<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยภัยแล้ง20จว. สั่งเร่งขุดแหล่งน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; รายงานสถานการณ์ภัยแล้ง เร่งส่งน้ำช่วย ปชช.ในหมู่บ้าน ยันไม่มีทอดทิ้ง บกปภ.ช.ติดตามสถานการณ์น้ำและการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เน้นย้ำทุกหน่วยทำงานในมิติเชิงพื้นที่ บูรณาการแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง พร้อมดูแลทุกครัวเรือนให้มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ ปภ.ประกาศเขตภัยแล้ง 20 จังหวัด ส่วนโคราชตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ คาดเมษายนนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้งมากถึง 26 อำเภอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าในช่วงท้ายของการประชุม ครม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งและการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยกำชับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการจัดหาและส่งน้ำเพื่อช่วยเหลือประชานในระดับหมู่บ้านในทันที และให้ดำเนินการตามแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเสริมว่า ให้ สนทช.สรุปแผนการที่จะทำในปีนี้ที่มีงบประมาณแล้ว ติดขัดตรงไหนให้รายงานให้ทราบ รวมถึงการขุดลอกคูคลองทุกจุด จะมีการรายงานเรื่องนี้อย่างชัดเจนในสัปดาห์หน้า ยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งปัญหาภัยแล้ง ทั้งนายกฯ และ ครม.มีความเป็นห่วงประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, นายจรัลธาดา กรรณสูต, พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์, นายอำพน กิตติอำพน และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท รวมถึง พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต เลขานุการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ พล.อ.ต.โชคดี สมจิตต์ ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายอำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ในการประชุมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เป็นประธานการประชุม และมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายนิพนธ์ บุญญามณี, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้บูรณาการทุกหน่วยงานดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างเต็มกำลัง ภายใต้กฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผ่านกลไกการปฏิบัติของหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยเน้นการทำงานในมิติเชิงพื้นที่ แบ่งพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจอย่างชัดเจน รวมถึงจัดหน่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง โดยมีกลุ่มการทำงานแยกเป็น 3 ด้าน ครอบคลุมทั้งกลุ่มพยากรณ์ คาดการณ์สภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำ กลุ่มบริหารจัดการน้ำ ดูแลภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เพื่อวางแผนการใช้น้ำทุกประเภท และกลุ่มปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยบูรณาการฝ่ายพลเรือน หน่วยทหาร และภาคเอกชนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงพื้นที่ใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.พื้นที่ที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 2.พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำตามข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำแผนรองรับ ทั้งการเติมน้ำดิบเข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปา การเจาะบ่อบาดาล การเติมน้ำใส่ภาชนะรองรับน้ำกลางของหมู่บ้าน ในส่วนของน้ำเพื่อการเกษตร ได้มีการบริหารจัดการตามแผนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้มีการเน้นย้ำไม่ให้เกิดกรณีพื้นที่ขาดแคลนน้ำและพืชยืนต้นตายอย่างเด็ดขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและช่วยเหลือผู้ประสบภัยระยะเร่งด่วน ได้เน้นย้ำให้จัดหาน้ำจากทุกแหล่งรองรับการใช้น้ำ ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากทุกหน่วยงานผันน้ำดิบเข้าสู่ระบบการผลิตน้ำประปา ขุดลอกแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ขุดเจาะและเป่าล้างบ่อบาดาล ควบคู่กับการจัดสรรน้ำสนับสนุนทุกพื้นที่เสี่ยงภัย มุ่งดูแลด้านน้ำอุปโภคบริโภคเป็นหลัก โดยจัดรถบรรทุกน้ำไปเติมยังถังน้ำกลางประจำหมู่บ้าน และจุดแจกจ่ายน้ำตามวงรอบอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะทำให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกพื้นที่&amp;rdquo; มท.1 กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฉัตรชัยกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีข้อสั่งการตามแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วน โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการ &amp;ldquo;ขุดดินแลกน้ำ&amp;rdquo; ใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเป็นการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ ซึ่งเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ศึกษาแนวทางการดำเนินการตามนโยบายการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการบริหารจัดการเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยขณะนี้ได้ระดมสรรพกำลัง เครื่องมือและอุปกรณ์จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยทหารและฝ่ายพลเรือน อาทิ รถบรรทุกน้ำ รถผลิตน้ำ เครื่องจักรและเครื่องขุด เครื่องเจาะบ่อและสูบน้ำ รวมกว่า 4,200 รายการ โดยกำหนดให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 แห่งทั่วประเทศ เป็นจุดระดมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับภาคและเขตจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเตรียมเครื่องจักรกลให้พร้อมออกปฏิบัติงานทันทีที่ได้รับการร้องขอจากจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ หากมีพื้นที่เสี่ยงเกิดสาธารณภัยให้ปฏิบัติการเชิงรุก นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้กำชับให้จังหวัดสร้างการรับรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะข้อมูลสถานการณ์น้ำ แผนการจัดสรรน้ำ มาตรการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ รวมถึงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้น้ำ เพื่อมิให้เกิดปัญหาการแย่งน้ำ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมดูแลทุกครัวเรือนให้มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 20 จังหวัด รวม 109 อำเภอ 599 ตำบล 5,125 หมู่บ้าน/ชุมชน แยกเป็น ภาคเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย และเพชรบูรณ์ รวม 35 อำเภอ 166 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม นครราชสีมา และบุรีรัมย์ รวม 44 อำเภอ 284 ตำบล 2,722 หมู่บ้าน ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 30 อำเภอ 149 ตำบล 1,203 หมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 63 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุใช้การได้ 279 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 23 ของความจุใช้การของอ่างรวมกัน (ปริมาณน้ำเก็บกักสูงสุดในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์รวมกันประมาณ 295.39 ล้าน ลบ.