<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2018 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมศักยภาพคนไร้บ้าน สร้างงาน-เลิกเหล้าบุหรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนไร้บ้านเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่สังคมไทยต้องสนับสนุนให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งขยายผลไปสู่การบำบัด ฟื้นฟูสุขภาวะให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพไม่เป็นภาระให้ใคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นรูปธรรมทางนโยบายภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มคนไร้บ้าน 2 ปี (พ.ศ.2559-2560) ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2559 ทั้งยังสะท้อนการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านร่วมกันของภาครัฐ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า สสส. โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะคนไร้บ้านตั้งแต่ปี 2554 เพราะเห็นว่าคนไร้บ้านเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางและมีความเสี่ยงทางสุขภาพที่สุดกลุ่มหนึ่งของสังคมไทย ที่ต้องสนับสนุนทั้งในด้านการเข้าถึงสิทธิสุขภาพ สวัสดิการขั้นพื้นฐาน และการฟื้นฟูสุขภาวะให้สามารถตั้งหลักชีวิตด้วยตนเอง และกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 3 พื้นที่นำร่องการดำเนินงานสำคัญของ สสส.และภาคีเครือข่าย โดย สสส.หนุนเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายให้เกิดการบูรณาการทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมอื่นๆ ในพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ทางวิชาการ ทั้งในเชิงข้อมูลเชิงประชากร และโมเดลการดูแลฟื้นฟูและเสริมศักยภาพคนไร้บ้าน ทั้งทางด้านสุขภาพและอาชีพที่ต้องมีความเหมาะสมกับระยะของการเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน ทั้งกลุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน คนไร้บ้านหน้าใหม่ และคนไร้บ้านถาวร เนื่องจากคนไร้บ้านในแต่ละช่วงมีลักษณะทางประชากรและระดับปัญหาทางสุขภาพที่แตกต่างกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางภรณีกล่าวต่อว่า จากการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 พบว่ามีคนไร้บ้านในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จำนวน 75 คน แม้คนไร้บ้านเชียงใหม่จะมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร (1,307 คน) แต่ก็มีสภาพปัญหาทั้งในทางคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่น่ากังวลกว่าคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร เช่น คนไร้บ้านเชียงใหม่ติดสุราสูงถึงร้อยละ 64 ขณะที่คนทั่วไปมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 คนไร้บ้านเชียงใหม่สูบบุหรี่สูงถึงร้อยละ 62 ขณะที่คนทั่วไปที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 18 คนไร้บ้านเชียงใหม่กว่าร้อยละ 70 เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระเพาะ โรคมะเร็งปอด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ พบว่าคนไร้บ้านเชียงใหม่มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงประมาณร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 20 ของคนไร้บ้านรวมในแต่ละปี สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดมาจากโรคปอดและการติดเชื้อทางเดินหายใจ สะท้อนให้เห็นว่าการอาศัยในพื้นที่สาธารณะเป็นความเสี่ยงทางสุขภาพที่สำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบวนการหนึ่งที่ สสส.ใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพคนไร้บ้านคือ การชักชวนให้คนไร้บ้านที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ มาทดลองทำแปลงเกษตรปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งพบว่าทำให้คนไร้บ้านลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ได้ในที่สุด นอกจากนี้ ผลิตผลที่ปลูกได้ยังนำมาทำอาหารสำหรับตนเอง และแจกจ่ายคนไร้บ้านอื่นๆ ที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ ที่เหลือยังขายสร้างรายได้อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางนพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวถึงการทำงานประเด็นคนไร้บ้านของมูลนิธิว่า มูลนิธิเป็นองค์กรที่ทำงานกับคนจนเมืองเป็นหลัก เริ่มทำงานกับคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ด้วยเห็นว่าคนไร้บ้านเป็นคนจนเมืองที่จนที่สุด เป็นกลุ่มคนที่ประสบภาวะยากลำบากที่สุดกลุ่มหนึ่งของเมือง มูลนิธิทำงานภายใต้ความคิดที่ว่า &amp;ldquo;คนทุกคนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้&amp;rdquo; ไม่ว่าจะจนหรือจะลำบากสักเพียงใด การทำงานจะเน้นในด้านของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เน้นการเสริมศักยภาพที่ไม่ใช่การสงเคราะห์ เพื่อดึงศักยภาพของกลุ่มคนไร้บ้านออกมาจนสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ รวมถึงสามารถยกระดับในการเปลี่ยนแปลงสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอื่นๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางนพพรรณกล่าวเสริมถึงการทำงานที่เชียงใหม่ว่า &amp;ldquo;มูลนิธิได้เริ่มมาทำงานกับคนไร้บ้านที่เชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2551 เราคิดว่าคนไร้บ้านไม่ได้มีเฉพาะในกรุงเทพฯ ในหัวเมืองอย่างเชียงใหม่และหัวเมืองอื่นๆ ก็มีคนไร้บ้านเช่นเดียวกัน การทำงานกับคนไร้บ้านในเชียงใหม่มีกระบวนการและจุดเน้นเดียวกับการทำงานในกรุงเทพฯ ทั้งทำงานเพื่อการสร้างเครือข่าย และการเสริมศักยภาพ ซึ่งพิสูจน์ได้อยู่ว่า ถ้าเราทำงานเต็มที่ เขาจะเป็นมีคนมีคุณภาพได้ ศูนย์คนไร้บ้านเชียงใหม่ในวันนี้เป็นบทพิสูจน์เชิงรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นการเสนอรูปแบบการพัฒนาจากเครือข่ายคนไร้บ้านและภาคประชาชนเป็นหลัก มีหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมเป็นเพียงคนสนับสนุน เป็นนโยบายจากล่างขึ้นบนที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากสังคมให้โอกาสอย่างเท่าเทียม มีความเข้าใจการเป็นคนไร้บ้าน สร้างโอกาสการทำงานและรายได้ที่มั่นคงเพียงพอ รวมถึงการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการต่างๆ ก็เชื่อว่าคนไร้บ้านจะมีหนทางกลับมามีคุณภาพได้ในสังคมของเรา.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดผลวิจัยแพทย์ลอนดอน บุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกสูบได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากกรณีวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal) ตีพิมพ์รายการศึกษาวิจัยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2018 ระบุรายละเอียดว่า คณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยมะเร็งและพฤติกรรมสุขภาพ มหาวิทยาลัยลอนดอน (Cancer Research UK Health Behavior Research Center University College London) ทำการติดตามพฤติกรรมการสูบบุหรี่ รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้า ในชาวอังกฤษอายุมากกว่า 16 ปี จำนวน 199,483 คน ที่มี 43,608 คนเป็นผู้เสพติดบุหรี่ การศึกษานี้ทำการติดตามระยะยาวถึงความสัมพันธ์ของการสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือการใช้ยานิโคติน (NRT) ช่วยเลิกสูบบุหรี่ กับการสูบบุหรี่ธรรมดาที่ลดลง หรือเลิกสูบชั่วคราว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลพบว่า ระหว่าง ค.ศ.2006-2016 อัตราการสูบบุหรี่ลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.3% ในขณะที่อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากที่เกือบไม่มีในปี ค.ศ.2006 ขึ้นมาเป็น 17.1% ในปี 2016 ผู้วิจัยสรุปผลว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือนิโคตินทดแทนรูปแบบอื่น ส่งผลให้การสูบบุหรี่ในอังกฤษลดลงน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ภาคี สสส. แสดงความคิดเห็นว่า งานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนนักวิชาการฝ่ายที่กังวลว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจไม่ได้ช่วยลดปัญหาการสูบบุหรี่ในภาพรวมตามที่ฝ่ายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าเชื่อหรือกล่าวอ้าง จะเห็นว่าอังกฤษซึ่งใช้นโยบายเปิดกว้างและสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนการสูบบุหรี่ธรรมดา เพื่อลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ (Harm reduction) จนอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 17.1% ในช่วงเวลา 10 ปี แต่อัตราการสูบบุหรี่และจำนวนมวนบุหรี่ธรรมดาที่ผู้สูบบุหรี่สูบต่อวันไม่ได้ลดลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่จำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศไทยมีถึงประมาณ 2.9&amp;nbsp; ล้านคน การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยการติดตามข้อมูลการวิจัยจากประเทศต่างๆ ที่มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ควรผลีผลามให้เยาวชนไทยเป็นด่านหน้าทดลองการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15370</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวง พม., คนไร้บ้าน, พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์, มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.), สสส, สุขภาพ, สูบบุหรี่ไฟฟ้า, เชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b728544001f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2026 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เชื่อ MOU