<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สิงห์ศึก’ขอบคุณ‘ไพบูลย์’ยอมถอยแก้มาตรา144,185</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.64 - พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวถึงจุดยืนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 13 ฉบับ ซึ่งที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะพิจารณา ว่า ส.ว.ได้ศึกษาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อน โดยการแสดงความเห็นของ ส.ว.ก่อนหน้านี้ ถือเป็นความเห็นส่วนตัวของแต่ละท่าน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ภายหลังจากที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะผู้เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้พูดคุยกับ ส.ว. ได้ยอมถอยในส่วนของมาตรา 144 และมาตรา 185 โดยการพิจารณาวาระ 2 ในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) จะเสนอให้ กมธ.แก้ไขกลับไปใช้ตามหลักการเดิมของรัฐธรรมนูญ 2560 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และขอขอบคุณนายไพบูลย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องขอขอบคุณท่านที่เมื่อพูดคุยกับส.ว.แล้ว ท่านได้พูดว่าให้ ส.ว.ช่วยรับไปแก้ไขในวาระ 2 เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 หากไม่เป็นไปตามที่พูดคุยกัน จะยอมให้ ส.ว.ล้มในวาระ 3 ทำให้ในขณะนี้ส.ว.คลายความกังวล เพราะมีความชัดเจนว่า ส.ว.จะได้ไม่เป็นแพะรับบาป&amp;rdquo; พล.อ.สิงห์ศึกกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงแนวทางการลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี พล.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า มาตรา 272 มาตามประชามติของประชาชน ดังนั้น การจะแก้ไขต้องถามประชาชนก่อน และต้องดูว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ส.ว.ไม่มีความหนักใจ เพราะได้พิจารณากลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญทุกร่างแล้ว เราเป็นตัวแทนประชาชนมีวุฒิภาวะที่จะตัดสินใจ อะไรที่ถูกที่ดีมีประโยชน์ก็รับได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของส.ว.แต่ละท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ส.ว.จะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ พล.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า คงไม่สามารถตัดสินใจแทนคนอื่นได้ แต่เมื่อแก้ไขรายมาตราได้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อันนั้นเราเห็นด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107348</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพบูลย์ นิติตะวัน, พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, มาตรา 144, มาตรา 185, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2bbad1e76c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองปธ.วุฒิสภา เผย ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่ลงคะแนนวาระ 3 เพราะเข้าใจคำวินิจฉัยศาลรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.64 - เวลา 08.00 น.ที่รัฐสภา พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมวาระ3 ที่รัฐสภามีมติไม่เห็นชอบ ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดผูกพันทุกองค์กร และการดำเนินการหมวด 15/1 ถือเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะต้องไปทำประชามติ ถามประชาชนแต่ขณะนี้ทุกอย่างผ่านขั้นตอนไปหมดแล้ว เดินหน้าต่อก็ไม่ได้ ดังนั้นญัตติของนายสมชาย แสวงการ และนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ที่ขอให้ไม่ลงมติวาระ3 ถูกต้องแล้ว เพื่อป้องกันความผิดพลาด ส่วนญัตติของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง ก็เป็นความคิดของนายจุรินทร์ แต่เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามาแล้ว หากส่งจะเป็นการวินิจฉัยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนญัตติของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ให้เดินหน้าโหวตวาระ 3 ก็เป็นไปตามระเบียบวาระอยู่แล้ว ดังนั้นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เห็นว่าเมื่อมีปัญหามากก็ขอให้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา จึงได้เสนอญัตติให้กลับไปดำเนินการตามระเบียบวาระโหวตวาระ 3 และเมื่อโหวตแล้ว นายไพบูลย์ชนะ 3 ญัตติก่อนหน้านี้ก็ต้องตกไปตามข้อบังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อโหวตวาระ 3 แล้ว สมาชิกคนใดที่ลงมติเห็นด้วยก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง หากมีคนฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้นจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.จะพิจารณา จะเห็นได้ว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ลงมติไม่ประสงค์ขอลงคะแนน เพราะไม่อยากยุ่ง เนื่องจากรู้ว่าผิดและขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้แต่สมาชิกที่งดออกเสียง อาจจะไม่ผิด แต่หากมีการยื่นร้อง ป.ป.ช. สามารถเรียกสมาชิกที่งดออกเสียงไปเป็นพยานก็ได้&amp;quot;พล.อ.สิงห์ศึก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า การที่ส.ว. ไม่กล้าโหวตวาระ 3 เพราะเกรงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ พล.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่กล้า แต่ ส.ว.ส่วนใหญ่เข้าใจในคำวินิจฉัย อย่าลืมว่า ส.ว. มีความเป็นกลางทางการเมือง ต้องยึดผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนและคิดถึงว่าอะไรคือความถูกต้อง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็นแม่บทของกฎหมายและนิติบัญญัติ ซึ่งจะไปเดินหน้าต่อได้อย่างไร ส่วนใหญ่เขารู้ว่ามันไม่ถูกเพราะศาลวินิจฉัยแล้วว่าไม่ถูกต้อง เมื่อรู้ว่าไม่ถูกตัองก็ต้องหยุดเดิน หรือไม่ทำก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอย่างอื่นเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากนี้จะเดินหน้าอย่างไร พล.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ทุกเวลาโดยรัฐสภา คือแก้ไขเป็นรายมาตรา ตรงไหนสถานการณ์ไม่เหมาะสมอยากเสนอแก้ไขก็เสนอมาได้ตลอดเวลา แต่ถ้าจะรื้อรัฐธรรมนูญใหม่ทำไม่ได้ และหากเสนอเป็นรายมาตราเข้ามา ถ้าจะแก้ได้ทันทีทันใด วันนี้หรือพรุ่งนี้ ส.