<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดลต้า อีเลคโทรนิคส์  ลุยพลังงานสะอาด-รถยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ต.ค. 2564 นายกิตติศักดิ์ เงินงอกงาม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบพลังงาน บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้ร่วมมือกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ , บริษัท โซล่าเอดจ์ เทคโนโลยี จำกัด รวมทั้ง พันธมิตรภาครัฐและเอกชน เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลุยจัดงาน ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK AND PUMPS &amp;amp; VALVES ASIA 2021 (ASEW &amp;amp; PVA) - Virtual Edition ระหว่างวันที่ 14-16 ต.ค. 2564 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานรองรับชีวิตวิถีใหม่ เดินหน้าผลักดันสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงาน สิ่งแวดล้อม การจัดการพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีปั้มวาล์ว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้งานดังกล่าวถือว่าเป็นการผสานความร่วมมือองค์กรชั้นนำจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลก พร้อมกิจกรรมสนับสนุนธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง เผยมุมมองผู้ประกอบการชี้สัญญาณอุตสาหกรรมพลังงานพร้อมเดินเครื่องการผลิต ปูพรมการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว อย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมความพร้อมอัปเดตเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน ให้สามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด และเตรียมการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะผู้ให้บริการสินค้าและบริการโซลูชั่นส์สำหรับการจัดการพลังงาน ทาง เดลต้า เองก็ได้ตั้งเป้าในการเป็นผู้จัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานหลักในการผลิตสินค้าให้ได้ 100% ในปี 2030 โดยเริ่มที่ 35% ในปี 2025 ซึ่งเราก็ต้องเร่งรัดพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในงานครั้งนี้ ทางเดลต้าเองก็ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งในเรื่อง โซลาร์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ สถานียานยนต์ไฟฟ้าและโซลูชั่นด้านพลังงานอื่นๆ ที่เป็นเทคโนโลยีล่าสุดมาจัดแสดง อาทิ โมเดลใหม่ของ Solar &amp;nbsp;Energy &amp;nbsp;นวัตกรรมด้านการผลิต Battery เป็นต้น&amp;quot;นายกิตติศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119385</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศักดิ์ เงินงอกงาม, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163ae689c272.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EV : ยานยนต์ไฟฟ้า รถพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โลกในปัจจุบันที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของคมนาคม ที่เทรนด์ตอนนี้สังคมกำลังให้ความสนใจและเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากต้องยอมรับว่ามลพิษทางอากาศส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มาจากการคมนาคม ด้วยเทคโนโลยีเดิมของรถยนต์ที่ต้องมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีบางส่วนที่ไม่สามารถเผาผลาญจนหมด และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้า ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อยอดและใช้งานเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ จนทำให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันว่า อีวี (EV) นั้น กำลังจะเปลี่ยนผ่านสังคมอย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาวิกฤตมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย
เมื่อมีการเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่ ก็มักจะเกิดคำถามและจากหลากหลายประเด็นที่ว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน สำหรับสังคมของรถไฟฟ้า และต้องวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร เพื่อเตรียมรองรับกับยุคสมัยที่จะเปลี่ยนไป
นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนานวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ที่ปัจจุบันช่วยปฏิบัติงานในบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) หรือเดิมชื่อบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% จึงได้ตอบคำถามเหล่านี้ภายใต้หัวข้อ What if&amp;hellip; In the Future จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV
&amp;nbsp;อรุณ พลัส จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในด้าน EV Value Chain เพื่อเป็นการรองรับการขยายฐานธุรกิจด้านอีวี ซึ่งถือว่าเป็นพันธกิจใหม่สำหรับกลุ่ม ปตท. ที่จะศึกษาและดำเนินงานในด้านนี้ เพื่อเสริมศักยภาพความแข็งแรง และสร้างความครอบคลุมด้านพลังงานของบริษัท โดยการมุ่งเน้นไปยังธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมและมีความมั่นคง ทั้งการเข้าไปพัฒนาแบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของอีวี รวมไปถึงการพัฒนาตัวรถหรือโซลูชั่นต่างๆ ในอนาคต
