<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝุ่นปรับ ครม.ตลบ​ แต่คนกำหนดเกมคือ​ &#039;3 ป.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันอังคารที่​ 2​มี.ค.นี้​ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; พล.อ.ประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี​ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ​ จะนั่งหัวโต๊ะประชุม​ ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณารายชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะนั่งเป็นรัฐมนตรีของพรรค​ ก่อนเสนอไปให้​ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี​และ รมว.กลาโหม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นที่น่าสนใจคือ​ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว​ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ​มีการล่ารายชื่อกันที่รัฐสภา​ เพื่อทำหนังสือถึง​ พล.อ.ประยุทธ์​ ผ่าน​ พล.อ.ประวิตร​ในประเด็นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่เนื้อหาในหนังสือยังระบุว่า​ มอบอำนาจให้​ พล.อ.ประวิตร​เป็นผู้พิจารณาตัวบุคคลของพรรคที่จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มี​ ส.ส.กว่า​ 90​คนร่วมลงชื่อ​ ยกเว้นรัฐมนตรี​กับ​ ส.ส.บางส่วนในกลุ่มสามมิตร​ ที่ไม่ได้ลงชื่อในครั้งนี้​ โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตร​ ที่พยายามปรับยุทธศาสตร์การเดินใหม่​ ไม่เรียกร้อง​ ออกตัว​แรง​ แต่ทำตัวเป็นเด็กดีของนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากแต่การกระทำของ​ ส.ส.ที่ล่ารายชื่อกัน​ ไม่ได้ถูกตำหนิจาก​ พล.อ.ประวิตร​แต่อย่างใด​ ส.ส.บางคนที่ร่วมลงชื่อ​กลับบอกด้วยซ้ำว่า​ พล.อ.ประวิตร​แฮปปี้ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่า​ การล่ารายชื่อครั้งนี้ได้รับไฟเขียวให้ทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะการมีรายชื่อของนายวิรัช​ รัตนเศรษฐ​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ และประธานวิปรัฐบาล​ กับนายไพบูลย์​ นิติตะวัน​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย​ เซ็นนำร่อง​ ย่อมบ่งบอกอะไรได้บางอย่างว่า​ ไม่ได้เป็นการกระทำที่พลการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน​ การลงชื่อไป​ ไม่ต่างอะไรกับหนังสือยินยอมว่า​ ไม่ว่า​สุดท้าย​ พล.อ.ประวิตรจะเสนอชื่อใครในพรรคให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี​ในการปรับคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ ครั้งนี้ทุกคนต้องยอมรับ​ ไม่มีสิทธิ์ฟาดงวงฟาดงา​ เพราะถือว่าได้ให้อำนาจเด็ดขาดไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการเคลื่อนไหวปรับ​ ครม.ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ​ กลุ่มใหญ่หลักๆ​ ตอนนี้เหลือเพียง​ 2​กลุ่มคือ​ กลุ่ม​ 3​ช.​ ภายใต้การนำของ​ ร.อ.ธรรมนัส​ พรหมเผ่า​ รมช.เกษตรและสหกรณ์​ นายสันติ​ พร้อมพัฒน์​ รมช.คลัง​ และนางนฤมล​ ภิญโญสินวัฒน์​ รมช.แรงงาน​ ที่ผนึกกำลังกับนายวิรัช​ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อีกกลุ่มคือ​ กลุ่มสามมิตร​ ภายใต้การนำของนายสุริยะ​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ รมว.อุตสาหกรรม​ นายสมศักดิ์​ เทพสุทิน​ รมว.ยุติธรรม​ นายอนุชา​ นาคาศัย​ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ 2 กลุ่มนี้​ ดูเหมือนกลุ่ม​ 3​ช.จะได้เปรียบกว่านิดๆ​ เพราะใกล้ชิดกับ​ พล.อ.ประวิตรมากกว่า​ อีกทั้ง​ พล.อ.ประวิตร​ยังไว้วางใจ​ ร.อ.ธรรมนัสให้ทำงานสำคัญๆ​ แทนตัวเองในระยะหลัง​ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่กลุ่ม​ 3​ช.ถูกสปอตไลต์ส่องมากในการปรับ ครม.ครั้งนี้​ว่า​ จะได้เก้าอี้สำคัญๆ​ ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ไม่ได้รับการจัดสรรตำแหน่ง​ รมว.