ว. ก็พร้อมสนับสนุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96446</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, วุฒิสภา, แก้รายมาตรา, โหวตวาระ 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6052c59f57fb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90334</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตีตกซ้ำ! &#039;วุฒิสภา&#039; ไม่เห็นชอบ &#039;รัชนันท์ ธนานันท์&#039; นั่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค.64 - ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตามที่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่มีพล.อ.อู๊ด เบื้องบน ส.ว. เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเสนอชื่อนายรัชนันท์ ธนานันท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ที่ประชุมได้ขอประชุมลับเพื่อรายงานผลการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ ให้สมาชิกรับทราบ ก่อนที่จะลงมติไม่ให้ความเห็นชอบนายรัชนันท์เป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดด้วยคะแนน 122 ต่อ 89 ไม่ลงคะแนน 14 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากพบว่า นายรัชนันท์เคยถ่ายรูปและไปทักทายต้อนรับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยที่ดำรงตำแหน่งเอกอัคราชทูตฟินแลนด์ เมื่อปี 2559 จึงเห็นว่ามีปัญหาเรื่องวุฒิภาวะที่ไปถ่ายรูปคู่กับนายทักษิณที่เป็นผู้ต้องหาหนีคดี และอาจมีปัญหาเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง ขัดกับการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่ไม่ควรฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยก่อนหน้านี้นายรัชนันท์เคยถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดต่อที่ประชุมวุฒิสภามาแล้ว เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2563 แต่ที่ประชุมวุฒิสภาไม่เห็นชอบ แต่ต่อมาที่ประชุมตุลาการศาลปกครองก็ยังมีความเห็นเสนอชื่อนายรัชนันท์มาให้พิจารณาอีกครั้งเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2563 แต่ก็ยังไม่ได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90334</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุลาการศาลปกครองสูงสุด, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, รัชนันท์ ธนานันท์, วุฒิสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8ba20dd326.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 10:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองปธ.วุฒิสภา ชี้ 6 ญัตติยังไม่ชัด หากถูกตีตกก็เสนอใหม่ได้ เมินม็อบบุกกดดันเพราะไม่ได้อยู่ใต้อำนาจมืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - เวลา 08.55 น.ที่รัฐสภา พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กล่าวถึงการพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 6 ญัตติ ของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา หากไม่ผ่าน จะทำอย่างไรได้บ้างว่า หากญัตติไม่ผ่านมีโอกาสยื่นได้ใหม่โดยจะต้องชี้แจงถึงเหตุผลในการแก้ไขให้ชัดเจน ซึ่งการชี้แจงในที่ประชุมเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมายังไม่ชัดเจน ส่วนกรณีที่จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมากดดันหน้ารัฐสภา ก็เป็นสิทธิและหน้าที่ ถ้าไม่นำความเดือดร้อนหรือละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือกระทำผิดกฎหมายก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัว ส่วนรัฐสภาก็ทำหน้าที่พิจารณาไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ส.ว.อาจถูกกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุม พ.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า หากมีการนำมวลชนมากดดันเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการเท่ากับว่าตกอยู่ใต้อิทธิพลอำนาจมืด ทั้งที่ไทยมีวัฒนธรรมจารีตประเพณีมากว่า 800 ปีที่สำคัญรัฐธรรมนูญเป็นจิตวิญญาณของประเทศไม่สามารถพูดกันโดยไม่มีเหตุและผลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า สังคมจะผิดหวังหรือไม่ หากรัฐสภาตีตกทั้ง 6 ญัตติ พล.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า ไม่รู้ แต่เห็นว่าความเห็นจากการอภิปรายมี 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายยื่นเสนอ และอีกฝ่ายคัดค้าน ยังไงดูว่าจะเอาอย่างไรแต่พอมาพูดเหตุผลฟังในเหตุผลแล้วส.ส.ก็ต้องให้เหตุผลที่ดี แต่ส.ส.ยังไม่ชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78453</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ประชุมรัฐสภา, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, แก้ไข รธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c13dce84ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สว.คนละ&#039;5หมื่น&#039; บริจาคสู้โคโรนา สส.ชิ่งไม่เอาด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรเพชร&amp;quot; ขอความร่วมมือ ส.ว.​หักเงินเดือน เม.ย.ขั้นต่ำคนละ 5 หมื่นบาท ตั้งกองทุนช่วยต้านโควิด-19 แต่กลับเสียงแตก &amp;quot;เสรี&amp;quot; หนุนเต็มที่ &amp;quot;กิตติศักดิ์&amp;quot; ไม่เอาด้วย อ้างอย่าแค่เอามันทางการเมือง ส่วน &amp;quot;ส.ส.&amp;quot; โอดต้องใช้จ่ายในการลงพื้นที่ &amp;quot;สุทิน&amp;quot; หวั่นบริจาคแล้วใช้ไม่คุ้มค่า ทั้งอาจถูกหักหัวคิวอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 เม.ย.63 &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ทำหนังสือถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทุกคน โดยระบุว่าตามที่เกิดสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ &amp;nbsp;เพื่อให้ ส.ว.ได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ดังกล่าวของประเทศ นายพรเพชร &amp;nbsp;วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้ประชุมหารือร่วมกับ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 &amp;nbsp;นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) มีความเห็นว่า สมาชิก ส.ว.ทุกคนควรมีบทบาทร่วมกันในนามของวุฒิสภาเพื่อที่จะหาหนทางช่วยกันคลี่คลาย และแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ดังกล่าวของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะได้ขอความร่วมมือจากสมาชิก ส.