<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.เหล่าทัพตบเท้าพบ &#039;บิ๊กตู่&#039;  อำลาเกษียณอายุราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 61 - ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นำผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ และพล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพื่ออำลาในโอกาสเกษียณอายุราชการ โอกาสนี้คณะผู้บัญชาการเหล่าทัพได้นำมาลัยดอกไม้มอบให้กับนายกรัฐมนตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอวยพรและขอบคุณคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ร่วมกันทำงานในวาระการดำรงตำแหน่งอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ก่อนคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพเดินทางกลับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18567</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ, พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ, พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5baca93cf1b14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โผทหารลงตัว&#039;บิ๊กแดง&#039;ผบ.ทบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5 เสือ ทบ.ลงตัว &amp;ldquo;บิ๊กแดง&amp;rdquo; ผงาดคุม ทบ.ตามคาด &amp;ldquo;บิ๊กกบ&amp;rdquo; นั่ง ผบ.ทสส., &amp;ldquo;บิ๊กลือ&amp;rdquo; ผบ.ทร., &amp;nbsp;&amp;ldquo;บิ๊กต่าย&amp;rdquo; ผบ.ทอ., &amp;ldquo;บิ๊กบี้&amp;rdquo; นั่ง มทภ.1, &amp;ldquo;บิ๊กป๋อ&amp;rdquo; &amp;nbsp;มทภ.3, &amp;ldquo;บิ๊กเดฟ&amp;rdquo; มทภ.4 &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; นัดหารือสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 25 ก.ค.2561 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ซึ่งก่อนการประชุมได้เชิญ ผบ.เหล่าทัพมาร่วมหารือบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2561 ในเบื้องต้น เพื่อให้ ผบ.เหล่าทัพส่งรายชื่อรอบแรกตามวาระปกติ ก่อนที่จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลในช่วงโค้งสุดท้ายอีกครั้ง ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อนายทหารประจำปี 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในปีนี้จะมีนายทหารระดับสูงเกษียณอายุราชการ อาทิ &amp;ldquo;บิ๊กเข้&amp;rdquo; พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม, &amp;ldquo;บิ๊กต๊อก&amp;rdquo; พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด, &amp;ldquo;บิ๊กเจี๊ยบ&amp;rdquo; พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ., &amp;ldquo;บิ๊กนุ้ย&amp;rdquo; พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร., &amp;ldquo;บิ๊กจอม&amp;rdquo; พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. ที่จะเกษียณกันหมดยกแผง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในเบื้องต้นปรากฏว่า &amp;ldquo;บิ๊กณัฐ&amp;rdquo; &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัดกระทรวงกลาโหม &amp;nbsp;(ตท.20) ขยับขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม, &amp;ldquo;บิ๊กกบ&amp;rdquo;พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด กองทัพเรือ &amp;ldquo;บิ๊กลือ&amp;rdquo; พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รองผบ.ทร. (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทร., &amp;ldquo;บิ๊กต่าย&amp;rdquo;พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วย ผบ.ทอ. (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทอ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกองทัพบก ในเบื้องต้นรายชื่อนายทหารระดับ 5 เสือกองทัพบกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดย &amp;ldquo;บิ๊กแดง&amp;rdquo; พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.20) ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ตามคาด โดยขยับเอา &amp;ldquo;บิ๊กเล็ก&amp;rdquo; พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก (ตท.20) ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ทั้งนี้ โยกเอา &amp;ldquo;แม่ทัพตู่&amp;rdquo; พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) และ &amp;ldquo;บิ๊กตี๋&amp;rdquo; พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.18) ขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ด้วยกันทั้งคู่ ทั้งนี้ ขยับ &amp;ldquo;บิ๊กเป้ง&amp;rdquo; พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.19) ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเก้าอี้แม่ทัพภาคต่างๆ ที่ว่างลง ปรากฏว่า &amp;ldquo;บิ๊กบี้&amp;rdquo; พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.22) ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 โดย &amp;ldquo;บิ๊กหนุ่ย&amp;rdquo; พล.