เหมือนกับกลุ่มอื่นๆ​ ที่บางกลุ่มได้​ รมว.ถึง​ 2​คน​ จึงน่าจะได้รับการจัดสรรใหม่ให้เท่าเทียมกับบทบาทและหน้าตักในมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากแต่​ พล.อ.ประวิตรก็ต้องบาลานซ์ขุมกำลังภายในพรรค​ให้สมดุล เพราะต้องยอมรับว่า​ กลุ่มสามมิตรเองก็มี​ ส.ส.ที่เป็นเลือดแท้ในมือไม่น้อย​ ที่สำคัญ​ทั้งนายสุริยะและนายสมศักดิ์ต่างมีทรัพยากรและคอนเน็กชั่นกับพรรคเพื่อไทยไม่น้อยไปกว่า ร.อ.ธรรมนัสเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นว่า​ 2 กลุ่มนี้​ มีการเคลื่อนไหวที่ช่วงชิงจังหวะกันแบบแยบยล​ อย่างล่าสุดเสนอรายชื่อบุคคลในกลุ่มที่ยังไม่เคยเป็นรัฐมนตรีให้กับ​ พล.อ.ประวิตร​ โดย​ ร.อ.ธรรมนัสสนับสนุน​ นายไผ่​ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร​ นายวิรัช​สนับสนุน​ นายชัยวุฒิ​ ธนาคมานุสรณ์​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ ขณะที่กลุ่มสามมิตรไม่หยุดนิ่ง​ เสนอ​นายสรวุฒิ​ เนื่องจำนงค์​ ส.ส.ชลบุรี​ กับ​ นางบุญยิ่ง​ นิติกาญจนา​ ส.ส.ราชบุรี​ เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่า​ 4​คนไม่อาจสมหวังได้หมด​ หากแต่แต่ละกลุ่มจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ของตัวเองไว้ก่อน​​ ส่วนคนตัดสินใจว่าจะให้ใครคือ​ พล.อ.ประวิตร​ ที่จะเป็นผู้จัดสมดุลภายในพรรค​ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มสามมิตรเองแม้ครั้งนี้จะไม่ได้หวังมาก​ เพราะ​ 3 เก้าอี้​ที่นั่งอยู่​ ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ​ ทว่า​จำเป็นต้องขยับ​ และเสนอขึ้นไป​ ไม่ให้อีกฝ่ายเดินง่าย​จนมากระทบสัดส่วนของตัวเอง​ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่​ 13​ส.ส.ภาคใต้​ แม้ในทางสมการการเมืองพวกเขาควรได้​ 1​ที่นั่ง​ เพราะพรรคพลังประชารัฐยังไม่มีรัฐมนตรีจากภาคใต้​ แต่ปัญหาของกลุ่มนี้คือ​ ไม่มีหัวที่ชัดเจน​ ที่ผ่านมา​ ส.ส.แต่ละคนกระจัดกระจายไปทำกิจกรรมกับมุ้งอื่นๆ​ ภายในพรรค​ และครั้งนี้แต่ละคนต่างก็เสนอตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากไม่มีเอกภาพ​ ส.ส.ภาคใต้ยังไม่ค่อยมีอำนาจต่อรองภายในพรรค​ เนื่องจากถูกมองว่า​ ส.ส.เหล่านี้เข้ามาได้เพราะกระแส​ พล.อ.ประยุทธ์​ และที่ผ่านมาพรรคได้ให้การดูแล​ ส.ส.เหล่านี้มาตลอด​ ทำให้โอกาสจะสมหวังมีน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ดี​ ไม่ว่าฝุ่นจะตลบอบอวลแค่ไหนในพรรคพลังประชารัฐ​ ไม่ว่าใครจะต่อรอง​กดดันหนักขนาดไหน​ แต่สิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำให้เห็นทุกครั้งคือ​ คนกำหนดเกมไม่ได้เป็น​ ส.ส. หากแต่เป็นพี่น้อง​ 3​ป. ​พล.อ.ประวิตร​ ​พล.อ.ประยุทธ์​ หรือแม้แต่​ พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา​ รมว.มหาดไทย​&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้บ่อยครั้งที่รู้สึกว่านักการเมืองจะเป็นผู้ได้เปรียบในเกม และบ่อยครั้งที่เหมือน​มีความเสี้ยมเพื่อให้​ 3​ป.แตกคอกัน​ หรือดูเหมือนมีความขัดแย้งกัน​ หากแต่กลุ่ม​ 3 ป.ก็ไม่เคยเลือก​ใครก่อนพี่น้องตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันเป็นหลักการแบ่งแยกแล้วปกครอง​ จนหลายครั้งๆ​ ก็กลายเป็นนักการเมืองที่ถูกทหารสับขาหลอก​ ​แม้แต่การล่ารายชื่อหนนี้​ ที่เผลอๆ​ พี่น้องอาจคุยกันก่อนแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94543</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​, พล.อ.