<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.1 ตรวจเยี่ยมการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พื้นที่จังหวัดขอนแก่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (8 ต.ค.64) เวลา 10:00 น. ที่วัดสว่างศรีวิชัย บ้านโนนตุ่น ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายนิวัติ น้อยผาง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การต้อนรับและนำตรวจเยี่ยม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า ในวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดภารกิจการประชุมอาเซียน จึงได้มอบหมายให้ผมเป็นผู้แทน ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อาสาสมัคร มูลนิธิ จิตอาสา ซึ่งสิ่งที่น่าดีใจในพื้นที่ขอนแก่น คือ ความร่วมไม้ร่วมมือกันในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัย จะเห็นได้ว่าจังหวัดขอนแก่นได้มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุไว้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการเตรียมความพร้อมบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ในระหว่างเกิดเหตุ ได้น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว โดยได้มีการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน มีอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพ แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยจากกระแสไฟฟ้าช็อต ทั้งนี้ ในขั้นต่อไป จังหวัดขอนแก่นจะได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจความเสียหาย ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน เพื่อเยียวยาฟื้นฟูตามระเบียบของทางราชการต่อไป รวมทั้งบูรณาการหน่วยงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับพายุลูกใหม่ &amp;quot;ไลออนร็อก&amp;quot; ที่มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยนั้น ทางจังหวัดขอนแก่นได้มีการเตรียมการรับมือในเบื้องต้นแล้ว และได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว และหารือร่วมกับคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำต่าง ๆ ในจังหวัดต่อไป และสำหรับนโยบายการจูงน้ำจากพื้นที่เปียกไปแห้ง ให้พิจารณาว่าพื้นที่ใดไม่มีน้ำก็สูบน้ำไปเติม โดยต้องประเมินร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ให้ดีว่าเป็นพื้นที่แล้ง เพื่อสามารถจูงน้ำไปกักเก็บไว้ได้ โดยต้องให้คนในพื้นที่พิจารณาร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้าย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร จิตอาสา และทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยมาด้วยดีอย่างต่อเนื่อง และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่นและพี่น้องประชาชนที่ประสบอุกภัยในจังหวัดอื่น ๆ ให้ผ่านพ้นสถานการณ์อุทกภัยและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติในเร็ววัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพจำนวน 300 ชุด ให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พพ้อมทั้งตรวจเยี่ยมโรงครัวพระราชทาน โรงครัว และรถผลิตน้ำดื่ม บริเวณหน้าวัดสว่างศรีวิชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในเวลา 12.30 น. ที่ศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์ Drive thru สำนักทะเบียนจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสินค้า OTOP ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119175</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จังหวัดขอนแก่น, ชุดปันน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย, นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม, นายธนาคม จงจิระ, นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, นายนิวัติ น้อยผาง, นายนิสิต จันทร์สมวงศ์, นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม, นายประยูร รัตนเสนีย์, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, นายสมศักดิ์ จังตระกุล, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มท.1, ไลออนร็อก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_616026fd3734c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง “อธิบดี พช.” ขานรับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาลบุกตลาดค้าขายออนไลน์ยุค NEW NORMALจับมือไปรษณีย์ไทย ลดค่าขนส่งพิเศษช่วยผลิตภัณฑ์โอทอปมากกว่า 2 แสนรายการ หนุนชุมชนท้องถิ่นนับล้านคนเชื่อมขนส่งสินค้า OTOP ก้าวไกลทั่วไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่เศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา” อย่างมั่นคงยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 มิถุนายน 2564 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำโดย นายสุทธิพงษ์&amp;nbsp; จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยนายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยมีนายสุรศักดิ์&amp;nbsp; อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหาร ข้าราชการ กรมการพัฒนาชุมชน นายสุรพล นิลบน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด และคณะกรรมการผู้จัดการฯ นางสาวนารีรัช&amp;nbsp; อุทัยแสงสกุล  ประธานเครือข่าย OTOP&amp;nbsp;สระบุรี ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี (พุแค) ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในครั้งนี้ เป็นนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ค้าขายออนไลน์ และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการกระจายสินค้า ที่นโยบายรัฐบาลจะเข้ามาช่วยลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่งแบบครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ผู้บริโภค