ท.ธรรมนูญ วิถี (ตท.21) ยังคงรักษาเก้าอี้แม่ทัพน้อยที่ 1 ตามเดิม, &amp;ldquo;บิ๊กแบล็ก&amp;rdquo; พล.ท.ธนากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2 (ตท.18) ยังรักษาเก้าอี้อย่างเหนียวแน่นไม่ขยับคงเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 อยู่อีกปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;บิ๊กป๋อ&amp;rdquo; พล.ต.ฉลองชัย ชัยยะคำ รองแม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.20) ที่มีผลงานในการช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมี 13 คนออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ได้ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3, &amp;ldquo;บิ๊กเดฟ&amp;rdquo; พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพน้อยที่ 4 (ตท.20) ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 แทน พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13737</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ฉลองชัย ชัยยะคำ, พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้, พล.ท.ธนากร ธรรมวินทร, พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์, พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ, พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี, พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b509ad444bb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝุ่นตลบเก้าอี้ 5 เสือ ทบ. ทีม &quot;บิ๊กแดง&quot; กระจายรุ่น?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3 สิงหาคมนี้ &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพส่ง &amp;ldquo;โผทหาร&amp;rdquo; รอบแรก ตามวาระปกติ ก่อนที่จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลตามกฎหมายและพิธีกรรม จึงจะเข้าช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อ &amp;ldquo;บิ๊กไฟว์&amp;rdquo; คนใหม่แทน พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ที่จะเกษียณหมดยกแผง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังเป็นปกติที่แสงไฟยังจับจ้องมาที่กองทัพบก เหล่าทัพที่มีพลังอำนาจแฝง ปีนี้ &amp;ldquo;เต็งหนึ่ง&amp;rdquo; ยังคงเป็นชื่อของ &amp;ldquo;บิ๊กแดง&amp;rdquo; พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ที่จะได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป ซึ่งการจัดวางคนใน 5 เสือ ทบ.นั้น พล.อ.อภิรัชต์ได้มีส่วนเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย ตามนโยบายของ &amp;ldquo;บิ๊กเจี๊ยบ&amp;rdquo; พล.อ.เฉลิมชัย ที่ต้องการเน้นให้คนที่เป็นผู้นำได้เลือก &amp;ldquo;ทีม&amp;rdquo; ของตัวเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระนั้นเก้าอี้ 5 เสือ ทบ.มีอยู่ 5 ตัว เมื่อตัดเก้าอี้ ผบ.ทบ.ไปแล้ว ก็จะเหลือตำแหน่ง รอง ผบ.ทบ. (อัตราพลเอกพิเศษ) 1 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ. 2 ตำแหน่ง และเสนาธิการทหารบก 1 ตำแหน่ง แต่ปรากฏว่ามีหลายคนต่างหวังที่จะได้นั่งเก้าอี้ 4 ตัวที่เหลือนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีกระแสข่าวหนาหูว่า &amp;ldquo;บิ๊กเล็ก&amp;rdquo; พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก อาจจะนั่งทำหน้าที่เดิมไปก่อน เพราะเป็นมือทำงาน อีกทั้งเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 20 ของ พล.อ.อภิรัชต์ด้วย แต่ดูเหมือนว่า &amp;ldquo;สมการ&amp;rdquo; ดังกล่าวไม่ลงตัว เพราะผู้มุ่งหวังจะเข้าใน 5 เสือ ทบ.ต่างเป็นรุ่นพี่ของ พล.อ.ณัฐพลด้วยกันทั้งนั้น จึงมีสูตรในการขยับ พล.อ.ณัฐพลขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ.แทน เพื่อให้แผงของผู้ช่วย ผบ.ทบ.และเสนาธิการทหารบกไหลลื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คราวนี้มาดูว่า มีใครบ้างที่ปรากฏในความเคลื่อนไหวที่จะเข้ามาใน 3 เก้าอี้ที่เหลือ ไล่ตั้งแต่ระนาบแม่ทัพ พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมทหารรุ่น (ตท.20) พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2 (ตท.18) พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.18) ซึ่งมีแนวโน้มว่า พล.ท.กู้เกียรติน่าจะมีภาษีมากที่สุด รองลงมาคือ พล.ท.วิจักขฐ์ ส่วน &amp;ldquo;บิ๊กแบล็ก&amp;rdquo; พล.ท.ธรากร เด็กในคาถาของ &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; คงจะยากในการฝ่าด่านเข้ามา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังมีชื่อของ พล.ท.สุนัย ประภูชเนย์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) ตท.21 พล.ท.สุชาติ ผ่องพุฒิ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.18) จากสายของมูลนิธิป่ารอยต่อฯ แต่ที่มาแรงมากในโค้งสุดท้ายใน &amp;ldquo;ทีมบิ๊กแดง&amp;rdquo; คือ พล.ท.