ประวิตร​ วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b8a4a8201e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาทิตย์&#039;ปลุกป้องสถาบัน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตประธานรัฐสภาเรียกร้องทุกฝ่ายปกป้องชาติ &amp;nbsp;ศาสน์ กษัตริย์ &amp;quot;หมอวรงค์&amp;quot; ชี้ &amp;quot;ปิยบุตร&amp;quot; เก็บอาการไม่อยู่ อยากหาทางลง ลั่นต้องขจัดนักการเมืองชั่ว พวกที่จ้องทำร้ายประเทศ &amp;quot;นิพิฏฐ์&amp;quot; ค้านเลิก ม.112 เผยทุกประเทศเขามีกฎหมายพิเศษคุ้มครองประมุขทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ระบุว่า ขอโปรดส่งให้เพื่อนสมาชิกทุกห้องของท่าน ที่มีความคิดเห็นร่วมกัน ที่ทุกคนที่เป็นคนไทย เห็นสมควรที่จะหยุดสร้างความแตกแยก หยุดทำร้ายสังคมไทย หยุดทำลายบ้านเกิด ควรร่วมปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขอให้ทุกฝ่ายมีความรักสามัคคีกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom โดยมีรายละเอียดว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ออกมาขู่อีกแล้วครับ เปรียบเทียบปฏิรูปกับปฏิวัติ แสดงว่าถ้าไม่ยอมปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ก็จะปฏิวัติ ทั้งๆ ที่ยังนึกไม่ออกว่าสถาบันฯ สร้างปัญหาอะไรให้ประเทศ ที่คุณคิดแต่จะล้มล้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่ปิยบุตรขู่ออกมา แสดงว่าเก็บอาการไม่อยู่ คงอยากหาทางลง เราต้องอดทนที่จะต้องทำการเมืองสะอาด ขจัดนักการเมืองชั่ว พวกที่จ้องทำร้ายประเทศ หลอกลูกหลานประชาชนมาบังหน้า แต่ตัวเองนอนอยู่บ้าน ปั่นคีย์บอร์ด และไม่เคยทำประโยชน์ใดๆ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ระบุว่า เก็บอาการไม่อยู่ ขู่ออกมาแบบนี้ แสดงว่าใกล้จบละครับ พวกเราต้องตั้งหลักกันให้ดีๆ #การเมืองสะอาดขจัดนักการเมืองชั่ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายปิยบุตรระบุว่าประชาชนที่ออกมาปกป้องสถาบันฯ ถูกจัดตั้งหรือเกณฑ์มาว่า นับวันนายปิยบุตรจะไม่เห็นหัวประชาชน ทำเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของประเทศ กล้าที่จะดูถูกดูแคลนประชาชนที่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากบอกคุณปิยบุตรว่า ประชาชนทั่วประเทศรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต ไม่มีใครถูกเกณฑ์หรือจัดตั้งมา แต่มาด้วยหัวใจที่รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คุณปิยบุตรคงกู่ไม่กลับแล้ว แทนที่จะช่วยกันคิดปฏิรูปประเทศ แต่กลับจะปฏิรูปสถาบัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมืองเลย มีแต่สถาบันจะสร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้กับประชาชนมาตลอด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวอีกว่า พอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอให้ม็อบคณะราษฎร 63 ถอยคนละก้าว และเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อนำปัญหามาแก้ในสภา นายปิยบุตรกลับมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยถอย แต่รุกคืบแดนประชาธิปไตย วันๆ ใช้แต่โวหารหลอกลวงไปเรื่อยๆ พล.อ.ประยุทธ์พยายามประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าไปให้ได้ด้วยความสงบสุข ไม่อยากเห็นประชาชนขัดแย้งกันเอง มองนักศึกษาเหมือนลูกหลาน การใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหาให้ประชาชน ซึ่งตอนนายปิยบุตรเป็น ส.ส. ก็เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่มาตอนนี้กลับบอกว่าอาจมี ส.ส.ฝั่งรัฐบาลและ ส.ว. ใช้เวทีถล่มนักศึกษา เป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟ อยากให้นายปิยบุตรช่วยกันแก้ปัญหาอย่างสันติ อย่าพยายามยุยงปลุกปั่น ประเทศเสียหายมามากแล้ว หยุดเคลื่อนไหวปฏิรูปสถาบันทันทีก่อนที่จะสายเกินไป