ม.) จากปริมาณน้ำใช้การได้ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนน้ำเพื่อผลิตประปา จำเป็นต้องหาแนวทางในการสำรองน้ำไว้เพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปริมาณน้ำอ่างห้วยจระเข้มากและอ่างห้วยตลาด จังหวัดบุรีรัมย์ มีน้ำรวม 2.028 ล้าน ลบ.ม. และจากการประชุมร่วมพิจารณาสถานการณ์น้ำในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ระหว่างสำนักชลประทานที่ 8 และการประปาส่วนภูมิภาคเขต 8 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.63 ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่า น้ำในอ่างทั้ง 2 แห่งจะสามารถรองรับการผลิตประปาได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมพร้อมที่จะดูแลเกษตรกร เช่น พื้นที่ที่มีน้ำเหลือจะมีการส่งเสริมปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย การเจาะบ่อบาดาล ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ ส่วนด้านการปศุสัตว์จะมีโครงการเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ โดยหาแหล่งทุนและรับประกันราคาขาย ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ก็จะมีนโยบายการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรมประมาณกว่า 40,000 คน ในระยะเวลา 2-6 เดือน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วงแล้งนี้ไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักชลประทานที่ 8 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ประชุมหัวหน้าส่วน ผู้อำนวยการอ่างเก็บน้ำ/เขื่อนต่างๆ ในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งของ จ.นครราชสีมา เข้าร่วมประชุมบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำอย่างพร้อมเพียง พร้อมแถลงข่าวจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2562/63 พร้อมปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ เพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติศักดิ์เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขตสำนักงานชลประทานที่ 8 ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 5 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 71 แห่ง โดยแผนการจัดสรรน้ำในปี 2562/2563 ขณะนี้ในพื้นที่มีปริมาณน้ำในอ่างกักเก็บน้ำรวมทั้งหมด 601 ล้าน ลบ.ม. และมีความต้องการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศตลอดทั้งฤดูแล้ง 412 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังถือว่ามีปริมาณน้ำใช้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานต้องงดทำนาปรังทั้งหมด และสามารถเพียงแค่ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครราชสีมา ระบุว่า ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้วจำนวน 8 อำเภอ จากทั้งหมด 32 อำเภอ ประกอบด้วย โนนสูง จักราช ปักธงชัย เทพารักษ์ โชคชัย โนนไทย แก้งสนามนาง และสีคิ้ว มีพื้นที่ประสบภัย 54 ตำบล 547 หมู่บ้าน โดยทางชลประทานคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายน 2563 จังหวัดนครราชสีมาจะมีพื้นที่ประสบภัยแล้งมากถึง 26 อำเภอ 129 ตำบล 541 หมู่บ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55728</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.จรัลธาดา กรรณสูต, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำพน กิตติอำพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e3035fb9dd39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงรัฐบาลแห่งชาติ &#039;เทพไท&#039;จุดพลุอยู่2ปี ชู‘พลากร’นั่งนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เทพไท&amp;quot; จุดพลุรัฐบาลแห่ชาติ เผยคุยกับเพื่อนหลายคนเห็นตรงกัน &amp;quot;พลากร สุวรรณรัฐ&amp;quot; &amp;nbsp;เหมาะเป็นนายกฯ มากที่สุด เพราะเป็นคนกลาง ไม่สืบทอดอำนาจ วาระ 2 ปี แก้รัฐธรรมนูญแล้วคืนอำนาจให้ประชาชน &amp;quot;พุทธิพงษ์&amp;quot; เชื่อหลังวันที่ 9 พ.ค.จัดตั้งรัฐบาลได้แน่ พยายามทุกทางเพื่อให้เสียงเกิน 251 เสียง &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ยันประชาธิปัตย์ไม่ตาย ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ส่วนพรรคที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารไม่ยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองของประเทศ &amp;nbsp;โดยย้ำว่าจะต้องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และแก้รัฐธรรมนูญให้มีวาระเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นให้คืนอำนาจแก่ประชาชนและจัดการเลือกตั้งใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายเทพไทยังกล่าวถึงบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางของรัฐบาลแห่งชาติ ว่า เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองพร้อมถอยคนละก้าว แต่พรรคที่มีปัญหาและข้อจำกัดมากที่สุดคือ พรรคอนาคตใหม่ เพราะมีจุดยืนชัดเจน คือ 1.ไม่สืบทอดอำนาจ และ 2.ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามที่ตนเสนอไม่ขัดกับจุดยืนนี้แน่นอน เนื่องจากมีการตัดตอนสืบทอดอำนาจที่ชัดเจน เพราะนายกฯ คนกลางไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกทั้งรัฐบาลดังกล่าวจะมีภารกิจแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ขัดจุดยืนของอนาคตใหม่ ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่จึงสามารถเข้าร่วมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า สำหรับนายกฯ คนกลางต้องเป็นคนที่เข้าได้กับทุกฝาย ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง มีอยู่ด้วยกัน 4 คน &amp;nbsp;โดยสองคนเป็นองคมนตรีที่มีความสามารถเพียงพอ ได้แก่ 1.พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีต ผบ.ทบ. แม้จะเป็นทหาร แต่มีหลักประชาธิปไตยค่อนข้างชัดเจน 2.นายพลากร สุวรรณรัฐ ที่ผ่านมาเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง มีประสบการณ์การปกครองค่อนข้างสูง เชื่อว่าจะนำพาประเทศชาติได้ 3.นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) โดยออกจากการเมืองไปแล้ว และมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกับภารกิจของรัฐบาลแห่งชาติที่ต้องการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;และ4.นายชวน หลีกภัย ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และถือเป็นบุคคลที่ทำงานภายในสภามานาน ทุกฝ่ายพอยอมรับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากรายชื่อคนที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการเมืองคือ พล.อ.เฉลิมชัยและท่านพลากร ซึ่งจากการพูดคุยกับเพื่อนๆ หลายคน เขาบอกว่าอยากได้นายกฯ คนกลางที่มาจากพลเรือน แต่ไม่ได้แปลว่ารังเกียจ พล.อ.เฉลิมชัย แต่กังวลถึงภาพลักษณ์ว่าจะเป็นการนำภายใต้ทหารอีกหรือไม่ แต่หากเป็นพลเรือนจะอธิบายกับสังคมและสังคมโลกได้ว่าเป็นรัฐบาลเป็นกลางจริงๆและนำโดยพลเรือน ทำให้ตอนนี้น้ำหนักเอนไปทางท่านพลากรมากที่สุด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวว่า เรายังมีเวลาอีกพอสมควรให้ถกเถียงจนตกผลึก บ้านเมืองต้องมีทางออก ไม่เจอทางตัน เพราะหากใช้ ม.44 ยกเลิกการเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ เมื่อบรรยากาศการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว และเห็นว่าทางออกของบ้านเมืองยังมีทางออกได้ นั่นก็คือเรามาจับมือกันร่วมกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