จักรชัย โมกขะสมิต เจ้ากรมการทหารช่าง (ตท.18)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก คาดว่าจะใช้สูตรเดิมในการ &amp;ldquo;รันงาน&amp;rdquo; คือคนที่เติบโตมาจากสายยุทธการ ซึ่งในแผงของรองเสนาธิการทหารบก ก็มีชื่อของ พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.19 ) และ พล.ท.ชูชาติ บัวขาว รองเสนาธิการทหารบก (ตท.20) แต่ก็มีแนวโน้ม พล.ท.ชูชาติ จะไปดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม (อัตราพลเอก) เพื่อขยับขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหมในปีหน้า ทำงานคู่กับ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ว่าที่ปลัดกระทรวงกลาโหม ส่วน &amp;ldquo;บิ๊กเป้ง&amp;ldquo; พล.ท.ธีรวัฒน์ มีสิทธิ์ได้ลุ้นเก้าอี้เสนาธิการทหารบก ตามนโยบายกระจายรุ่นของ พล.อ.อภิรัชต์ และ พล.อ.เฉลิมชัย ที่ได้วางไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กระนั้น ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 ชื่อของ &amp;ldquo;บิ๊กบี้&amp;rdquo; พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.22) ยังคงเป็น &amp;ldquo;เต็งหาม&amp;rdquo; แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ ทำให้ ทบ.ต้องหาเก้าอี้ให้กับเหล่าบรรดา ตท.22 ที่อาวุโสและขึ้นมาจ่อตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนหน้านี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไล่ตั้งแต่ &amp;ldquo;บิ๊กหนุ่ย&amp;rdquo; พล.ท.ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพน้อยที่ 1 ที่ช่วงหนึ่งมีชื่อแผ่วๆ ในตำแหน่งเสนาธิการทหารบก แต่ตอนหลังก็มีเก้าอี้เยียวยาอีกหลายโผ ไล่ตั้งแต่ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน รวมถึง &amp;ldquo;บิ๊กติ่ง&amp;rdquo; พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ที่มีชื่อในทำเนียบรองเสนาธิการทหารบก และแม่ทัพภาคที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น่าสนใจว่า พล.อ.เฉลิมชัย ที่จะเกษียณอายุในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้จะจัดสูตรให้ทุกกลุ่มพอใจได้แค่ไหน ก่อนที่เจ้าตัวจะได้ไป &amp;quot;บวช&amp;quot; ตามที่ตั้งใจไว้หนึ่งพรรษาอย่างสงบ...รอชม!!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13099</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้, พล.ท.ธรรมนูญ วิถี, พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร, พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์, พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ, พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b4388324d3fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงใช้ม.44งดไพรมารี พรรคการเมืองพอใจหารือ คลายล็อกช่วง90วันกม.ลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประวิตร&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะประชุมพรรคการเมืองในค่ายทหารแล้ว โอดมาน้อยไป แค่ 74 พรรค &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; แจงผลหารือ ย้ำบ้านเมืองต้องสงบเหมือนปัจจุบันจึงเลือกตั้งเร็ว เตรียมคลายล็อกช่วง 90 วันที่กฎหมายลูกประกาศ แต่ยังห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ให้ทำแค่งานรูทีน ส่วนไพรมารีโหวตยังไร้บทสรุป รอ &amp;rdquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; หารืออีกรอบ บอกปฏิทินวันเลือกตั้งมี 4 ตัวเลือก &amp;ldquo;24 ก.พ.-31 มี.ค.-28 เม.ย.-5 พ.ค.&amp;rdquo; พรรคการเมืองพอใจผลหารือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มิ.ย. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมพบปะหารือร่วมกับพรรคการเมือง เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไป โดยในส่วนของรัฐบาล มีผู้เข้าร่วม อาทิ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกฯ, พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.), พล.อ.วิสุทธิ์ นาเงิน รองปลัด กห., พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัด กห., นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต., นายประวิช รัตนเพียร กกต., พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของพรรคการเมือง มีตัวแทนพรรคการเมืองมาเข้าร่วม 74 พรรค จำนวน 199 คน ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคต่างๆ โดยไม่มีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เดินทางมาร่วมแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ภายในห้องประชุมได้ห้ามไม่ให้นักการเมืองนำโทรศัพท์และเครื่องมือติดต่อสื่อสารเข้ามาในห้องประชุมเด็ดขาด โดยให้ฝากไว้กับเจ้าหน้าที่บริเวณด้านหน้าห้องประชุมทั้งหมด ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารที่สวมชุดสูททั้งในส่วนของกลาโหมและกองทัพบก รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ พร้อมทั้งห้ามสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนเข้าห้องประชุม พล.อ.