ให้ได้รับสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ที่เป็นสินค้าของคนในชุมชนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน สู่ครัวเรือน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ปรับตัวฝ่าวิกฤติและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) พร้อมก้าวสู่การเจริญเติบโตที่มั่นคงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในการจับมือร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ที่ทำมาหากินประกอบอาชีพโดยสุจริต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไทยแท้ๆ ทำให้มีมูลค่า อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลผลิตเหล่านี้กลายเป็นชื่อเสียง สัญลักษณ์ในหลายจังหวัด หรือประจำภูมิภาค ด้วยภูมิปัญญา ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของพี่น้องในแต่ละท้องถิ่น ยังได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปไปในรูปแบบต่างๆ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีอยู่หลากหลายในปัจจุบัน ซึ่งในการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เขาได้มีโอกาสได้ส่งสินค้า และมีช่องทางในการกระจายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้กระจายออกไปอย่างแพร่หลาย ทั่วประเทศและทั่วโลกอย่างประหยัด และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ถูกลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่ากรมการพัฒนาชุมชนในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองเองได้ มีหน้าที่ในการสนับสนุนดูแลผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีจากการประกอบอาชีพที่มั่นคง และมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ในการกระจายสินค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP ที่โดยมากเป็นกิจการ อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอทำให้เอื้อมไม่ถึงกระบวนการขนส่งที่ครบวงจร เพราะฉะนั้น ความร่วมมือของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จึงเป็นการเติมเต็ม ปิดจุดอ่อนดังกล่าว ผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP สามารถลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่ง ในอัตราราคาที่พิเศษ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากภูมิปัญญาชุมชน กระจายไปถึงมือคนไทยทั่วประเทศ และในระดับโลกได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP มาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน จนมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จำนวน 93,214 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์ จำนวน 208,267 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านคน เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการก็จะมีภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งเกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างแพร่หลาย และในปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญในการน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา &amp;rdquo; ซึ่งโครงการนี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนในชุมชนเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหลายหมื่นครัวเรือนที่จะใช้พื้นที่ดินของตัวเองในการที่ทำ โคก หนอง นา ในการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในอนาคตผลผลิตจากพื้นที่โคกหนอง นา ก็จะเพิ่มมากขึ้น เช่น กล้วย มะละกอ ผัก เป็นต้น ซึ่งทางไปรษณีย์ไทยจะเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา พช.&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งผลผลิต และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นออกมาจากใจของพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดีที่สุด การที่ไปรษณีย์ไทยได้มาช่วยในการกระจายสินค้าในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการกระจายสินค้า และยังได้ช่วยให้คนที่อยู่พื้นที่ไกลได้บริโภคผลผลิตภัณฑ์ที่อร่อยๆ และมีคุณภาพ ในราคายุติธรรม และรวดเร็วในการจัดส่ง ซึ่งจะทำให้สินค้าเกษตร สามารถส่งผ่านจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยที่ยังคงคุณภาพของผลผลิต ตอบโจทย์ให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษสุด จะทำให้เป็นหลักประกันได้ว่า ผู้บริโภคจะได้สินค้าในราคาไม่แพง สินค้ามีคุณภาพ สร้างความยั่งยืน อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป ที่ช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า รายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทางกลุ่มบริษัทไปรษณีย์ไทย เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการ OTOP ในเรื่องของการทำเว็บไซต์การขายออนไลน์ เรื่องของการขนส่ง หรือ Logicode ซึ่งในส่วนของไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นถือว่าเป็น HUB หรือจุดกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการแต่ละภูมิภาค ผู้ทั้งประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และรายทาง สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; โดยในส่วนของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นการบูรณาการผสานความร่วมมือพัฒนาชุมชน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ OTOP และที่สำคัญคือการส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างโอกาสให้การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP มีความสะดวกและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เชื่อว่าบริการของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาชุมชนดังกล่าว และขานรับในนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล บรรลุเป้าหมายด้วยศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ที่เข้าถึงชีวิตคนไทย สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและนโยบายรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นฟันเฟืองพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105145</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Economy, MOU, NEW NORMAL, กรมการพัฒนาชุมชน, กระจายรายได้สู่ชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, ตลาดค้าขายออนไลน์, นางสาวนารีรัช  อุทัยแสงสกุล, นายพีระ อุดมกิจสกุล, นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ, นายสุรพล นิลบน, นายสุรศักดิ์  อักษรกุล, บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด, ประธานเครือข่าย OTOP สระบุรี, ผลิตภัณฑ์โอทอป, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ลงนามบันทึกข้อตกลง, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, โคก หนอง นา, ไปรษณีย์ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b87282e6c58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“มหาดไทย” ทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ น้อมถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชปณิธานแห่งศรัทธา พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานทอดผ้าป่า พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี&amp;nbsp; กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หัวหน้าคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐภาคเอกชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมพิธีฯ ณ บริเวณพิธี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยสมเด็จพระสังฆราชมีพระเมตตาประกอบพิธีรับผ้าป่าและประทานเงินผ้าป่าทั้งหมดจำนวน 2,599,110 บาทแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำไปสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี&amp;nbsp; โดยก่อนจะเริ่มพิธีทอดผ้าป่ามหากุศล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำผู้เข้าร่วมพิธีวางพุ่มดอกไม้ จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการนี้นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เปิดเผยว่ากระทรวงมหาดไทย ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าการพัฒนาเด็กนั้น เด็กต้องได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกหลานหมั่นศึกษาเรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัว สามารถเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของเด็ก ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งกล่าวรายงาน การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำไปช่วยเหลือ เด็กก่อนวัยเรียน ที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ได้มอบทุนช่วยเหลือเด็กมาแล้วกว่า 105,805 คน เป็นเงิน 128,219,000 บาท และทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลในกิจการเด็ก ปีละ 1,000,000 บาท โดยการทอดผ้าป่าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีคุณูปการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร และผู้ด้อยโอกาส และทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี&amp;rdquo; โดยกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ทั้งในส่วนกลางและจังหวัด 76 จังหวัด ในวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งเป็นที่น่ายินดีและอนุโมทนาบุญเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) แต่มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินทอดผ้าป่า เพื่อสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนทั้งสิ้น 2,599,110 บาท&amp;nbsp; ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยแก่เด็กชนบท ก่อนวัยเรียนตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี ที่ครอบครัวมีความยากจนและด้อยโอกาสเป็นจำนวนมาก ให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ&amp;nbsp; เพื่อการพัฒนาแก่เด็กชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศชาติ ต่อไปอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยพระราชทานพระราชานุญาต ให้ใช้ชื่อว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี&amp;rdquo; โดยกองทุน พัฒนาเด็กชนบทฯ ได้จัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ในวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนำไปช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรม ในการพัฒนาเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ส่งเสริมให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน&amp;nbsp; และประชาชนทั่วไป เพื่อการพัฒนาเด็กชนบท อันเป็นส่วนที่สำคัญในการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาประเทศชาติ อย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ กิจกรรมของกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ผ่านมา ได้นำเงินไปช่วยเหลือเด็กแรกเกิดถึง 6 ปีในชนบท ที่มีครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส โดยให้ทุนอุปการะ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องนุ่งห่ม และสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาเด็ก พร้อมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล เป็นประจำทุกปี ให้มีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย อย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาของประเทศต่อไป กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกท่าน ได้ร่วมกันทอดผ้าป่าช่วยเด็กยากไร้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสที่วันเฉลิมพระชนมพรรษา 2 เมษายน 2564 ครบ 66 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หากท่านใดสนใจต้องการร่วมบุญ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเว็ปไซต์กรมการพัฒนาชุมชน www.cdd.go.th หรือโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ธนาคารกรุงไทย สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ บัญชีเลขที่ 955-0-02856-9 สามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ ได้ตลอดทั้งปีเพื่อร่วมกันแบ่งปันสร้างลูกหลานไทยที่ด้อยโอกาสให้มีอนาคตที่ดีร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98001</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, กองทุนพัฒนาเด็กชนบท, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60658523104f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยผ. ต่อยอดเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง เนรมิต “ถนนสวรรค์ชายโขง”หนุนท่องเที่ยว จ.