&amp;ldquo;อรุณ พลัส จะเป็นผู้ดำเนินการศึกษาทิศทางการตลาดสมัยใหม่ โดยจะทำดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะรวบรวมความต้องการของลูกค้าทั้งหมด และนำกลับมาตอบสนองผ่านบริการต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยหลายกลุ่มยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอีวี และสำหรับคนที่ต้องการทดลองใช้ เพื่อเปรียบเทียบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถเข้ามาลองใช้โดยผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้&amp;rdquo;
ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาเรื่องอีวีเพิ่มมากขึ้น แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเฉพาะภาครัฐที่มีการสนับสนุนเรื่องอีวีอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อย้อนกลับไปดูวงจรการพัฒนาอีวีในกลุ่มประเทศอื่น หลายๆ แห่งสังคมอีวีเกิดขึ้นได้เพราะภาครัฐให้การสนับสนุนที่จริงจัง ภายใต้เป้าหมายที่สำคัญคือต้องการเปลี่ยนการใช้รถที่เป็นเครื่องยนต์มาใช้รถพลังงานสะอาด
หนึ่งในนั้นคือประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ต้องชื่นชมนโยบายของรัฐบาล ที่เริ่มต้นจากแก้ไขวิกฤตที่เกิดกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องด้วยในอดีตจีนเองก็เป็นหนึ่งประเทศที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างสิ้นเปลือง และสร้างมลพิษทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเริ่มมีการปรับตัว จีนเบนเข็มจากเดิมที่เคยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงเดิม อย่างเช่นการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือใช้น้ำมัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
นอกเหนือจากนี้ คือการส่งเสริมให้ใช้อีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะภาคการใช้งาน แต่สนับสนุนถึงภาคการผลิตไปด้วย จนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอีวีรายใหญ่ของโลก มีทั้งผู้ประกอบการผลิตรถยนต์รายเดิมเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตรายใหม่ก็เริ่มต้นได้ทันที รวมถึงมีสตาร์ทอัปที่ไม่ใช่เพียงแต่ออกแบบเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนานวัตกรรมและสร้างแบรนด์ขึ้นมาเองได้
ประเทศไทยในระยะของการดำเนินงาน ในมุมมองของอรุณ พลัส คือการมองถึงการลงทุน EV Charging Station นอกสถานีบริการน้ำมัน เพราะในสถานี บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทจะเน้นไปในจุดพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งศูนย์ประชุม&amp;nbsp; ห้างสรรพสินค้า คอนโดฯ หรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการตามปริมาณการใช้อีวีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และยังเป็นการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้รถอีกช่องทางหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในแง่มุมของการใช้รถยนต์นั้น ต้องยอมรับว่าอีวีนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าแล้ว ยังมีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าด้วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งการดูแลอีวีนั้นจะเป็นการดูแลแบบแห้ง เนื่องจากรถยนต์ไม่มีน้ำมันเครื่อง และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายของเสียออกจากตัวรถ
ซึ่งเป็นจุดน่าสนใจสำหรับกลุ่มที่ใช้รถในรูปแบบของบริการในเชิงพาณิชย์ ที่จะต้องใช้รถบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะนอกจากจะดูแลรักษาถูกกว่าแล้ว ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานต่อกิโลเมตรก็ถูกกว่าเช่นกัน ขณะที่ข้อกังวลของผู้ใช้อีวีนั้น จะพูดถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ที่เมื่อมีการชาร์จไฟเข้า-ออกก็จะต้องมีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา
และไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพลงจึงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจอื่นได้ เช่น สามารถนำแบตเตอรี่ไปกักเก็บพลังงาน ให้กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟได้ในบางช่วงเท่านั้น หรือธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่เองในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและก้าวหน้า จนไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะเป็นขยะต่อโลกแน่นอน
ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นความก้าวหน้าของธุรกิจต่างๆ ซึ่งในส่วนของอรุณ พลัสเองก็จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตจะเห็นพาร์ตเนอร์จากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคมมากขึ้น มีการเชื่อมโยงไปสู่โปรแกรมอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งเป้าหมายของบริษัท ไม่ใช่เพียงจะลงทุนแต่ในประเทศเท่านั้น แต่มองถึงตลาดต่างประเทศเพื่อต่อยอดเป็นผู้นำในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117945</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61508956a3e83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EV :  ยานยนต์ไฟฟ้า รถพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โลกในปัจจุบันที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของคมนาคม ที่เทรนด์ตอนนี้สังคมกำลังให้ความสนใจและเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากต้องยอมรับว่ามลพิษทางอากาศส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มาจากการคมนาคม ด้วยเทคโนโลยีเดิมของรถยนต์ที่ต้องมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีบางส่วนที่ไม่สามารถเผาผลาญจนหมด และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้า ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อยอดและใช้งานเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ จนทำให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันว่า อีวี (EV) นั้น กำลังจะเปลี่ยนผ่านสังคมอย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาวิกฤติมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อมีการเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่ ก็มักจะเกิดคำถามและจากหลากหลายประเด็นที่ว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน สำหรับสังคมของรถไฟฟ้า และต้องวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร เพื่อเตรียมรองรับกับยุคสมัยที่จะเปลี่ยนไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนานวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.) ที่ปัจจุบันช่วยปฏิบัติงานในบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) หรือเดิมชื่อบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% จึงได้ตอบคำถามเหล่านี้ภายใต้หัวข้อ What if&amp;hellip; In the Future จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อรุณ พลัส จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในด้านEV Value Chain เพื่อเป็นการรองรับการขยายฐานธุรกิจด้านอีวี ซึ่งถือว่าเป็นพันธกิจใหม่สำหรับกลุ่ม ปตท. ที่จะศึกษาและดำเนินงานในด้านนี้ เพื่อเสริมศักยภาพความแข็งแรง และสร้างความครอบคลุมด้านพลังงานของบริษัท โดยการมุ่งเน้นไปยังธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมและมีความมั่นคง ทั้งการเข้าไปพัฒนาแบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของอีวี รวมไปถึงการพัฒนาตัวรถหรือโซลูชั่นต่างๆ ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อรุณ พลัส จะเป็นผู้ดำเนินการศึกษาทิศทางการตลาดสมัยใหม่ โดยจะทำดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะรวบรวมความต้องการของลูกค้าทั้งหมด และนำกลับมาตอบสนองผ่านบริการต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยหลายกลุ่ม ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอีวี และสำหรับคนที่ต้องการทดลองใช้ เพื่อเปรียบเทียบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถเข้ามาลองใช้โดยผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาเรื่องอีวีเพิ่มมากขึ้น แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเฉพาะภาครัฐที่มีการสนับสนุนเรื่องอีวีอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อย้อนกลับไปดูวงจรการพัฒนาอีวีในกลุ่มประเทศอื่น หลายๆ แห่งสังคมอีวีเกิดขึ้นได้เพราะภาครัฐให้การสนับสนุนที่จริงจัง ภายใต้เป้าหมายที่สำคัญคือต้องการเปลี่ยนการใช้รถที่เป็นเครื่องยนต์มาใช้รถพลังงานสะอาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หนึ่งในนั้นคือประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ต้องชื่นชมนโยบายของรัฐบาล ที่เริ่มต้นจากแก้ไขวิกฤตที่เกิดกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องด้วยในอดีตจีนเองก็เป็นหนึ่งประเทศที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างสิ้นเปลือง และสร้างมลพิษทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเริ่มมีการปรับตัว จีนเบนเข็มจากเดิมที่เคยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงเดิม อย่างเช่นการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือใช้น้ำมัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากนี้ คือการส่งเสริมให้ใช้อีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะภาคการใช้งาน แต่สนับสนุนถึงภาคการผลิตไปด้วย จนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอีวีรายใหญ่ของโลก มีทั้งผู้ประกอบการผลิตรถยนต์รายเดิมเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตรายใหม่ก็เริ่มต้นได้ทันที รวมถึงมีสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่เพียงแต่ออกแบบเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนานวัตกรรมและสร้างแบรนด์ขึ้นมาเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยในระยะของการดำเนินงาน ในมุมมองของอรุณ พลัสคือการมองถึงการลงทุน EV Charging Station นอกสถานีบริการน้ำมัน เพราะในสถานี บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทจะเน้นไปในจุดพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า คอนโดหรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการตามปริมาณการใช้อีวีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และยังเป็นการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้รถอีกช่องทางหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ในแง่มุมของการใช้รถยนต์นั้น ต้องยอมรับว่าอีวีนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าแล้ว ยังมีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าด้วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งการดูแลอีวีนั้นจะเป็นการดูแลแบบแห้ง เนื่องจากรถยนต์ไม่มีน้ำมันเครื่อง และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายของเสียออกจากตัวรถ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นจุดน่าสนใจสำหรับกลุ่มที่ใช้รถในรูปแบบของบริการในเชิงพาณิชย์ ที่จะต้องใช้รถบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะนอกจากจะดูแลรักษาถูกกว่าแล้ว ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานต่อกิโลเมตรก็ถูกกว่าเช่นกัน ขณะที่ข้อกังวลของผู้ใช้อีวีนั้น จะพูดถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ที่เมื่อมีการชาร์จไฟเข้าออกก็จะต้องมีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพลงจึงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจอื่นได้ เช่น สามารถนำแบตเตอรี่ไปกักเก็บพลังงาน ให้กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟได้ในบางช่วงเท่านั้น หรือธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่เองในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและก้าวหน้า จนไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะเป็นขยะต่อโลกแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นความก้าวหน้าของธุรกิจต่างๆ ซึ่งในส่วนของอรุณ พลัสเองก็จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตจะเห็นพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคมมากขึ้น มีการเชื่อมโยงไปสู่โปรแกรมอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งเป้าหมายของบริษัทไม่ใช่เพียงจะลงทุนแต่ในประเทศเท่านั้น แต่มองถึงตลาดต่างประเทศเพื่อต่อยอดเป็นผู้นำในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117629</URL_LINK>
                <HASHTAG>ARUN PLUS, EV, EV Charging Station, EV Value Chain, OR, What if… In the Future, การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน, คมนาคม, จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV, ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน, นายประสงค์ อินทรหนองไผ่, บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท อรุณ พลัส จำกัด, พลังงานสะอาด, พลังงานไฟฟ้า, มลพิษทางอากาศ, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถพลังงานสะอาด, อรุณ พลัส, อีวี, เชื้อเพลิงสะอาด, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c2c045d12d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ACEมุ่งสู่พลังงานสีเขียว แก้วิกฤติขยะมูลฝอย-ลดโลกร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการลดภาวะโลกร้อนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรปและประชาคมโลกกว่า 200 ประเทศที่มีภารกิจร่วมกันในนาม COP21 สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน รัฐบาลได้มุ่งขับเคลื่อนนโยบายพลังงานทดแทน ทั้งไบโอดีเซล ไบโอแมส ไฟฟ้า และไบโอเคมิคัล โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 25% ภายในปี 2030 และวัดผลทุก 3-5 ปี หากทำได้ดีกว่าเป้าหมาย ก็จะเป็นบันไดให้เราก้าวไปเช่นเดียวกับยุโรป และกลุ่มอาเซียนก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมานั้น กระทรวงพลังงานได้เตรียมใช้เวทีการหารือเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) ของญี่ปุ่น ในรูปแบบการประชุมออนไลน์ ซึ่งปีนี้ทางกระทรวงพลังงาน โดยจะขอให้ทางญี่ปุ่นนำเสนอรายละเอียดของแผนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ขึ้นอยู่ชั้นบรรยากาศ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซเรือนกระจก และนำไปสู่ปัญหาโลกร้อน หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ทางญี่ปุ่นได้ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่า จะลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 หรือ Carbon Neutral by 2050 และยังมียุทธศาสตร์การเติบโตด้านพลังงานสะอาด &amp;quot;green