ประวิตรตอบคำถามถึงความพอใจกับจำนวนพรรคการเมืองที่ตอบรับมาร่วมสั้นๆ ว่า น้อยไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศในห้องประชุม เริ่มต้นที่ พล.อ.ประวิตรกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การประชุมครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการปลดล็อก คลายล็อก เพื่อให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม รวมถึงข้อกฎหมายและเงื่อนเวลาต่างๆ จากนั้นนายวิษณุได้ชี้แจงถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และข้อสรุปที่ คสช.และ กกต.ได้หารือกันแล้วว่ามีประเด็นอะไรบ้าง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้พรรคการเมืองแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งเป็นแถวที่พรรคการเมืองต่างๆนั่งอยู่ และให้แสดงความคิดเห็นพรรคการเมืองละ 1 คน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้ใช้มาตรา 44 งดเว้นการทำระบบไพรมารีโหวตในการเลือกตั้งครั้งแรกออกไปก่อน ซึ่ง พล.อ.ประวิตรก็มีท่าทีที่เห็นด้วยว่ามีปัญหาอยู่เหมือนกัน เนื่องจากบางพรรคไม่มีสาขาพรรค ทำให้ยากต่อการดำเนินการ ซึ่งข้อสรุปต่างๆ ต้องส่งให้ คสช.พิจารณาอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า รู้สึกพอใจกับการพูดคุย ซึ่งไม่มีอะไร ส่วนที่ระบุว่ามีเวลา 3 เดือนให้พรรคการเมืองเตรียมตัวก่อนการเลือกตั้ง คิดว่าทัน
ย้ำเลือกตั้งบ้านต้องสงบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิษณุแถลงภายหลังการหารือว่า การหารือเป็นการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมือง แต่เมื่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ประกาศใช้ ต้องประชุมหารือกับพรรคการเมืองอีกครั้ง ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ของคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 โดยมีนายกฯ เป็นประธานการประชุมเอง ซึ่งจะชัดเจนมากขึ้น รวมถึงเรื่องวันเลือกตั้ง และการปลดล็อกว่าเมื่อใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการนำผลการประชุมระดับเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่รายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วมาแจ้งให้ทราบ ซึ่งได้ชี้แจงปัจจัย 5 ข้อที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแมป ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัย 5 ข้อ คือ 1.ความสงบเรียบร้อยระหว่างงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2.การได้รับพระราชทานกฎหมายลูก 2 ฉบับที่เหลือ 3.การผลัดเปลี่ยน กกต.จากชุดเก่าไปชุดใหม่ 4.การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ต้องไม่ตรงกับการเลือกตั้งระดับชาติ และ 5.ความสงบเรียบร้อยทั่วไปของประเทศ ถ้าเหมือนวันนี้ก็ยังวางใจได้ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาในอนาคตจะกระทบต่อกำหนดเวลาเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาที่พรรคการเมืองกังวลนั้นมี 4 ประเด็นคือ 1.การประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง เพราะมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องถึงการหาสมาชิก ผู้สมัคร และการจัดทำไพรมารีโหวต ที่ขณะนี้ยังทำไม่ได้ เพราะถ้าจะประชุมพรรคต้องขออนุญาต คสช. ซึ่งฝ่ายการเมืองยังไม่พอใจ จึงอธิบายกรอบเวลา 3 ช่วง คือ 90 วันแรก คือ ช่วงทูลเกล้าฯ ถวายร่างกฎหมาย ซึ่งช่วงดังกล่าวจะยังไม่มีการทำอะไร ช่วงที่สองคือ เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายแล้ว ระหว่างรอกฎหมาย ส.ส.มีผลบังคับใช้ 90 วัน ตรงนี้สามารถให้แบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเวลา 60 วัน และทำไพรมารีโหวต 30 วัน และช่วงที่สามคือ 150 วันจัดการเลือกตั้ง ซึ่งการรับสมัคร ส.ส. 20 วัน จะอยู่ในช่วงนี้ ดังนั้น หากไม่มีเวลา 90 วันที่รอกฎหมาย ส.ส.มีผลบังคับใช้ในช่วงที่สอง ทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้ง การทำไพรมารีฯ และการรับสมัครต้องเข้าไปอยู่ในช่วง 150 วันทั้งหมด จะส่งผลให้ลำบากต่อการหาเสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นจึงจะเสนอ คสช.ให้ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้ง และทำไพรมารีโหวตในช่วง 90 วันที่รอกฎหมาย ส.ส.บังคับใช้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้การรับสมัคร 20 วันไปอยู่ในช่วง 150 วัน ทำให้เหลือเวลา 130 วัน ในการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์ที่อังกฤษว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ สามารถจัดการเลือกตั้งเร็วที่สุดได้ในเดือน ก.พ.2562 แต่ในที่ประชุมได้วางตุ๊กตาการเลือกตั้งไว้ โดย กกต.อยากให้เป็นวันอาทิตย์ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน คือ 24 ก.พ., 31 มี.ค., 28 เม.ย. หรือสุดท้าย 5 พ.ค.62 หลังจากนั้นจะเกินเวลา 150 วัน วันนี้เรายังไม่กำหนด เพราะ กกต.ชุดใหม่จะเป็นผู้กำหนด แต่ถ้าพร้อมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนก็ได้&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่เราจะผ่อนคลายมี 4 ประเด็น คือ 1.