ความหลากหลายเป็นเรื่องปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ในพรรคที่มีความเห็นต่างในการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายทางความคิด และปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดมาหลายครั้งเหมือนกับพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้ แต่เมื่อถึงเวลาจะมีกลไกตัดสิน ซึ่งพรรคมีที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเป็นที่ประชุมเพื่อหาข้อยุติ และเมื่อมีมติเป็นอย่างไร ตนมั่นใจว่าทุกคนในพรรคจะเคารพมตินี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า สำหรับความพยายามที่จะขอเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของโหวตเตอร์ในการเลือกหัวหน้าพรรคและ กก.บห.พรรคในที่ประชุมใหญ่พรรค โดยเสนอให้อดีต ส.ส.ปี 2554 มีสัดส่วนโหวตที่ 70% เท่ากับว่าที่ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นว่าจะต้องมีหารือกับ กก.บห.รักษาการ เพื่อตั้งคณะทำงานหนึ่งชุด เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดต่างๆ ในการที่จะจัดการเลือก กก.บห. โดยยึดข้อบังคับพรรคเป็นหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์อะไรหรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ แต่โดยหลักทุกครั้งพรรคจะมีคณะทำงานตามข้อบังคับพรรคกำหนดว่า จะต้องมีการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ภายใน 60 วัน นับจากวันพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคในวันที่ 24 มี.ค. ในการประชุมกก.บห.พรรคครั้งล่าสุด พิจารณาแล้วว่าจะต้องเลือก กก.บห.ชุดใหม่ และหัวหน้าพรรคคนใหม่ ให้เสร็จสิ้นภายในวันสุดท้ายคือ 23 พ.ค.นี้ ตามข้อบังคับพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการเสนอเพื่อให้เลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่ นายจุรินทร์ตอบว่า &amp;nbsp;วันที่ 24 เม.ย. จะเป็นการรับรองงบดุลประจำปีของพรรค ที่จำเป็นต้องทำตามกำหนดเวลาและข้อบังคับพรรค ส่วนจะมีใครเสนอวาระอื่นอีกหรือไม่ ตนไม่อยู่ในฐานะที่จะไปคาดการณ์อะไรล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การที่นายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา ระบุว่าทุกอย่างควรเสร็จก่อน 9 พ.ค. ขอย้ำว่า เรื่องการเลือก กก.บห.พรรคใหม่เป็นหน้าที่ของคณะทำงาน หากจะมีการเสนอให้พิจารณาวาระเลือกหัวหน้าพรรคในวันที่ 24 เม.ย.นี้เลยหรือไม่ มันไม่ยากที่จะตอบ แต่ถ้าตอบไปแล้วมันกระทบกระทั่งโดยไม่จำเป็น ยังมองในแง่ดีว่าทุกคนในพรรคมีวุฒิภาวะและทราบดีว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพรรค &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ขอพูดเรื่องตัวบุคคล และไม่ขอพูดเรื่องปรากฏการณ์ใดๆ ในขณะนี้ เพียงแต่ว่ายังมั่นใจว่ามันเป็นขั้นตอนกระบวนของความหลากหลายทางความคิดของพรรค เมื่อถึงเวลากลุ่มที่มีหน้าที่ตามข้อบังคับพรรคได้พิจารณาตัดสินแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะเคารพมติพรรค&amp;rdquo;&amp;nbsp;
อุดมการณ์เป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างจะไปร่วมรัฐบาล หนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หรือจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอิสระ ต่างฝ่ายต่างอ้างอุดมการณ์พรรค จะบอกสังคมอย่างไร นายจุรินทร์กล่าวว่า อุดมการณ์เป็นเรื่องสำคัญ ตนมั่นใจว่าทุกคนยึดถือและไม่ได้มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าเป็นหนึ่งในแคนดิเดตหัวหน้าพรรค จะฟื้นความเชื่อมั่นและศรัทธาของสมาชิกพรรคที่เลือกคนของพรรค 3.9 ล้านเสียงให้เพิ่มขึ้นอย่างไร นายจุรินทร์ตอบว่า วันนี้ตนยังไม่ได้เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค จึงยังไม่ควรจะพูดอะไร และเมื่อถึงเวลา จะพูดแน่นอน ที่สำคัญเชื่อมั่นและมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถกลับไปนั่งในหัวใจของประชาชนได้อีกครั้งแน่นอน เพราะเรามีจุดแข็งมากมาย ทั้งบุคลากรที่มีศักยภาพ ความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การเป็นพรรคการเมืองที่ประกอบด้วยคนทุกรุ่น โดยเฉพาะเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจน ที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปัตย์ ระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีอุดมการณ์การทำหน้าที่เพื่อประชาชนเป็นหลักอย่างมุ่งมั่น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ที่สำคัญอีกสิ่งคือ เราเป็นพรรคการเมืองที่มีอดีต ปัจจุบัน และมีอนาคต วันเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้ในยามที่เราตกต่ำในบางยุคบางสมัย แต่สุดท้ายเราก็สามารถลุกขึ้นยืนและพลิกฟื้นให้กลับมาเป็นที่ยอมรับ หรือเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจประชาชนได้อีกครั้งหนึ่งในระยะเวลาไม่ไกล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เงื่อนไขและปัจจัยทางการเมืองต่างจากอดีต เพราะฐานเสียงของพรรคแตก &amp;nbsp;ทหารกลับเข้ามาเป็นผู้เล่นเอง จะทำอย่างไรให้สังคมเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์คือทางเลือกหลัก นายจุรินทร์ตอบว่า ขอแยกทหารกับ คสช.ออกจากกันเสียก่อน เพื่อความชัดเจน ถ้าเราย้อนไปดูทั่วโลกหลายประเทศ พรรคการเมืองที่ตั้งมาโดยคณะรัฐประหารแล้ว ลงมาแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถอยู่ได้ยั่งยืนตลอดไป ตนคิดว่าประเทศไทยก็หนีไม่พ้นบทพิสูจน์นี้ พรรคการเมืองที่จะยืนหยัดได้อย่างยั่งยืนต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รับใช้ประชาชนในทางการเมือง และต้องการพัฒนาตัวเองไปสู่สถาบันทางการเมือง สถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะอยู่ยั้งยืนยง และทุกพรรคการเมืองในโลกก็มีแพ้มีชนะตามยุคสมัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราผ่านการพิสูจน์แล้วว่าประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ เราทำงานรับใช้ประชาชนและประเทศชาติมาต่อเนื่อง มีหัวหน้าพรรคมา 7 คน และยังต้องมีต่อไปอีกในอนาคต โดยยึดเหนี่ยวอุดมการณ์ของพรรค สำคัญที่สุดที่สะท้อนความเป็นเราคือ ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะอยู่ในฐานะไหน เราทำหน้าที่ของเราแทนประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริต&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว
สถานการณ์ยังไม่นิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าที่ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เรื่องความขัดแย้งและทิศทางของพรรค ตนทราบดีว่ามีสมาชิกออกมาพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว จึงไม่อยากพูดอะไรให้เป็นเรื่องสับสนต่อสังคมอีกต่อไป เนื่องจากเวลานี้สถานการณ์ทุกอย่างยังไม่นิ่ง กกต.ก็ยังไม่มีการรับรอง ส.ส. อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องสูตรคำนวณจำนวน ส.ส.ที่ยังวุ่นวาย ถึงขั้นต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ดังนั้นตอนนี้หากพูดอะไรไป คนก็จะสับสนเปล่าๆ ทั้งนี้ ในเวลานี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าฝ่ายใดจะได้จัดตั้งรัฐบาลตนจึงมองว่าต้องรอคะแนนอย่างเป็นทางการเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยก็อ้างจำนวน ส.ส. เยอะที่สุดส่วนพรรคพลังประชารัฐ ก็อ้างว่ามีคะแนนนิยมเยอะที่สุด ทุกคนพูดได้ แต่สถานการณ์ยังไม่จบ ดังนั้นทุกคนจึงมีสิทธิ แต่ใครจะตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องรอความชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างวาทกรรมในขณะนี้ในเรื่องของคำว่าเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ผมอยากบอกว่าคำว่าเผด็จการจบลงแล้วตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่ผมสังเกตเห็นฝ่ายที่สนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร พยายามใช้วาทกรรมเผด็จการเพื่อโจมตีให้คนเข้าใจผิดในกระบวนการต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ จึงอยากบอกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งมองว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้รอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาทิตย์เผยว่า ทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp; ต้องรอสถานการณ์ในการที่จะให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาตัดสินจนเป็นมติ และสมาชิกทุกคนก็ต้องยอมรับมติของ กก.บห. ตนไม่อยากให้คนมอง ปชป.ว่ามีความขัดแย้งกันในพรรค เพราะเราทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นต่าง เนื่องจากพรรคเราไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่อยากให้มีคนมาพูดว่าเลือกตั้งแพ้แล้วยังมาทะเลาะกันอีก เพราะเราไม่ได้ทะเลาะกัน เราเป็นเพียงพรรคที่สามารถ หรือต้องการแสดงความเห็นต่างต่อกันได้ทุกเมื่อ ก็เท่านั้นเอง&amp;quot; ว่าที่ ส.ส.ตรังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ว่าที่ ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทิศทางของพรรคต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าจะเป็นฝ่านค้านอิสระ หรือไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งความเห็นส่วนตัวอยากเห็น ปชป.ร่วมรัฐบาลกับ พปชร. เพราะจะได้ขับเคลื่อนนโยบายให้ประชาชนได้ แต่ทั้งหมดต้องรอมติพรรคเท่านั้น โดยจะมีการประชุม กก.บห.รักษาการอีกครั้งในวันที่ 18 เมษายนนี้ ก็ต้องรอดูความคืบหน้าอีกครั้ง ถ้ามติพรรคออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องว่ากันอีกครั้งหนึ่ง
ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าขณะนี้สังคมมองว่า ปชป.พรรคแตก มีทั้งงูเห่าและแบ่งขั้วเป็น 2 ฝ่าย เธอตอบว่า เรื่องนี้จริงๆปชป.ตกลงกันไม่ยาก และอยากบอกว่าคน ปชป.ทะเลาะกันเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ เพราะเราเป็นประชาธิปไตย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าพรรคเราไม่ว่าจะทำอะไรจะมีเรื่องเสียงแตก เสียงไม่ตรงกันทุกครั้ง แต่เมื่อมติพรรคออกมาแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตาม แม้แต่หัวหน้าพรรคก็จะมาชี้นำให้ไปทางไหนก็ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รังสิมากล่าวว่า ตอนนี้ทำได้แค่รอคอย เพราะจะมีเลือกตั้งซ่อมอีก 6 เขต และเชื่อว่าอาจจะต้องมีการแจกใบแดงใบส้มอะไรกันอีก เชื่อว่าทุกอย่างจะชัดเจนหลังวันที่ 9 เมษายน ส่วนเรื่องพรรคเราเถียงกัน เราเถียงกันมาตลอด เช่นตอนที่เรามีมติไม่ส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคชาติไทยและพรรคมหาชน ตอนนั้นเราประชุมถกเถียงกันนาน 3 วัน 3 คืนก็ยังไม่จบ แต่พอทุกอย่างลงตัวแล้วว่าเราจะไม่ส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้ง ทุกอย่างก็จบ และทุกคนก็ต้องเคารพมตินี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินว่ามีการหารือตั้งรัฐบาล และไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง น่าจะเป็นข่าวปล่อยมากกว่า เพราะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ำกับสมาชิกพรรคทุกคนให้งดการให้ความเห็นเรื่องการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใด เพราะต้องรอการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่และมติของพรรค ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งที่จะเป็นผู้ที่ลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในฐานะสมาชิกพรรค เมื่อนายชวน ได้บอกกับสมาชิกพรรคแบบนี้แล้ว เราทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามอุดมการณ์และมารยาททางการเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีผู้อาวุโสอยู่เป็นจำนวนมาก ผมจึงอยากให้บรรดาคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีทั้งหลาย อย่าเพิ่งใจร้อนหรือไปแอบอ้างโมเม นำชื่อพรรคไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พระแม่ธรณีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพรรค ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดคิดคดทรยศต่อพรรคประชาธิปัตย์ มักจะมีจุดจบทางการเมืองที่ไม่น่าพิสมัย ผมจึงต้องการให้ทุกคนปฏิบัติตามที่นายชวนได้พูดไว้ เพื่อความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของสมาชิกพรรค&amp;rdquo; นายวัชระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐสามารถรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วว่า ไม่ทราบว่ากระแสข่าวดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่คงต้องรอ กกต.ประกาศรับรองหลังวันที่ 9 พ.ค.ก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการเจรจาพูดคุยนั้น เป็นเรื่องปกติที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคจะมีการพูดคุยกันบ้างกับพรรคเล็กๆ นั้นตนก็เจอกันบ้าง เพราะส่วนใหญ่ก็รู้จักมักคุ้นกัน มีการแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองกันบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำงานต่อ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์เหมาะสมที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวอีกว่า สำหรับกระแสข่าวนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ อยู่ระหว่างเจรจากับพรรคพลังประชารัฐนั้น นายมิ่งขวัญได้ออกแถลงการณ์แล้วว่าไม่เคยเจรจากับพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นเรื่องแปลกว่าคนที่กระสับกระส่ายมากกว่านายมิ่งขวัญ กลับเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่กุลีกุจอออกมาพูดแทนทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคของตัวเองเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่เข้าใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์ทำไมจึงยังใช้วาทกรรมสืบทอดอำนาจเผด็จการอยู่อีก อย่าพยายามสร้างความขัดแย้งหรือแบ่งข้างประชาชนอีกเลย เมื่อเลือกตั้งจบแล้วก็รอจัดตั้งรัฐบาล ทุกอย่างก็จบ&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;quot;พุทธิพงษ์&amp;quot;ยันเกิน 251 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่มีนายมิ่งขวัญเป็นหัวหน้า จะจับมือร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.