<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039; เดินหน้าพลังงานสีเขียวตามแผนพลังงานชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย. 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงานได้จัดทำแผนพลังงานชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065-2070 โดยเฉพาะในด้านพลังงานไฟฟ้า ได้มีนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดจากโรงไฟฟ้าใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 &amp;nbsp;การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเอง (Prosumer) ให้มากขึ้น พร้อมมุ่งปลดล็อคกฎระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าที่ผลิตเองใช้เอง รวมถึงการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบสายส่งไฟฟ้า นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เริ่มดำเนินการร่างหลักเกณฑ์ การเปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า &amp;nbsp;แผนพลังงานชาติดังกล่าว ถือเป็นการกำหนดทิศทางด้านพลังงานของประเทศไทยให้ขับเคลื่อนไปอย่างมีเป้าหมาย และเกิดการพัฒนาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีซีพีจี ในฐานะบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและผู้ให้บริการด้านระบบพลังงานอัจฉริยะครบวงจร ขอสนับสนุนแผนพลังงานชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้เองและเป็นผู้ขายไฟฟ้าขณะเดียวกันของภาคประชาชน (Prosumer) เนื่องจากเป็นนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ครอบคลุมในวงกว้าง ทั้งยังก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพและเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบสายส่งจากการวางแผนจัดการที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทฯ มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับรองรับการเริ่มดำเนินการแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าของ Prosumer ในรูปแบบ P2P ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางปฏิบัติสำหรับประเทศไทย อาทิโครงการ T77 ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และ โครงการ CMU Smart City ที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564 รวมทั้งโครงการ Sun Share Smart Green Energy Community ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการขออนุญาต Sandbox&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เล็งเห็นแนวโน้มในการเติบโตของตลาดและการปรับบทบาทของผู้บริโภครายย่อย ประกอบกับสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมสู่ยุคดิจิทัล จึงได้ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านพลังงานสะอาดเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการนำร่องที่เข้าร่วมทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ของ กกพ. จำนวน 4 โครงการ ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่พร้อมพัฒนาต่อยอดสู่การซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของกลุ่ม Prosumer&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ ERC Sandbox ที่บริษัทฯ ได้รับคัดเลือกจาก กกพ. ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการบริหารจัดการพลังงาน Town 77 โดยบีซีพีจีและบริษัทในเครือ ได้ร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พัฒนาพื้นที่ Town 77 บริเวณอ่อนนุช ให้เป็นต้นแบบในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือแนวทางการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแบบ Peer to Peer ด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชน ของผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ ภายในเขตนครหลวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการพัฒนาต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยบีซีพีจี และบริษัทในเครือ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพันธมิตร ร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้านพลังงานสะอาด (Smart Energy) ของประเทศ และต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการ Sun Share Smart Green Energy Community โดยบีซีพีจีได้ร่วมมือกับ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า Smart Grid บนพื้นที่ครอบคลุมกว่า 200 ไร่ ที่มีการใช้งานพลังงานไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและ Community Mall เพื่อให้เป็นต้นแบบชุมชนสีเขียวแห่งอนาคต (Smart Green Energy Community)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการลมลิกอร์ &amp;nbsp;โดยบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด บริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ในเครือบีซีพีจี ได้ทำการศึกษาวิจัยร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้โครงการลมลิกอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าพยา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้นแบบสำหรับการนำเทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System) ด้วยการนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้กับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลม ช่วยลดปัญหาความผันผวนของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากกังหันลม และนำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ มาใช้ในเวลาที่เหมาะสม &amp;nbsp;เพื่อเป็นการรองรับธุรกิจนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนและการบริหารระบบโครงข่ายในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาทั้ง 4 โครงการ เป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการนำพลังงานทดแทนไปยังผู้บริโภคโดยตรง ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถผลิตและบริหารจัดการไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ส่งผลต่อการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน และเป็นการต่อยอดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีของไทยให้ทัดเทียมและแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117013</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีซีพีจี, ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, พลังงานทดแทน, พลังงานไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_6099cadf777c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดแหล่งเรียนรู้โรงไฟฟ้าชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ปัญหาโลกร้อนและมลพิษที่เกิดขึ้นทำให้ปัจจุบันเทรนด์การผลิตกระแสไฟฟ้าโดยการใช้พลังงานทดแทนกำลังได้รับความนิยม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนถึงการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งบริษัท พลาสม่า เพียวริตี้ พาวเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ 1.2 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าต้นแบบที่ จ.อุบลราชธานี ถือว่าเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีแนวคิดริเริ่มจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ซึ่ง นายศรัณย์ ตันวัฒนะพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลาสม่า เพียวริตี้ พาวเวอร์ จำกัด &amp;nbsp;กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายให้โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ของพีพีพาวเวอร์ในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านกระบวนการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานของประเทศไทย ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีและการบริหารจัดการรวมที่พิสูจน์ประสิทธิผลในภาคอุตสาหกรรม เป็นโครงการนำร่องต้นแบบแรกที่ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และดำเนินการผลิตมาตลอดต่อเนื่องกว่า 8 ปีแล้ว จนกลายเป็นโมเดลศึกษาของการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างโรงไฟฟ้าและชุมชนรอบข้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ปัจจุบันพีพีพาวเวอร์ได้สร้างและพัฒนาโมเดลอย่างครบวงจรในโครงการต้นแบบ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนปลูกหญ้าเนปียร์ส่งโรงไฟฟ้าในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อให้ชุมชนได้ปลูกหญ้าเนเปียร์มาขายเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าในราคาประกัน ทำให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง กำจัดปัญหาความผันผวนด้านการตลาดและราคาที่สามารถเกิดขึ้นได้ในการผลิตสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ รวมทั้งเป็นต้นแบบการบริหารจัดการแปลงเกษตรขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ด้วยเครื่องจักรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อลดต้นทุน และการแจกจ่ายปุ๋ยน้ำและปุ๋ยแห้งอินทรีย์ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโรงไฟฟ้า ทำให้สมาชิกเกษตรกรลดและเลิกการใช้สารเคมีทุกชนิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;พีพีพาวเวอร์ตั้งเป้าหมายจะเป็นแหล่งเรียนรู้โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ สำหรับภาครัฐหรือเอกชน เพื่อที่จะทำให้โครงการเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นในชุมชนต่างๆ ของประเทศไทย โดยบริษัทมีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนอย่างครบวงจร และพร้อมเดินร่วมกับเจ้าของโครงการและชุมชนต่างๆ เพื่อความมั่นใจว่าโครงการจะเกิดประสิทธิผลอย่างสมบูรณ์&amp;quot; นายศรัณย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายศรัณย์กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ.2564 จำนวน 150 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปีนี้พิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งล่าสุดโรงไฟฟ้าชุมชนก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ขนาดรวม 6 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โครงการใน อ.