จะอนุญาตให้ประชุมใหญ่พรรคการเมืองในช่วง 90 วันของช่วงที่สอง คือ กลางเดือน ก.ย.- ธ.ค.2561 เพื่อให้หาสมาชิกทำไพรมารีโหวต และให้ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งได้ 2.เรื่องการจัดตั้งสาขาพรรค เพราะถ้าไม่มีหัวหน้าสาขาจะไม่สามารถประชุมพรรคได้ จึงจะปลดล็อกสามารถประชุมใหญ่ได้โดยไม่ต้องมีหัวหน้าสาขา อีกทั้งการทำไพรมารีโหวตจำเป็นต้องมีหัวสาขา ก็จะปลดล็อกว่าไม่ต้องมีหัวหน้าสาขาเป็นกรรมการจัดทำไพรมารีโหวต รวมถึงปลดล็อกว่าไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าพรรคมาเป็นกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไพรมารีฯ ยังลูกผีลูกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวด้วยว่า 3.เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ กกต.จำเป็นต้องลงพื้นที่สอบถามประชาชน จึงจะเสนอ คสช.คลายล็อกให้ช่วง 90 วันของช่วงที่สองให้ กกต.สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้ และประเด็นที่ 4 คือ ไพรมารีโหวต หากยังจำเป็นต้องมี จะให้ดำเนินการในช่วง 90 วันช่วงที่สอง เพราะในที่ประชุมมีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้หลากหลาย ทั้งยกเลิก ทั้งจำเป็นต้องมี ทั้งเปลี่ยนจากทำเป็นระดับเขตเป็นระดับภาค หรือให้ไปใช้ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า ซึ่ง พล.อ.ประวิตรรับข้อเสนอดังกล่าวว่าจะนำไปหารือกับ กกต., คสช., ครม., กรธ. และ สนช.ต่อไป ส่วนจะเป็นเมื่อไรนั้น ไม่ทราบ อยู่ที่ พล.อ.ประวิตร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางออกทั้งหมดที่กล่าวมาต้องไปแก้คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ แต่ขอว่าอย่าถามในเรื่องวิธีการ เพราะไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ แต่เราคงไม่เอามาแล้วฉีกมันหรอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การปลดล็อกในช่วงที่สอง พรรคการเมืองสามารถทำได้ทุกอย่างใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่ ทำได้เพียงบางอย่างที่เขาเรียกร้อง สิ่งที่ทำไม่ได้คือการชุมนุมเกิน 5 คน เราปลดล็อกเพียงการประชุมใหญ่โดยไม่ต้องขออนุญาตเพื่อร่างข้อบังคับ หาสมาชิก ให้ความเห็นต่อ กกต.ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง จัดตั้งกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสาขา และหาผู้สมัคร ส่วนการปลดล็อกทั้งหมดคือการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัยกล่าวเช่นกันว่า การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น โดย คสช.ได้มารับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองว่ามีปัญหาข้อขัดข้องอย่างไรจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 มีปัญหาแนวทางการปฏิบัติของพรรคการเมืองอย่างไร และจะแก้ไขอย่างไร โดยพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็ขอให้ปลดล็อกและให้งดทำไพรมารีโหวต แต่บางพรรคก็ให้คงทำไพรมารีโหวตไว้ตามเดิม ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็สุดแล้วแต่ คสช.จะปลดล็อกหรือไม่ ส่วนเรื่องวันเลือกตั้งยังไม่สามารถกำหนดได้ ขึ้นอยู่กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะประกาศใช้เมื่อใด และนับจากนั้นอีก 90 วันถึงจะมีผลใช้บังคับ หลังจากนั้นจึงต้องจัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในที่ประชุมมีการถามว่า กกต.ควรกำหนดวันเลือกตั้ง แต่เราบอกไปว่ายังกำหนดไม่ได้ เพราะต้องรอดูกรอบเวลา 90 วันแรกก่อนว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะประกาศใช้เมื่อใด โดย กกต.เสนอว่าในช่วง 90 วันระหว่างชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขอให้ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งก่อนโดยใช้เวลา 60 วัน หลังจากนั้นให้พรรคการเมืองไปทำไพรมารีโหวตอีก 30 วัน โดยในส่วนของการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งนั้น เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ยังไม่มีผลใช้บังคับ กกต.ก็ไม่สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้ จึงต้องขอให้ทำก่อนโดยใช้มาตรา 44 ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของ คสช. เพราะต้องใช้มาตรา 44 ออกเป็นคำสั่ง&amp;rdquo; นายศุภชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมประชุม กล่าวว่า การเลือกตั้งยังคงเป็นไปตามเงื่อนเวลา คือ 3-3-5 โดยช่วง 3 เดือนแรกคือช่วงทูลเกล้าฯ ถวาย ส่วน 3 เดือนที่สองคือช่วงรอกฎหมายเลือกตั้งบังคับใช้ และ 5 เดือนคือการจัดการเลือกตั้ง โดยจะหาทางคลายล็อกให้ช่วง 3 เดือนของการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส่วนรายละเอียดต่างๆ ต้องรอดูคำสั่งที่จะออกมาใหม่ด้วย ส่วนประเด็นการจัดทำไพรมารีโหวตนั้น ที่ประชุมยังไม่มีความชัดเจนใดๆ&amp;nbsp;
พอใจการหารือ
