<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EV :  ยานยนต์ไฟฟ้า รถพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โลกในปัจจุบันที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของคมนาคม ที่เทรนด์ตอนนี้สังคมกำลังให้ความสนใจและเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากต้องยอมรับว่ามลพิษทางอากาศส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มาจากการคมนาคม ด้วยเทคโนโลยีเดิมของรถยนต์ที่ต้องมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีบางส่วนที่ไม่สามารถเผาผลาญจนหมด และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้า ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อยอดและใช้งานเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ จนทำให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันว่า อีวี (EV) นั้น กำลังจะเปลี่ยนผ่านสังคมอย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาวิกฤติมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อมีการเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่ ก็มักจะเกิดคำถามและจากหลากหลายประเด็นที่ว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน สำหรับสังคมของรถไฟฟ้า และต้องวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร เพื่อเตรียมรองรับกับยุคสมัยที่จะเปลี่ยนไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนานวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.) ที่ปัจจุบันช่วยปฏิบัติงานในบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) หรือเดิมชื่อบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% จึงได้ตอบคำถามเหล่านี้ภายใต้หัวข้อ What if&amp;hellip; In the Future จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อรุณ พลัส จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในด้านEV Value Chain เพื่อเป็นการรองรับการขยายฐานธุรกิจด้านอีวี ซึ่งถือว่าเป็นพันธกิจใหม่สำหรับกลุ่ม ปตท. ที่จะศึกษาและดำเนินงานในด้านนี้ เพื่อเสริมศักยภาพความแข็งแรง และสร้างความครอบคลุมด้านพลังงานของบริษัท โดยการมุ่งเน้นไปยังธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมและมีความมั่นคง ทั้งการเข้าไปพัฒนาแบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของอีวี รวมไปถึงการพัฒนาตัวรถหรือโซลูชั่นต่างๆ ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อรุณ พลัส จะเป็นผู้ดำเนินการศึกษาทิศทางการตลาดสมัยใหม่ โดยจะทำดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะรวบรวมความต้องการของลูกค้าทั้งหมด และนำกลับมาตอบสนองผ่านบริการต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยหลายกลุ่ม ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอีวี และสำหรับคนที่ต้องการทดลองใช้ เพื่อเปรียบเทียบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถเข้ามาลองใช้โดยผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาเรื่องอีวีเพิ่มมากขึ้น แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเฉพาะภาครัฐที่มีการสนับสนุนเรื่องอีวีอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อย้อนกลับไปดูวงจรการพัฒนาอีวีในกลุ่มประเทศอื่น หลายๆ แห่งสังคมอีวีเกิดขึ้นได้เพราะภาครัฐให้การสนับสนุนที่จริงจัง ภายใต้เป้าหมายที่สำคัญคือต้องการเปลี่ยนการใช้รถที่เป็นเครื่องยนต์มาใช้รถพลังงานสะอาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หนึ่งในนั้นคือประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ต้องชื่นชมนโยบายของรัฐบาล ที่เริ่มต้นจากแก้ไขวิกฤตที่เกิดกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องด้วยในอดีตจีนเองก็เป็นหนึ่งประเทศที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างสิ้นเปลือง และสร้างมลพิษทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเริ่มมีการปรับตัว จีนเบนเข็มจากเดิมที่เคยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงเดิม อย่างเช่นการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือใช้น้ำมัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากนี้ คือการส่งเสริมให้ใช้อีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะภาคการใช้งาน แต่สนับสนุนถึงภาคการผลิตไปด้วย จนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอีวีรายใหญ่ของโลก มีทั้งผู้ประกอบการผลิตรถยนต์รายเดิมเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตรายใหม่ก็เริ่มต้นได้ทันที รวมถึงมีสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่เพียงแต่ออกแบบเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนานวัตกรรมและสร้างแบรนด์ขึ้นมาเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยในระยะของการดำเนินงาน ในมุมมองของอรุณ พลัสคือการมองถึงการลงทุน EV Charging Station นอกสถานีบริการน้ำมัน เพราะในสถานี บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทจะเน้นไปในจุดพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า คอนโดหรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการตามปริมาณการใช้อีวีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และยังเป็นการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้รถอีกช่องทางหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ในแง่มุมของการใช้รถยนต์นั้น