ว.ทุกคนร่วมกันบริจาคเงินขั้นต่ำคนละ 50,000 บาท เพื่อเป็นกองทุนบรรเทาทุกข์ประชาชนในนามของวุฒิสภา โดยจะมีการหักเงินจำนวนดังกล่าวจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งประจำเดือนเมษายน 2563 ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับเงินบริจาคจะได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาในรายละเอียดตามความเหมาะสมต่อไป โดยมอบหมายให้เลขาธิการวุฒิสภาชี้แจงรายละเอียดกับประธานกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาทุกคณะ เพื่อแจ้งให้สมาชิก ส.ว.ในแต่ละคณะกรรมาธิการทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า ส่วนตัวยินดีสละเงินเดือน ส.ว.ทั้งหมด เพื่อนำไปช่วยเหลือคลี่คลายการระบาดของเชื้อโควิด-19 และเชื่อว่า ส.ว.ทุกคนก็เห็นด้วยกับหลักการสละเงินเดือนเพื่อนำไปช่วยเหลือจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือให้รัฐบาลนำไปใช้จ่ายในการหยุดยั้งการแพร่ระบาด ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะสละเงินเดือนได้มากน้อยเพียงใด เพราะแต่ละคนมีภาระความจำเป็นในการใช้จ่ายไม่เหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรีกล่าวว่า ในสภาวะโรคระบาดเช่นนี้การช่วยเหลือกันเป็นสิ่งสมควร ส.ว.ทุกคนทำงานกันตลอด ไม่ได้อยู่เฉยๆ มีการหารือกันตลอดเวลา ที่ผ่านมานำสิ่งของไปแจกประชาชนตลอด มีทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ส่วนที่รัฐบาลจะกู้เงิน 1.6 ล้านล้านบาทมาใช้แก้สถานการณ์โควิด-19 นั้น ถือเป็นความจำเป็น แต่เมื่อกู้แล้วต้องบริหารจัดการใช้เงินให้ดี มีความระมัดระวังในการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนจริงๆ ไม่ไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดหรือไปสร้างภาระในอนาคตมากเกินไป แต่ถ้าจะไม่ให้กู้เลยก็คงไม่ได้ เพราะถ้ากลัวไปหมดทุกเรื่องก็แก้ปัญหาไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากจะให้ ส.ว.สละเงินเดือนทั้งหมดไปช่วยแก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด ต่อให้ ส.ส.-ส.ว.สละเงินเดือน 3 เดือนก็ได้เงินมากสุดแค่ &amp;nbsp;300 กว่าล้านบาท ไม่สามารถนำไปแก้ไขอะไรได้มาก ส.ส.และ ส.ว.ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนกันทุกคน &amp;nbsp;บางคนมีแค่เงินเดือนอย่างเดียว แต่มีภาระค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่มาก ดังนั้นการสละเงินเดือนจึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศไทยยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก ถังแตกถึงขนาดที่ต้องให้ ส.ส., ส.ว.และข้าราชการต้องสละเงินเดือนทั้งหมด รัฐบาลมีงบประมาณช่วยเหลืออยู่แล้ว คนที่เสนอประเด็นนี้มาอย่าแค่เอามันทางการเมือง &amp;nbsp; ที่ผ่านมา ส.ว.ทุกคนสละเงินเดือนบางส่วนนำไปบริจาค ซื้อของและหน้ากากแจกชาวบ้าน ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ประกาศตัวเป็นข่าว เราไม่ได้อยู่เฉยๆ โดยไม่ช่วยเหลือประชาชนเลย คนที่ไม่ชอบส.ว.อย่ามาจุดประเด็นเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องดรามา&amp;quot; นายกิตติศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ขอความร่วมมือ ส.ว.หักเงินเดือนขั้นต่ำ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;หมื่นบาทต่อคน เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ว่า ในส่วน ส.ส.แต่ละคนได้ช่วยเหลือในพื้นที่อยู่แล้ว&amp;nbsp;ไม่เหมือนกับ ส.ว.ที่ไม่ได้ทำพื้นที่ &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ส.ส.จัดซื้อทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ และอื่นๆ ดูแลประชาชน ซึ่งนั่นคือเรื่องส่วนตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในนามส่วนรวมก็คงต้องมีด้วย โดยตนจะได้หารือเรื่องนี้กับ ส.ส.อีก&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;คนในวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;เม.ย. ว่าจะมีการบริจาคในนามพรรคให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเราจะสอบถามก่อนว่าขาดอะไรบ้าง แล้วจะได้เติมเต็มให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การบริจาคของ ส.ว.เป็นเรื่องที่น่าส่งเสริม มีข้อดีทางด้านจิตวิทยา สร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน แต่เมื่อนำจำนวนเงินไปเทียบกับปัญหาการแพร่ระบาดโควิด ถือว่าน้อยมากและไม่น่าจะเพียงพอ รวมถึงยังห่างไกลกับขนาดของปัญหาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินเสนอว่า นอกเหนือจากการบริจาคแล้ว อยากให้รัฐบาลออกมายืนยันและสร้างความสบายใจให้ผู้บริจาคว่าจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และต่อไปจะไม่มีข่าวการทุจริตเครื่องมือแพทย์ หรือหักหัวคิวชุดตรวจโควิด เพราะวันนี้คนได้ยินว่ามีทุจริตหักหัวคิวคนจึงไม่อยากบริจาค ทั้งนี้ถ้าจัดการเรื่องทุจริตหักหัวคิวได้จริงจะทำให้ได้เงินมากกว่าการบริจาคของ ส.ส.และ ส.ว.รวมกันหลายเท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่าในส่วนของ ส.ส.ไม่มีใครแล้งน้ำใจ แต่ธรรมชาติของ ส.ส.และ ส.ว.ต่างกัน อาทิ ส.ส.หลายคนใช้เงินลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ แต่ ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่ได้ลงพื้นที่อาจจะเลือกใช้วิธีการบริจาค&amp;quot; นายสุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า อดีต ส.ส.และอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตนเองพูดเรื่องรัฐประหารโควิด เสรีภาพกับสุขภาพสำคัญเท่ากัน แล้วถูกฝ่ายตรงข้ามเยาะเย้ยว่า ถ้าได้ฟังตนพูดทั้งหมดในรายการ Interregnum ผ่าน Podcast ประมาณ 35 &amp;nbsp;นาที จะเห็นได้ชัดว่าตนไม่ได้ตำหนิติเตียนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใดๆ เลย มีแต่การวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นมีความบกพร่องจริงๆ เป็นการแก้ไขปัญหาในลักษณะวิ่งตามไปเรื่อยๆ ออกมาตรการแต่ละอย่างคิดได้แบบไม่ครบถ้วนทั้งระบบ พอออกมาตรการเรื่องหนึ่ง เกิดผลร้ายจากมาตรการนั้น ต้องไปตามแก้อีก แทนที่การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสามารถทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้นในการแก้ปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงกันข้ามทุกท่านเห็นแล้วว่าแม้จะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้ว แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมยืนยันว่าในท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาครั้งนี้ถ้าหากเรามีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพจริงๆ ผมคิดว่าถ้าคุณประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขนาดนี้แล้ว มันน่าจะแก้ไขได้ ตรงกันข้ามตอนนี้ทำไปทำมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศขึ้นไปมันอาจจะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดยืนยันว่าเอาใจช่วยรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาเรื่องวิกฤติโควิดให้ได้ เพราะเรื่องนี้มันหนักจริงๆ&amp;quot; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวด้วยว่า เราวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลด้วยความปรารถนาดีหวังดีทั้งนั้น มีข้อเสนอแนะโดยตลอด ส.ส.พรรคฝ่ายค้านหลายคนก็ทำข้อเสนอ อยากจะให้มองว่าการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะต่างๆ ทำด้วยความหวังดีทั้งนั้น ทำงานร่วมกับรัฐบาลนั่นเอง ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ถ้าไม่เสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์กันเลย ตนคิดว่ามันอาจจะไม่ดี ต้องช่วยกัน เท่าที่ตนพบเจอกับพี่น้องประชาชนและคุยกับพวกเราด้วย ไม่มีใครที่จะไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพียงแต่ขอมาตรการให้ชัดเจน คิดรอบด้านทั้งระบบ ถ้าตัดสินใจทำทุกคนเจ็บไปด้วยกัน ถูกจำกัดเสรีภาพด้วยกัน ต้องมีมาตรการต่างๆ รองรับตามมาด้วย ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เปรียบเสมือนประชาชนกำลังกลั้นหายใจอยู่ การล็อกดาวน์มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลต้องใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องมีการตรวจเชิงรุก ทำสต๊อกอุปกรณ์การแพทย์ที่เกี่ยวข้อง มีการคิดล่วงหน้า &amp;nbsp;ถ้าล็อกดาวน์มากกว่านี้ต้องเตรียมระบบโลจิสติกส์ครั้งใหญ่ ที่จะต้องเอาปัจจัย 4 ไปถึงพี่น้องประชาชนให้ได้ ความสำเร็จของรัฐบาลคือความสำเร็จของประเทศไทย จากนี้ตนก็จะไปประชุม ส.ส.ผ่านระบบ &amp;nbsp;Zoom เพื่อประเมินสถานการณ์และทำกิจกรรมที่เหมาะสม เป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ ทำให้ประเทศไทยกลั้นหายใจให้น้อยที่สุด กลับมาหายใจได้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธากล่าวด้วยว่า อีก 32 วันจะเข้าหน้าฝน ปกติผู้ป่วยไข้เลือดออก 15,000 คน ไข้หวัดใหญ่ &amp;nbsp;20,000 คน ปอดบวม 14,000 คน เตียงทั้งประเทศมี 140,000 ไอซียู 7,700 เครื่องฟอกไต ปั๊มหัวใจมีอยู่เท่าไหร่ เป็นสิ่งที่พวกตนอยากเตรียม เราอยู่กับโควิดมา 100 วันแล้ว จะเอาเวลามาเตรียม 100 วันข้างหน้า โรงเรียนต้องเปิด เครดิตบูโร 90 วัน อาจจะเกิดหนี้เสียจำนวนมาก เราจะช่วยเตรียมเช็กลิสต์ให้รัฐบาล ไม่ให้เกิดการตามมาแก้ปัญหาภายหลัง จะเตรียมตัวเลขไว้ให้ช่วยกันคิด ถ้าเกิดสถานการณ์ผู้ป่วยจากหน้าฝนเกือบ 50,000 คน บวกกับโควิด เตียงในประเทศพอหรือไม่ ไอซียูในกรุงเทพฯ มี 2,000 จังหวัดน้อยที่สุดมีแค่ 3 ห้อง ถ้าโควิดไปอยู่ภาคใดที่มีไอซียูแค่ 3 เตียงจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเตรียมตั้งแต่วันนี้จะแก้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วทุกภูมิภาคของประเทศว่า หลังการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การใช้มาตรการเคอร์ฟิวเพื่อจำกัดการเดินทางของประชาชน ถ้าผลออกมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง ที่อาจเป็นสัญญาณว่า บุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขของประเทศเริ่มที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ หากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ภาครัฐต้องผ่อนปรนบางมาตรการเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทสามารถกลับมาขับเคลื่อนได้ ไม่ใช่ไปจับคนฝ่าฝืนเคอร์ฟิวคืนละร้อยกว่าคน แล้วพยายามสื่อสารในลักษณะข่มขู่ประชาชนว่า ถ้าประชาชนไม่ร่วมมือจะต้องประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าวว่า กรณีการตีความจดหมายราชการของกระทรวงมหาดไทยที่ให้เตรียมพร้อมและยกระดับมาตรการรับมือโควิด-19 แล้วบอกว่าเป็นการตีความผิด แสดงว่าประชาชนบางส่วนตื่นตระหนกและไม่เชื่อมั่นในมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐออกมา เพราะที่ผ่านมาหลายมาตรการของภาครัฐ ลักลั่น สับสน ไม่มีมาตรการรองรับ ช้ากว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเสมอ หากการประกาศเคอร์ฟิว 4 ทุ่มถึงตี 4 ไม่ได้ผล ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อได้ แล้วรัฐบาลจะขยายเวลาในการประกาศเคอร์ฟิวเป็น 24 ชั่วโมง จะมีอะไรมาการันตีว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคจะได้ผล เกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดก็ไม่ได้ใช้วิธีการประกาศเคอร์ฟิว 24 &amp;nbsp;ชั่วโมง ในขณะที่พบข้อมูลการติดเชื้อของคนในบ้านเป็นการติดเชื้อที่สูงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากรัฐมีมาตรการที่เข้มขึ้นถึงขนาดห้ามออกจากเคหสถาน 24 ชั่วโมง อยากถามว่ารัฐบาลเตรียมการรับมือในเรื่องนี้ไว้หรือไม่ อย่างไร&amp;quot; โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62442</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, วิรัช รัตนเศรษฐ, ศุภชัย สมเจริญ, สุทิน คลังแสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c7fad9ecff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>686องค์กรฟ้อง สุริยะมติมิชอบ ยื้อแบนสารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;quot;มนัญญา&amp;quot; แจงกระทู้ ส.ว.เตรียมรับมือแบนสารพิษไว้แล้ว โบ้ยอำนาจยกเลิกอยู่ที่ &amp;quot;สุริยะ&amp;quot; &amp;nbsp;หมอระวีแนะ 3 พรรคเร่งเคลียร์ปัญหา หาข้อสรุปที่ลงตัว 686 องค์กรจ่อฟ้องศาลปกครอง-ศาลอาญาทุจริต เอาผิด &amp;quot;รมว.อุตสาหกรรม&amp;quot; ออกมติ 27 พ.ย.โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม เวลา 10.00 น. ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร &amp;nbsp;รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามของ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และนายสมชาย ชาญณรงค์กุล ส.ว. เรื่องรัฐบาลมีแผนยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รายการ ได้แก่ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต อย่างไร และหากไม่มีการยกเลิก รัฐบาลมีข้อมูลเหตุผลใดรองรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ประชุมเมื่อวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;พ.ย.ที่ผ่านมา ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ขณะนี้ยังไม่ประกาศลงนามโดย รมว.อุตสาหกรรม จึงไม่อาจคาดการณ์และนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติได้ แต่สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายไปแล้ว&amp;nbsp;89&amp;nbsp;ชนิด แต่การประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าวต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตรายที่มี รมว.อุตสาหกรรมเป็นประธาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งคณะทำงานโดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อรองรับการดำเนินการไว้แล้ว ซึ่งการจำกัดการใช้จะเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ หากตนยังได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรอยู่ ซึ่งขอบคุณ ส.ว.ที่มีความห่วงใยสุขภาพของประชาชน เนื่องจากสารเคมี&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ชนิดนี้หลายประเทศได้ยกเลิกการใช้แล้วเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นจะดำเนินการเร่งรัดในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนแบนสารเคมี 2 ชนิดคือ พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ส่วนไกลโฟเซตให้ใช้ได้ตามประกาศควบคุม ว่าเป็นความเห็นต่างใน 3 พรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแบนสารเคมีกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแบนสารเคมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวว่า สิ่งที่ควรเร่งให้เกิดขึ้นคือ พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 3 พรรคต้องเร่งเดินหน้าพูดคุยกันให้ชัดเจน ว่าจะมีมาตรการใดในช่วง 6 เดือนที่เลื่อนแบนสารเคมี หากฝ่ายการเมืองยังไม่มีข้อสรุปลงตัวชัดเจน สิ่งที่น่าห่วงคือจะเกิดความขัดแย้งในภาคประชาชน เพราะฝ่ายที่อยากให้แบนก็ต้องสู้ต่อ ส่วนฝ่ายเกษตรกรที่ไม่อยากให้แบนก็สู้ต่อเช่นกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะตัดสินใจเรียกทั้ง 3 ฝ่ายมาพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรกลับมติ ควรยืนยันการแบนสารเคมีทั้ง 3 ตัว โดยให้มีบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน กำหนดมาตรการผ่อนผันหาทางออกให้เกษตรกรปรับตัว และทุกอย่างก็จะราบรื่นมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อศึกษาวิจัยหาความจริง โดยมีตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายเก็บตัวอย่างทั้งน้ำและดินว่ามีสารพิษตกค้างจริงหรือไม่ นอกจากนี้ขอให้รัฐบาลตั้งเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มูลนิธิชีววิถี เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ร่วมกับเครือข่ายผู้บริโภค นำโดยนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง &amp;nbsp;เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ในฐานะเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น และประธานคณะทำงานวิชาการเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) ร่วมกันแถลงข่าวเดินหน้าขับเคลื่อนการแบน 3 สารพิษหลังมีมติสันนิษฐานล้มแบนไกลโฟเซต เลื่อนแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์กล่าวว่า มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายดังกล่าว ขอใช้คำว่าเป็นมติสันนิษฐานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เพราะเป็นการดำเนินการที่ไม่มีเหตุผลรับรองในการทบทวนมติและกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุผลที่มติไม่ชอบ คือ 1.ข้ออ้างการทบทวนมติเมื่อวันที่ 22 &amp;nbsp;ต.ค.52 ไม่มีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ เช่น อ้างว่าไกลโฟเซตไม่เป็นอันตราย ซึ่งขัดแย้งกับข้อวินิจฉัยของสถาบันมะเร็งนานาชาติ (IARC) องค์การอนามัยโลก และคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ ที่ให้บริษัทสารเคมีต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ใช้และแก่รัฐ อ้างว่าขัดต่อความตกลงในองค์การการค้าโลกที่ต้องให้แจ้งล่วงหน้า 60 วันก่อนมีมาตรการ แต่ในความตกลงสุขอนามัยและอนามัยพืช (SPS) ระบุไว้ว่า กรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบต่อสุขภาพ สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยึดกรอบเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่ามีผู้คัดค้านจำนวนมาก 75% จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ ซึ่งเป็นไปโดยมิชอบ เนื่องจากนำรายชื่อผู้คัดค้านจากกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสารพิษ 17,527 &amp;nbsp;รายชื่อมารวมด้วย และการลงมติทางออนไลน์ 1 คนก็ทำได้หลายครั้ง ส่วนข้ออ้างว่าไม่มีระยะเวลาเพียงพอและไม่มีวิธีการทดแทนนั้น จริงๆ แล้วกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้แบนมากว่า 2 ปี 7 เดือนแล้ว กระทรวงเกษตรฯ กลับไม่เสนอทางเลือกที่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กระบวนการลงมติเมื่อวันที่ 27 พ.ย.เป็นการลงมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นได้จากการแถลงว่าลงมติแบบเอกฉันท์ และอ้างเป็นเสียงส่วนใหญ่หลังจาก รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ลาออกจากกรรมการวัตถุอันตรายเพราะไม่ยอมรับผล เพราะยืนยันว่าเสนอยึดมติเดิม เช่นเดียวกับตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่กระทรวงอื่นๆ ก็ไม่ทราบว่าจะลงมติแบบใด ทั้งที่กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย คือการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก โดยที่ผ่านมาได้ใช้วิธีการลงคะแนนตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งการลงมติเมื่อ พ.ค.61 เมื่อวันที่ 14 ก.พ.62 &amp;nbsp;และวันที่ 22 ต.