<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 06:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 06:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สารจาก&#039;ไตรรงค์&#039;ถึงคนรุ่นใหม่ คิดจะพลิกฟ้าพลิกดินควรประเมินฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วย อาจมากกว่า 60 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.64-ดร. ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกบทความเรื่อง จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา ผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&amp;nbsp;
.
*ผู้ใดอ่านจบรับรองว่าจะทราบความหมายประโยคนี้แน่นอน
.
**ถ้าเขียนสั้นผู้อ่านก็จะไม่ได้ความรู้ แต่จะเขียนยาวได้ครั้งหนึ่งผมต้องอ่านและศึกษาเยอะมาก เพราะฉะนั้นบทความนี้จะเป็นฉบับสุดท้าย(สำหรับช่วงนี้) &amp;nbsp;หลังจากบทความฉบับนี้ ผมคงจะหยุดเขียนไปอีกนาน จนกว่าจะได้เนื้อหาเพียงพอมาเขียนบทความได้ใหม่ ขอให้อดทนอ่านบทความยาว ๆ ของผมฉบับนี้หน่อยแล้วกันนะครับ
.
#1 #คำนำ
.
ในบทความครั้งหลังสุดใน Facebook ของผม เรื่อง &amp;ldquo;กว่าจะได้เป็นประเทศไทย : ให้ระวังการรุกเงียบ&amp;rdquo; นั้น ใจจริงอยากเรียกว่า สยามประเทศหรือประเทศสยามมากกว่า มี FC หลายคนได้ต่อว่ากลับมาว่าทำไมไม่พูดถึงบทบาทของคนปักษ์ใต้ในการก่อตั้งสยามประเทศบ้าง ซึ่งยอมรับว่าเป็นความตั้งใจเพราะถ้าเขียนเรื่องปักษ์ใต้ด้วยก็จะทำให้บทความยาวเกินไป แค่ที่ทำไปก็รู้สึกว่ายาวอยู่แล้วจึงตั้งใจจะเขียนแยกต่างหาก เพราะเรื่องของปักษ์ใต้ในประวัติศาสตร์มีข้อมูลมากกว่าภาคอื่น ๆ นั้นเอง &amp;nbsp; แต่ต้องเตือนใจและเตือนสติผู้อ่านให้กรุณารับรู้ไว้ด้วยว่าการศึกษาและเขียนประวัติศาสตร์ของชาติใดหรือเผ่าใด ๆ นั้น ถ้าชาตินั้นหรือเผ่านั้นมี #ภาษาเขียน เป็นของตนเองอยู่แล้วเหมือนอย่างประเทศจีน ซึ่งมีเขียนบันทึกไว้บนไม้ไผ่บ้าง บนหินบ้าง หรือบนวัสดุอื่น ๆ &amp;nbsp;ที่ย่อยสลายยากก็สามารถจะนำมาแกะหาความหมายโดยนักภาษาศาสตร์และนักโบราณคดีจนสามารถอธิบายความเป็นมา ปรากฏการณ์ วัน เวลา พ.ศ. หรือ ค.ศ. และชื่อบุคคลรวมทั้งสถานที่ได้อย่างแม่นยำกว่า
.
ถ้าใครพอจะมีเวลากรุณาไปขออ่านประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงประมาณ 5,000 ปี (คือ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล) เกี่ยวกับประเทศจีนได้ในหนังสือชื่อ &amp;ldquo;The Unbroken Chain : State Wu in Ancient China and in Siam (Thailand) : ร่วมกันเขียนเป็นภาษาอังกฤษ โดย ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี กับ ศาสตราจารย์ Wu Ben-Li, ที่พิมพ์เมื่อ August 2014 (มีให้ยืมอ่านที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และห้องสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.) จากหน้า 27 ถึงหน้า 30 ผู้อ่านจะเห็นตัวอย่างอย่างชัดเจนว่า พวกเผ่าวู (Wu Tribe) ได้อพยพจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
.
เริ่มแรกได้รับอนุญาตให้ตั้งเมืองอยู่ในราชอาณาจักรของราชวงศ์เซีย (Xia Dynasty) ได้ในปีประมาณ 1796 B.C. (ก่อนคริสตกาล) แต่เมื่อมีปัญหาขัดแย้งกับพระจักรพรรดิ (หรือฮ่องเต้) จึงถูกไล่ออกจากราชอาณาจักรต้องเร่ร่อนลงใต้กว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้เพื่อสร้างบ้านเมืองใหม่ได้ขึ้นมาอีกก็ต้องใช้เวลาเร่ร่อนอยู่เกือบ 100 ปี และเมื่อลงหลักปักฐานในที่ดินที่เห็นว่าสมบูรณ์พอจะทำการเกษตรเลี้ยงชีพของเผ่าได้ก็ต้องรอจนมีประชากรเพิ่มขึ้นให้มากพอจึงจะตั้งเป็นเมืองได้
.
