าน เช่น สันติบาลต้องเชี่ยวชาญด้านงานข่าว และสอบสวนกลางก็ต้องเชี่ยวชาญเรื่องการสอบสวน เป็นต้น แต่สภาพที่เป็นอยู่ จะพบว่ามีการโยกย้ายข้ามกันไปมา ตำรวจคนหนึ่งทำงานได้ทุกเรื่อง ซึ่งไม่ได้สะท้อนความเป็นมืออาชีพ ที่สำคัญประชาชนต้องการให้ตำรวจเป็นของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือของผู้มีอำนาจ ซึ่งประชาชนต้องการเป็นอย่างมากในเรื่องนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เสียงเรียกร้องอย่างนี้มีทั่วประเทศ น่ายินดีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติการปฏิรูปตำรวจไว้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายที่ต้องใช้หลักอาวุโส และต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เมื่อได้รับรายแนวทางการปฏิรูปตำรวจของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ก็ได้ส่งให้กรรมการชุดใหม่ไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งมีการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด&amp;rdquo; นายสุเทพกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ &amp;nbsp;สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดประเด็นหนึ่ง เพราะเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมโยงถึงประชาชนโดยตรง ถ้ากระบวนการนี้ไม่โปร่งใส ก็ยิ่งสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนที่เป็นคนจนมากขึ้นไปอีก ดูได้จากกรณีลุงกระโดดตึก ซึ่งสะท้อนปัญหากระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการสอบสวน ถ้าไม่แก้ไขก็จะมีการเดิมพันด้วยชีวิตอีก เพื่อให้กลับมาเหลียวดูสำนวนการสอบสวน ดังนั้นคำกล่าวที่บอกว่าคนจนเท่านั้นที่ติดคุก จึงไม่ได้ไกลจากความจริงเท่าใดนัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรเจิดกล่าวว่า ปัญหาของตำรวจมีด้วยกันหลายปัญหา ได้แก่ 1.โครงสร้างที่เป็นลักษณะพีระมิด ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นยอดพีระมิด และอยู่ใต้การเมือง ที่เหลือก็จะอยู่ใต้การเมืองเช่นกัน และระบบการบังคับบัญชาแบบชั้นยศไม่เอื้อต่อการทำงานสอบสวน 2.การเข้าสู่ตำแหน่งในบางพื้นที่มีต้นทุนสูงมาก ซึ่งมีผลให้กระบวนการสอบสวนเดินหน้าไม่ได้ ถ้าการเข้าสู่ตำแหน่งมาจากการลงขันของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ต้นทางกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งประชาชนได้ และ 3.ปัญหากระบวนการสอบสวนโดยแท้ คือเป็นปัญหาที่ไม่มีใครเข้าไปถ่วงดุลตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ปลายทางก็จะมีปัญหาเช่นกัน และทำให้ขาดหลักประกันความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรเจิดย้ำว่า การแก้ไขปัญหาต้องเน้นไปที่โครงสร้างกระบวนการสอบสวนภายใต้หลักการสำคัญที่เป็นหลักสากลคือ ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย ซึ่งการจะดำเนินการตามหลักดังกล่าวได้ต้องให้อัยการและตำรวจเข้ามาร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริง หรือตำรวจกับอัยการต้องเป็นกระบวนการเดียวกัน แต่ที่ผ่านมา ปรากฏว่าอัยการเห็นข้อเท็จจริงผ่านสำนวนการสอบสวนที่เป็นเอกสาร และเป็นช่วงก่อนส่งฟ้องศาลไม่กี่วัน ดังนั้น ในหลักสากลอัยการต้องเข้ามาร่วมแสวงหาข้อเท็จจริง และทำหน้าที่ถ่วงดุลด้วย โดยในทางปฏิบัติอัยการไม่จำเป็นต้องเข้ามาในทุกคดี แต่ให้เข้ามาทำหน้าที่เฉพาะคดีที่มีความสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้ากระบวนการนี้ถูกสถาปนาขึ้นมาได้จริง จะเกิดความโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักของไทย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยแก้ปัญหาเส้นเลือดหลักอย่างจริงจัง ในทางกลับกัน กลับใช้วิธีการแก้ไขผ่านการตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาจำนวนมาก และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ถ้าทศวรรษนี้เรายังแก้ไขไม่ได้ เชื่อว่าจะเกิดการพลีชีพอีก&amp;rdquo; นายบรรเจิดกล่าว และว่า โครงสร้างของตำรวจ ควรให้ไปขึ้นกับจังหวัด อย่างกรณีของถ้ำหลวง ถ้าเวลานั้นผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็อาจไม่สำเร็จอย่างทุกวันนี้ก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการที่พิจารณาร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ &amp;nbsp;มาร่วมนั้น ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในกระบวนการของกฤษฎีกาแล้ว เหลือเพียงบางประเด็นเท่านั้น ส่วนร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญาเสร็จสิ้นไปแล้วประมาณ 3 ใน 4 โดยมีประเด็นการพิจารณามากพอสมควร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า เมื่อร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ประกาศบังคับใช้แล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์ 6 ประการ คือ 1.ประชาชนจะได้ตำรวจอาชีพที่มีความรู้ความสามารถ เป็นตำรวจที่ไม่ต้องอาศัยระบบอุปถัมภ์ 2.ประชาชนจะได้กำลังของตำรวจมาทำภารกิจที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น 3.ประชาชนจะได้กระบวนการสอบสวนคดีอาญาในชั้นตำรวจที่มีความเป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นต่อผู้บังคับบัญชาตามปกติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ประชาชนจะได้ระบบการสอบสวนที่รัดกุม และไม่สร้างภาระให้กับประชาชน คือกำหนดให้อัยการเข้ามามีส่วนร่วมกระบวนการสอบสวนตั้งแต่ต้นในคดีอุกฉกรรจ์ 5.ประชาชนจะได้ระบบที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาการจับกุมผู้ต้องหาและให้ผู้ต้องหามาแถลงข่าว รวมถึงการละเลยพยานหลักฐาน และ 6.ประชาชนจะได้กลไกการตรวจสอบจากภายนอกองค์กรตำรวจมากขึ้น โดยหากประชาชนเห็นตำรวจที่มีประพฤติตนเสื่อมเสีย จะมีกลไกให้ประชาชนร้องเรียนได้โดยตรง และมีคณะกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่ตัดสิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;6 ประการที่ประชาชนจะได้จากร่างกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญในระยะยาว ที่สุดแล้วการปฏิรูปตำรวจจะต้องเป็นการแก้ไขทุกข์ให้กับตำรวจและประชาชนไปพร้อมกัน โดยให้ตำรวจสามารถได้เลื่อนขั้นตามความรู้ความสามารถ อันจะเป็นการแก้ทุกข์ให้ประชาชนไปในตัวในการได้รับความยุติธรรม&amp;rdquo; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณย้ำว่า สายงานสอบสวนเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ซึ่งการพิจารณากฎหมายก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือจะทำให้พนักงานสอบสวนได้รับการยกระดับเป็นวิชาชีพเฉพาะเสมือนงานส่วนอื่นในกระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ประกอบวิชาชีพกระบวนการยุติธรรม เหมือนกับศาลและอัยการ โดยจะมีหลักประกันความเป็นอิสระในการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นสายงานเฉพาะแม้จะอยู่ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;งานปฏิรูปตำรวจครั้งนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด เพราะมีเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวพันจำนวนมา แต่ผมเชื่อว่ากฎหมายสองฉบับถ้าบังคับใช้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำอย่างดีที่สุด แต่กระบวนการตรากฎหมายต้องผ่านคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นเรื่องที่ต้องเอาใจช่วยกัน และหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเหมือนในอดีต&amp;rdquo; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า ร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติ เป็นร่างกฎหมายที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้เหมือนกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ กระบวนการพิจารณากฎหมายตามปกติของสภาต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 3-4 เดือน และเมื่อใช้เวลานานเกินไป ก็อาจไม่ทันเวลาได้ อีกทั้งการพิจารณาของสภาต้องมีการแก้ไข ร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติมีการถักทอและสายใย ถ้าไปเปลี่ยนด้านในด้านหนึ่ง ก็อาจทำให้ดุลยภาพของกฎหมายเปลี่ยนไปได้ ดังนั้น ถ้าประชาชนเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เสียงสนับสนุนของประชาชนก็จะเป็นเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลและ สนช.