growth strategy&amp;quot; กำกับการขับเคลื่อนชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองก็จะนำแนวทางดังกล่าวมาเป็นโมเดลในการจัดทำแผนลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ให้สอดรับกับทิศทางพลังงานของหลายประเทศทั่วโลกที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เช่น สหรัฐ ได้ประกาศเป้าหมาย ลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 และจีน ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2603 ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติ 2022 ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติ ที่ประกอบไปด้วย &amp;nbsp;แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) ในทุกๆ แผนก็จะต้องกำหนดแนวทางขับเคลื่อนให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากนโยบายของรัฐบาลที่ผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะทำให้ความต้องการไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมานั้นกระทรวงพลังงานได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2564 &amp;nbsp;เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมด้านพลังงานในอีอีซี แม้โควิด-19 จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนไทยชะลอตัวบ้าง แต่สถิติการใช้ไฟฟ้าล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว โดยภาคอุตสาหกรรมการใช้ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น จนเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เหลือเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย รุจิประภา ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีจะเพิ่มขึ้นกว่า 4 พันเมกะวัตต์ เนื่องจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นอนาคตล้วนแล้วแต่ต้องใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ภาคตะวันออก ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 และท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) และเมืองใหม่สมาร์ทซิตี้ที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลยังพุ่งไปที่หลายเมืองจะทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 4 พันเมกะวัตต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้ไฟฟ้ามีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้นต้องเร่งวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าที่เหมาะสม และสอดคลองกับนโยบายลดโลกร้อนของรัฐบาลที่ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และยังสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก สร้างแรงจูงใจให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุนในอีอีซี&amp;quot; นายพรชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในภาคเอกชนก็ให้ความสำคัญในสิ่งเหล่านี้ อย่างเช่น บมจ.แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ &amp;nbsp;หรือ ACE ผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานสะอาดด้านโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าขยะ ถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน และสามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเต็มประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ACE กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มปีละ 4% เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ขาดไฟฟ้า รัฐบาลจึงออกนโยบายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนในโรงไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนถือเป็นพระเอกของแผนพัฒนาครั้งนี้เพราะมีสัดส่วนถึง 37% หรือเกิน 1 ใน 3 ของกำลังผลิตไฟฟ้าที่ต้องการเพิ่มทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น โรงไฟฟ้าชีวมวลและขยะถือเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานหมุนเวียนจึงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแผนพัฒนาครั้งนี้ และโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบในเชิงหน่วยไฟฟ้าที่ผลิต และตรงกับนโยบาย BCG หรือ Bio-Circular-Green economy ที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมอย่างจริงจัง ส่วนโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยก็ได้รับอานิสงส์จากนโยบายการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อแก้ไขวิกฤติขยะมูลฝอยของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายธนะชัย กล่าวว่า เป้าหมายการลงทุนของบริษัทนั้น ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี เพราะการลงทุนหรือขยายธุรกิจนั้น ดูตามโอกาสของธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่นขยะ ถ้ามองว่าพื้นที่อีอีซีมีขยะเยอะ มีศักยภาพ ก็จะเข้าไปทำ อีอีซีนั้นบริษัทมาดำเนินงานอยู่ก่อนแล้ว ส่วนจะส่งอานิสงส์อย่างไรกับบริษัทนั้น คือในอนาคตถ้ามีโรงงานเกิดขึ้นมากๆ แล้วไฟฟ้าไม่พอกับความต้องการเยอะ ก็มีโอกาสขยายได้อีก ที่ฉะเชิงเทรามีที่เหลือ สามารถขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีท่อก๊าซธรรมชาติผ่านข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;quot;ถ้าตอบคำถามว่าอีอีซีเราสนใจไหม เราสนใจในฐานะที่มันเป็นหนึ่งในพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องมุ่งไปที่อีอีซีอย่างเดียว มันไม่ใช่เราดูตามโอกาสตามผลตอบแทน คือดูหมด เราไม่ได้ดูเฉพาะในประเทศด้วยซ้ำ เราดูต่างประเทศด้วย ทุกวันนี้ก็คุยอยู่ทั้งดีลที่เป็น M&amp;amp;A และดีลที่เป็นการลงทุนใหม่ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเลือกจะไปก็จะไปในสิ่งที่เราได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งวันนี้สิ่งที่เราได้เปรียบคิดว่าจะเป็นเรื่องของ Biomass Biogas และขยะชุมชน เพราะมีประสบการณ์ในการออกแบบ ประสบการณ์ในการเดินเครื่อง&amp;rdquo; นายธนะชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนะชัย กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2564 นั้น ACE มีแผนที่จะ COD อีกหลายโครงการ ที่คาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จและ COD ได้ทันภายในปีนี้ รวมถึงการทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) อาทิ โครงการโรงไฟฟ้า SPP Hybrid อีก 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 73 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล VSPP อีก 11 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 108.9 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและมีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงโอกาสการได้มาซึ่งโครงการใหม่ๆ จากการที่ภาครัฐมีแผนที่จะเปิดประมูลโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่อง 150 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ ซึ่ง ACE ก็มีความพร้อมเต็มที่ในการเข้าร่วมประมูลในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ขณะที่ดีลซื้อกิจการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในปีนี้ หลังมีผู้เสนอเข้ามาให้พิจารณาจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และการเจรจา โดย ACE จะพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนและความเสี่ยงเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อซื้อเข้ามาแล้วจะช่วยให้ผลประกอบการของ ACE เติบโตได้ดียิ่งขึ้น และเป็นไปอย่างยั่งยืนในระยะยาว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ACE มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วกำลังการผลิตติดตั้งรวม 245.91 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตติดตั้งที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 203.66 เมกะวัตต์ รวมเป็นกำลังการผลิตติดตั้ง 449.57 เมกะวัตต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2563 ที่ผ่านมานั้น มีผลการดำเนินงานเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีกำไรสุทธิ 1,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 815 ล้านบาท &amp;nbsp;เนื่องมาจากการที่กลุ่มบริษัทสามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเต็มประสิทธิภาพ สามารถบริหารและควบคุมต้นทุนต่างๆ ได้ดีเยี่ยมจนทำให้โรงไฟฟ้าทุกประเภทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังมีการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าของบริษัทนั้นเป็นโรงไฟฟ้าไบโอแมส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนของเชื้อเพลิง ทางบริษัทมีการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการผลิตพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงบริษัทยังได้มีการกระจายแหล่งซัพพลายของพืชพลังงานให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่ราคาต้นทุนของพืชพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งในขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างวิจัยพืชพลังงานชนิดใหม่ 2 ชนิด ได้แก่ หญ้าสาทร และหญ้าเลา คาดปลายปีนี้จะสามารถนำออกมาให้เกษตรกรทดลองปลูกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 บริษัทเตรียมที่จะนำโดรนเข้ามาช่วยวิเคราะห์พืชผลให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชพลังงานเหล่านี้ส่งให้กับบริษัท ส่วนโรงไฟฟ้าขยะ บริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีอย่าง IoT เข้ามาใช้เพื่อให้ระบบภายในโรงไฟฟ้าสามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;quot;ACE มุ่งที่จะสร้างความเติบโตให้กิจการและเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าด้วยการเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ และการเจรจาซื้อกิจการโรงไฟฟ้าต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนให้ ACE บรรลุเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งให้ได้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2567&amp;quot; นายธนะชัย กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96049</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท       แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE, พลังงานทดแทน, พลังงานสะอาด, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), โรงไฟฟ้าขยะ, ไฟฟ้าชีวมวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604e01d954b6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยพลังงานสะอาด กฟผ.