หรือไม่ ว่าตนได้ทราบเรื่องนี้จากข่าว แต่ทุกอย่างต้องรอการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของ กกต. ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ตอนนี้หลายฝ่ายต่างก็คาดการณ์กันไป ขอให้ใจเย็นๆ เนื่องจากตัวเลขเก้าอี้ ส.ส.บางพรรคอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง 1-2 ที่นั่ง จึงต้องรอให้ทุกอย่างนิ่งและชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะคุยกันยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แนวร่วมของพรรคพอมีบ้าง เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ ส.ส.เกิน 251 เสียง เพื่อให้สามารถทำงานในสภาได้ เรามั่นใจว่าจะมีเสียงเกินนั้น แต่จะมีใครร่วมงานบ้าง ขอรอความชัดเจนหลังวันที่ 9 พ.ค.นี้ ก่อน&amp;quot; นายพุทธิพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า ที่นายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนำว่าที่ ส.ส.ของพรรคกว่า 30 คน มาร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.นั้น ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคนที่มีความชัดเจน แต่เราต้องเคารพและให้เกียรติพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกระบวนการพิจารณาและตัดสินใจเรื่องดังกล่าว ว่าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ปชป.จะมีมติอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @phumtham ระบุว่า &amp;ldquo;วันนี้&amp;hellip;เราควรจะปล่อยให้พวกนักการเมืองที่ไร้จรรยาบรรณ สร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่เอาแต่ประโยชน์ตน พยายาม โยนหินถาม เพื่อหว่านล้อมให้ยอมรับการแย่งชิงอำนาจเพื่อยึดครองอำนาจและสืบต่ออำนาจหรือครับ&amp;hellip;ใครตระบัดสัตย์ &amp;ldquo;ครั้งหน้าอย่าเลือก&amp;rdquo;&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวของ กกต.นั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ​กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่ารับทราบ และเคารพในทุกความเห็นของทุกคนอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยพูดถึงความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะนี้จะพูดถึงความกล้าหาญที่จะถูกตรวจสอบ เราทำงานด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณาว่าจะเห็นอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการที่มีผู้ยื่นถอดถอนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ และขู่ว่าจะฟ้องตามมาตรา 157 นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นไม่ได้การขู่แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของผู้ที่มีความเห็นต่างมีสิทธิตรวจสอบ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พร้อมให้ข้อมูลกับหน่วยงานทุกหน่วยหากเรียก กกต.เข้าชี้แจง ซึ่งผลการพิจารณาขึ้นอยู่กับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพรกล่าวถึงรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุความล่าช้าของการส่งบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากนิวซีแลนด์ที่มาไม่ทันการนับคะแนนว่า ได้รับรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ได้มอบหมายให้สำนักงาน กกต.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร และมีผู้ใดบ้างที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีนี้ ซึ่งการหาผู้รับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ และถ้ามีผู้ต้องรับผิดชอบจะต้องดำเนินการอย่างไร&amp;nbsp;
หาคนรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เบื้องต้นได้รับทราบว่าถุงเมล์ที่บรรจุบัตรเลือกตั้งจากเวลลิงตัน ต้องมาถึงให้ถึงแอร์นิวซีแลนด์ตามกำหนด แต่เกิดเหตุความล่าช้า ขณะเดียวกันเมื่อมาถึงแล้ว มีเหตุอะไรที่ไม่สามารถนำไปส่งทัน ในสถานที่นับคะแนนกลางได้ ซึ่งจะรอความชัดเจนจากการดำเนินงาน ติดตามตรวจสอบจากสำนักงาน กกต. ให้หาข้อเท็จจริงถึงความผิดพลาด ขณะเดียวกันก็เป็นดุลพินิจของสำนักงาน กกต.ว่าหากพบผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ เช่น การเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องตั้งกรรมการสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเรื่องการนับคะแนนว่า กกต. ต้องพิจารณาเองก่อนว่าสิ่งที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีความก้ำกึ่ง หรือข้อขัดแย้งในทางกฎหมายจนถึงขั้นที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือยัง หรือการที่ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น เพราะ กกต.ไม่มั่นใจในการตีความ และการทำงานของตนเองถึงส่งและโยนภาระหน้าที่ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพราะสิ่งที่มีปัญหาอยู่ในตอนนี้คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ขัดอยู่กับรัฐธรรมนูญ และถ้าทั้งสองอย่างขัดหรือแย้งกันเราสามารถส่งประเด็นนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่สิ่งที่ กกต.ส่งไปไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นความขัดหรือแย้งกันระหว่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ แต่กลับส่งไปเป็นเรื่องของการนับคะแนนของพรรคการเมืองว่าแบบนี้จะทำได้หรือไม่ ซึ่งในที่สุดแล้วผมก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร แต่จะติดตามประเด็นนี้เพื่อความชัดเจนต่อไป&amp;quot; นายนิพิฏฐ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า โดยหลักการ ถ้าประเด็นใดเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญในเรื่องของเจตนารมณ์ แนวทาง หากยังมีข้อสงสัยหรือความเห็นต่างกัน ก็เป็นเรื่องดีที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็น จะได้เป็นที่ยอมรับ เพราะในหลักการแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันไปทุกองค์กร แม้จะเป็นอำนาจของ กกต.โดยตรงในการใช้สูตรคำนวณ และสูตรทั้งหลายก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีข้อสงสัย กังวลใจว่าองค์กรต่างๆ หรือประชาชนจะมองว่า กกต.ไม่เป็นกลาง ตนมองว่าควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นจะเป็นประโยชน์ให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้
