<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พลเอก ประวิตร” ห่วงฝนตกหนักช่วง 3 เดือนนี้   สั่ง สทนช.ตรวจความพร้อมพื้นที่รับน้ำนองลุ่มน้ำภาคกลาง หนุนทุ่งท่าวุ้ง – ผักไห่ - เจ้าเจ็ด...โมเดลแก้มลิงตามระบบผังน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;ldquo;พลเอก ประวิตร&amp;rdquo; ห่วงฝนตกหนักช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ สั่ง สทนช. เร่งติดตามมาตรการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำรองรับน้ำหลาก 1น ใน 10 มาตรการรับมือฤดูฝน หนุนพัฒนาระบบรับน้ำเข้าออกทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา โมเดลเก็บน้ำช่วงฝนใช้ประโยชน์หน้าแล้ง ชี้เป็นพื้นที่แก้มลิงที่สอดล้องตามผลศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองในฤดูฝนปี 2564 และความก้าวหน้าผลการศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน ในบริเวณพื้นที่รับน้ำนองท่าวุ้ง ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ณ ประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝนที่จะเริ่มตกเพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนจากนี้ ดังนั้น จึงเรียกประชุม กอนช.เป็นการด่วนในวันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อติดตามประเมินผลความก้าวหน้าตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี&amp;rsquo;64 ตามที่ได้สั่งการและเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานภายใต้ กอนช.มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนรายพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและขาดแคลนน้ำได้ทั้งก่อนเกิดภัย และระหว่างเกิดภัยเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที ซึ่งรวมถึงความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำจุดต่างๆ หรือแก้มลิงที่มีศักยภาพรองรับน้ำหลากได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่ง กอนช.มีการคาดการณ์ว่าในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. จะมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในภาคกลาง รวม 368 ตำบล 56 อำเภอ ใน 9 จังหวัด ได้แก่ จ.ชัยนาท นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมการรับน้ำหลากครั้งนี้ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใน 12 ทุ่งที่กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเริ่มจัดสรรน้ำสนับสนุนภาคเกษตรช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. 64 ปัจจุบันมีการเพาะปลูกในพื้นที่แล้วประมาณ 90 กว่า% และจะเริ่มเก็บน้ำเข้าทุ่งในช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งทั้งสามทุ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ราว 784 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อให้เกษตรกรนำน้ำไปเพาะปลูกหลังจากฤดูฝนสิ้นสุดลง และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียง โดย สทนช. พร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ทั้งสามทุ่งดังกล่าว โดยมีระบบบังคับน้ำเข้า-ออก เพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่เก็บน้ำดังกล่าวให้มากขึ้นในอนาคตด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองที่มีศักยภาพตามโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลาง 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน โดยขณะนี้มีความก้าวหน้ากว่า 90% และจะศึกษาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้ แล้วส่งต่อให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินและทางน้ำอย่างชัดเจน จะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ช่วยลดความเสียหายให้แก่ชุมชนเมือง รวมถึงพืชผลทางการเกษตรจากปริมาณน้ำที่ไหลหลากจากพื้นที่ตอนบนเข้ามารวมตัวในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ขณะเดียวกัน ยังสามารถจัดระบบทางน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สทนช.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วนในโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลางทั้ง 4 ลุ่มน้ำ อาทิ คณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงทำความเข้าใจในการกำหนดขอบเขต 4 พื้นที่หลัก ที่อาจจะมีผลกระทบกับประชาชนได้พื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่ทางน้ำหลากริมแม่น้ำ 2) พื้นที่ทางน้ำหลากเพื่อระบายน้ำ 3) พื้นที่น้ำนอง และ 4) พื้นที่ลุ่มต่ำ ก่อนที่หน่วยงานจะนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการเบี่ยงเบนทางน้ำ กระแสน้ำ หรือกีดขวางการไหลของน้ำที่เป็นอุปสรรคในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมน้ำแล้งได้ในอนาคต &amp;rdquo;ดร.สมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการพัฒนาทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ที่มีผลดำเนินการที่เห็นผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน คือ สามารถรองรับน้ำหลากเพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งให้กับประชาชน&amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2564 เรื่องการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลากตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 15 สิงหาคม 2564 ตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้ว สทนช.ยังติดตามความก้าวหน้าความพร้อมการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองอื่นๆ อาทิ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ มีพื้นที่ 0.265 ล้านไร่ได้เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 0.245 ล้านไร่ รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ได้ดำเนินการเตรียมแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมาตรรวม 13.04 ล้าน ลบ.