อนึ่งในประเทศจีนโบราณนั้นจะประกอบไปด้วยชนเผ่าต่าง ๆ &amp;nbsp;จำนวนมาก ถ้าเผ่าไหนพบพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ชนเผ่าอื่น ๆ ที่เล็กกว่าก็จะค่อย ๆ &amp;nbsp;ทยอยมาขออาศัยร่วมด้วย แต่ชนเผ่าที่เล็กกว่าทุก ๆ เผ่าก็จะเลือกภาษาพูดของชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุด (ที่เป็นผู้ปกครอง) เป็นภาษากลางในการสื่อสารกันและกัน จนเมื่อมีประชากรมากขึ้นก็จะกลายเป็นเมือง หลาย ๆ &amp;nbsp;เมืองรวมกันก็จะเป็นอาณาจักร
.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับชนกลุ่มเผ่าวูหรือ Wu Tribe (ซึ่งคำว่าวูหรือ Wu นั้นเป็นชื่อของภูเขาที่ชนกลุ่มนี้เคยอาศัยมาก่อน) ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกับการเกิดอาณาจักรน่านเจ้าของเผ่าไต ซึ่งชนเผ่ากลุ่มเล็ก ๆ &amp;nbsp;อื่น ๆ &amp;nbsp;ที่ขอเข้ามาอยู่ด้วยก็เลือกจะใช้ภาษาไตเป็นภาษากลางใช้พูดติดต่อกันและกัน ซึ่งเมืองใหม่ของเผ่าวูนี้ชื่อว่าเมืองบิน (BIN COUNTRY) แต่ก็ตั้งมั่นอยู่ได้เพียงประมาณ 300 ปี ก็ถูกชนเผ่าอื่นที่ใหญ่กว่าแข็งแรงกว่าร่วมกันแย่งที่ทำกินจนต้องทิ้งเมืองเร่ร่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนสามารถตั้งเมืองใหม่ได้อีก เรียกว่าเมืองโจวหยวน (Zhou Yuan) ในปี 1046 B.C. (ก่อนคริสตกาล) ต่อมาเมืองนี้ก็ได้พัฒนาขึ้นเติบโตจนเป็นแคว้นชื่อ ส่านซี (SHAAN XI) ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อ ซีอาน จนถึงปัจจุบัน
.
มีความเห็นทางวิชาการอยู่ชิ้นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งก็คืองานเขียนของท่านศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร วัลลิโภดม (ในบทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2547) ซึ่งท่านได้กล่าวโดยสรุปมีใจความว่า
.
&amp;ldquo;การเกิดเป็นสยามประเทศ (ที่ถูกจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเปลี่ยนชื่อให้เป็นประเทศไทย - ไตรรงค์) ก็เกิดขึ้นจากรูปแบบเดียวกัน คือ เป็นประเทศที่มีชนหลายเผ่าพันธุ์มารวมกัน หลอมรวมวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เลือกใช้ภาษาของผู้นำเป็นภาษากลาง เช่น ยุคอาณาจักรทวารวดี ชนทุกเผ่าที่อาศัยอยู่ก็เลือกใช้ภาษามอญเป็นภาษากลาง ยุคอาณาจักรขอม (ผมขอเขียนเพิ่มเติมว่า คำว่าขอมใช้เรียกพวกมอญที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ปกติพวกเขาเรียกตัวเองว่า &amp;ldquo;เขมร&amp;rdquo; - ไตรรงค์) ชนทุกเผ่าที่อาศัยอยู่ก็เลือกใช้ภาษาเขมร (หรือภาษาขอม) เป็นภาษากลาง มาถึงยุคอาณาจักรสุโขทัย ชนทุกเผ่าที่อยู่ในอาณาจักรตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุด ชนทุกเผ่าก็เลือกใช้ภาษาไตเป็นภาษาพูดและเลือกใช้ลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงฯเป็นภาษากลางที่ใช้ในการติดต่อกันและกัน (ผมขอเสริมอีกนิดนะครับว่า ภาษาพูดภายในเผ่าแต่ละเผ่าก็อาจจะแตกต่างกันไปนะครับ - ไตรรงค์)&amp;rdquo;
.
#2 #ปัญหาการค้นหาประวัติศาสตร์
.