กฎหมายคุ้มครองประมุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;ldquo;จะยกเลิกความผิดต่อพระมหากษัตริย์หรือ?&amp;rdquo; เนื้อหาระบุว่า บางคนพูดว่าขอให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ จึงขอให้เรามีความรู้พื้นฐานตรงกันอย่างนี้ก่อน คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ทุกประเทศเขามีกฎหมายพิเศษคุ้มครองประมุขทั้งสิ้น เราก็มีกฎหมายคุ้มครองประมุขเหมือนกับประเทศอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.อย่าว่าแต่ประมุขของเราเองเลย แม้แต่ประมุขของต่างชาติ กฎหมายไทยก็ให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ในหมวดว่าด้วย &amp;ldquo;ความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ&amp;rdquo; มาตรา 133 บัญญัติว่า &amp;ldquo;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;rdquo; จะเห็นว่า แม้ประมุขของต่างประเทศ กฎหมายไทยก็ยังคุ้มครองเขา แล้วนับประสาอะไรที่เราจะไม่คุ้มครองประมุขของเราล่ะครับ การมีกฎหมายคุ้มครองประมุข จึงเป็นหลักการพื้นฐานของทุกประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ผมไม่ปฏิเสธความคิดในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายเหล่านี้ เช่น ทบทวนว่าโทษสูงเกินไปหรือเปล่า การสืบสวน สอบสวน การสั่งฟ้อง ควรมีกระบวนการแตกต่างจากความผิดทั่วไปหรือไม่ แต่การแสดงความเห็นในเรื่องเหล่านี้ต้องทำอย่างสุจริต, ละเว้นการการแสดงความเห็นที่เป็นการหมิ่นประมาทฯ ต้องรู้ว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าปฏิรูป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีข้อเรียกร้องของกลุ่มคณะราษฎรว่า รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงก็จะเข้าไปดู แต่หลักใหญ่ที่เราเคยพูดกันไว้ก็คือ รัฐบาลไม่ประสงค์จะใช้ความรุนแรงใดๆ เพราะฉะนั้นถ้าทุกฝ่ายมีเป้าหมายตรงกันว่าต้องการยึดแนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง ทุกอย่างก็น่าจะผ่านพ้นไปได้ และถ้ามีประเด็นไหนค้างคา ก็สามารถที่จะพูดจากันเพื่อที่จะหาทางออกร่วมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้เชิญ ส.ส.ของพรรคประชุมเป็นกรณีพิเศษในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค. เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมตามที่รัฐบาลขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ ม.165 โดยไม่มีการลงมติ โดยจะมีการกำหนดบุคคลที่จะร่วมอภิปรายในวาระที่สำคัญนี้ตามเวลาที่ได้มีการจัดสรรไปตามสัดส่วน ให้ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และ ส.ว.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จะเน้นอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ แบบมีวุฒิภาวะ ด้วยเนื้อหาสาระที่จะช่วยกันร่วมมือแสวงหาทางออกจากปัญหาต่างๆ ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ตามจุดยืนของพรรค 3 ประการ คือ 1.ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.การแก้ปัญหาควรใช้แนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม 3.ใช้รัฐสภาเป็นเวทีหาทางออกของประเทศ
ใช้พลังบริสุทธิ์ทางสร้างสรรค์​
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา​ รมว.มหาดไทย กล่าว ทักทายให้กำลังใจกับแกนนำองค์กร​นักศึกษา ​ตัวแทนของมหาวิทยาลั​ยแม่โจ้​ ระหว่างเปิดเวทีสัมมนาขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันที่เชียงใหม่​ว่า การแสดงออกทางการเมืองที่ดี ห้ามละเมิดสิทธิมนุษยชน​ ก้าวล่วงสิทธิ์​ของคนอื่น คัดค้านการแอบแฝง​ซ่อนเร้นตามที่แถลงการณ์​ก่อนหน้า เพราะยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายที่จะนำไปพัฒนา​ชีวิตและสังคม​ หากมุ่งแต่ใช้ความรุนแรง แต่ละฝ่ายอ้างสถาบันหรือหลักคิดของตนเพื่อเอาชนะกัน​ ใช้ความรุนแรง​จนมีเหตุสูญเสีย​ สุดท้ายประเทศก็บอบช้ำไม่มีใครได้ประโยชน์​&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เยาวชน​ ผู้ใหญ่ หรือทุกคนในสังคมต่างมีความสำคัญ​กับประเทศ​ เราต่างไม่ต้องการเห็นชาติบ้านเมือง​ต้องเสียหาย​ เสียโอกาส​ ในฐานะที่ผ่านเหตุการณ์​ต่างๆ มาก่อน ก็อยากเห็นลูกหลานมีอนาคต และใช้พลังบริสุทธิ์​ในทางสร้างสรรค์​&amp;quot; มท.1 กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้รับข้อมูลจากประชาชนส่งมาให้หลังมีการแพร่หลายในโลกโซเชียลมีการโจมตีว่าร้าย พล.