ค.62 ก็ลงมติชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์กล่าวว่า ข้อเสนอของเครือข่ายมี 5 ข้อ คือ 1.ยืนยันให้ทุกฝ่ายเคารพมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ต.ค.62 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมต้องดำเนินการตามขั้นตอนในการออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การแบนพาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายโดยเร็ว 2.เครือข่ายฯ ขอประกาศจะดำเนินการฟ้องศาลปกครอง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อนายสุริยะที่ดำเนินการประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย.62 โดยมิชอบ 3.เครือข่ายฯ ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบการตกค้างของ 3 สารพิษในสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่ใส่ใจและมีนโยบายคุ้มครองสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.เครือข่ายฯ จะดำเนินการฟ้องคดีแบบกลุ่มให้แก่ผู้ที่ได้รับอันตรายจาก 3 สารพิษนี้ คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนนี้ โดยได้ความร่วมมือจากทีมทนายความที่ต่อสู้คดีให้นายดเวนย์ ลี จอห์นสัน &amp;nbsp;ที่ชนะคดีไกลโฟเซตในสหรัฐอเมริกา และ 5.เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่าน &amp;nbsp;โดยดำเนินการตามมติและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ซึ่งได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงเอกฉันท์จากสภาผู้แทนราษฎร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51639</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์, นพ.อำพล จินดาวัฒนะ, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, สมชาย ชาญณรงค์กุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de51da36ccf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวังใช้งบ63กลางม.ค. สภาสูงตั้งกมธ.คู่ขนาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปธ.วิปรัฐบาลยัน กมธ.วิสามัญร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 เร่งถกให้เสร็จก่อนสิ้นปี คาดสภาถกวาระ 2-3 สัปดาห์ที่สอง ม.ค.ปีหน้า วุฒิสภาตั้ง กมธ.พิจารณาคู่ขนาน พท.โต้ พปชร.เล่นการเมืองน้ำเน่าโทษรัฐบาลปู ซัด 6 ปี รบ.ตู่บริหารล้มเหลวเองก่อหนี้ 2.2 ล้านล้าน โพลชี้คนกรุงเทคะแนนให้ฝ่ายค้านชนะรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ประชุมวุฒิสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จำนวน 40 คน แบ่งเป็น ส.ว.จำนวน 37 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 3 คน ดังนี้ 1.นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ 2.นายคำนูณ สิทธิสมาน 3.พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง 4.นายเจน นำชัยศิริ 5.นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร 6.นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน 7.พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ 8.นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ 9.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ 10.นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย 11.พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง 12.พล.อ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช 13.ศาสตราจารย์นิสดารก์ เวชยานนท์ 14.พล.อ.บุญธรรม โอริส 15.นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ 16.นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ 17.พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ 18.นายยุทธนา ทัพเจริญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;19.นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร 20.นายวิทยา ผิวผ่อง 21.น.ส. วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ 22.น.ส. วิไลลักษณ์ อริมทมะพงษ์ 23.นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ 24.พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล 25.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 26.นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล 27.พล.อ.สนธยา ศรีเจริญ 28.นายสมชาย ชาญณรงค์กุล 29.นายสมชาย หาญหิรัญ 30.นายสมพล เกียรติไพบูลย์ 31.นายสมศักดิ์ &amp;nbsp;โชติรัตนะศิริ 32.พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย 33.นายสุชัย บุตรสาระ 34.นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ 35.นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ 36.นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ 37.นายอำพล จินดาวัฒนะ 38.นายประยงค์ ตั้งเจริญ ผู้แทนสำนักงบประมาณ 39.นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้แทนกระทรวงการคลัง และ 40.น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภาระยะเวลาการดำเนินงาน 10 วัน นับตั้งแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบและส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มาให้วุฒิสภา โดย กมธ.จะเริ่มประชุมนัดแรกวันที่ 28 ต.ค. เวลา 13.30 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 กล่าวว่า การตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 เป็นเพียงการทำงานคู่ขนานของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะไม่มีการอภิปรายหรือพิจารณาเนื่องจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วุฒิสภายังไม่ได้รับเรื่อง เพราะต้องรอให้สภาลงมติในวาระสามให้แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษา เนื่องจาก ส.ว.มีเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ​เพียง 20 วัน จึงจำเป็นต้องตั้ง กมธ.ศึกษาเพื่อพิจารณาคู่ขนาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กล่าวว่า คาดว่า ส.ว.จะรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ.2563 จากสภาผู้แทนราษฎร ช่วง ม.ค. 2563 เพราะขณะนี้สภาต้องพิจารณารายละเอียดเพื่อปรับลดตัวเลขที่เสนอของบประมาณ ทั้งนี้ ส.ว.ไม่มีอำนาจปรับลดรายการของงบประมาณที่สภาพิจารณาแล้วได้ มีเพียงหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาเท่านั้น