&amp;ldquo;ผมพอใจภาพรวมการประชุม เพราะได้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องการคลายล็อกว่าจะมีแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอดูว่าผลจะออกมาอย่างไร&amp;rdquo; นายจุรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า พรรคพอใจการหารือ เพราะบรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น โดยรัฐบาลได้เตรียมคำตอบมาให้พรรคการเมืองบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเด็นปัญหาในเรื่องเงื่อนเวลาสำหรับการทำไพรมารีโหวตนั้น ซึ่งพรรคมีความพร้อมในการดำเนินการหากปลดล็อก ขณะที่กรอบเวลาในวันเลือกตั้งที่รัฐบาลเสนอในที่ประชุมนั้นมี 4 กรอบ เริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ.ถึง พ.ค. โดยยึดเอาทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือนมาเป็นกรอบนั้น ซึ่งมีทั้ง 24 ก.พ., 31 มี.ค., 28 เม.ย. และ 5 พ.ค. ถือว่าเป็นไปได้หมดโดยจะขึ้นอยู่กับว่าร่างกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับสุดท้ายจะบังคับใช้เมื่อไหร่ จึงเชื่อว่าเมื่อมีความชัดเจนรัฐบาลคงเชิญพรรคการเมืองเข้ามาหารือกันอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการ ชทพ. กล่าวว่า จากการหารือถือว่ามีแนวโน้มไปในแนวทางที่ดี โดยเรื่องคลายล็อกนั้น สรุปว่าให้คลายในช่วงที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา และยังมีเวลา 90 วันกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งจะคลายล็อกช่วงนี้ ส่วนเรื่องไพรมารีโหวตที่ประชุมมี 3 ทางเลือกคือ 1.ยกเลิกทำไพรมารีโหวตทั้งหมด 2.ยกเลิกไพรมารีฯ ครั้งแรก และ 3.ทำไพรมารีฯ แต่ให้ทำในระดับภาค 4 ภาค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันเลือกตั้งที่ประชุมเห็นว่าหากนับเวลา 150 วัน &amp;nbsp;ประกอบกับนายกฯ ไปพูดในต่างประเทศถึง 2 ประเทศ โดยย้ำเลือกตั้งตามโรดแมปในเดือน ก.พ.ปี 2562 ที่ประชุมจึงเห็นว่าควรเป็นวันที่ 24 ก.พ.2562 แต่ กกต.ได้ตั้งตุ๊กตาขึ้นมาว่า หากไม่ใช่วันที่ 24 ก.พ. ก็สามารถเลื่อนออกไปเป็นวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน เพราะ 150 วันจะครบกำหนดในวันที่ 5 พ.ค. ซึ่งผลสรุปจะเป็นอย่างไร คาดว่า คสช.จะเรียกพรรคการเมืองพูดคุยอีกครั้ง เป็นช่วงที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษา&amp;rdquo; นายนิกรระบุ
นายวิษณุกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวกับคนไทยในฝรั่งเศสว่าจะขอเลือก ส.ว.เองว่า ในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลเขียนเอาไว้ว่า ส.ว.มีทั้งหมด 250 คน โดย 50 คนให้เลือกโดยวิธีเลือกไขว้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท ส่วนอีก 200 คน ใช้งบประมาณไม่มาก เป็นเรื่องที่ คสช.ต้องตั้งกรรมการขึ้นมา 9 คน เพื่อไปสรรหาจำนวน 2 เท่า เช่น 400 คน จากนั้น คสช.จะเลือกเอา 200 คน และนำความกราบบังคมทูลฯ ส่วนจะเป็นการเอื้อประโยชน์เลือกคนของ คสช.ขึ้นมาหรือไม่นั้น ก็รัฐธรรมนูญเขียนไว้
เทือกเฟซบุ๊กหาสมาชิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ปฏิเสธแสดงความเห็นถึงการย้ายพรรคของอดีตนักการเมืองว่า ไม่มีความเห็น คนที่เป็นนักการเมืองมีสิทธิเลือกพรรคการเมือง จะชอบธรรมหรือไม่ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการใช้เงินซื้อตัวอดีตนักการเมือง นายสุเทพกล่าวว่า ทุกอย่างต้องว่าตามข้อเท็จจริง การใช้เงินจ้างคนผิดกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าบอกว่าย้ายพรรคเพราะถูกจ้างเป็นการพูดลอยๆ ไร้สาระ รัฐธรรมนูญใหม่เข้มงวด กำหนดการตั้งพรรคให้คนมีอุดมการณ์เดียวกัน ลงขันเงิน ตั้งสาขาพรรคทั่วประเทศ การเลือกผู้บริหารพรรค เป็นการยกระดับปฏิรูปการเมืองทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ถ้าใครทำผิดกฎหมายต้องดำเนินการ ประชาชนไม่นิ่งเฉย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นายสุเทพกล่าวว่า หลังจากจดจองชื่อพรรคและเปิดตัวเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ขณะนี้ต้องรวบรวมสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคให้ครบ 500 คน ซึ่งต้องเป็นผู้ลงขันมีใจเสียสละ โดยจะเดินทางไปทั่วประเทศชักชวนประชาชนมาเป็นเจ้าของพรรค เป็นสมาชิกร่วมกัน ด้วยการจ่ายเงินค่าสมาชิกวันละบาท เป็นปีละ 365 บาท แพงกว่าสมาชิกพรรคอื่น เพราะต้องการคนมีอุดมการณ์จริง และน่าจะมีหลายแสนคนมาร่วมด้วย แต่ตอนนี้ คสช.ยังไม่อนุญาตทำกิจกรรมทางการเมือง เราปฏิบัติตามกฎหมายว่าอย่างไรก็อย่างนั้น ขณะนี้คงเชิญชวนผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ไปก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12104</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์, ประพันธ์ นัยโกวิท, ประวิช รัตนเพียร, พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา, พรรคชาติไทยพัฒนา, พรรครวมพลังประชาชาติไทย, พรรคอนาคตใหม่, พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล, พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.