ได้เช่นกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวตอนท้ายว่า การโยกย้ายข้าราชการตำรวจในปีนี้ คิดว่าร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติไม่น่าจะประกาศใช้ได้ทัน ทำให้ต้องกลับไปใช้การโยกย้ายตำรวจตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 260 วรรค 3 ที่กำหนดให้ใช้หลักอาวุโสโดยให้คณะรัฐมนตรีไปออกระเบียบและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งขณะนี้มีนักกฎหมายตีความกันว่าจะใช้หลักอาวุโสเพียงอย่างเดียว หรือจะนำหลักอื่นมาพิจารณาด้วย จึงอยากให้สังคมช่วยกันติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสุเทพกล่าวตอนท้ายยอมรับว่า ฟังเสวนาแล้วกังวลใจ เพราะกลัวว่าสิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติจะยกร่าง พ.ร.บ.ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนคาดหวังไว้ แต่เมื่อได้ฟังนายคำนูณแล้ว อยากเป็นตัวแทนประชาชนขอบคุณคณะกรรมการฯ และดีใจที่เห็นการปฏิรูป แม้อาจไม่ได้ดั่งใจ 100% ซึ่งเมื่อได้เห็นร่างฉบับเต็มก็จะชวนประชาชนจุดพลุใหญ่ เพราะเคยทำสำเร็จมาแล้วในการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นเชื่อว่าการปฏิรูปครั้งนี้ก็น่าจะสำเร็จ ทำให้เกิดการปฏิรูปตำรวจ เพื่อปลดทุกข์ตำรวจและประชาชน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ขอพูดในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ว่าหากร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาของ สนช. จะขอคัดลอกไปปรับปรุงใหม่ เพื่อเป็นนโยบายของพรรค รปช. เพราะไม่แน่ใจว่ารัฐบาลต่อไปจะดำเนินการต่อหรือไม่&amp;rdquo; นายสุเทพกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14332</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, บรรเจิด สิงคะเนติ, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dcc6d879f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปฏิรูป&#039;ส่อเหลว เชื่อ&#039;4ปี&#039;เสียของ หวังสีกากีกู้หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จบกัน ปฏิรูป 4 ปี คสช.ส่อเสียของ คนกันเองที่รัฐบาลตั้งไปทำงาน &amp;quot;บวรศักดิ์-ปธ.ปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย&amp;quot; ยอมรับเอง ไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่แน่ใจว่าการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่! แต่ยกเครื่องสีกากี เดินหน้ารื้อใหญ่ หวังสกัดซื้อขายตำแหน่ง-ไม่ให้เอาตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ในฐานะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.... กล่าวว่า คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เอาจริงกับการปฏิรูปตำรวจ ส่วนตัวหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเอาจริงกับการปฏิรูปตำรวจ หลังจากตั้งกรรมการร่างกฎหมาย ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ซึ่งเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายนี้ จะแตกต่างกับแนวทางการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานอย่างมาก โดยคณะกรรมการฯ จะต้องเขียนโครงสร้างการปฏิรูปที่ไม่ใช่แค่การขึ้นเงินเดือน แต่ต้องปรับปรุงกระบวนการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าควรกำหนดหลักเกณฑ์อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการดูความอาวุโส วัดผลงาน เพื่อป้องกันการซื้อขายตำแหน่งและเลือกพวกพ้อง ลดการใช้ดุลพินิจในการแต่งตั้ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบวรศักดิ์กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจต้องเปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวนเติบโตในตำแหน่งหน้าที่จนถึงขั้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่ง ผบ.