ทำไมต้องตีความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่องการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คงไม่มีใครไปเขียนรัฐธรรมนูญโดยไม่มีที่มาที่ไป ความชัดเจนมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าวันนี้มันจะเอาความจริงมาพูดกันหรือเปล่าเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐธรรมนูญเขียนแล้วทำไมต้องตีความ โดยเฉพาะในเรื่องของสูตรคำนวณการคิดสัดส่วน มันมีความชัดเจนของมันอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรที่ต้องไปคิดเป็นอย่างอื่น แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทรงศักดิ์ยังกล่าวว่า การคิดคำนวณ ส.ส.ไม่ให้เกิน ส.ส.พึงมีตามที่กฎหมายกำหนดนั้นมีหลักการอยู่แล้ว ไม่มีอะไรทำให้น่ากังวล แต่เนื่องจากมีความเห็นหลายแนวทาง หลายกลุ่ม หลายความคิด แต่ไม่ใช่คนที่จะชี้ว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นเพียงความเห็นแต่ละท่าน ความเห็นของผู้รู้ ซึ่งมีทั้งที่ถูกและอาจจะคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญคงไม่ตีความเป็นอย่างอื่น ส่วนจะทันก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พฤษภาคมหรือไม่นั้น เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าใจถึงเงื่อนไขเวลา อะไรที่จำเป็นต้องรีบให้ความเห็นก็ต้องเร่งให้ทันต่อเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ว่าที่ ส.ส.อุดรธานี &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในสังคมไทย​ คือรัฐธรรมนูญมาตรา​ 91 และกฎหมายลูกว่าด้วย กกต. มาตรา​ 128, 129 เขียนถ้อยคำไว้ชัดเจน ไม่มีความซับซ้อน เข้าใจง่าย นักกฎหมายโดยทั่วไปเข้าใจได้​ ประกอบกับ กกต.​ผู้ทรงเกียรติก็ล้วนเป็นนักกฎหมายใหญ่หลายคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่แปลกใจทำไมต้องใช้ตรรกะตั้ง 3 แนวทางมาคำนวณ คือ​ ตรรกะคณิตศาสตร์ ตรรกะรัฐศาสตร์ และตรรกะกฎหมาย ทั้งที่เป็นตรรกะกฎหมายล้วนๆ สถานการณ์นี้อาจทำให้ประเทศตกสู่หลุมดำทางการเมืองทางการบริหาร ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย คือต้องเอาจำนวนคะแนนทั่วประเทศ​ 35,532,647 คะแนน​หารด้วย 500 เขต ซึ่งก็คือตัวเลขที่จะกำหนด ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค หากพรรคใดมีคะแนนทั้งพรรคไม่ถึงจำนวนนี้ ย่อมไม่ใช่พรรคที่จะมี ส.ส.ได้เล​ย ง่ายๆ อธิบายได้ไม่ซับซ้อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพยายามคิดให้ซับซ้อนไปเพื่อเหตุผลใด หรือจะมีวาระซ่อนเร้นประการใดหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33634</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ทรงศักดิ์ ทองศรี, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลากร สุวรรณรัฐ, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ภูมิธรรม เวชยชัย, รังสิมา รอดรัศมี, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190414/image_big_5cb34a5cb68d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;www.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; Line ID:@thaipost เปิดบันทึกวันเถลิงศก ที่ถือเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ตามปฏิทินไทย ...0 เรียกว่านับหนึ่ง &amp;quot;ปีกุน&amp;quot; กันเต็มๆ แต่การบ้านการเมืองเรื่องหน้าตารัฐบาลชุดใหม่ ดูเหมือน &amp;quot;ไม่หมู&amp;quot; และยิ่งทอดระยะเวลายาวก็มีรายการเล่นองค์ทรงเครื่องให้ตามลุ้นตามเดากันจนกลายเป็นข่าว &amp;quot;น่าเบื่อหน่าย&amp;quot; ประจำวันกันเลยทีเดียว ...0 แถลงการณ์ของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ สดๆ ร้อนๆ เมื่อวันสงกรานต์ ว่ายังไม่ได้ตกล่องปล่องชิ้นกับใครนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะนอกจากสถานการณ์ตัวเลขยังไม่สะเด็ดน้ำแล้ว ถ้าหากใครเคยอยู่ในทำเนียบรัฐบาลช่วงระบอบทักษิณครองเมือง ก็พอจะเห็นว่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่กับหัวหน้าทีมงานเศรษฐกิจคนปัจจุบันอย่าง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์&amp;nbsp; เปรียบไปก็เหมือนน้ำกับน้ำมันนะจ๊ะ..ทราบแล้วเปลี่ยน ...0 ปรากฏการณ์ &amp;quot;งูเห่า&amp;quot; เท่านั้นกระมังที่จะช่วยชาติให้เดินหน้าขับเคลื่อนวาทกรรมประชาธิปไตยให้เป็นจริงได้ เพราะนับเลขไปมาหลายเที่ยว ทีมมีหัวไม่มีหาง กับทีมมีหางแต่ขาดหัว จำนวนที่นั่งในสภาก็ยังสูสีๆ ไม่หนีกันขาดนะ ...0 ส่วนข้อเสนอ &amp;quot;รัฐบาลแห่งชาติ&amp;quot; โดยเพิ่มตัวเลือกนายก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รัฐมนตรี &amp;quot;คนนอก&amp;quot; ที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เป็นอดีต ผบ.ทบ.อย่าง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท กับ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี น่าจะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการเล่นปาหี่ หรือไม่ก็งานซ้อมใหญ่ของ กกต.มือใหม่หัดขับกันไปเลย..น่าอดสูจริงๆ ...0 อีกทางออกของการเมืองเรื่องหาข้อยุติไม่ได้ เห็นจะเป็นข่าวที่เริ่มปิดกันให้แซ่ดว่า อยู่ในมือของ กกต. นำโดย อิทธิพร บุญประคอง ว่าจะแจกใบเหลืองใบแดงพรรคไหนและเขตใดกันบ้าง ถ้าหวยออกตรงนี้ความเปลี่ยนแปลงต้องมีเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนเรื่องวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลิสต์นั้น สุดท้ายก็คงไม่หนีห่างจากตรรกะสารพัดวิธีที่กระทำกันไปแล้ว ...0 การที่ กกต.ส่งเรื่องปาร์ตี้ลิสต์ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มันก็ไอ้แค่การซื้อเวลาหาทางออกให้กับวาทกรรมประชาธิปไตยเท่านั้น แม้จะต้องแลกกับวิกฤติศรัทธาขององค์กรอิสระแห่งนี้ก็ตาม มันก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ..จริงไหม?? ...0 ระหว่างที่ตัวเลขยังลุ่มๆ ดอนๆ ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกอย่างเห็นจะเป็นบรรดานักการเมืองทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ หนีอากาศร้อนไปอยู่แถวลอนดอนกันคึกคักๆ จนนึกว่านัดตีตั๋วเครื่องบินแอบไปคุยกันเสียอีก โดยเฉพาะ ส.เสือ ที่เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีถึง 2 ส.เลยทีเดียว ...0 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อคัดค้านของฝ่ายต่างๆ รวมทั้งทีดีอาร์ไอ ต่อการตัดสินใจของ &amp;quot;รัฐบาลรักษาการ&amp;quot; ที่ใช้ ม.44 ยืดเวลาการจ่ายค่าประมูลคลื่น 900 ออกไป เพราะเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติจำนวนมหาศาล และที่มองข้ามข้อเท็จจริงไม่ได้ก็คือ ตอนประมูลคลื่นดังว่า เอกชนแข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย มีหรือจะไม่ศึกษา ทำการบ้านให้ละเอียดรอบคอบก่อนตกผลึกยื่นราคาประมูลที่สูงลิบลิ่วว่า จะคุ้มทุนหรือไม่ ...0 รายการนี้จะมีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนรายใหญ่แน่นอน!!! เมื่อรัฐบาลใหม่เริ่มนับหนึ่งทำงาน ใครเป็นใครจะต้องเดินขึ้นศาลไหน ไม่นานไม่ช้าต้องได้เห็นกัน ...0 บันทึกบรรทัด..ขอแสดงความเสียใจกับ นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการ รพ.พญาไท 3 ที่สูญเสียบุตรชาย ฐากูร โล่ห์สิริวัฒน์ ด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลันเมื่อวันที่ 12 เม.ย. กำหนดสวดพระอภิธรรมที่วัดเทพศิรินทร์ ศาลาห้างทอง 2 (ศาลา 3) เวลา 19.00 น. และณาปนกิจวันที่ 18 เม.ย.เวลา 14.00 น. ...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33631</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, บันทึกหน้า4, ปิยสาร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์, สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์, อิทธิพร บุญประคอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เปิดกรุสมบัติ3อดีตสนช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.