สำหรับประเทศไทยที่เพิ่งมีภาษาเขียนเป็นของตนเองโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงคิดประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 1826 นั้น ถ้าเราอยากรู้ประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น เราก็จำเป็นต้องพึ่งบันทึก จดหมายเหตุ หรือพงศาวดารของชาวต่างประเทศที่มาติดต่อค้าขายกับสยามประเทศโดยพวกเขาเหล่านั้นได้บันทึกไว้เป็นภาษาเขียนของพวกเขาเอง (จะพึ่งในบุราณจีของไทยอาหมไม่ได้ เพราะภาษาไทยอาหมถูกประดิษฐ์ขึ้นมาหลังลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงฯ - ไตรรงค์)
.
ผมจึงรู้สึก #ซาบซึ้งในความพยายามและอดทนของนักประวัติศาสตร์ไทย (ทั้งด้านโบราณคดีและภาษาศาสตร์) เป็นอย่างมากที่พยายามเก็บรวบรวมนำมาปะติดปะต่อจากหลักฐานที่มาจากต่างประเทศหลายชาติหลายภาษา บวกกับตำนานที่เล่าขานต่อ ๆ กันมาถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษ ทำให้พวกเราซึ่งเป็นชนรุ่นหลังยังพอจะเห็นภาพลาง ๆ &amp;nbsp;ของประวัติศาสตร์ของชนชาติที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศไทยที่เราได้อาศัยหายใจอยู่ในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจว่าอาณาจักรน่านเจ้านั้นมีจริง ๆ ขุนบรมราชาธิราชก็มีจริง)
.
#3 #ลายสือไทยกับอาณาจักรสยาม
.
3.1) ขอเริ่มจากหนังสือเรื่อง &amp;ldquo;ลักษณะอักษรและอักษรวิธีในจารึกสุโขทัย&amp;rdquo; (เขียนโดยอนันต์ ทรงวิทยา, ค.ศ. 1981, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.) ซึ่งในบทคัดย่อมีคำอธิบายพอจะจับใจความสำคัญได้ว่า:- &amp;ldquo;หลังจากได้มีการศึกษาเปรียบเทียบตัวอักษรที่ประดิษฐ์โดยพ่อขุนรามคำแหง อักษรมอญโบราณ อักษรขอมโบราณ กับอักษรปัลลวะสมัยทวารวดี พบว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก กล่าวคือ
.
ก) ตัวอักษรในจารึกสุโขทัยมีลักษณะคล้ายตัวอักษรขอมและอักษรมอญโบราณ ซึ่งทั้งขอมและมอญล้วนพัฒนาตัวอักษรของตนมาจากอักษรปัลลวะสมัยทวารวดีทั้งสิ้น (หมายเหตุ : ราชวงศ์ปัลลวะเริ่มมีอำนาจปกครองพวกทมิฬทางใต้ของอินเดียตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 - 4 แต่พอถึงศตวรรษที่ 9 ราชวงศ์โจฬะก็ขึ้นมามีอำนาจแทน พวกโจฬะใช้ภาษาทมิฬเป็นภาษาพูด - ไตรรงค์ฯ)
.
ข) อักษรไทยที่คิดขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหงฯ ให้เขียนสระและพยัญชนะเรียงอยู่บนบรรทัดเดียวกัน เพิ่งมาปฏิรูปในสมัยพระเจ้าเลอไทย ให้เขียนสระไว้รอบตัวพยัญชนะอย่างที่เราเขียนกันอยู่ในปัจจุบัน
.