กมธ.งบ 63 เร่งถกเสร็จสิ้นปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ต.ค.นี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 จะนัดประชุมกันในช่วงเช้า เพื่อเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนสิ้นปีนี้ จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2-3 คาดว่าจะเป็นสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือน ม.ค.2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เเละรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากนี้ไปรัฐบาลจะเร่งทำงานต่อ เพราะภารกิจยังมีต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเเละ รมว.กลาโหม ย้ำเสมอว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องติดตามงานในหน้าที่ เเละอย่าให้มีเรื่องทุจริต เชื่อว่า ครม.จะทำงานตามที่นายกฯ ระบุไว้เเน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อสังเกตจากการอภิปรายครั้งนี้จาก ส.ส. จะเป็นข้อมูลที่ กมธ.วิสามัญนำไปพิจารณาประกอบในการเเปรญัตติ เเละเสียงสะท้อนเกี่ยวกับงบที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับมานั้น ผมน้อมรับฟังเเละจะเสนอความเห็นประกอบไปให้ กมธ.วิสามัญพิจารณาเช่นกัน ขอบคุณที่ทุกฝ่ายใส่ใจเเละให้ความสำคัญต่อการศึกษาของเยาวชนไทย ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เเละหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย&amp;rdquo; รมว.ศึกษาธิการกล่าว เเละว่า เสียงสะท้อนเรื่องงบประมาณอาหารเช้าเเละอาหารกลางวันของนักเรียนที่มีหลายมุมมองในการประชุมครั้งนี้ คือสิ่งที่ดีที่ ส.ส.ฝ่ายค้านเเละรัฐบาลเเสดงความห่วงใยร่วมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีการอภิปรายเรื่องจำนำข้าว ในวาระการพิจารณาร่าง&amp;nbsp;พ.ร.บ.งบประมาณฯ 63 ว่า เพิ่งทราบว่าเนื้อหาในช่วงต้นของการอภิปรายไม่ได้มีการเผยแพร่ เพราะมีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีฯ จึงทำให้การรับข้อมูลเพียงบางส่วนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง จึงขออธิบายเพิ่มเติม 2 ข้อ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การอภิปรายพรรคฝ่ายค้านมีการนำเสนอถึงข้อมูลหนี้สาธารณะของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจำนวนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ จึงนำเสนอข้อเท็จจริงในรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเราต้องกลับไปดูค่าเฉลี่ยการกู้เงินในแต่ละปีร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง 2.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กู้เงินทั้งสิ้นรวม 2 ล้านล้านบาท จากที่ได้มีการตั้งวงเงินไว้ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งหนึ่งในจำนวนของฐานวงเงินกู้จำนวน 1.5 แสนล้านบาทนั้น มาจากการที่รัฐบาลต้องจ่ายชดใช้คืนเงินให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จากกรณีจำนำข้าว ซึ่งไม่ได้เป็นหนี้ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก่อไว้เอง ทั้งนี้ ทุกรัฐบาลย่อมมีผลผูกพันจากการทำงานของรัฐบาลก่อนหน้า ซึ่งไม่ได้ต้องการโจมตีไปที่รัฐบาลใดทั้งสิ้น เพียงแต่การนำเสนอข้อมูลต้องนำรายละเอียดมาพิจารณาให้ครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์การกู้เงินเพื่อชดเชยการจัดทำงบประมาณขาดดุลนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามกู้เท่าที่จำเป็น และคำนึงถึงขีดความสามารถในการชำระคืน อีกทั้งการหารายได้ให้กับประเทศ &amp;nbsp;และข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก็คือ รัฐบาลประยุทธ์ต้องแบกภาระความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ใช้งบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว และเกิดความเสียหายกว่า 9 แสนล้านบาท ทั้งที่เป็นโครงการที่ดี แต่มีการทุจริตทุกขั้นตอน ดังนั้น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐมีสิทธิโดยชอบธรรมในการพูดถึงปัญหาดังกล่าว ซึ่งภาระงบประมาณ อีกทั้งภาระหนี้ก้อนนี้ไม่ได้เป็นวงเงินที่คงที่ ดอกเบี้ยย่อมปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกวันอย่างปฏิเสธไม่ได้
ซัดตู่ก่อหนี้เองกลับโทษปู
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับการทำงานของทีมโทรโข่งพรรคพลังประชารัฐ ที่มุ่งแต่โจมตีเรื่องอดีต ทั้งที่พรรคตัวเองมักออกมาพูดอยู่เสมอว่าอยากให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ไม่ควรจมอยู่กับอดีต และควรทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ แต่วันนี้รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐยังเป็นพวกแผ่นเสียงตกร่อง อ้างเหตุผลว่าต้องกู้เงินมากในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 เพราะเอามาใช้หนี้จำนำข้าว ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วเกือบ 6 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการด้อยฝีมือของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ต่อเนื่องมาจนถึงประยุทธ์ 2 บริหารราชการแผ่นดินมากว่า 6 ปี สร้างหนี้เป็นเงิน 2.2 ล้านล้านบาท แต่กลับทำเป็นตาถั่วมองไม่เห็น พอหาความดีให้ตัวเองไม่ได้ก็หันไปโทษรัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ประชาชนจนจะตายกันหมดแล้ว เศรษฐกิจดิ่งเหว ดัชนีทุกตัวตกต่ำ มีแต่ใช้งบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่พลพรรคพลังประชารัฐยังใช้วิธีการเล่นการเมืองแบบน้ำเน่า ขอเรียกร้องให้พรรคพลังประชารัฐหันมาตอบสังคมว่าจะกู้เงินแบบนี้ต่อเนื่องไปอีกกี่ปี แล้วช่วยหารัฐมนตรีฝีมือดีๆ มาโชว์ประชาชนว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รวยกระจุก จนกระจาย คนฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจกันทุกวันได้อย่างไรจะดีกว่า ขืนยังทำพฤติกรรมรำไม่ดีโทษปี่โทษปู ระวังจะเป็นบูมเมอแรง เพราะการกล่าวหาเรื่องเงินใช้หนี้โครงการจำนำข้าว ซึ่งก่อนหน้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็เป็นหนี้คงค้างนโยบายประกันราคาต่อมาเกือบ 3 ปี โดยมารยาททางการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติของการจัดทำนโยบาย&amp;quot; นายจิรายุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากโพลที่ฝ่ายค้านดำเนินการจัดทำ พบว่าหลังการอภิปรายงบประมาณปี 2563 ประชาชนชื่นชมฝ่ายค้านว่าทำหน้าที่ชำแหละการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลของรัฐบาลได้โดนใจมากถึง 72.5% และไม่มั่นใจในการใช้งบประมาณของฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากชี้แจงหลายประเด็นไม่ชัดเจน งบความมั่นคง งบกลาง และงบที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและพัฒนาคน โดยเฉพาะเรื่องการกู้เงินที่มีเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลต่อเนื่องมากว่า 6 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เฉพาะผู้ที่สนใจติดตามการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จำนวนทั้งสิ้น 436 คน สรุปผลได้ดังนี้ 1.