ตร.ก็จะไม่มีอำนาจสั่งพนักงานสอบสวนได้ ที่สำคัญจะต้องแยกออกการทำงานของหน่วยปราบปรามกับพนักงานสอบสวนออกจากกัน อาจมีผู้กำกับการสถานีตำรวจที่อยู่ในสายพนักงานสอบสวน ควบคู่กับผู้กำกับฯ ฝ่ายปราบปรามด้วย ทั้งยังต้องมีกองทุนสำหรับพนักงานสอบสวน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เห็นว่าการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงนั้น จะไม่สามารถทำได้ เพราะถือว่าผิดอาญา และกฎหมายยังกำหนดว่าผู้ต้องหาจะมีความผิดก็ต่อเมื่อศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว&amp;quot; นายบวรศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ที่เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศที่คณะรัฐมนตรีตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ หรือกรรมการปฏิรูป 11 คณะ กล่าวถึงแผนการปฏิรูปว่า แนวทางการปฏิรูปกฎหมาย 1.ต้องมีกฎหมายที่ดี 2.มีกฎหมายเท่าที่จำเป็น 3.ลดกฎหมายที่ล้าหลังเป็นภาระต่อประชาชน นอกจากนี้ยังต้องออก พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดทำกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ เพื่อติดตามการออกกฎหมายต่างๆ และกฎหมายฉบับใดที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ใน 2 ปี จะต้องถูกยกเลิก พร้อมเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ นอกจากนี้ ยังต้องตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูประยะเร่งด่วนขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;เพื่อพิจารณากฎหมายล้าสมัย มีวิธีการ 1.ตั้งคณะผู้ทบทวนกฎหมาย 20 กระทรวง เอากฎหมายก่อนปี 2500 มาดู 2.ส่งคนไปหาข้อมูล คุยกับองค์กรอื่นๆ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชน ฯลฯ และไปดูว่าศูนย์ดำรงธรรมมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกฎหมายอย่างไรบ้าง และยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการปฏิรูปในภาพรวม นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกเหนื่อย เพราะมองไม่เห็นว่าจะไปจบลงอย่างไร ก่อนหน้านี้มีการตั้งองค์การอย่างสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนยุบตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แล้วยุบตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ 11 คณะ ซึ่งทุกคณะมีแต่แผน แล้วให้ส่วนราชการเป็นผู้ปฏิบัติ แต่คิดว่าการใช้ส่วนราชการเป็นฝ่ายปฏิบัตินั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสำเร็จ เพราะเหมือนกับให้ผู้ที่ถูกปฏิรูปมาทำเรื่องปฏิรูปเสียเอง นอกจากนี้ระบบราชการยังคิดแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ต่างจากกรรมการปฏิรูปที่ต้องการลงมือทำในทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น จึงไม่แน่ใจว่าการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ เพราะเหมือนกับให้ผู้รับเหมามาทำหน้าที่ตรวจงานตัวเอง ดังนั้นจึงอยากมีข้อเสนอแนะให้กรรมการปฏิรูปมีอำนาจในการเสนอกฎหมายด้วย ไม่ใช่ให้ส่วนราชการเป็นผู้เสนอกฎหมายอย่างเช่นเวลานี้&amp;quot; นายบวรศักดิ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบวรศักดิ์กล่าวว่า แม้จะใช้เวลาถึง 4 ปีแล้ว แต่การปฏิรูปยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า และตอบไม่ถูกว่าการปฏิรูปจะแล้วเสร็จเมื่อใด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้การปฏิรูปอยู่ในบทถาวร