3.2) คริสต์ศักราชที่ 3 - 4 เป็นต้นไป จนถึงคริสต์ศักราชที่ 9 ราชวงศ์ปัลลวะมีอำนาจสูงทำการค้าขายกับประเทศทางเอเชีย โดยศูนย์กลางเมืองท่าในการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่เมืองมามัลละปุรัม ภาษาและวัฒนธรรมของปัลลวะจึงแพร่เข้าสู่สุวรรณภูมิมากยิ่งขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว (ซึ่งน่าจะเป็นประมาณ พ.ศ. 700 กว่า ๆ ) ต่อมาราชวงศ์โจฬะขึ้นมามีอำนาจแทน (คงจะเป็นประมาณ พ.ศ. 1300 กว่า ๆ ) พวกโจฬะจึงกลายเป็นผู้นำทำการค้าทางทะเลกับประเทศภาคตะวันออกของอินเดีย พวกโจฬะคงใช้ภาษาทมิฬในการพูด แต่ในการเขียนระยะหลัง ๆ &amp;nbsp;พวกโจฬะก็ต้องใช้ภาษาปัลลวะและการค้าขายก็ขยายไปทั่วทั้งแหลมมลายูและหมู่เกาะต่าง ๆ &amp;nbsp;ในอินโดนีเซีย โดยประชาชนใช้ภาษามาเลย์ในการพูด ส่วนในภาษาเขียนนั้น พวกโจฬะมีส่วนสำคัญในการนำตัวอักษรปัลลวะออกไปเผยแพร่ตามเส้นทางการค้าของตน (กรุณาอ่านประกอบในรายละเอียดจากหนังสือชื่อ ประวัติศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย เขียนโดย ดร.ธิดา สาระยา, 2554 หน้า 28 - 68) เขียนคำนำโดยศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม) และพวกโจฬะมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐเล็กรัฐน้อยบนเส้นทางการค้าผ่านช่องแคบ &amp;nbsp;ซุนดาและมะละกา กลายเป็นอาณาจักรศรีวิชัยระหว่างศริสต์ศตวรรษที่ 7 - 13 (หรือประมาณ พ.ศ. 1100 - 1800 โดยประมาณ)
.
#4 #บทบาทของปักษ์ใต้&amp;nbsp;
.
กรุณาอ่านหนังสือชื่อ &amp;ldquo;ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาสมัยศรีวิชัย เขียนโดยนายธรรมทาส พานิช
.
พ.ศ. 1290 &amp;ndash; 1325 : เมื่อพระเจ้าอินทรบรมเทวะสวรรคตพระราชโอรสทรงพระนามว่า &amp;ldquo;พระวิษณุมหาราช&amp;rdquo; ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของเมืองสุวรรณปุระ (อ.ไชยา สุราษฎร์ธานี ในปัจจุบัน) พระองค์เป็นนักรบที่มีชื่อเสียงมาก นอกจากยกทัพจากปักษ์ใต้ไปปราบอาณาจักรเจนละ (เขมร) มาเป็นเมืองขึ้นได้แล้วย่อมมีการเทครัวกวาดประชากรมาไว้ที่ปักษ์ใต้ตามประเพณี) ยังยกทัพไปปราบพระเจ้าสัญชัยผู้เป็นใหญ่ในชะวา กลาง &amp;ldquo;พระเจ้าวิษณุมหาราช&amp;rdquo; จึงได้รับการยกย่องให้เป็นกษัตริย์แห่งกษัตริย์ เป็นผู้มีดำริสั่งให้สร้างเจดีย์ให้ใหญ่ที่สุดในโลก คือ พระเจดีย์บรมพุทธโธหรือ BOROBUDUR อาณาจักรศรีวิชัยก็มั่นคงมีเมืองหลวงสลับไปมาระหว่างเมืองปาเล็มปังในเกาะสุมาตรากับนครตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) และสุวรรณปุระ (อ.ไชยา)
.
พ.ศ. 1378 - 1413 : พระเจ้าปาลบุตรที่ 2 แห่งกรุงสุวรรณปุระ ประกาศเอกราชไม่ขึ้นกับ &amp;nbsp;ชะวาและสุมาตราอีกต่อไป ให้อาณาจักรศรีวิชัยจากแหลมมลายูจนถึงจังหวัดชุมพรเป็นอิสระมีเอกราช ได้ส่งราชทูตไปรายงานตัวกับพระเจ้ากรุงจีนให้รับทราบความเป็นเอกราชของตน (หมายเหตุ : พระเจ้าปาลบุตรที่ 2 เป็นหลานปู่ของพระเจ้าวิษณุมหาราช)
.
พ.ศ. 1587 - 1633 : (จากบันทึกของพงศาวดารจีน) เป็นรัชสมัยของพระเจ้าสมรวิชโยตุงก์มหาราช ใช้นครตามพรลิงค์เป็นเมืองหลวง มีเมืองขึ้นทั้งหมด 12 เมือง เรียกว่า เมือง 12 นักษัตร คือ เมืองสายบุรี ปัตตานี กลันตัน ปะหัง ไทรบุรี พัทลุง ตรัง ชุมพร บันทายสมอ(ไชยา) สงขลา ตะกั่วป่า และเมืองกระบุรี
.
พ.ศ. 1758 - 1779 : เป็นรัชสมัยของพระเจ้าจันทรภานุมหาราช ได้ยกทัพเรือจากตรัง ปะเหลียน พังงา และตะกั่วป่า ไปยึดเกาะลังกาที่เป็นเมืองขึ้นของพวกทมิฬโจฬะกลับคืนมาได้โดยอ้างสิทธิว่าพระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้ามาฆะกษัตริย์ลังกาที่มีพระมเหสีเป็นธิดาของกรุงสุวรรณปุระ ซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระองค์
.