ประชาชนคิดอย่างไร ต่อการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ในครั้งนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 43.68% ระบุว่าทำให้ได้รู้ว่ารัฐบาลจะนำงบประมาณไปใช้อะไรบ้าง รู้ข้อมูลมากขึ้น รองลงมา 38.70% งบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ มีผลต่อการพัฒนาบ้านเมือง, 18.77% ไม่ค่อยมีสีสัน ไม่น่าสนใจ รัฐบาลมีเสียงมากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โดยภาพรวม ประชาชนพึงพอใจต่อการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 มากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ 36.07% ค่อนข้างพึงพอใจ เพราะทั้งสองฝ่ายนำเสนอได้ดี ตรงประเด็น ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณ เกิดกระแสการตื่นตัวทางการเมือง ฯลฯ รองลงมา 33.02% ไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะผู้อภิปรายบางท่านยังพูดในรูปแบบเดิมๆ พูดนอกเรื่อง ไม่ตรงประเด็น รัฐบาลตอบข้อซักถามไม่ชัดเจน ฯลฯ, 23.42% ไม่พึงพอใจเลย เพราะประท้วงบ่อย ทำให้เสียเวลา ฟังอภิปรายไม่ต่อเนื่อง เหตุผลของการนำงบประมาณไปใช้ในด้านต่างๆ ฟังไม่ขึ้น ฯลฯ, 7.49% พึงพอใจมาก เพราะเป็นการอภิปรายที่ตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลมากขึ้น ฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้ดี ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สิ่งที่ประชาชน &amp;quot;สมหวัง/พอใจ&amp;rdquo; กับการอภิปรายครั้งนี้ ส่วนใหญ่ 52.10% ฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้ดี นำเสนอข้อมูลชัดเจน รองลงมา 32.93% การจัดสรรเวลา เป็นระเบียบมากขึ้น 23.35% ได้รู้และเข้าใจเรื่องงบประมาณมากขึ้น ส่วนสิ่ง &amp;ldquo;ผิดหวัง/ไม่พอใจ&amp;rdquo; ส่วนใหญ่ 43.40% รัฐบาลตอบคำถามไม่ชัดเจน ไม่ตรงประเด็น รองลงมา 37.26% การจัดสรรงบประมาณไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้อง 21.70% พูดนอกเรื่อง ประท้วงบ่อย ไม่สำรวม&amp;nbsp;
เทคะแนนฝ่ายค้านชนะ รบ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ถ้าคะแนนเต็ม 10 คะแนน ประชาชนให้คะแนนการอภิปรายทั้งของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลกี่คะแนน พบว่า ให้ฝ่ายค้าน 6.94 คะแนน และฝ่ายรัฐบาล 5.11 คะแนน 5.ข้อเสนอแนะ หากมีการอภิปรายในครั้งต่อไป ส่วนใหญ่ 48.94% ระบุว่าควรมีตัวเลขแสดงงบประมาณที่ชัดเจน มีภาพประกอบที่เข้าใจง่าย, 34.04% จัดสรรเวลาและเนื้อหาให้กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ไม่พูดซ้ำซ้อนกัน, 27.66% มีภาพเก็บตก บรรยากาศเบื้องหลัง ภาพการทำงานของ ส.ส.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล&amp;nbsp;เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามเรื่อง &amp;quot;งบปี 63 ประชาชนหนุนใคร&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,069 ตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงความต้องการให้รัฐใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ช่วยเหลือประชาชนด้านต่างๆ พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 65.9 ระบุด้านสุขภาพ เช่น รักษาฟรี หมอดี ยาดี บริการดี สร้างเสริมสุขภาพ รองลงมาคือร้อยละ 64.9 ระบุด้านการศึกษา เช่น เรียนฟรี เรียนสูง โรงเรียนดี ครูดี ช่วยเด็กยากจน, ร้อยละ 59.8 สร้างงาน เช่น คนไทยมีงานทำ ทักษะดี เงินดี มีหลักประกัน มีสุขพอเพียง, ร้อยละ 54.3 ด้านความมั่นคง กองทัพ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เช่น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แก้ปัญหาภัยพิบัติ สาธารณภัย ช่วยเหลือฟื้นฟูทั่วถึงไม่ตกหล่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงฝ่ายที่ประชาชนสนับสนุนในตอนนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.2 ขออยู่ตรงกลางไม่เลือกข้าง เพราะแย่ทั้งสองฝ่าย รอดูผลงาน ในขณะที่ร้อยละ 16.9 สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 15.9 สนับสนุนฝ่ายค้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจคือ เสียงสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลสูงกว่าฝ่ายค้านอยู่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ยังขออยู่ตรงกลาง เพราะเห็นว่าแย่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย รอดูผลงาน แต่ที่น่าพิจารณาคือการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานความมั่นคง กองทัพ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ติด 1 ใน 5 ที่ประชาชนให้การสนับสนุนด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แก้ปัญหาภัยพิบัติ สาธารณภัย ช่วยเหลือฟื้นฟูทั่วถึงไม่ตกหล่น ในขณะที่ประชาชนยังคงให้ความสำคัญต่อสุขภาพที่ได้รับการรักษาฟรี หมอดี ยาดี บริการดี รองลงมาคือการศึกษาที่ต้องการให้เด็กเยาวชนเรียนฟรี เรียนสูง โรงเรียนดี ช่วยเหลือเด็กยากจน มีโอกาสยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตที่ดีกว่า ในขณะที่การมีงานทำ ทักษะดี เงินดี มีหลักประกันมั่นคง และด้านคมนาคมที่ประชาชนต้องการความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น&amp;quot; ผอ.ซูเปอร์โพลระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48469</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรายุ ห่วงทรัพย์, ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, ทิพานัน ศิริชนะ, นพดล กรรณิกา, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, วทันยา วงษ์โอภาสี, วิรัช รัตนเศรษฐ, สมชาย แสวงการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191020/image_big_5dac500157b37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