วิสุทธิ์ นาเงิน, พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน, พล.อ.สกล ชื่นตระกูล, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์, วราวุธ ศิลปอาชา, วิษณุ เครืองาม, ศุภชัย สมเจริญ, สุเทพ เทือกสุบรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b30fa43d47f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลาโหมออกประกาศชื่นชมบริษัทลูกเอไอเอส!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.2561 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง ชมเชยการช่วยเหลือราชการทหาร ซึ่งลงนามโดย พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ทำการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า กระทรวงกลาโหม ขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ได้เสียสละและทำคุณประโยชน์แก่ทางราชการ โดยมอบรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ผ่านเครือข่าย 4G Network จำนวน 1 คัน รวมเป็นเงินมูลค่าทั้งสิ้น 2,150,000 บาท (สองล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ให้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อใช้ในภารกิจของ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561 สมควรได้รับการยกย่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ตลอดจนพระบารมี แห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด มีความเจริญรุ่งเรือง และก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจยิ่งขึ้นตลอดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมบริการโครงข่ายโทรคมนาคมและบริการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.ย.2548 เป็นบริษัทในเครือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11364</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหม, ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์, รถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน, ราชกิจจานุเบกษา, เอไอเอส, แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลาโหมโชว์ศักยภาพกำลังพลสำรอง 3 เหล่าทัพปี 61 (ชมคลิป)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค. 61 - ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดการแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรอง 3 เหล่าทัพ ประจำปี 2561 มียอดรวมทั้งสิ้น 377 นาย แยกเป็น กองทัพบก 207 นาย กองทัพเรือ 110 นาย และกองทัพอากาศ 60 นาย ซึ่งเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกวิชาทหาร ในสถานะนักศึกษาวิชาทหารหรือทหารกองประจำการจากกองทัพมาแล้ว ที่ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้นำพ.ร.บ.กำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558 มาบริหารจัดการกลุ่มบุคคลที่เป็นกำลังพลสำรองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยในวันนี้มีการปฏิบัติในการแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรอง กองทัพบกสาธิตการตรวจสอบสภาพความพร้อมรบของกำลังพลสำรองระดับหน่วยกองร้อยอาวุธเบาและแสดงการใช้อาวุธประจำหน่วย กองทัพเรือสาธิตการตรวจค้นเรือประมง รวมถึงการนำเรือด้วยเครื่องฝึกเดินเรือจำลอง และกองทัพอากาศสาธิตการป้องกันฐานบิน นอกจากนี้ ทางกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้จัดทำบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกิจการกำลังพลสำรองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พล.อ.เทพพงศ์ กล่าวว่า ตามพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 กำหนดให้กระทรวงกลาโหมมีบทบาทหน้าที่พิทักษ์เอกราช ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคง และการแก้ไขปัญหาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งจากบทบาทหน้าที่ต่างๆกระทรวงกลาโหมจำเป็นต้องจัดให้มีกำลังประจำการและกำลังสำรองที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพสามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.กำลังพลสำรองพ.ศ. 2558 กำลังพลสำรองจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักโดยทั่วไปคือการรับการเรียกพล เพื่อตรวจสอบการฝึกวิชาทหาร เพื่อปฏิบัติราชการและเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมจนถึงการระดมพลในกรณีประเทศชาติอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเข้าสู่ภาวะสงคราม โดยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่ากำลังพลสำรองเป็นกำลังทางยุทธศาสตร์ที่จะตัดสินผลของสงคราม จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติอย่างแท้จริง ในยามปกติหน้าที่ตามกฎหมายกองกำลังพลสำรอง คือการรับการเรียกพลเพื่อปฏิบัติราชการในภารกิจที่จะต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะหรือเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ถือเป็นการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศชาติอีกด้วย ตนรู้สึกชื่นชมที่เห็นการพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของกำลังพลสำรองทั้ง 3 เหล่าทัพ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบสนองภารกิจต่างๆที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ท.