ซึ่งหมายความว่าจะต้องปฏิรูปต่อไป ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญยังคงอยู่ แต่ในความเห็นจริงแล้ว เราจะปฏิรูปไปตลอดชาติไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า 4 ปี ของรัฐบาล คสช. รูปธรรมของการปฏิรูปในระดับนโยบายยังไม่เห็นผลงานที่รัฐบาลพอจะอ้างเป็นชิ้นโบแดงกับประชาชนได้ว่าการปฏิรูปได้ทำไปแล้วหรือทำสำเร็จแล้ว ช่วงเวลาของรัฐบาลที่เหลืออยู่ราว 10 เดือนตามโรดแมปเลือกตั้งนั้น ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะเริ่มตรงไหน อย่างไร และจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการวางเป้าหมายปฏิรูป 5 เรื่องใหญ่ ภายใน 8 เดือนของรัฐบาลนั้น ก็ยังเป็นเพียงถ้อยแถลงและแผนการเหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแผนการครั้งที่เท่าไหร่ไปแล้ว ในขณะเดียวกันปี่กลองเลือกตั้งก็เริ่มดังขึ้น อารมณ์ความรู้สึกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งคณะรัฐมนตรีก็พุ่งความสนใจไปที่การเตรียมการเลือกตั้ง เริ่มมองการเมืองหลังการเลือกตั้งกันไปหมดแล้ว ทำให้เจ้าภาพที่จะมาดูแผนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่รู้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของใคร อารมณ์ทางการเมืองของนายกฯ ในระยะหลังๆ ก็เริ่มถูกดูดไปอยู่ในเกมของ นักการเมืองมากขึ้น จนทำให้ขาดคนนั่งหัวโต๊ะที่จะกำกับและบัญชาการแผนการปฏิรูปให้ถึงฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; 4 ปี คสช. ถ้าจะเรียกว่าการปฏิรูปค้างเติ่ง ก็คงได้ เพราะมีแต่แผนการ มีวาระ มีพิมพ์เขียว แต่ยังขาดการปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปฏิรูปในระดับโครงสร้างซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศ โมเมนตัมและแรงส่งของการปฏิรูปจึงถดถอยลง ในขณะที่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็ยังไม่เห็นพรรคการเมืองหรือกลุ่มก้อนทางการเมืองใดที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศกลับมาเป็นวาระเป็นความหวังได้อีกครั้งหนึ่ง&amp;quot; นายสุริยะใสกล่าวย้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9116</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิรูปในภาพรวม, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ, นายสุริยะใส กตะศิลา, ปฏิรูป 4 ปี คสช., พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af8483770a8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็น วันกรรมกรสากล หรือวันแรงงานแห่งชาติ มีการจัดกิจกรรมตามประเพณี ผู้นำองค์กรแรงงานยังขาดความสามัคคี อำนาจต่อรองกับเจ้าของกิจการก็น้อยลง ยิ่งในยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) ผู้ใช้แรงงานมีโอกาสตกงานมากขึ้น แต่ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ปลอบใจว่า &amp;quot;วันนี้ไม่ต้องกล้วตกงานกันหมด เพราะเป็นไทยแลนด์ 4.0 รายได้แพง ใช้คนน้อย โดยใช้เครื่องจักร แต่ที่ต้องใช้แรงงานที่มีฝีมือยังอยู่&amp;quot; แล้วจะพัฒนาแรงงานไทยให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือได้อย่างไร? คือโจทย์ใหญ่ของปัญหาแรงงานไทย...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นทางการเมืองว่าด้วย &amp;quot;พลังดูด&amp;quot; ของ คสช.หลังจากโดนนักการเมืองรุมยำว่าเป็นเกมการเมืองแบบโบราณย้อนยุคเพื่อสืบทอดอำนาจ บิ๊กตู่ จึงออกมาชี้แจง (แก้ตัว) ว่า ได้สอบถามพรรคการเมืองที่สนับสนุนตนแล้ว เขาบอกว่าไม่มีการเสนอประโยชน์อะไร นั่งอยู่เฉยๆ ก็มีคนติดต่อมาขอพบ แต่ บิ๊กตู่ ก็ไม่ได้บอกว่าคนติดต่อขอพบเป็นใคร? มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนใครเป็นนายกฯ? หากไม่เห็นด้วยกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แล้วทำไม 2 พี่น้องตระกูลคุณปลื้ม ถึงได้รับตำแหน่งในรัฐบาล จะอ้างกรณีนี้มาช่วยรัฐบาลทำงานก็ดูจะสีข้างถูเกินไป ส่วนที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ อ้างว่าตนเองถูกดูดมากกว่า ก็ไม่ได้บอกว่า ใครดูด เอาเป็นว่า เดือน มิ.