เปิดกรุสมบัติอดีต 3 สนช. &amp;ldquo;อำพน-เฉลิมชัย-ยุวนัฏ&amp;rdquo; พบ &amp;ldquo;ยุวนัฏ&amp;rdquo; รวยถึง 310 ล้าน ขณะที่ &amp;ldquo;อำพน-เฉลิมชัย&amp;rdquo; เงินงอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 พ.ย. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 3 ราย คือ นายอำพน กิตติอำพน, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท และ พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา โดยจากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายอำพน และนางกษมล กิตติอำพน คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินจำนวน 221,754,616 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยแยกเป็นทรัพย์สินของนายอำพน จำนวน 138,999,036 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และเงินฝาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทรัพย์สินของคู่สมรส จำนวน 82,755,580 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน และที่ดิน นอกจากนั้นยังมีทรัพย์สินอื่น เป็นเครื่องประดับ อัญมณี เพชรและทอง มูลค่า 6,000,000 บาท ส่วนนายอำพนไม่ได้แจ้งว่ามีทรัพย์สินอื่นมูลค่าตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อเปรียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ส.ค.2557 แจ้งว่าตนและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 198,528,815 บาท มีหนี้สิน 2,100,100 บาท โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 196,428,815 บาท เท่ากับว่านายอำพนและคู่สมรสมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 25,325,801 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.เฉลิมชัย และนางเบญจวรรณ สิทธิสาท คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินจำนวน 40,893,718 บาท ไม่มีหนี้ โดยแยกเป็นทรัพย์สินของ พล.อ.เฉลิมชัย จำนวน 10,547,065 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนและเงินฝาก รวมถึงทรัพย์สินอื่นมูลค่า 945,000 บาท ประกอบด้วยปืนสั้น 4 กระบอก นาฬิกาข้อมือ 5 เรือน ส่วนทรัพย์สินของคู่สมรส จำนวน 30,346,653 บาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน เงินลงทุน เงินฝาก ทรัพย์สินอื่น และยานพาหนะ โดยมีทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจ อาทิ ทองคำแท่งน้ำหนัก 30 บาท สร้อยคำทองคำ กำไลเพชร ต่างหูเพชร จี้เพชร เครื่องมุก สร้อยข้อมือ แหวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อเปรียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ต.ค. 2557 แจ้งว่าตนและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 29,917,197 บาท ไม่มีหนี้สิน เท่ากับว่า พล.อ.เฉลิมชัยและคู่สมรสมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 10,976,521 บาท ทั้งนี้ นางเบญจวรรณยังได้ทำหมายเหตุไว้ในเอกสารประกอบด้วยว่าได้รับเงินกรณีลาออกจากธนาคารธนชาตจำนวน 5,287,934 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ยุวนัฏ และนางนันทพร สุริยกุล ณ อยุธยา คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 310,479,037 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินทั้งสิ้น 345,876,743 บาท หนี้สิน 35,397,705 บาท โดยแยกเป็นทรัพย์สินของ พล.อ.ยุวนัฏ จำนวน 55,137,842 บาท ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินอื่นมูลค่า 53,470,000 บาท โดยทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ พระพุทธรูปและพระเครื่องชื่อดัง รวม 179 รายการ เช่น สมเด็จวัดสระเกศ รุ่นแรก, หลวงพ่อคงวัดบางกะพ้อม, สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่, หลวงปู่แหวนรุ่นเราสู้, พระจิตรลดา, พระผงสุพรรณ, สมเด็จบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้าย, พระสมเด็จเกศไชโย, &amp;nbsp;หลวงปู่ทวดพิมพ์ (พ.ศ.2487), ตะกรุดหลวงปู่ศุขวัดปากคลอง จ.ชัยนาท โดยส่วนใหญ่แจ้งราคาไว้ที่หลักหมื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีนาฬิกาหรู 6 เรือน ส่วนทรัพย์สินของคู่สมรส จำนวน 290,738,900 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ทรัพย์สินอื่นและที่ดิน โดยทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ เครื่องเพชร เครื่องทอง เครื่องประดับ ทั้งมรกต ทับทิม สร้อยเพชร กำไลทอง แหวนต่างหูทับทิมประเด็บเพชร แหวนเพชร 3 กะรัต บุษราคัมรวม 94 กะรัต จำนวน 139 เม็ด มูลค่า 94,000 บาท บุษราคัมทรง 4 เหลี่ยม รวม 25.9 กะรัต จำนวน 55 เม็ด มูลค่า 25,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ส.ค.2557 แจ้งว่าตนและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 449,344,380 บาท หนี้สิน 108,865,119 บาท เท่ากับว่า พล.อ.ยุวนัฏและคู่สมรสมีทรัพย์สินลดลง 138,865,343 บาท หนี้สินลดลง 73,469,414 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22944</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำพน กิตติอำพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181127/image_big_5bfd5589a8f52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 21:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กป้อม VS บิ๊กยอร์ช ผลพวงสะสมขุนพล ทษช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดแรงเหวี่ยงการเมืองจากแกนนำ คสช. บิ๊กป้อม&amp;nbsp; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม หลัง บิ๊กยอร์ช-พล.อ.ยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด&amp;ndash;เตรียมทหารรุ่น 16 ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นคนดังอย่าง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรีและอดีต ผบ.ทบ. ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติเมื่อ 20  พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงขั้น แฉ ผสม ทวงบุญคุณ ว่าเคย วิ่งเต้น ในยุค คสช.เรืองอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก็แปลกดี อยู่กับเรามาโดยตลอด และไปด่า คสช. ไม่คิดถึงข้าวแดงแกงร้อน เป็นผู้ใหญ่ ขนาดเกษียณแล้ว มีวุฒิภาวะมาก อยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของผมมาโดยตลอด แต่มาว่า คสช. เพราะเหตุใดตอนที่อยู่ถึงไม่พูด ไปโดนอะไรมาหรือไม่ ก็มันวิ่งเต้นมาตลอด ถือว่าไม่เหมาะสมที่ทำแบบนี้ ผิดหวังมาก เพราะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาผมมา อยากไปอยู่พรรคไหนก็ไป เเต่ไม่ควรนำเรื่องภายในต่างๆ ไปพูดในทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีและไม่ควรทำ ตอนอยู่ก็สนับสนุนอย่างดี ทำตัวเป็นคนอีกคนหนึ่ง เป็นจิ้งจก ไม่ควรนำเรื่องของ คสช.ไปพูด ตอนที่ตัวเองยังอยู่ก็ไปวิ่งเต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บิ๊กยอร์ช-พล.อ.