ม.ที่จะต้องมีการติดตามผลการเตรียมการให้เป็นไปตามแผนสามารถรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนนี้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113188</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, กอนช., ขาดแคลนน้ำ, จัดสรรน้ำสนับสนุนภาคเกษตร, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พื้นที่ลุ่มต่ำ, พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย, มาตรการบริหารจัดการน้ำ, มาตรการรับมือฤดูฝน, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้มลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61164dcc71253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งจัดระบบผังน้ำลุ่มน้ำภาคเหนือ ปูพรมศึกษาปรับปรุงพื้นที่ตอนบนเอื้อทางน้ำทั้งฤดูฝน - แล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สทนช. ลุยศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน หวังใช้เป็นแนวทางปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ เอื้อจัดการท่วม-แล้งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้างบกลางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ-เก็บกักน้ำเร่งด่วนให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. เร่งรัดการจัดทำผังน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงให้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามงบกลางของหน่วยงานต่าง ๆ รายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จ.ลำปาง และลุ่มน้ำปิง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในพื้นที่ตอนบนของประเทศ และส่งน้ำไปยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ สภาพปัญหาที่พบประจำ ได้แก่ พื้นที่ชุมชนริมน้ำ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี เทศบาลเมืองน่าน มักประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี สาเหตุจากลำน้ำแคบ น้ำไหลไม่สะดวก เนื่องจากมีการรุกล้ำการใช้ประโยชน์ที่ดินสองฝั่งลำน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก รวมทั้งการเก็บกักน้ำในพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งยังไม่เต็มศักยภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สทนช. จึงต้องเร่งดำเนินโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน โดยจะมีการศึกษาและทบทวนกายภาพของพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง 2.แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา 3.แผนที่แสดงพื้นที่ประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจากหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ เพื่อใช้เป็นหลักให้หน่วยงานปฏิบัติอ้างอิงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังใช้แบบจำลองในกรณีศึกษาอย่างน้อย 5 กรณี ได้แก่ 1.กำหนดขอบเขตผังน้ำจากสภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค (โครงข่ายถนน และช่องเปิดต่าง ๆ) ในสภาพปัจจุบัน 2.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ผังน้ำไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ 3.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการ 4.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยผู้ศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 5.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในลุ่มน้ำ ที่อาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ&amp;nbsp; หรือโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษาของทั้ง 4 ลุ่มน้ำในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 16 เดือน เริ่มวันที่ 10 เมษายน 2564 และจะศึกษาแล้วเสร็จวันที่ 2 สิงหาคม 2565 โดยในแต่ละขั้นตอนการศึกษาจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 4 ครั้งต่อลุ่มน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณา พร้อมสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำได้อีกด้วย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือกระแสน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการติดตามความก้าวหน้าการจัดทำผังน้ำแล้ว ยังได้ติดตามความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือมีทั้งสิ้น 4,524 โครงการ แบ่งเป็น จังหวัดเชียงใหม่ 380 โครงการ และจังหวัดลำปาง 250 โครงการ สำหรับแผนงาน/โครงการ ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จังหวัดเชียงใหม่ 103 โครงการ และจังหวัดลำปาง 67 โครงการ ซึ่ง 2 โครงการสำคัญที่ได้ลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนที่รัฐบาลให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบกลางในการจัดทำโครงการธนาคารน้ำใต้ดินระดับตื้น ซึ่งดำเนินการโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในพื้นที่ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และระบบกระจายน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่ที่ 4 ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งทั้งสองแห่งมีผลดำเนินการที่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในช่วงฤดูแล้งมากกว่า 150 ครัวเรือน อีกทั้ง สทนช. มีแนวคิดในการขยายผลการทำโครงการธนาคารน้ำดินในพื้นที่อื่นให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนนี้และเป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้งหน้าตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111971</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนช., คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, จัดทำผังน้ำ, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ท่วม-แล้ง, น่าน, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ยม, ลุ่มน้ำปิง, วัง, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107d4f49c051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลเอก ประวิตร ติดตาม-กำชับทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาผักตบชวาให้เป็นรูปธรรม เปิดทางน้ำ ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 19 ก.