อ.ประยุทธ์ ว่า 10 เหตุผลที่ไม่ควรเป็นข้ออ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง ซึ่งตนได้อ่านทั้ง 10 ข้อหมดแล้วล้วนแต่เป็นข้อมูลเท็จทั้งสิ้น ให้ร้ายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการชุมนุม มีการปลุกม็อบเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องชี้แจงให้ประชาชน สังคมได้เข้าใจ พร้อมอธิบายถึง 10 ข้อ ที่มีข้อความ ไอลอว์ได้ทำโปสเตอร์เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียว่า ตนจึงอยากชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องจริง และใช้จิตวิทยาการเมืองจนสร้างความวุ่นวาย สร้างความขัดแย้งทางความคิด เพราะได้รับข้อมูลเท็จ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 1 บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยลงรับสมัครเลือกตั้งเอง และไม่มีคุณสมบัติ แต่ความจริงแล้วมีชื่อเป็นนายกฯ ในบัญชีจากพรรค พปชร. ซึ่งพรรคได้ลงรับสมัครการเลือกตั้งเหมือนกับพรรคการเมืองอื่น เช่น พรรคอนาคตใหม่ที่เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.อ้างว่าประยุทธ์ถืออำนาจเต็ม คสช. ช่วงระหว่างการเลือกตั้ง โดยในอดีตรัฐบาล ปี 2557 ที่มีการประกาศยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ ขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ รักษาการ มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนในปี 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ก็ประกาศยุบสภาในวันที่ 10 พ.ค.54 แต่ทำหน้าที่รักษาการ แต่สุดท้ายเลือกตั้งแพ้พรรคเพื่อไทย ดังนั้น การเป็นนายกฯ มีอำนาจเต็มเพื่อรักษาการไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประชาชนจะเลือกหรือสนับสนุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การเลือกตั้งที่ผ่านมา คสช. เขียนกติกาให้ตัวเองได้เปรียบ ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จที่ไม่น่าเชื่อว่ามาจากคนรุ่นใหม่ และใช้วาทกรรมใส่ร้ายป้ายสีให้เกิดความเกลียดชัง ไม่ทราบว่าหวังผลอะไรหรือไม่ โดยการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว ทุกพรรคการเมืองทราบว่าอยู่ในกติกาเดียวกันภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ผ่านประชามติจากคนไทยทั้งประเทศ 16.8 ล้านคน และมองว่า พปชร.ได้เปรียบนั้นเป็นเรื่องเท็จ เพราะพรรคที่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 คือพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปแล้ว ส่วนพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.มากที่สุด คือพรรคเพื่อไทย แต่ทั้ง 2 พรรคที่กล่าวมามีคะแนนเสียงจากประชาชนเลือกน้อยกว่าพรรค พปชร. ที่ได้คะแนน 8.4 ล้านคน
ชู 3 นิ้ว I LOVE YOU&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นของ คสช. ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะทั้งสององค์กรเป็นหน่วยงานอิสระ ไม่มีใครเข้าไปแทรกแซงได้ คงจำกันได้ว่าเมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งทางนายกรุงศรีวิไล ส.ส.พรรค พปชร. ก็ถูกใบเหลืองเช่นกัน จึงเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.การเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีพรรคการเมืองไม่เอา คสช. แถมเจอปิดกั้นสารพัดวิธีก็เป็นเรื่องเท็จ เพราะการเลือกตั้งดังกล่าว พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.มากที่สุด แต่ได้คะแนนน้อยกว่า พปชร. ประมาณ 5 แสนคะแนน ส่วนพรรคอนาคตใหม่ก็ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมากที่สุด ทั้งๆ ที่เสียงจากประชาชนน้อยกว่า พปชร. ร่วมล้านกว่าเสียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเป็นอันดับสองถูกยุบ คือ พรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งเลยไม่มีคะแนน ฉะนั้นจึงเป็นข้อมูลเท็จ และหน่วยงานของรัฐควรนำหลักฐานนี้ไปแจ้งความกับคนปล่อยข่าว โดยพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศคงทราบดีว่าเกิดจากอะไรที่กระทำอันมิบังควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ผลการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.