โชว์ปี 62 ลดก๊าซเรือนกระจก10.03 ล้านตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค. 2563 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน &amp;quot;Thailand Clean Energy Network 2020&amp;quot; ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่ กฟผ. ได้พัฒนากลไกใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REC) ขึ้นมา โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา การผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก และยังเป็นอีกกลไกที่จะนำประเทศไทยไปสู่การบรรลุเป้าหมายระดับชาติ เพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานสะอาดและยั่งยืน เนื่องจากต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีเป้าหมายท้าทายยิ่งขึ้นสำหรับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในปีนี้ที่เข้าสู่ข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ผลิตไฟฟ้าดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา ได้นำผลการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งของ กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (ไอพีพี) มารวมกันซึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 10.03 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งผลจากความร่วมมือนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างการนำส่งให้กระทรวงพลังงานเพื่อรวมเป็นส่วนหนึ่งของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในงานThailand Clean Energy Network 2020 กฟผ. ยังได้เปิดตัวธุรกิจซื้อขายใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC) รวมทั้งการให้บริการรับรอง REC ที่ กฟผ. ได้รับสิทธิจาก The International REC Standard (I-REC) ให้เป็นผู้รับรอง REC แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยคาดว่าธุรกิจพลังงานหมุนเวียนจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของสหประชาชาติอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79928</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thailand Clean Energy Network 2020, กฟผ., พลังงานสะอาด, ลดก๊าซเรือนกระจก, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5ae6cd2daf4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2019 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อใช้งบกองทุนไฟฟ้า600ล.สร้างการรับรู้ประชาชนเกี่ยวกับพลังงานสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค. 2562 - นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ส่วนหนึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ คามตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า นอกเหนือจากการสนับสนุนการให้บริการไฟฟ้าไปยังท้องที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง กระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น และพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า โดยในปี 2563 กกพ. ได้เตรียมบประมาณในการดำเนินงานส่วนของการประชาสัมพันธ์ไว้ที่ 600 ล้านบาท ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อการสร้างการรับรู้ด้านพลังงานสะอาดได้เป็นอย่างดี โดยในปีหน้าจะเพิ่มพลังงานชีวมวลและพลังงานชีวภาพเข้าไปในโครงการเพื่อรองรับนโยบายของกระทรวงพลังงานในเรื่องของโรงไฟฟ้าชุมชนด้วย

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมาได้กำหนดกรอบวงเงินสำหรับการจัดสรร จำนวน 685 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้&amp;rdquo; โดยกำหนดประเด็นการสื่อสารเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และพลังงานไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งแบ่งรูปแบบการจัดสรร ได้แก่ 1. การเปิดรับข้อเสนอโครงการแบบทั่วไป(โอเพ่น แกรนท์) กรอบวงเงิน 200 ล้านบาท 2.การเปิดรับข้อเสนอโครงการเชิงยุทธศาสตร์ กรอบวงเงิน 485 ล้านบาท