ต้องยอมรับว่าอีวีนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าแล้ว ยังมีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าด้วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งการดูแลอีวีนั้นจะเป็นการดูแลแบบแห้ง เนื่องจากรถยนต์ไม่มีน้ำมันเครื่อง และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายของเสียออกจากตัวรถ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นจุดน่าสนใจสำหรับกลุ่มที่ใช้รถในรูปแบบของบริการในเชิงพาณิชย์ ที่จะต้องใช้รถบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะนอกจากจะดูแลรักษาถูกกว่าแล้ว ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานต่อกิโลเมตรก็ถูกกว่าเช่นกัน ขณะที่ข้อกังวลของผู้ใช้อีวีนั้น จะพูดถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ที่เมื่อมีการชาร์จไฟเข้าออกก็จะต้องมีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพลงจึงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจอื่นได้ เช่น สามารถนำแบตเตอรี่ไปกักเก็บพลังงาน ให้กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟได้ในบางช่วงเท่านั้น หรือธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่เองในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและก้าวหน้า จนไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะเป็นขยะต่อโลกแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นความก้าวหน้าของธุรกิจต่างๆ ซึ่งในส่วนของอรุณ พลัสเองก็จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตจะเห็นพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคมมากขึ้น มีการเชื่อมโยงไปสู่โปรแกรมอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งเป้าหมายของบริษัทไม่ใช่เพียงจะลงทุนแต่ในประเทศเท่านั้น แต่มองถึงตลาดต่างประเทศเพื่อต่อยอดเป็นผู้นำในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117629</URL_LINK>
                <HASHTAG>ARUN PLUS, EV, EV Charging Station, EV Value Chain, OR, What if… In the Future, การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน, คมนาคม, จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV, ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน, นายประสงค์ อินทรหนองไผ่, บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท อรุณ พลัส จำกัด, พลังงานสะอาด, พลังงานไฟฟ้า, มลพิษทางอากาศ, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถพลังงานสะอาด, อรุณ พลัส, อีวี, เชื้อเพลิงสะอาด, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c2c045d12d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039; เดินหน้าพลังงานสีเขียวตามแผนพลังงานชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย. 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงานได้จัดทำแผนพลังงานชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065-2070 โดยเฉพาะในด้านพลังงานไฟฟ้า ได้มีนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดจากโรงไฟฟ้าใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 &amp;nbsp;การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเอง (Prosumer) ให้มากขึ้น พร้อมมุ่งปลดล็อคกฎระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าที่ผลิตเองใช้เอง รวมถึงการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบสายส่งไฟฟ้า นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เริ่มดำเนินการร่างหลักเกณฑ์ การเปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า &amp;nbsp;แผนพลังงานชาติดังกล่าว ถือเป็นการกำหนดทิศทางด้านพลังงานของประเทศไทยให้ขับเคลื่อนไปอย่างมีเป้าหมาย และเกิดการพัฒนาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีซีพีจี ในฐานะบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและผู้ให้บริการด้านระบบพลังงานอัจฉริยะครบวงจร ขอสนับสนุนแผนพลังงานชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้เองและเป็นผู้ขายไฟฟ้าขณะเดียวกันของภาคประชาชน (Prosumer) เนื่องจากเป็นนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ครอบคลุมในวงกว้าง ทั้งยังก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพและเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบสายส่งจากการวางแผนจัดการที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทฯ มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับรองรับการเริ่มดำเนินการแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าของ Prosumer ในรูปแบบ P2P ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางปฏิบัติสำหรับประเทศไทย อาทิโครงการ T77 ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และ โครงการ CMU Smart City ที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564 รวมทั้งโครงการ Sun Share Smart Green Energy Community ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการขออนุญาต Sandbox&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เล็งเห็นแนวโน้มในการเติบโตของตลาดและการปรับบทบาทของผู้บริโภครายย่อย ประกอบกับสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมสู่ยุคดิจิทัล จึงได้ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านพลังงานสะอาดเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการนำร่องที่เข้าร่วมทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ของ กกพ. จำนวน 4 โครงการ ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่พร้อมพัฒนาต่อยอดสู่การซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของกลุ่ม Prosumer&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ ERC Sandbox ที่บริษัทฯ ได้รับคัดเลือกจาก กกพ. ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการบริหารจัดการพลังงาน Town 77 โดยบีซีพีจีและบริษัทในเครือ ได้ร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พัฒนาพื้นที่ Town 77 บริเวณอ่อนนุช ให้เป็นต้นแบบในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือแนวทางการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแบบ Peer to Peer ด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชน ของผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ ภายในเขตนครหลวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการพัฒนาต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยบีซีพีจี และบริษัทในเครือ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพันธมิตร ร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้านพลังงานสะอาด (Smart Energy) ของประเทศ และต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการ Sun Share Smart Green Energy Community โดยบีซีพีจีได้ร่วมมือกับ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า Smart Grid บนพื้นที่ครอบคลุมกว่า 200 ไร่ ที่มีการใช้งานพลังงานไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและ Community Mall เพื่อให้เป็นต้นแบบชุมชนสีเขียวแห่งอนาคต (Smart Green Energy Community)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการลมลิกอร์ &amp;nbsp;โดยบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด บริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ในเครือบีซีพีจี ได้ทำการศึกษาวิจัยร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้โครงการลมลิกอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าพยา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้นแบบสำหรับการนำเทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System) ด้วยการนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้กับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลม ช่วยลดปัญหาความผันผวนของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากกังหันลม และนำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ มาใช้ในเวลาที่เหมาะสม &amp;nbsp;เพื่อเป็นการรองรับธุรกิจนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนและการบริหารระบบโครงข่ายในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาทั้ง 4 โครงการ เป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการนำพลังงานทดแทนไปยังผู้บริโภคโดยตรง ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถผลิตและบริหารจัดการไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ส่งผลต่อการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน และเป็นการต่อยอดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีของไทยให้ทัดเทียมและแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117013</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีซีพีจี, ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, พลังงานทดแทน, พลังงานไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_6099cadf777c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิสด้า&#039; เผยภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ &#039;โควิด-19&#039; พลิกโฉมหน้าในยามค่ำคืนของประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)&amp;quot; หรือ สทอภ. โพสต์รูปภาพถ่ายดาวเทียมในเวลากลางคืน พร้อมข้อความว่า โควิด-19 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในยามค่ำคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพูดถึง &amp;quot;Night Light&amp;quot; หรือไฟกลางคืน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากทุกภาคส่วนในยามค่ำคืน ทั้งจากการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม การคมนาคม กลุ่มธุรกิจต่างๆ ตลอดจนระบบไฟฟ้าสาธารณะ เมื่อเรามองด้วยตาเปล่าจะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่แสงสว่างตลอดในช่วงเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดเราจึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของแสงไฟกลางคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมองในทางกลับกัน มีสิ่งหนึ่งที่เฝ้ามองมายังโลกตลอดเวลาพร้อมบันทึกข้อมูลเป็นภาพให้เราได้เห็นกันและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปได้ นั่นก็คือ &amp;quot;ดาวเทียม&amp;quot; ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) นอกจากจะใช้ในการอ่านค่าจุดความร้อน hotspot ในช่วงเวลากลางวันแล้ว ยังเป็นระบบดาวเทียมที่สามารถบันทึกภาพเพื่อดูแสงสว่างในช่วงเวลาค่ำคืนได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ประกาศใช้ &amp;quot;พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน&amp;quot; มาเป็นระยะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 เป็นต้นมา รวมทั้ง ได้ขอความร่วมมือทั้งจากทางภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน งดออกจากเคหะสถานและจัดกิจกรรมงานรื่นเริงต่างๆ รวมถึงสถานบันเทิง ในช่วงเวลา 22.00 น. จนถึง เวลา 04.