มากที่สุด แต่ได้คะแนนจากเสียงของประชาชนทั้งประเทศน้อยกว่า พปชร. แปลว่าพรรคเพื่อไทยได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.สำหรับผลการเลือกตั้งมีการประกาศว่าพรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุน คสช. มีจำนวนสูงกว่าสองเท่า ตนไม่ทราบว่าบวกคะแนนกันอย่างไรถึงมากกว่า ทั้งๆ ที่พรรค พปชร. ได้ 8.4 ล้านเสียง แต่พรรคเพื่อไทยได้ 7.8 ล้านคะแนน ดังนั้นจึงต้องบอกน้องๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.ผลการเลือกตั้งฝั่งไม่เอา คสช. อ้างว่ามีการรวมเสียงเกินครึ่งสภาก่อน ตนแปลกใจว่ามีการวมมาจากตรงไหน และการนับคะแนนยังถือไม่เสร็จสิ้น ยังไม่ได้ประกาศจาก กกต.ที่ชัดเจน แล้วคนที่ไปยืนถ่ายรูปกันก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลได้เลย เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มม็อบเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และข้อ 10 หากไม่มี ส.ว. 250 จะจูงพรรคอื่นเข้าร่วมไม่ได้ ตนคิดว่าถ้าหากจำกันครั้งใช้สถานที่ทีโอที ซึ่งเป็นรัฐสภาชั่วคราวในการเลือกนายกรัฐมนตรี ฝั่งเลือก พล.อ.ประยุทธ์มีจำนวน ส.ส. เลือกเกินกึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องใช้ ส.ว.เลย และการกล่าวอ้างของข้อมูลที่กระจายอยู่ในโซเชียลเป็นข้อมูลเท็จ การพูดเช่นนี้เป็นการให้ร้ายรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายนี้ รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหา มีการจัดตั้งเปิดวิสามัญในวันที่ 26-27 ต.ค. โดยให้ ส.ส., ส.ว. และรัฐบาล หารือร่วมกัน มีพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วม เชื่อว่ากลไกรัฐสภาแก้ปัญหาทางการเมืองได้ และอย่าให้ข้อมูลเท็จมาสร้างความแตกแยกกัน ที่ผ่านมาบ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว ขอให้ทุกคนชู 3 นิ้วแบบ I LOVE YOU แบบรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะถือเป็นจารีตประเพณีของไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ย้อนรอย 6 ตุลา 19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อ้างว่าสาเหตุความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่บริหารงานผิดพลาด จนทำให้กลุ่มนักเรียนและเยาวชนออกมาประท้วงขับไล่ ทั้งนี้ ย้ำว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่แกนนำการชุมนุมต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการชุมนุมนั้นๆ เป็นหลัก หากปล่อยปละละเลยให้การชุมนุมยกระดับนำไปสู่ความรุนแรง แกนนำการชุมนุมต้องรับผิดชอบ เพราะการชุมนุมตามกฎหมายต้องปราศจากอาวุธและไม่ใช้ความรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า การแบ่งเวลาอภิปรายให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเพียง 8 ชั่วโมง ขณะที่รัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว. ได้เวลารวม 15 ชั่วโมงนั้น ตนเกรงว่ารัฐบาลอาจจะใช้เวทีนี้เพื่อแก้ตัว เติมเชื้อไฟ ปลุกคนอีกกลุ่มขึ้นมา และอาจจะเป็นการพยายามขุดหลุมของฝ่ายรัฐบาลด้วยซ้ำ จากท่าทีการแสดงออกของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เห็นว่าจะรับข้อเสนอของผู้ชุมนุม และตั้งใจแก้ไขปัญหาเชิงลึกที่แท้จริง ตนจึงเกรงว่าการพูดคุยรอบนี้จะไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา อีกทั้งเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็เห็นว่ากำลังจะย้อนรอยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า หากที่ประชุมรัฐสภามีความเห็นร่วมกันให้มีกลไกเพื่อทางออกร่วมกัน ก็อยากให้เปลี่ยนรูปแบบจากการตั้งคณะกรรมาธิการ &amp;nbsp;ปรับรูปแบบเพื่อเปิดกว้าง เป็นการตั้งคณะกรรมการที่มี 5 ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย ครม. พรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ส.