ปรีชา สายเพ็ชร เจ้ากรมสรรพกำลังกลาโหม กล่าวว่า การแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรองครั้งนี้ เพื่อทดสอบผลการดำเนินการของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลสำรอง ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกับกำลังประจำการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง เห็นถึงความสามารถของกำลังพลสำรอง และมีความเชื่อมั่นในการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลสำรองของเหล่าทัพ และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะ ได้รับทราบถึงบทบาทและความสำคัญของกำลังพลสำรอง ที่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พล.ท.ปรีชา ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การฝึกกำลังพลสำรองถือว่าเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดี โดยหัวใจหลักสำคัญเราต้องการให้เห็นว่า เมื่อได้ฝึกกำลังพลของตัวเองไปแล้ว มีผลเป็นอย่างไรก็จะให้มาแสดงขีดความสามารถให้กับคนทั่วไปได้เห็นว่ากองทัพบริหารจัดการอย่างไร พร้อมทั้งให้ผู้บังคับบัญชาในกองทัพทุกระดับชั้นได้ตระหนักเห็นความสำคัญของกำลังพลสำรองที่มีอยู่จำนวนมหาศาลที่ผ่านการฝึกมา และต้องการให้สาธารณชนทราบว่าประเทศเรามีกำลังสำรองที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ที่สำคัญที่สุดทั้งด้านการสงครามและการบรรเทาสาธารณภัย การฝึกกำลังสำรองถือว่ามีความจำเป็น ทำให้คนในชาติมีความเข้มแข็ง เราประมาทไม่ได้ในทางทหาร ไม่ทราบว่าในอนาคตสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศเราจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นภัยสงครามบางครั้งเราไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิด ก็ต้องมีการเตรียมการไว้ตลอด รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวดังนั้น กำลังพลสำรองดังกล่าวต้องได้รับการฝึกตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เหมือนเป็นการทำกล้ามเนื้อให้เข้มแข็ง ทหารคือกล้ามเนื้อประเทศ จำเป็นต้องทำให้แข็งแรง สงครามไม่รู้เกิดเมื่อไหร่ เราต้องฝึกไปเรื่อยๆ ไม่มีประเทศไหน ไม่มีกล้ามเนื้อ ยุทโธปกรณ์ เราไม่รู้ภัยคุกคามในอนาคตจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ยุคเราไม่เกิด แต่ต้องเตรียมการ ต้องฝึก&amp;quot; พล.ท.ปรีชา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามการฝึกกำลังพลสำรองไม่ได้มุ่งเน้นในการดูแลสถานการณ์ทางด้านการเมืองแต่มองเรื่องความมั่นคง เพื่อรองรับภารกิจของกองทัพ ทั้งเรื่องภัยสงครามและบรรเทาสาธารณภัย นอกจากนี้การรักษาความมั่นคงภายใน เช่นกันรักษาที่ตั้งการ ก็ถือมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังสำรอง แต่ไม่ถึงขั้นไปปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความกังวลใจของคนที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำรองนั้น พล.ท.ปรีชา กล่าวว่า อยากให้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้เลย เนื่องจากกองทัพมีกระบวนการบริหารจัดการ เราเรียกกำลังพลสำรองมาฝึกเป็นวงรอบของแต่ละปีไม่มาก เช่น 9 วันต่อครั้งและไม่กระทบการทำงาน และจำนวนที่มาฝึกเมื่อเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละปี ส่วนกระบวนการในการพิจารณาคนเข้ามาก็อยู่ในบัญชี กองกำลังกองทัพก็มีคณะกรรมการพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าจะส่งผลกระทบหรือไม่ ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการให้ความร่วมมือและสมัครใจมากขึ้น เนื่องจากทราบดีว่าเมื่อกำลังพลสำรองมาฝึกเมื่อกลับไปจะได้ความมีวินัยของบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เหล่าทัพจะทำบัญชีกำลังพลสำรองทั่วประเทศใน 724 หน่วย จำนวนกว่า 70,000 คน แต่ความพร้อมของหน่วยยังไม่ครบทั้งหมด ทำให้แต่ละปีเรียกพลมาได้ 30,000 คนต่อปี แล้วเรียกมาฝึกเพียง 10% เท่านั้น หรือประมาณ 2,000 -3,000 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วน 377 คนที่มาทำการแสดงฝึกครั้งนี้ ได้กำหนดหน่วยเป้าหมายไว้แล้วและเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งเกณฑ์อายุที่เรียกฝึกจะอยู่ที่ 30-40ปี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย ทำงานภาคเกษตร และอื่นๆ รวมถึงชายไทยที่เรียน รด. ด้วยโดยจะทำการฝึกไม่เกิน 9 วัน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9302</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลาโหม, กองทัพบก, กองทัพอากาศ, กองทัพเรือ, กำลังพลสำรอง, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์, เหล่าทัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afbc5387ea92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