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิสด้า หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ได้ติดตามสถานการณ์การให้ความร่วมมือจากหน่วยงานและประชาชน หลังจากมี พรก.ดังกล่าว โดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) บันทึกภาพทุกค่ำคืนในช่วงเวลา 01.00 - 02.00 น. เพื่อดูอัตราการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ เปรียบเทียบใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 โดยบันทึกภาพวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2562 , ช่วงสถานการณ์ที่กำลังแพร่ระบาดก่อนประกาศ พรก. โดยบันทึกภาพวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 และช่วงสุดท้าย เป็นช่วงเวลาหลังจากประกาศ พรก.ดังกล่าว โดยบันทึกภาพวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากประกาศ พรก. ฉุกเฉิน หน่วยงานต่างๆและประชาชนได้ให้ความร่วมมือในการลดการแพร่ระบาดฯ สังเกตได้จากภาพวันที่ 9 เม.ย.63 ที่มีจำนวนการใช้ไฟฟ้าลดลง นั่นหมายความว่า พรก.นอกจากจะใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดฯแล้ว ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าในยามค่ำคืนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการปิดแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงต่างๆ รวมไปถึงการคมนาคมในช่วงเวลาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62743</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิสด้า, พลังงานไฟฟ้า, ภาพถ่ายดาวเทียม, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), ไฟกลางคืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e9040be21975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SIRI ผนึก BCPG ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสนสิริ ผนึกBCPG&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผุดระบบแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบเพียร์ทูเพียร์ นำร่อง 20 โครงการ และ โครงการ T77 หวังสร้างต้นแบบชุมชนสีเขียว ลดต้นทุนค่าไฟลูกบ้าน 15% ภายในเดือน ก.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.61 นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือ บมจ.บีซีพีจี (BCPG) ด้วยการนำพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบเพียร์ทูเพียร์ ซึ่ง บีซีพีจี จะเข้ามาลงทุนในชิ้นส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบการผลิตโดยใช้งบลงทุน 30-50 ล้านบาท และจะใช้เทคโนโลยีในที่พักอาศัยผ่านแอพพลิเคชั่นบล็อกเชนของบริษัท พาวเวอร์เลดเจอร์ จำกัด ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ โดยบริษัทได้เริ่มนำร่องในโครงการของบริษัท จำนวน 20 โครงการ และโครงการ T77 ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาชุมชนพลังงานสีเขียวอัจฉริยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทคาดหวังว่าจากการร่วมมือและนำระบบแอพพลิเคชั่น&amp;rdquo;บล็อกเชน&amp;rdquo;มาใช้ภายในโครงการของบริษัท โดยมั่นใจว่าจะสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ลดการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดคาร์บอนไดออกไซด์ซี่งเทียบเท่ากับการปลูกป่าถึง 400 ไร่ ตามแนวคิด Low Cost-Low Carbon ด้วยกำลังการผลิตพลังงานสะอาดถึง 20% ของปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมดภายในโครงการ T77 และคาดว่าไฟฟ้าสะอาดทุกหน่วยที่ผลิตได้จะช่วยประหยัดค่าไฟต่อให้หน่วยให้ลูกค้าของบริษัทได้ถึง 15% ภายในเดือน ก.ย. นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการติดตั้งระบบแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะมีการนำร่องในภายในโครงการ T77 ก่อนที่จะมีการซื้อขายอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย.นี้โดยระบบพลังงานเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาที่กำลังการผลิตติดตั้ง 635 กิโลวัตต์ แบ่งเป็นสัดส่วนการใช้เป็น 54 กิโลวัตต์สำหรับฮาบิโตะมอลล์ 413 กิโลวัตต์สำหรับโรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ นอกจากนี้ภายในปี 2564 บริษัทมีแผนติดตั้งระบบแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านอินเตอร์เน็ตในโครงการใหม่ๆกว่า 31 โครงการ ซึ่งจะมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกว่า 2 เมกะวัตต์อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15949</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนสีเขียว, บล็อกเชน, บีซีพีจี, พลังงานไฟฟ้า, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7d23ebd9412.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