ว. และบุคคลภายนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นวิธีที่ยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องยึดระบบสัดส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าร่วมอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาในระหว่างการประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาวันที่ 26-27 ต.ค.ว่า คงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเข้มข้นเข้มงวดเหมือนกับค่ายทหารจนประชาชนไม่สามารถเข้ามาได้ เพียงแต่มาตรการรักษาความปลอดภัยอาจจะเข้มข้นมากกว่าปกติเท่านั้นเอง สำหรับการรักษาความปลอดภัยภายนอกนั้น เป็นเรื่องของหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งอาจจะมีการจัดกำลังตำรวจมาที่รัฐสภา แต่ไม่เกี่ยวกับสภา &amp;nbsp;เพียงแต่ได้ขอร้องว่าให้แจ้งให้สภาได้รับทราบด้วย ขณะที่มาตราการสำหรับกรณีที่ต้องอพยพต่างๆ นั้น ฝ่ายความมั่นคงก็มีการวางมาตรการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางบกและทางน้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81674</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, นิกร จำนง, ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์, พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา, สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล, สามารถ เจนชัยจิตรวนิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f941c7fd50e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯร่วมชิม ทุเรียนภูเขาไฟ แนะปลูกพอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ชิมทุเรียน​ บอกโชคดีศรีสะเกษมีดินภูเขาไฟ แนะ​อย่าปลูกเยอะ​ จะกลายเป็นแข่งขันกันเอง​ ซ้ำรอยยางพารา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ตึกสันติไมตรี​ ทำเนียบรัฐบาล​ ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด พร้อมคณะ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อมอบผลิตภัณฑ์นมสำหรับนำไปช่วยเหลือเด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ หรือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้นำผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เข้าพบนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ปี 2563​โดย​ พล.อ.ประยุทธ์​ ยังได้ชิมทุเรียน​ภูเขาไฟ​ พร้อมกล่าวว่า &amp;quot;แหม..อร่อยสิจ๊ะ รสชาติดี กลิ่นไม่ค่อยแรง ไม่ใหญ่มากนัก แบ่งทานได้ ทานทีละชิ้น ไม่กินทั้งแพ็ก สามารถเก็บไว้ได้หลายวันในตู้เย็น นี่คือประเทศไทย ถือว่าโชคดีที่ศรีสะเกษมีดินภูเขาไฟ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ต้องดูแลอย่าให้มีการปลูกทุเรียนมากเกินไป จะกลายเป็นการแข่งขันกันเอง และขอให้หาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นำเสนอเข้าสู่ตลาด ที่สำคัญที่สุดต้องจำกัดโซนนิงให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาบานปลายไปกันใหญ่ เหมือนการปลูกยางพารา เพราะเป็นเรื่องของดีมานด์กับซัพพลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ เป็นทุเรียนที่มีคุณลักษณะพิเศษ เนื้อนุ่ม กรอบนอก นุ่มใน ละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุนมาก อร่อยทุกลูก และได้มาตรฐานกำหนดเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือจีไอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69509</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef1fb090aaa4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