ทั้งนี้ กกพ. ได้อนุมัติการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยมีผู้ได้รับการอนุมัติรวม 18 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 463 ล้านบาท ซึ่งผู้ได้รับการจัดสรร ได้ลงนามในสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง และได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว ตั้งแต่เดือนส.ค.ที่ผ่านมา โดยได้สร้างความตื่นตัว กระแสการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลให้ประชาชนได้รับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่า และความสำคัญของพลังงานทดแทนที่เกิดจากแหล่งพลังงานสะอาดตามเป้าหมายตลอดระยะเวลา 120 วันที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52828</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., พลังงานสะอาด, เสมอใจ  ศุขสุเมฆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191219/image_big_5dfb177d85193.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2019 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2019 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ไทยออยล์&quot; เร่งเครื่องลงทุนโครงการพลังงานสะอาดวางงบลงทุนเฉียดแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.2562 นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2562 และแนวโน้มราคาพลังงานว่าบริษัทได้เร่งลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด (ซีเอฟพี) ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะใช้เงินลงประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2563 จะใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากยอดทั้งหมด 4,800 ล้านเหรีญสหรัฐ ซึ่งถือว่าจะเป็นการกระตุ้นการลงทุนตามนโยบายของภาครัฐ และสามารถทำให้เกิดการจ้างงานได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้เมื่อโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นสามารถแข่งขันกันในระดับโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการซีเอฟพี เป็นโครงการที่จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศระยะยาว จากการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่นสร้างโอกาสการเป็นศูนย์กลางพลังงานของประชาคมอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัท เป็นเครื่องมือที่จะเพิ่มยอดขายได้ในอนาคต และยังเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)อีกด้วย&amp;quot;นายวิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่งผลิตแล้ว ยังเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอากาศยาน ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว โดยเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเตา และยางมะตอยมูลค่าต่ำที่จะมีความต้องการลดลง ไปเป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการที่เติบโตมากขึ้นตามสภาวะอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 4 ของภาครัฐ จากการผลิตเนฟทาเบาและเนฟทาหนักเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการเพิ่มโอกาสต่อยอดไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีของไทยออกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2562 ตลอดจนช่วงต้นปี 2563 บริษัทฯคาดว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคที่ยังขยายตัว รวมถึงการเข้าสู่ฤดูหนาว และฤดูการท่องเที่ยว ประกอบกับการบังคับใช้กฎระเบียบควบคุมการปล่อยกำมะถันของเรือเดินทะเล ในวันที่ 1 ม.ค. 63 นี้ จะส่งผลให้เรือต้องเปลี่ยนการใช้น้ำมันเตากำมะถันสูงในปัจจุบันไปเป็นน้ำมันเตากำมะถันต่ำหรือน้ำมันดีเซลแทน ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซลและค่าการกลั่นในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ ตลาดน้ำมันดิบ โดยมีทิศทางราคาในไตรมาสที่ 4/62 ว่า มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากสภาพเศรษฐกิจที่ยังซบเซา ประกอบกับการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ(เชลออยล์) ปรับตัวสูงขึ้นจากการเปิดดำเนินการของท่อขนส่งน้ำมันในสหรัฐช่วงปลายปี โดยตัวเลขภาคเศรษฐกิจของสหรัฐเดือนก.ย. 62 อยู่ที่ระดับ 47.8 ต่ำสุดในรอบ 10 ปีนับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากปัญหาสงครามการค้า ขณะที่อุปทานจากซาอุดิอาระเบียปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ไทยออยล์ยังมีแผนที่จะเจรจากับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เพื่อปรับโครงสร้างบริษัท ไทยออยล์มารีน จำกัด (TM) ที่เป็นบริษัทขนส่งทางเรือ ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม ปตท. ด้วย เนื่องจากจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางด้านธุรกิจโลจิสติกส์แล้ว ยังตอบสนองความต้องการของบริษัทในเครือ ปตท. ที่มีความต้องการใช้บริการขนส่งทางเรือเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเห็นได้จากที่ ปตท. เข้าร่วมประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งทั้งนี้หากมีการใช้บริการด้านโลจิสติกส์ของบริษัทในเครือก็จะทำให้มีต้นทุนที่ดีกว่าอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48307</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานสะอาด, วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190914/image_big_5d7c7eb8699f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