ค. 64 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ Video Conference โดยมีคณะกรรมการอำนวยการฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการแก้ไขปัญหาผักตบชวา ระดับจังหวัด เข้าร่วมประชุมฯ หารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชให้เป็นรูปธรรม ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อเปิดทางน้ำ ให้การสัญจรสะดวก และป้องกันน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา กล่าวว่า ผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน&amp;nbsp;โดยการประชุมในวันนี้ เพื่อหารือแนวทางและเร่งให้การแก้ไขปัญหาผักตบชวา ระดับจังหวัด เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้ติดตามผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ประจำปี 2564 ของทุกหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ&amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ได้มอบหมายให้นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมรายงานผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำเปิด แหล่งน้ำเชื่อมโยงและในแหล่งน้ำปิดสาธารณะทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2564 ของหน่วยงานหลัก 5 หน่วยงาน ดังนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการจัดเก็บผักตบชวา ได้จำนวน 848,878 ตัน กรมเจ้าท่า ได้จำนวน 329,542 ตัน กรมชลประทาน ได้จำนวน 2,687,688 ตัน กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ได้จำนวน 344,874.48 ตัน และทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้จำนวน 302,854.27 ตัน รวมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน จำนวน 4,513,836.75 ตัน ส่วนลุ่มน้ำภาคกลางและภาคตะวันออก จำนวน 19 จังหวัด โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) มีผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 รวมทั้งสิ้น 511,912.65 ตัน และได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาและวัชพืชในส่วนที่เหลือโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชของ &amp;ldquo;ชมรมคนริมน้ำ&amp;rdquo; โดยกรมการปกครอง ประจำปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;พบว่ามีการจัดตั้งชมรมคนริมน้ำแล้ว จำนวน 7,656 ชมรม มีสมาชิก จำนวน 1,424,531 คน ดำเนินการร่วมกับส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ หน่วยงานในพื้นที่ และจิตอาสา จัดกิจกรรมกำจัดผักตบชวาและวัชพืช จำนวน 20,871 กิจกรรม พร้อมส่งเสริมการสร้างประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจากผักตบชวา เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดสรรเรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ จำนวน 1,582 ลำ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปดำเนินการดูแลจัดเก็บผักตบชวาขนาดเล็กและวัชพืชตามแหล่งน้ำที่อยู่ในความรับผิดชอบ จำนวน 1,899 แหล่งน้ำ ด้านสารชีวภัณฑ์ในการกำจัดผักตบชวา ที่วิจัยและทดลองโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการยื่นขอขึ้นทะเบียนตาม พรบ.&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะต้องตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ผักตบชวาและวัชพืชสะสมตัวสร้างปัญหาการสัญจรทางน้ำและการระบายน้ำ ทั้งนี้หากพื้นที่มีผักตบชวาและวัชพืชสะสม เป็นจำนวนมาก ขอให้หน่วยงานหลัก กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง นำเครื่องมือเครื่องจักรเข้าดำเนินการร่วมกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันก็หาแนวทางในการสนับสนุนการแปรรูปผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และกำชับให้คณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ ระดับจังหวัด ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืช บูรณาการร่วมกันทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชให้เป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กรมเจ้าท่า, กรมโยธาธิการและผังเมือง, กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ, กอนช., ชมรมคนริมน้ำ, นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, ป้องกันน้ำท่วม, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, รองนายกรัฐมนตรี, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาผักตบชวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f646896a274.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2020 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2020 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองฯ ประวิตร เผยการลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบ สั่งการเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายร่วมกันทำงานแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีของประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (8 กันยายน 2563) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าจากการได้ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบในพื้นที่กรุงเทพฯ ณ สำนักงานเขตบางกะปิ ได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ส่งมอบการดูแลคลองแสนแสบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการพัฒนาและการบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร พร้อมกับมอบให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมเจ้าท่าร่วมพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบในระยะเร่งด่วนให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงมอบหมายให้กรมชลประทานและกรุงเทพมหานครร่วมกันบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รองนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรุงเทพฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสั่งการให้กรมเจ้าท่าจัดการจราจรทางน้ำให้ปลอดภัยไร้มลพิษทางเสียงและกลิ่น เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง เพื่อจะได้เป็นต้นแบบให้กับคลองอื่น ๆ ที่มีปัญหาลักษณะเดียวกัน อีกทั้ง ต้องสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วนทราบ และร่วมมือตามแนวทางจิตอาสาด้วย เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีของประชาชนทุกคน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76817</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200908/image_big_5f5736ab1d7bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองฯ ประวิตรระบุกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ติดตามและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะเกิดน้ำหลากน้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด เร่งดำเนินการตาม 8 มาตรการที่ ครม.เห็นชอบ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (18 สิงหาคม 2563) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าจากสถานการณ์ฝนที่ตกในห้วงเวลานี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ติดตามและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะเกิดน้ำหลากน้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติเร่งดำเนินการตาม 8 มาตรการที่ ครม.เห็นชอบ เน้นสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้เปิดเวทีเสวนาแสดงความพร้อมของหน่วยงานในการรับมือน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและ กทม.ในปีนี้ พร้อมเผยแพร่ 9 แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยระยะยาวของรัฐบาล ทั้งนี้ ได้มอบให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ เร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกในช่วงนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด ทั้งบนดินและใต้ดิน เพื่อไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า และประกันความมั่นคงในระยะยาวด้วยแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74889</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3c9925bd990.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองฯ ประวิตร มอบหมายกระทรวงเกษตรฯ เสนอเรื่องชดเชยเพื่อเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ให้ ครม.พิจารณา เน้นย้ำทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนร่วมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ (13 สิงหาคม 2563) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ &amp;nbsp;8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกลำไย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ณ จังหวัดเชียงใหม่ว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันบูรณาการการปฏิบัติงานทั้งด้านกำลังคนและเครื่องจักร โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ หรือ Single Command ในจังหวัด พร้อมทั้งมอบแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ เช่น &amp;nbsp;การเฝ้าระวังการแจ้งเตือนภัย การเตรียมความพร้อม อพยพประชาชน &amp;nbsp;โดยให้ประชาชนจิตอาสาเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือ และการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานกรณีเกิดความเสียหาย ให้เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูตามระเบียบ พร้อมทั้งให้จังหวัดประสาน หน่วยทหาร สถาบันการศึกษา (อาชีวศึกษา) และ ภาคเอกชน เข้าไปดำเนินการช่วยเหลือด้วย สำหรับเกษตรผู้ปลูกลำไยที่ประสบปัญหาจากภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกราคาตกต่ำเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธ.ก.ส. ได้เข้าไปขับเคลื่อนโครงการช่วยเหลือแล้ว ส่วนเรื่องการชดเชยเพื่อเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก ในการนำเสนอต่อ ครม. ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74394</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35fab67ff01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 10:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองฯ ประวิตร เน้นย้ำให้ควบคุม ตรวจสอบการเข้าออกท่าเทียบเรือของเรือประมง ตรวจสอบแรงงานในภาคประมง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (4 สิงหาคม 2563) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp; ว่าจากการตรวจติดตามการปฏิบัติงานของศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) การตรวจสอบแรงงานในภาคประมงและการปราบปรามการค้ามนุษย์ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้เน้นย้ำการปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุม ตรวจสอบการเข้าออกท่าเทียบเรือของเรือประมง &amp;nbsp;การตรวจสอบแรงงานในภาคประมง การสร้างการรับรู้และขอความร่วมมือชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาล &amp;nbsp;โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้กลไกการทำงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัด (ศรชล.) ตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนภารกิจในการตรวจสอบประวัติเรือและเจ้าของเรือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73464</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a2e5467b62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