สว่างวีระวงศ์ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ได้ผ่านการพิจารณารอบเทคนิค หลังจากนี้อยู่ระหว่างรอการเปิดซองราคาในวันที่ 9 กันยายน 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้พีพีพาวเวอร์ยังมีบริษัท บุญ เอนเนอร์ซิส จำกัด ที่เป็นบริษัทในเครือ ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหลุมฝังกลบขยะขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 6.24 เมกะวัตต์ และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นเวลามากกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งโครงการตั้งอยู่ภายในสถานกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ที่รองรับขยะมูลฝอยชุมชนจากประมาณ 40 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วจังหวัดนนทบุรี ปริมาณกว่า 1,500 ตันต่อวันมากำจัด โดยปัจจุบันบริษัทได้บริหารจัดการระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพทำให้ช่วยลดมลภาวะต่างๆ ที่มีอยู่เดิมได้ เช่น กลิ่น หรือน้ำเสีย เป็นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113401</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุบลราชธานี, บริษัท พลาสม่า เพียวริตี้ พาวเวอร์ จำกัด, พลังงานทดแทน, ศรัณย์ ตันวัฒนะพงษ์, เชื้อเพลิงชีวภาพ, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6119090b83051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>(เรื่องเล่าพลังงาน) โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อชุมชนของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หรือเรียกสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชน&amp;rdquo; เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน บนแนวคิดที่จะพัฒนาพลังงานจากบนดิน ผลิตไฟฟ้าตามศักยภาพเชื้อเพลงสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ตามชนบท โดยประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้ และมีราคาที่เหมาะสม &amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชน&amp;rdquo; ตามนโยบายนี้ หมายถึง โรงไฟฟ้าที่ชุมชนมีส่วนร่วม ชุมชนเข้าไปเป็นหุ้นส่วนโรงไฟฟ้าและจัดจำหน่ายไฟฟ้าร่วมกับองค์กรเอกชน ชุมชนร่วมผลิตเชื้อเพลิงตามวัสดุการเกษตร เพื่อจำหน่ายให้แก่โรงไฟฟ้าเพื่อช่วยผลิตไฟฟ้า โดยชุมชนจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ ทั้งการจำหน่ายไฟฟ้าและจำหน่ายพืชพลังงานเพื่อเป็นเชื้อเพลิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนได้ถูกบรรจุในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ปี พ.ศ.2561-2580 (AEDP 2018) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 กำหนดกรอบเป้าหมายการรับซื้อไว้ 1,933 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะประกาศรับซื้อได้ภายในปี 2563 แต่การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการยังไม่เสร็จ ก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในเดือนกรกฎาคม 2563 มาเป็น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ซึ่งนโยบายโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนได้รับการสานต่อ โดยมีการทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางส่วน เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุดภายใต้ 2 หลักการคือ &amp;ldquo;เกษตรกรได้รับประกันราคาพืชพลังงาน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนสุดท้ายนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนก็ได้ฤกษ์ออกประกาศ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 โดยคณะกรรมการกำกับการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศเชิญชวนรับชื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) กำหนดเป้าหมายรับซื้อเพียง 150 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ จำนวน 75 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพขนาดไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ จำนวน 75 เมกะวัตต์ มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าชีวมวลขนาดเสนอขายไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Feed-in tariff (Fit) ที่ 4.8663 บาทต่อหน่วย และขนาดที่เสนอขายเกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Fit ที่ 4.2780 บาทต่อหน่วย ส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพขนาดเสนอขายไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Fit ที่ 4.7426 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และ มี FitPremium พื้นที่พิเศษอีก 0.50 บาทต่อหน่วย ดังรายละเอียดตามตารางนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ทำการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการจ้างงานโครงการนี้ว่า ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจส่วนรวมจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 27,000 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าก่อสร้าง 13,000 ล้านบาท และค่าดำเนินการ และบำรุงรักษาตลอด 20 ปี 14,000 ล้านบาท เกษรตกรมีรายได้จากการขายเชื้อเพลิงในระยะเวลา 20 ปี คิดเป็นเงิน 51,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 24,000 อัตรา ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงานและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน สร้างประโยชน์แก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ จะมีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของ ผ่านหุ้นบุริมสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 มีรายได้จากการจำหน่ายพืชพลังงาน โดยมีประกันราคารับซื้อ มีเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์กับชุมชน รวมทั้งมีผลประโยชน์ด้านสังคม เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านสาธารณูปโภค และด้านการศึกษา เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ.ได้ออกประกาศรับซื้อข้อเสนอขายไฟฟ้า โดยกำหนดระยะเวลายื่นข้อเสนอระหว่างวันที่ 19-23 เมษายน 2564 ประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ลงนามในสัญญาเพื่อขายไฟฟ้าวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 และเริ่มซื้อขายไฟฟ้าในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ผลจากการประกาศดังกล่าวมีเอกชนผู้สนใจจำนวนมาก โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอมากถึง 232 โครงการ ทำให้การทำงานของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน.และกฟภ.) ต้องใช้เวลาในการพิจารณามากขึ้น ประกอบกับปัญหาการระบาดของโควิด-19 การไฟฟ้าจึงขอเลื่อนการพิจารณา จากวันประกาศผู้ผ่านการคัดเลือก จากวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เป็นวันที่ 2 กันยายน 2564 ล่าช้าไปประมาณ 49 วัน ส่งผลต่อวันเวลาลงนามในสัญญาภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และเริ่มขายไฟฟ้าให้ระบบภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้ามาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ในขณะที่เอกชนผู้ลงทุนไทยเองมีจำนวนมาก มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และเงินทุน ดังจะเห็นได้จากมีผู้ลงทุนยื่นข้อเสนอถึง 232 โครงการ และโครงการนี้เป็นการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) ผู้เขียนคิดว่าจะมีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ราคาที่ประมูลได้คงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่า Fit ที่กำหนดไว้มากพอควร ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงและประชาชนมีงานจากการจ้างงานทำในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน มีรายได้จากการจำหน่ายพืชพลังงานและเงินปันผลจากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า รวมทั้งมีเงินลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกระจายไปทั่วประเทศ จำนวน 27,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังประสบปัญหาในขณะนี้ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย&amp;nbsp;&amp;nbsp;วีระพล จิรประดิษฐกุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112617</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานทดแทน, วีระพล จิรประดิษฐกุล, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610fbfdcb6ae5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ACEมุ่งสู่พลังงานสีเขียว แก้วิกฤติขยะมูลฝอย-ลดโลกร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการลดภาวะโลกร้อนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรปและประชาคมโลกกว่า 200 ประเทศที่มีภารกิจร่วมกันในนาม COP21 สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน รัฐบาลได้มุ่งขับเคลื่อนนโยบายพลังงานทดแทน ทั้งไบโอดีเซล ไบโอแมส ไฟฟ้า และไบโอเคมิคัล โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 25% ภายในปี 2030 และวัดผลทุก 3-5 ปี หากทำได้ดีกว่าเป้าหมาย ก็จะเป็นบันไดให้เราก้าวไปเช่นเดียวกับยุโรป และกลุ่มอาเซียนก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมานั้น กระทรวงพลังงานได้เตรียมใช้เวทีการหารือเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) ของญี่ปุ่น ในรูปแบบการประชุมออนไลน์ ซึ่งปีนี้ทางกระทรวงพลังงาน โดยจะขอให้ทางญี่ปุ่นนำเสนอรายละเอียดของแผนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ขึ้นอยู่ชั้นบรรยากาศ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซเรือนกระจก และนำไปสู่ปัญหาโลกร้อน หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ทางญี่ปุ่นได้ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่า จะลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 หรือ Carbon Neutral by 2050 และยังมียุทธศาสตร์การเติบโตด้านพลังงานสะอาด &amp;quot;green growth strategy&amp;quot; กำกับการขับเคลื่อนชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองก็จะนำแนวทางดังกล่าวมาเป็นโมเดลในการจัดทำแผนลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ให้สอดรับกับทิศทางพลังงานของหลายประเทศทั่วโลกที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เช่น สหรัฐ ได้ประกาศเป้าหมาย ลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 และจีน ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2603 ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติ 2022 ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติ ที่ประกอบไปด้วย &amp;nbsp;แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) ในทุกๆ แผนก็จะต้องกำหนดแนวทางขับเคลื่อนให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากนโยบายของรัฐบาลที่ผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะทำให้ความต้องการไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมานั้นกระทรวงพลังงานได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2564 &amp;nbsp;เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมด้านพลังงานในอีอีซี แม้โควิด-19 จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนไทยชะลอตัวบ้าง แต่สถิติการใช้ไฟฟ้าล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว โดยภาคอุตสาหกรรมการใช้ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น จนเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เหลือเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย รุจิประภา ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีจะเพิ่มขึ้นกว่า 4 พันเมกะวัตต์ เนื่องจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นอนาคตล้วนแล้วแต่ต้องใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ภาคตะวันออก ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 และท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) และเมืองใหม่สมาร์ทซิตี้ที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลยังพุ่งไปที่หลายเมืองจะทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 4 พันเมกะวัตต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้ไฟฟ้ามีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้นต้องเร่งวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าที่เหมาะสม และสอดคลองกับนโยบายลดโลกร้อนของรัฐบาลที่ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และยังสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก สร้างแรงจูงใจให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุนในอีอีซี&amp;quot; นายพรชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในภาคเอกชนก็ให้ความสำคัญในสิ่งเหล่านี้ อย่างเช่น บมจ.แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ &amp;nbsp;หรือ ACE ผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานสะอาดด้านโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าขยะ ถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน และสามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเต็มประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ACE กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มปีละ 4% เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ขาดไฟฟ้า รัฐบาลจึงออกนโยบายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนในโรงไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนถือเป็นพระเอกของแผนพัฒนาครั้งนี้เพราะมีสัดส่วนถึง 37% หรือเกิน 1 ใน 3 ของกำลังผลิตไฟฟ้าที่ต้องการเพิ่มทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น โรงไฟฟ้าชีวมวลและขยะถือเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานหมุนเวียนจึงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแผนพัฒนาครั้งนี้ และโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบในเชิงหน่วยไฟฟ้าที่ผลิต และตรงกับนโยบาย BCG หรือ Bio-Circular-Green economy ที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมอย่างจริงจัง ส่วนโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยก็ได้รับอานิสงส์จากนโยบายการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อแก้ไขวิกฤติขยะมูลฝอยของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายธนะชัย กล่าวว่า เป้าหมายการลงทุนของบริษัทนั้น ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี เพราะการลงทุนหรือขยายธุรกิจนั้น ดูตามโอกาสของธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่นขยะ ถ้ามองว่าพื้นที่อีอีซีมีขยะเยอะ มีศักยภาพ ก็จะเข้าไปทำ อีอีซีนั้นบริษัทมาดำเนินงานอยู่ก่อนแล้ว ส่วนจะส่งอานิสงส์อย่างไรกับบริษัทนั้น คือในอนาคตถ้ามีโรงงานเกิดขึ้นมากๆ แล้วไฟฟ้าไม่พอกับความต้องการเยอะ ก็มีโอกาสขยายได้อีก ที่ฉะเชิงเทรามีที่เหลือ สามารถขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีท่อก๊าซธรรมชาติผ่านข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;quot;ถ้าตอบคำถามว่าอีอีซีเราสนใจไหม เราสนใจในฐานะที่มันเป็นหนึ่งในพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องมุ่งไปที่อีอีซีอย่างเดียว มันไม่ใช่เราดูตามโอกาสตามผลตอบแทน คือดูหมด เราไม่ได้ดูเฉพาะในประเทศด้วยซ้ำ เราดูต่างประเทศด้วย ทุกวันนี้ก็คุยอยู่ทั้งดีลที่เป็น M&amp;amp;A และดีลที่เป็นการลงทุนใหม่ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเลือกจะไปก็จะไปในสิ่งที่เราได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งวันนี้สิ่งที่เราได้เปรียบคิดว่าจะเป็นเรื่องของ Biomass Biogas และขยะชุมชน เพราะมีประสบการณ์ในการออกแบบ ประสบการณ์ในการเดินเครื่อง&amp;rdquo; นายธนะชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนะชัย กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2564 นั้น ACE มีแผนที่จะ COD อีกหลายโครงการ ที่คาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จและ COD ได้ทันภายในปีนี้ รวมถึงการทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) อาทิ โครงการโรงไฟฟ้า SPP Hybrid อีก 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 73 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล VSPP อีก 11 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 108.9 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและมีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงโอกาสการได้มาซึ่งโครงการใหม่ๆ จากการที่ภาครัฐมีแผนที่จะเปิดประมูลโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่อง 150 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ ซึ่ง ACE ก็มีความพร้อมเต็มที่ในการเข้าร่วมประมูลในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ขณะที่ดีลซื้อกิจการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในปีนี้ หลังมีผู้เสนอเข้ามาให้พิจารณาจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และการเจรจา โดย ACE จะพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนและความเสี่ยงเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อซื้อเข้ามาแล้วจะช่วยให้ผลประกอบการของ ACE เติบโตได้ดียิ่งขึ้น และเป็นไปอย่างยั่งยืนในระยะยาว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ACE มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วกำลังการผลิตติดตั้งรวม 245.91 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตติดตั้งที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 203.66 เมกะวัตต์ รวมเป็นกำลังการผลิตติดตั้ง 449.57 เมกะวัตต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2563 ที่ผ่านมานั้น มีผลการดำเนินงานเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีกำไรสุทธิ 1,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 815 ล้านบาท &amp;nbsp;เนื่องมาจากการที่กลุ่มบริษัทสามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเต็มประสิทธิภาพ สามารถบริหารและควบคุมต้นทุนต่างๆ ได้ดีเยี่ยมจนทำให้โรงไฟฟ้าทุกประเภทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังมีการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าของบริษัทนั้นเป็นโรงไฟฟ้าไบโอแมส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนของเชื้อเพลิง ทางบริษัทมีการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการผลิตพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงบริษัทยังได้มีการกระจายแหล่งซัพพลายของพืชพลังงานให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่ราคาต้นทุนของพืชพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งในขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างวิจัยพืชพลังงานชนิดใหม่ 2 ชนิด ได้แก่ หญ้าสาทร และหญ้าเลา คาดปลายปีนี้จะสามารถนำออกมาให้เกษตรกรทดลองปลูกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 บริษัทเตรียมที่จะนำโดรนเข้ามาช่วยวิเคราะห์พืชผลให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชพลังงานเหล่านี้ส่งให้กับบริษัท ส่วนโรงไฟฟ้าขยะ บริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีอย่าง IoT เข้ามาใช้เพื่อให้ระบบภายในโรงไฟฟ้าสามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;quot;ACE มุ่งที่จะสร้างความเติบโตให้กิจการและเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าด้วยการเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ และการเจรจาซื้อกิจการโรงไฟฟ้าต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนให้ ACE บรรลุเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งให้ได้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2567&amp;quot; นายธนะชัย กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96049</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท       แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE, พลังงานทดแทน, พลังงานสะอาด, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), โรงไฟฟ้าขยะ, ไฟฟ้าชีวมวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604e01d954b6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ปจับมือเวียดนามถือหุ้นกองทุนพลังงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.2563 นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RHIS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ราช ได้ลงนามสัญญาหุ้นส่วนกับ Geleximco Group Joint Stock Company (Geleximco) เพื่อเข้าลงทุนในกองทุน An Binh Energy and Infrastructure Fund (ABEIF) ซึ่งเป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม โดย RHIS จะถือหุ้นในกองทุน ABEIF ในสัดส่วน 49% มูลค่าการลงทุน 78.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 2,500 ล้านบาท ขณะที่ Geleximco ถือหุ้น 51%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย Geleximco เป็นกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำรายใหญ่ของเวียดนามที่ดำเนินธุรกิจแกนหลักที่มีความหลากหลายครอบคลุมด้านพลังงาน สาธารณูปโภคพื้นฐาน อุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ การเงิน การค้าและการบริการ ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุน ABEIF ได้ลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและโครงการพลังงานทดแทนรวม 4 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 2,620 เมกะวัตต์ และ 1 ใน 4 โครงการนี้ มีขนาดกำลังการผลิต 620 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม เป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71597</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), พลังงานทดแทน, โรงไฟฟ้าฟอสซิล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56e80f26be5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2018 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศิริ&quot; ถกแผนพีดีพีใหม่ เน้นโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ผสมพลังงานทดแทน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ศิริ&amp;quot; เร่งเครื่องถกแผนพีดีพีฉบับใหม่ หวังชง กพช. เคาะ ธ.