พ.ศ. 1900 &amp;ndash; 1950 : เป็นรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราชมหาราช เป็นยุคที่ไม่มีสงครามเลย
จึงเป็นยุคที่พระองค์ทำการฟื้นฟูพุทธศาสนา (สายเถรวาท) และเป็นยุคที่อาณาจักรศรีวิชัยของภาคใต้ทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยามที่มีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีไปก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมิได้มีสงครามใด ๆ &amp;nbsp;กับสุโขทัยเป็นการเข้าร่วมอาณาจักรด้วยความสมัครใจและศรัทธาในพระปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำแหงฯโดยแท้ และความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรมีความแน่นแฟ้นเพราะมีพุทธศาสนาสายเถรวาทเป็นตัวเชื่อม
.
#5 #พระภิกขุจิ้งฮง ได้บันทึกไว้ในคริสต์ศักราชที่ 12 (น่าจะประมาณ พ.ศ. 1600 กว่า ๆ ) ว่า &amp;ldquo;อาณาจักรทวารวดี (โถโลโปตี) มีความเจริญอยู่ถึง 200 ปี แต่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1500 ถูกอำนาจของอาณาจักรขอมเข้ายึดครองและกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยจำนวนมาก&amp;rdquo;
.
ต่อมาเมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของอาณาจักรขอมสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 1761 อาณาจักรขอมเกิดแตกแยกแย่งอำนาจกัน กลายเป็นอาณาจักรอ่อนแอ มีหลักฐานหลายแห่งบันทึกไว้ว่า เมืองขึ้นต่าง ๆ &amp;nbsp;ก็ประกาศเอกราชกัน เช่น สุโขทัย ลพบุรี อู่ทอง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี เป็นต้น ซึ่งเมืองเหล่านี้บางเมืองอาจจะเข้าสวามิภักดิ์ บางเมืองก็อาจต้องใช้กำลังบังคับในที่สุดทุกเมืองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และทุกเมืองก็ต้องใช้ลายสือไทยเป็นภาษาราชการ
.
#6 (จากหนังสือรวมการบรรยายเรื่อง #ตัวอักษรไทย หน้า 55) ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้บรรยายที่หอสมุดแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2510 มีความตอนหนึ่งว่า :-
.
&amp;ldquo;ตัวหนังสือของพ่อขุนรามคำแหงฯ แพร่หลายเข้าไปในล้านนา ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 62 วัดพระยืนว่า พระมหาสุมนเถระนำศาสนาพุทธนิกายรามัญวงศ์หรือลังกาวงศ์เก่าเข้าไปในล้านนาเมื่อ พ.ศ. 1912 และได้เขียนจารึกด้วยตัวหนังสือสุโขทัยไว้เมื่อ พ.ศ. 1914&amp;rdquo;.......&amp;ldquo;ต่อมาตัวหนังสือสุโขทัยนี้ได้เปลี่ยนรูปร่างและอักขรวิธีไปบ้าง กลายเป็นตัวหนังสือฝักขาม (คือมีการลากเส้นโค้งได้เหมือนฝักมะขาม - ไตรรงค์) และล้านนาก็ยังใช้ตัวหนังสือชนิดนี้จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์&amp;rdquo;
.
&amp;ldquo;เชียงตุงและเมืองใกล้เคียงในพม่ามีศิลาจารึกอักษรฝักมะขามซึ่งดัดแปลงไปจากลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงฯ อยู่กว่า 10 หลัก นอกจากนั้นยังมีจารึกที่เจดีย์อานันทะในพุกามที่เขียนด้วยตัวหนังสือสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1910 - 1940 อยู่หลักหนึ่งด้วย&amp;rdquo;
.
&amp;ldquo;ในประเทศลาวก็มีจารึกเขียนไว้ที่ผนังถ้ำ &amp;ldquo;นางอัน&amp;rdquo; (ใกล้หลวงพระบาง) ด้วยอักษรสุโขทัย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับตัวหนังสือสมัยพระเจ้าลิไทย (พ.ศ. 1890 - 1911) ไทยขาว ไทยดำ ไทยแดง เจ้าไทในตังเกี๋ย ในญวน ในลาว ปัจจุบันก็ยังใช้ตัวอักษรที่กลายไปจากลายสือของพ่อขุนรามคำแหงฯทั้งสิ้น&amp;rdquo;
.