ยศนันท์ ระบุหลังสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติไว้ว่า พรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยและแนวทางในการพัฒนาประเทศที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ประชาธิปไตยถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในขณะนี้ และ อยากเรียกร้องทหารทุกคนยืนเคียงข้างประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หมดยุคของการใช้อำนาจเผด็จการมาปกครองประเทศแล้ว บทเรียนการยึดอำนาจตลอด 4 ปีกว่าที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่า ประเทศชาติไม่เจริญก้าวหน้าประชาชนเดือดร้อน ถึงเวลาแล้วที่ทหารทุกคนต้องหันมาหาประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้อยคำดังกล่าวจากบิ๊กป้อม&amp;ndash;พล.อ.ประวิตร ว่าไปแล้ว ก็เกิดแรงสะท้อนกลับไปถึง คสช.ได้เช่นกันว่า เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนทางการเมืองอย่างการสมัครเป็นสมาชิกพรรค แม้บิ๊กป้อมบอกว่าไม่ติดใจ ที่อดีตรองผบ.สส.ไปอยู่กับพรรคขั้วตรงข้ามอย่างไทยรักษาชาติ ที่คือ พรรคเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร และเพื่อไทย แต่ข้องใจที่ออกมาตำหนิ คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้น ในความเป็นจริง เมื่ออดีตบิ๊กทหารเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ถือเป็นประชาชนคนหนึ่ง ก็ย่อมมีสิทธิ์แสดงความเห็นทางการเมืองได้ แต่ที่ฉุน คงเพราะวงทหารเขาถือกันว่า แม้อาจมีความเห็นไม่ตรงกันทางความคิด แต่ก็ไม่ควรไปพูดพาดพิงถึงกันสู่สังคมภายนอก ยิ่งเคยอยู่ร่วมงานกันมา ยังไงก็ควรรักษาพื้นที่ตรงนี้ไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเจอแรงเหวี่ยงดังกล่าว ฝ่าย บิ๊กยอร์ช-พล.อ.ยศนันท์ อดีตรอง ผบ.สส. ซึ่งได้ตำแหน่งนี้ก่อนเกษียณในยุค คสช. และรู้กันในพรรคไทยรักษาชาติว่า มีความสนิทสนมกับบิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหมยุครัฐบาลเพื่อไทย เพื่อนร่วมรุ่น ตท. 10 กับทักษิณ ชินวัตร โดยฝ่าย พล.อ.ยศนันท์เลือกที่จะสงบนิ่งไม่ตอบโต้ บิ๊กป้อม อดีตผู้บังคับบัญชา โดยไม่ให้ความเห็นใดๆ ตามมา ทว่า ผู้นำพรรค-คนตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ตัวจริง ทักษิณ ชินวัตร ที่ปักหลักอยู่สิงคโปร์ เพื่อรอ คำสู่ขอ จากครอบครัวของปิฎก สุขสวัสดิ์ ที่บินไปสู่ขออุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร เพื่อแต่งงานในเดือนมีนาคมปีหน้า ก็ต้องออกมาปกป้องสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติป้ายแดง อย่างบิ๊กยอร์ช ผ่านทวิตเตอร์ Thaksin Shinawatra ว่า&amp;nbsp; &amp;quot;ทหารที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองแบบตรงไปตรงมา น่าชื่นชมกว่าทหารที่เข้ามาโดยการยึดอำนาจไหมครับป้อม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าไปแล้ว ปฏิกิริยาแรงเหวี่ยงข้างต้นจากบิ๊ก คสช.อย่าง พล.อ.ประวิตร คงทำให้ฝ่ายทักษิณ-เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ พอใจอย่างมาก เพราะถือว่าการดึงเอาอดีตบิ๊กทหารในยุค คสช. ที่แม้ไม่ได้มีตำแหน่งหลักมาอยู่กับพรรคคลอดใหม่อย่างไทยรักษาชาติ ที่อยู่ตรงข้ามฝ่าย คสช. แล้วทำให้ฝ่าย คสช.ไม่พอใจขนาดนี้ แค่นี้ก็ถือว่าเกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่น่าพอใจแล้ว กับการดึงคนกลุ่มต่างๆ&amp;ndash;สะสมขุนพลจากหลายฝ่ายเข้ามาอยู่ไทยรักษาชาติ ควบคู่ไปกับการโยกคนของเพื่อไทยให้มาอยู่ไทยรักษาชาติเพื่อเป็นกำลังสำรอง ในแผนการเมือง แยกกันเดิน รวมกันหลังเลือกตั้ง  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การเตรียมพร้อมยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของไทยรักษาชาติ พรรคเครือข่ายหลักของเพื่อไทย-ทักษิณ ก็คืบหน้าเป็นระยะ วงประชุมแกนนำพรรค ทษช. ณ ที่ทำการพรรคย่านแจ้งวัฒนะ ข่าวว่ามีการปิดห้องประชุมถกกันหลายรอบ เพื่อเตรียมส่งคนลงเลือกตั้งทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ แต่ทั้งหมดจะชัดเจนหลัง 26 พ.ย. ที่ชัดเจนแล้วว่า สุดท้ายเพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ จะใช้แผน หลบให้กัน ในหลายพื้นที่ แต่ต้องทำให้เนียนเพื่อไม่ให้ถูกมองว่า ฮั้วการเมือง จนน่าเกลียด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22481</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ทักษิณ ชินวัตร, พรรคไทยรักษาชาติ, พล.อ.ยศนันท์ หร่ายเจริญ, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181121/image_big_5bf56ea59ff8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กจอม&#039; พร้อมใจลาออกพ้น &#039;สนช.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว รวมทั้งตำแหน่งต่างๆที่มีอยู่ ได้แก่ บอร์ดการบินไทย โดยให้เหตุผลว่า เกษียณอายุราชการ และเพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แทน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่นเดียวกับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็ได้ยื่นลาออกจาก สนช.และตำแหน่งอื่น ๆ แล้วเช่นเดียวกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าพล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสนช.อย่างเป็นทางการ โดยมีตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 ส่วนเหตุผลในการลาออกนั้นยังไม่ทราบรายละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่มีสมาชิกสนช.ลาออกอีก 2 คน ทำให้มีสมาชิกสนช.ดำรงตำแหน่งเหลืออยู่จำนวน 243 คน ขณะเดียวกัน พล.อ.อ.จอม ยังได้ลาออกจากตำแหน่งต่างๆที่มีอยู่เดิมด้วย อาทิ กรรมการบริหารบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากได้เกษียณอายุราชการ และเพื่อเปิดให้บุคคลอื่นที่มีความรู้ความสามารถและมีความเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งมีตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 เช่นกัน ส่วนพล.อ.เฉลิมชัย ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งอื่นๆด้วยเช่นกัน เช่น กรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18820</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กจอม, พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1db9de7dba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.เหล่าทัพตบเท้าพบ &#039;บิ๊กตู่&#039;  อำลาเกษียณอายุราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 61 - ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นำผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ และพล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพื่ออำลาในโอกาสเกษียณอายุราชการ โอกาสนี้คณะผู้บัญชาการเหล่าทัพได้นำมาลัยดอกไม้มอบให้กับนายกรัฐมนตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอวยพรและขอบคุณคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ร่วมกันทำงานในวาระการดำรงตำแหน่งอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ก่อนคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพเดินทางกลับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18567</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ, พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ, พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5baca93cf1b14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