ค.นี้ เพื่อเปิดประชาพิจารณ์และประกาศใช้ได้ภายในต้นปี 2562 &amp;nbsp;แย้มโรงไฟฟ้าก๊าซฯจะมาเป็นลำดับแรก ผสมกับพลังงานทดแทน ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกำหนดเกิดหลังปี 2570 เพื่อรอผลศึกษา SEA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เร่งหารือกับสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่(พีดีพี 2561-80) เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานภายในเดือนธ.ค. จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในต้นปี 2562 ก่อนจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันการจัดทำแผนอยู่ระหว่างการลงรายละเอียดถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าหลังปริมาณสำรองที่ขณะนี้อยู่ระดับเฉลี่ยสูงถึง 25- 30% ของกำลังการผลิตติดตั้งจะเพียงพอการใช้ไปถึงปี 2567-68 จากนั้นจะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาเพิ่มเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคง ดังนั้นเบื้องต้นการจัดลำดับโรงไฟฟ้าภายใต้แผนพีดีพีใหม่ที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงจึงมองทางเลือกไปยังโรงไฟฟ้าหลักที่เป็นเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เป็นลำดับแรกก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะถูกจัดไว้ในแผนหลังปี 2570 เนื่องจากยังมีความเห็นต่างจึงต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการกำกับการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้สรุปชัดเจนก่อนว่าจะสามารถมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โรงไฟฟ้าหลักที่เป็นเชื้อเพลิงก๊าซฯคงจะมาก่อนลำดับแรกก็คงต้องมาดูสัดส่วนว่าจะมาจากไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) และกฟผ.ในสัดส่วนเท่าใด ที่เหลือจะเป็นในส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าสัดส่วนระหว่างโรงไฟฟ้าหลักกับพลังงานทดแทนนั้นยังต้องหาจุดสมดุลอยู่เพราะโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเช่น แสงอาทิตย์ ลม ยังไม่เสถียรหากดำเนินการจะต้องมองในเรื่องของการปรับระบบให้เป็น Power System Flexibility &amp;quot;แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21585</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานทดแทน, พีดีพี, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, สำนักนโยบายและแผนพลังงาน, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่(พีดีพี 2561-80), โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8ed0c22aff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านขานรับ &#039;ไทยนิยมยั่งยืน&#039; เร่งกระตุ้นใช้พลังงานทดแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 61 - นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ประสานความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนโครงการ &amp;ldquo;ไทยนิยมยั่งยืน&amp;rdquo; ครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,663 ตำบล &amp;nbsp;รวมถึง 50 เขตในกรุงเทพมหานคร รวมเกือบ 83,151 หมู่บ้านทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า แนวทางเรื่องไทยนิยมยั่งยืนด้านการใช้พลังงานทดแทนจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเพิ่มขึ้น เพราะคนในชุมชนจะเริ่มใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า พร้อมกับตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพลังงานทดแทนที่จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำงานของเราคือต้องบอกได้ว่าพื้นที่ไหนมีศักยภาพเกี่ยวกับพลังงานในด้านใดจะให้คำแนะนำกับประชาชนและชุมชนได้อย่างไร เพื่อให้เกิดการลงทุน เช่นเรื่องของพลังงานไฟฟ้าจากขยะ จากชีวมวลหรือชีวภาพ ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีศักยภาพทางด้านพลังงานที่แตกต่างกันไป ต้องส่งเสริมให้ประชาชนเชื่อมั่น เกิดทัศนคติที่ดีต่อกระทรวงพลังงาน จนพร้อมให้ความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนผ่านโครงการต่างๆ ของกระทรวงพลังงาน ถ้าทุกคนเข้าใจจะช่วยป้องกันการบิดเบือน โจมตีกล่าวหากระทรวงพลังงานในแง่ลบให้น้อยลงหรือหมดไป โดยช่วงที่ผ่านมาชาวบ้านขานรับนโยบายเป็นอย่างดี และขอให้รัฐบาลผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พลังงานกล่าวอีกว่า โครงการไทยนิยมยั่งยืนคือการต่อยอดแนวคิดโครงการประชารัฐในการแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน ในทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15996</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, นายศิริ จิระพงษ์พันธ์, พลังงานทดแทน, โครงการประชารัฐ, โครงการไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e1fb7f0d77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