&amp;ldquo;แท้จริง มีเค้าเงื่อนอยู่ในพงศาวดารเหนือว่าพ่อขุนรามคำแหงฯ ได้ทรงอาศัยนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่เชี่ยวชาญ ตัวหนังสือชาติต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่อยู่ใกล้เคียงกับไทย รูปอักษรของพ่อขุนรามคำแหงฯ จึงคล้ายตัวหนังสือของลังกา บังกลาเทศ และขอม&amp;rdquo;
.
ดร.ประเสริฐ ยังให้ความเห็นอีกว่า &amp;ldquo;ในชั้นแรกเมื่อคนไทยมิได้เป็นชนชั้นปกครองก็จำเป็นจะต้องเรียนตัวหนังสือที่ทางราชการบ้านเมืองใช้อยู่ เพื่ออ่านประกาศของทางราชการให้เข้าใจ เมื่อใดคนไทยได้เป็นชนชั้นปกครองก็ได้ดัดแปลงตัวหนังสือที่ใช้กันอยู่ในถิ่นนั้นมาเป็นตัวหนังสือของไทย (อย่างที่พ่อขุนรามคำแหงฯ ทรงกระทำ - ไตรรงค์)&amp;rdquo;
.
ซึ่งเราสามารถจะอธิบายต่อได้ว่าในสมัยทวารวดีมอญเป็นใหญ่ ทุกคนในอาณาจักรก็ต้องหัดอ่านภาษามอญเมื่อถึงยุคที่ขอมเป็นใหญ่ทุกคนในสยาม (ไม่ว่าจะเป็นไต มอญ เขมร จีน และเผ่าต่าง ๆ ) ก็ต้องหัดอ่านภาษาขอมให้เข้าใจและเมื่อพ่อขุนรามคำแหงฯ ขึ้นเป็นใหญ่ทุกคนในราชอาณาจักรของพระองค์ก็ต้องหัดอ่านลายสือไทยให้เข้าใจเพราะเป็นภาษาราชการ
.
#7 เมื่อ #พระเจ้าฟ้างุ้มมหาราช แห่งอาณาจักรศรีสัตนาคณหุต (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1859 - 1936) ได้ยกทัพขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไปทั้ง 4 ทิศ เป็นอาณาจักรล้านช้างที่ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์ของลาว (เพราะยึดได้ทั้งรัฐสิบสองปันนาและสิบสองจุไทด้วย) ได้ยกทัพมายึดแผ่นดินต่าง ๆ &amp;nbsp;ในภาคอีสานของไทยแล้วมาตั้งทัพ (ด้วยกองทัพเป็นแสน)ที่จังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน ได้ทรงให้คนถือสาส์นไปหาพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) แห่งอยุธยาในสาส์นได้เขียนเป็นภาษาของพ่อขุนรามคำแหงฯ มีความว่า &amp;ldquo;พระองค์ต้องการที่ดินที่ยึดไว้ทั้งหมด จึงอยากทราบความเห็นของพระเจ้าอู่ทองโดยเขียนว่า #จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา...&amp;rdquo; พระเจ้าอู่ทองมีกำลังน้อยกว่ามากไม่สามารถ #เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ได้ จึงได้มีราชสาส์นตอบไปเป็นภาษาของพ่อขุนรามคำแหงฯเช่นกันความว่า :
.
&amp;ldquo;เฮาหากเป็นพี่ (น้อง) กันมาแต่ขุนบรมบุราณปางก่อนพุ้นมาดาย เจ้าอยากได้บ้านได้เมือง ให้เอาเขตต์แดนแต่ดงสามเส้า... อนึ่งลูกข้อยจักส่งอ้อยน้ำตาลสู่ปี... อนึ่งลูกหญิงข้านางแก้วลอดฟ้าใหญ่มาแล้วจักส่งให้เมือปัดเสื่อปูหมอนแก่เจ้าฟ้าแล&amp;rdquo; (จาก WIKIPEDIA เรื่องพระเจ้าฟ้างุ้ม) #สงครามก็ไม่เกิด
.
#8 #สรุป
.
1) มีตั้งหลายอย่างที่คนรุ่นใหม่ควรต่อสู้ผลักดันให้เกิดการแก้ไขปฏิรูป เช่น การปฎิรูปการศึกษาทุกระดับ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอัยการและตำรวจ) การป้องกันการปล่อยข่าวเท็จใน Social media การป้องกันและควบคุมคนไม่ดีในวงการเมืองและราชการ การต่อสู้กับการฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งในระดับชาติและระดับส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติอย่างแท้จริง &amp;nbsp; ทำไมคนรุ่นใหม่บางกลุ่มจึงมาปักใจแต่เรื่องจะควบคุมและล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ &amp;nbsp;น่าประนามไปถึงครูบาอาจารย์และนักการเมืองที่คอยสนับสนุนส่งเสริมอยู่ข้างหลังโดยเห็นแต่ประโยชน์ของพวกตนมากกว่าผลประโยชน์และความสงบสุขของชาติเป็นส่วนรวม
.
2) จากราชสาส์นที่ตอบโต้กันระหว่างพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราชกับพระเจ้าอู่ทองนั้นน่าจะนำมาเป็นบทเรียนให้พวกคนกลุ่มที่คิดจะเปลี่ยนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นระบอบประธานาธิบดีควรจะฉุกคิดเสียหน่อยว่า :
.
&amp;ldquo;การคิดจะกระทำอะไรแบบพลิกฟ้าพลิกดินนั้น ควรจะประเมินกำลังทั้งของฝ่ายตนและของฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วย #ไม่ใช่หลงเชื่อหลงเชียร์อยู่เฉพาะแต่ในกลุ่มของพวกตนที่ มีจำนวนไม่กี่หมื่นไม่กี่แสน แต่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของประชาชนที่อาจจะมากกว่า 60 ล้านที่ไม่เห็นด้วย ผลที่ฝ่ายแรกจะได้รับจากการต่อสู้ก็คือ #ไม่ติดคุกก็ต้องหนีลี้ภัยไปตายต่างประเทศ หรือ #ไม่ก็ต้องตายภายในประเทศด้วยติดโรคโควิด19ถ้ายังไม่เลิกชุมนุม การจะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงนั้นต้องคิดทบทวนให้ลึกและให้กว้าง แล้วลองนั่งสงบ ๆ &amp;nbsp;ถามตัวเองว่า #จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา
.
ผมขอเรียนว่าบทความที่ลงในเฟซบุ๊ก เป็น #ความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรคปชปแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101673</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา, พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน, สถาบันพระมหากษัตริย์, สร้างประเทศ, ไตรรงค์ สุวรรณคีรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f5a39ce5734f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.สุวินัย&#039;ลั่น!อยู่ฝั่ง&#039;ธนาธร&#039;ไม่ได้ ไม่อยากเห็นสงครามกลางเมืองและเลือดนองแผ่นดินหลังจากนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.62- นายสุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai &amp;nbsp;เรื่อง ธนาธร : แกะรอยความคิดและความจริงในตัวธนาธร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบุรายละเอียดว่าโดยส่วนตัวผมรู้จักคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ คนสัมภาษณ์ธนาธรในหนังสือ &amp;quot; Portrait ธนาธร&amp;quot; มานานร่วมยี่สิบปี(ในฐานะที่ผมเคยถูกเขาสัมภาษณ์ไม่ต่ำกว่าสองครั้งในอดีต) เขาเป็นนักสัมภาษณ์มืออาชีพและมือหนึ่งระดับต้นๆที่หาคนทัดเทียมยากมากแม้ในยุคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลงานหนังสือ &amp;quot; Portrait ธนาธร&amp;quot; (ตุลาคม 2018) คือเครื่องพิสูจน์อย่างดี เขาสัมภาษณ์ได้ดียิ่ง และธนาธรก็เต็มใจเปิดเผยความคิดของเขาแทบทุกเรื่องที่โดนซักถาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นหนังสือสัมภาษณ์ที่เร้าใจที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมมีหนังสือเล่มนี้หลายเดือนแล้ว ก่อนทราบผลเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ผมจงใจไม่อ่านมัน แต่เลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ ในวันที่ธนาธรกำลังจะเจอบททดสอบของจริง ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ดีว่าวันนั้นต้องมาถึงอย่างแน่นอน แต่ธนาธรคงคิดไม่ถึงว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธรเป็นคนที่ชัดเจนมากในความคิดของตัวเอง เขาบอกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนประเทศ&amp;quot; (หน้า 270)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธรตระหนักดีว่า สิ่งที่เขาพูด เขาทำ มีคนฟัง มีคนเอาด้วย เห็นด้วยกับเขา (หน้า 272)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธรมองว่า คุณสมบัติสำคัญของผู้นำประเทศ คือต้องมีเจตจำนงทางการเมืองเป็นหลัก เมืองไทยมีคนเก่งกว่าเขาเยอะแยะไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มีตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ต้องการ &amp;quot;ให้ไทยออกจากวังวนของเผด็จการ วังวนของอำนาจนิยมที่รับใช้ชนชั้นนำให้ได้&amp;quot; (หน้า 273)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจตจำนงทางการเมืองของธนาธรในวัยสี่สิบตอนนี้ มีความห้าวและอหังการในระดับเดียวกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุลอดีตผู้นำนักศึกษาในวัยก่อนสามสิบหรือในช่วงระหว่างปี 2516-2523 ก็เห็นจะไม่ผิดนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธรไม่เคยมองว่าตำแหน่งนายกฯ คือ ลิมิตสูงสุดของตัวเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธรเป็นนักผจญภัย เขาต้องการท้าทายลิมิตสูงสุดของตัวเขาเองในทุกเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะผู้นำทางการเมือง ธนาธรมุ่งเป้าไปที่การทำให้ตัวเขา &amp;quot;มีอำนาจมากพอที่จะไปต่อรอง (กับ)&amp;times;&amp;times;&amp;times;&amp;times;&amp;quot;