นครพนม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จังหวัดนครพนม&amp;rdquo; มีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนทางธรรมชาติที่สวยงาม กั้นระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมด้วยทัศนียภาพริมน้ำที่สวยงาม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติสองฝั่งโขงไทย-ลาว&amp;nbsp;กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์และทางจักรยานพร้อมทางเดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม ที่ชาวนครพนมและนักท่องเที่ยวรู้จักกันดีในชื่อของ &amp;ldquo;ถนนสวรรค์ชายโขง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2560 ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง และคณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (นครพนม สกลนคร มุกดาหาร) ณ จังหวัดนครพนม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการและมอบนโยบายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ พิจารณาความเหมาะสมและความพร้อมของการพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ดังนั้น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้มีนโยบายและมอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ และทางจักรยานพร้อมทางเดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า กรมฯ ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ และทางจักรยานพร้อมทางเดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม โดยเริ่มต้นจากหน้าวัดพระอินทร์แปลง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง สิ้นสุดที่บ้านหนองจันทร์ ตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง ความยาวรวม 4.749 กิโลเมตร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณปี พ.ศ.2561 &amp;ndash; 2563 ความยาว 4.473 กิโลเมตร ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จความยาว 3.015 กิโลเมตร อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 1.458 กิโลเมตร สำหรับส่วนที่เหลือความยาว 0.276 กิโลเมตร ได้ดำเนินการขอรับสนับสนุนงบประมาณ
ปี พ.ศ. 2565 เรียบร้อยแล้ว นอกจากโครงการฯ จะช่วยป้องกันการพังทลายของตลิ่งริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียดินแดนจากภัยธรรมชาติแล้ว กรมฯ ได้พัฒนาต่อยอดการใช้ประโยชน์จากการก่อสร้างเขื่อนฯ ด้วยการทำทางเดินเท้า ทางจักรยาน ถนนคอนกรีต ไฟฟ้าส่องสว่างตลอดโครงการ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะอย่างคุ้มค่า อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนริมแม่น้ำโขงของจังหวัดนครพนม และกลุ่มจังหวัดใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันโครงการดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อของ &amp;ldquo;ถนนสวรรค์ชายโขง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นไฮไลท์ของการท่องเที่ยวริมโขงแห่งใหม่ของจังหวัดนครพนม มีความโดดเด่น สามารถดึงดูดประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากให้เข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ ใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ภูมิทัศน์ที่สวยงามสองฝั่งโขงไทย-ลาว อย่างใกล้ชิด ตลอดจนสามารถชื่นชมปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามอย่างหาดทรายทองศรีโคตรบูร ที่มีลักษณะเป็นคลื่นทรายคล้ายเกล็ดพญานาค หลังจากแม่น้ำโขงลดระดับลง หากโครงการดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาเส้นทางจักรยานของจังหวัดนครพนมที่ทอดยาวตามริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 3 ไปจนถึงอำเภอธาตุพนม ความยาวกว่า 64 กิโลเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะและสูญเสียดินแดนริมตลิ่งแม่น้ำชายแดนระหว่างประเทศ เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างมหาศาล นอกจากจะช่วยป้องกันการกัดเซาะริมตลิ่งตามแนวเขตแดนของประเทศแล้ว ยังต่อยอดเรื่องการท่องเที่ยว ตลอดจนรักษาพื้นที่ทำกินของประชาชนได้อีกด้วย...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95583</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโยธาธิการและผังเมือง, กระทรวงมหาดไทย, จังหวัดนครพนม, ถนนสวรรค์ชายโขง, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60483f019dc5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.1แจงรถไฟฟ้าสายสีทองไม่ได้เอื้อนายทุน ถามฝ่ายค้านกลับไม่ให้ทุนทำแล้วใครจะทำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.63- พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงกรณีการอนุมัติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีทองเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีทองอยู่ในแผนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนขนาดรองของกทม.ตั้งแต่ปี 2552 โดยให้สายรองเป็นอำนาจดำเนินการของท้องถิ่น ต่อมาคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกได้เห็นชอบให้กทม.ดำเนินการโครงการและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กทม.ดำเนินการ ในระหว่างนั้นกทม.โดยเคที (บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด) หาแนวทางที่จะลงทุนในส่วนนี้ เพราะกทม.ไม่มีสภาพคล่อง โดยทางเคทีตกลงกับภาคเอกชนที่จะให้เอกชนซื้อโฆษณาล่วงหน้าของสายสีทองจำนวน 30 ปีประมาณ 2000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าของการโฆษณามีจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.มหาดไทยกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นกทม.มอบหมายให้เคทีดำเนินการ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่พึ่งงบประมาณของกทม. เคทีก็ได้ลงนามในเอ็มโอยูเรื่องโฆษณา เมื่ออนุมัติดำเนินการ ทางเอกชนให้งบประมาณกับเคทีเพื่อเป็นค่าโฆษณา เคทีไปดำเนินการสร้างโยธาของสายสีทอง ถ้าพิจารณาตรงนี้ถือว่าระบบขนส่งมวลชนเป็นความจำเป็นของทุกเมือง เพราะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจร สิ่งแวดล้อม ลดการใช้ยานพาหนะของประชาชน และลดอุบัติเหตุ ระบบขนส่งมวลชนที่จะต้องเป็นระบบรางที่มีทั้งระบบหลักและระบบาง เพื่อดึงให้คนเข้าสู่ระบบการขนส่งมวลชนให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาของการดำเนินการ คือ ทำได้ช้ามากและใช้เงินลงทุนมากกว่าจะคุ้มทุนต้องใช้เวลา 10 ปี ในอดีตที่ผ่านมามีเอกชนลงทุนงานโยธาเพียงเดียว คือ บีทีเอส และประสบปัญหาการขาดทุน จากนั้นเป็นต้นมาภาครัฐต้องเข้ามาลงทุนสร้างงานโยธาเองและจ้างบริษัทเดินรถ ทำให้การลงทุนเป็นได้ล่าช้า จึงนำมาสู่การลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง คือ หากมีเอกชนรายใดต้องการสร้างงานโยธาของระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่และขอดำเนินการลงทุนทั้งหมด ก็ควรจะต้องพิจารณา โดยมีหลักการพิจารณาว่าถ้าประเทศชาติได้ประโยชน์ก็ควรรับพิจารณาแต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายและเป็นธรรม มิเช่นนั้น จะต้องรอให้รัฐลงทุนเองซึ่งจะเป็นไปได้ช้ามาก เรื่องนี้เมื่อมีการดำเนินการก่อสร้างแล้ว รัฐจะได้เส้นทางสายสีทองมาโดยไม่ได้ลงทุนงานก่อสร้าง ประชาชนได้สายรองในพื้นที่ที่จะสามารถขยายต่อไปได้อีก ส่วนเอกชนก็สามารถดำเนินประกอบธุรกิจได้ &amp;nbsp;ส่วนการยกเวินมติคณะรัฐมนตรีปี 2537 ที่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์จะต้อสร้างเป็นระบบใต้ดินนั้นสายสีทองเป็นสายรองที่ต้องเชื่อมกับสายอื่นๆ เช่น สายสีเขียวที่มีอยู่แล้ว เป็นต้น หากไม่ทำเช่นนี้จะต้องใช้เงินลงทุนและเวลาดำเนินการอีกมาก ดังนั้น มติครม.จึงยกเว้นให้สามารถก่อสร้างบนดินได้ เพื่อเชื่อมกับสายสีเขียว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า อยากเสนอสภาให้ช่วยพิจารณาเรื่องคำว่าเอื้อด้วย การลงทุนในประเทศจะต้องมีนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ จึงต้องมีช่องให้นักลงทุนภายในประเทศได้มีโอกาสลงทุน ขณะนี้สังคมกำลังคิดว่าทางเอกชนรวยมากและได้เปรียบ ขอให้ลองพิจารณาดูว่าที่จะให้คนที่รวยที่ลงทุนในแผ่นดินภายใต้กฎหมาย ถ้าไม่ให้ลงทุนแล้วก็อยู่อย่างนี้อยู่เฉยๆ แต่เมื่อเรามีความสามารถจะทำได้ก็ควรดำเนินการ ในคณะรัฐมนตรีนั้นนายกฯเพียงคนเดียวสั่งไม่ได้ เพราะไม่มีใครยอมไปเป็นคดี และอยู่ในคณะรัฐมนตรีก็มีหลายเรื่องที่ไม่เห็นด้วยและก็ถอนกลับไปเสมอ ดังนั้น มติครม.ก็เป็นมติครม.ไม่ใช่นายกฯ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58118</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, รถไฟฟ้าสายสีทอง, รมว.มหสดไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e54a1e6929bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดอาคารวัฒนวิภาส สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ กฟน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2561 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิด &amp;ldquo;อาคารวัฒนวิภาส&amp;quot; ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทยและประธานคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานการไฟฟ้านครหลวง เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ณ อาคารวัฒนวิภาส การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ คลองเตย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานนาม &amp;ldquo;อาคารวัฒนวิภาส&amp;rdquo; ซึ่งมีความหมายว่าอาคารแห่งความเจริญก้าวหน้าของงานด้านแสงสว่าง พร้อมทั้งพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย &amp;ldquo;ส.ธ.&amp;rdquo; ประดับที่ป้ายชื่ออาคารด้วย โดยอาคารดังกล่าว เป็นอาคารสูง 25 ชั้น มีพื้นที่รวมประมาณ 93,000 ตารางเมตร นอกจากนี้อาคารดังกล่าวยังได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานอาคารเขียวไทย (TREES : Thai&amp;rsquo;s Rating of Energy and Environmental Sustainability) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย โดยสถาบันอาคารเขียวไทย จากความร่วมมือของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นมาตรฐานใหม่ครอบคลุมด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น การประหยัดไฟฟ้า การบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงานทดแทน การประหยัดน้ำ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นอาคารชั้นนำที่ทันสมัยทัดเทียมกับอาคารธุรกิจชั้นนำอื่น ๆ ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14645</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟน., กระทรวงมหาดไทย, การไฟฟ้านครหลวง, ประหยัดไฟฟ้า, พลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, สถาบันอาคารเขียวไทย, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, อาคารวัฒนวิภาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180803/image_big_5b641a00af08b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