ย.นี้ จะมีความชัดเจน โดยเฉพาะสถานของ บิ๊กตู่...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครบกำหนดการยืนยันสมาชิกพรรคการเมือง ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดหมาย ทุกพรรคสมาชิกหดหายไปเพียบ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ เหลือเพียง 1 แสนคน จากทั้งหมด 2.5 ล้านคน ส่วนเพื่อไทยเหลือเฉียดหมื่น จาก 1.3 แสนคน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุสาเหตุว่า เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ มีข้อจำกัดมาก คสช.ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง สมาชิกพรรคจำนวนมากไม่ประสงค์จะจ่ายค่าบำรุงพรรค แต่ประสงค์จะช่วยเหลืองานพรรค เนื่องจากสภาวะปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เงิน 100 บาทค่าสมาชิกก็มีความหมาย เป็นต้น สรุปได้ว่าเป็นกลยุทธ์บั่นทอนพรรคการเมืองที่ได้ผล ซึ่งตอนแรก คสช.จะล้างกระดานสมาชิกพรรคทั้งหมดด้วยซ้ำ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปมปัญหาบ้านพักตุลาการที่เชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ สถานการณ์กำลังร้อนระอุ เมื่อกลุ่มเครือข่ายประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ยื่นคำขาดให้รัฐบาลมีคำสั่งรื้อถอน ภายใน 7 วัน บิ๊กตู่ ถึงกับยอมรับว่าไม่สบายใจ มีความกังวลใจมาโดยตลอด ขณะที่เพจเฟซบุ๊กทางการของรัฐบาลไทย ชื่อ &amp;ldquo;ไทยคู่ฟ้า&amp;rdquo; โพสต์ขอความเห็นร่วมหาทางออกในปัญหาดังกล่าว ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊กส่วนใหญ่เสนอให้รื้อทิ้ง ปลูกป่าใหม่ งานนี้ฝ่ายหนุน แพ้ทางการเมือง ไปแล้ว แม้จะพยายามยกประเด็นต่างๆ มาดิสเครดิต เช่น ทำไมเพิ่งมาต้าน แต่ความจริงเขาต้านตั้งแต่เริ่มก่อสร้างแล้ว แต่จุดไม่ติด แกนนำก็ไม่ใช่ฝั่งตรงข้าม คสช. ส่วนใหญ่เป็นพวกเสื้อเหลืองด้วยซ้ำ และหากย้อนไปตั้งแต่ช่วงขออนุญาตก่อสร้าง ก็ใช่ว่าจะทำถูกต้องตามกฎหมายอย่างที่อ้าง หากจะไล่เบี้ยกันจริงๆ คงเดือดร้อนกันไปทั่ว ก็ขอให้จบลงอย่างสวยงามสำหรับทุกฝ่าย ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บอกก็แล้วกัน...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เสนอแนวทางปฏิรูปเริ่มจะมีความก้าวหน้า โดยเฉพาะการหั่นอำนาจสั่งคดีของ ผกก.ในฐานะหัวหน้าสถานี ให้พนักงานสอบสวนเป็นหัวหน้าสั่งคดีเอง ล่าสุด นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมการฯ เปิดเผยว่า จะมีการยกเลิก ก.ต.ช. โอนภารกิจทั้งหมดไปให้ ก.ตร.ปฏิบัติแทน โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และต้องมาประชุมด้วยตนเอง ส่วนกฎเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้ายให้คะแนนจากเกณฑ์ 3 องค์ประกอบ 1.อาวุโส 50% 2.ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด 30% และ 3.ความพึงพอใจของประชาชน 20% หากแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์และศาลปกครองวินิจฉัยว่าผิด ให้ถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบตาม ม.157 แต่ที่เป็นห่วงคือ องค์ประกอบ 3 นั้น จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่งั้นจะซ้ำรอยเดิม และต้องจับตาประเด็นที่ก้าวหน้า จะถูกล้มกระดานเหมือนชุด พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อีกหรือไม่...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8295</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต.ช., คำนูณ สิทธิสมาน, บันทึกหน้า4, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลังดูด, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, เพจไทยคู่ฟ้า, แซมซาย, แพ้ทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