(หน้า 277)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขายอมรับว่าในการเคลื่อนไหวสร้างพรรคหาเสียง เขาพูดความจริงได้แค่ครึ่งเดียว ที่เขาพูดออกไปให้สังคมรับรู้ &amp;quot;ไม่เป็นความจริง มันเป็นความจริงแค่ครึ่งเดีบว เราถึงโดนฝ่ายก้าวหน้าด่า&amp;quot; (หน้า 277)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถามว่าเรารู้มั้ย รู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหี้ย มันก็รู้เหมือนกันหมดแหละ ปัญหาคือใครจะทำยังไง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคิดว่า วิธีการของเราคือต้องมีอำนาจและต่อรอง (กับ)&amp;times;&amp;times;&amp;times;&amp;times;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ต่างหากคือเป้าหมาย ถ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้หรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ จัดการเรื่องศาลไม่ได้หรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จัดการเหี้ยห่าอะไรไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าเรารู้มั้ย สิ่งที่เราพูดโดยไม่พูดเรื่องนี้ มะนไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่ารู้มั้ย รู้ แต่มันพูดไม่ได้ ยังมีข้อจำกัด &amp;quot; (หน้า 277)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงนี้แหละ คือ ความจริงอย่างที่สุดในความคิดและตัวตนของธนาธร เพราะเขาคือนักปฏิวัติที่มีเจตจำนงแรงกล้าที่ต้องการสานต่อภารกิจการปฏิวัติ 2475ให้สมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่แปลกที่เมื่อธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ปิยบุตรจึงต้องเป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เพราะมีอุดมการณ์ปฏิวัติ 2475 เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธรคือผู้นำทางการเมืองคนเดียวในประทศนี้ตอนนี้ ที่ขีดเส้นแบ่งชัดเจนให้ประชาชนต้องตัดสินใจเลือกข้างว่าจะเลือกอยู่ฝั่งเดียวกับเขาแล้วช่วยกันผลักดันการปฏิวัติ 2475 ให้สำเร็จต่อไปหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผม (สุวินัย) ไม่ใช่คนโลกสวยและไร้เดียงสาทางการเมือง ผมตระหนักดีว่าอะไรจะตามมาถ้าธนาธรมีอำนาจและต่อรองกับ &amp;times;&amp;times;&amp;times;&amp;times; เพื่อบรรลุเจตจำนงทางการเมืองของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเลือกอยู่ฝั่งเดียวกับธนาธรไม่ได้จริงๆ ผมไม่อยากเห็นสงครามกลางเมืองและเลือดนองแผ่นดินหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมก็อยากเห็นการเปลี่ยนประเทศนี้ แต่มันจะเปลี่ยนได้จริงก็ต่อเมื่อคนแต่ละคน แต่ละปัจเจกสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ด้วยพลังสติ พลังปัญญาและ mindset ที่เป็นบวกเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาใช่การเปลี่ยนแปลงแบบมุ่งพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอย่างที่ธนาธรและเหล่าสหายคิดแต่อย่างใดไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันคือมิจฉาทิฐิ และเป็นทางเลือกแบบทุรโยชน์ ในภควัทคีตา มหาภาตะยุทธอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ ....ไม่เด็ดขาด ไม่มีวันที่ผมจะเลือกแบบธนาธร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะผมเลือกที่จะอยู่ข้างพระกฤษณะเสมอ เป็นคนของพระจ้าเสมอ ในภควัทคีตา มหาภารตะยุทธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมต่างอย่างสิ้นเชิงกับธนาธรในเชิงวิถีและทางเลือก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33417</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุ่งเริองกิจ, พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน, รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย, หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190411/image_big_5caea67836033.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