ปราบปรามค้ามนุษย์สร้างความเชื่อมั่นสหรัฐฯได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือMOU เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการป้องกันละปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานใน มุ่งสร้างประสิทธิภาพการปราบปรามการค้ามนุษย์ในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กล่าวว่า การเซ็น MOU เป็นการดำเนินงานระหว่างหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม ปปง. ปปท. กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมการปกครอง และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลองค์การมหาชน เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันที่สุด&amp;nbsp; ถูกต้องครบถ้วนและก็ครอบคลุม เพื่อให้เกิดบูรณาการข้อมูลสารสนเทศระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการลงนาม MOU ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เพื่อบังคับคดีให้เป็นตามคำพิพากษา&amp;nbsp; โดยทำการทำ MOU ในครั้งนี้ ทำขึ้นกับสำนักงานศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี กรมการขนส่งและกรมการปกครอง&amp;nbsp;


สล็อต&amp;nbsp; เพื่อที่จะร่วมมือกันในการบังคับคดีรวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาให้กับผู้เสียหาย&amp;nbsp;


save168 พวกเค้าเหล่านี้จะได้รับเงินชดเชยตามคำพิพากษาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ การลงนามใน MOU ยังเป็นการพัฒนาความร่วมมือ การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทยเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับ ส่งผลทำให้การทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบฐานข้อมูลของประเทศไทย&amp;nbsp; 


fifa356&amp;nbsp;ด้านการดำเนินคดีและการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการเป็นเหยือค้ามนุษย์ เพื่อที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามพิพากษา และเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสหรัฐอเมริกา จะช่วยทำให้บ้านเราสามารถรักษาอันดับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่เทียร์ 2 และพัฒนาปรับระดับให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;


bnk789&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14967</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU ปราบปรามค้ามนุษย์, กระทรวง พม., บันทึกข้อตกลง, พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์, รมต พม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6a9e693937e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;บ้านเตื่อมฝัน&quot;ศูนย์ดูแลคนไร้ที่พึ่งสูงวัย   ฝึกอาชีพ-สร้างรายได้-ถ้อยอาศัยด้วยกติกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาของคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็นประชากรของประเทศ และหากสามารถฟื้นฟูให้มีอาชีพที่มั่นคง และสามารถกลับเข้าไปอยู่ในครอบครัวเดิมได้อย่างปกติสุข หรือพึ่งตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของสังคม ย่อมถือเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลในปี 2560 ของ สสส. พบว่าคนไร้บ้านของเทศบาลนครเชียงใหม่นั้นมีจำนวน 75 คน ขณะที่กรุงเทพมหานครมีอยู่ประมาณ 1,307 ราย ซึ่งกลุ่มคนไร้บ้านส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยของวัยกลางคนระหว่าง 45-80 ปี และมีจำนวนคนเร่ร่อน เสียชีวิตจากการติดสุราถึงร้อยละ 64 และอีกร้อยละ 70 ที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ อาทิ โรคเบาหวาน, หัวใจ, โรคกระเพาะ, มะเร็งปอด รวมถึงโรคปอดติดเชื้อ และติดเชื้อทางเดินหายใจ ฯลฯ จากการกินอยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ สสส.ได้จับมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของชีวิต เปิด &amp;ldquo;ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน จ.เชียงใหม่&amp;rdquo; เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ในแง่ของการมีสุขภาพที่ดี มีรายได้ เพื่อช่วยเหลือตัวเองอย่างยั่งยืน โดยมี พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานเปิดงาน ที่ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; ณ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภายใต้พื้นที่ 330 ตารางวา โดยใช้งบของภาครัฐในการก่อสร้างอยู่ที่ 26.40 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อรองรับกลุ่มคนเร่ร่อนในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 50 ราย ซึ่งปัจจุบันมีผู้มีทะเบียนเข้ามาอยู่บ้านดังกล่าวอยู่ที่ 18 ราย ซึ่งเป็นคนเร่ร่อนที่อยู่ในความดูแลก่อนหน้าของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคเหนือ (พอช.) และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ในการเช่าอาคารพาณิชย์ให้อยู่อาศัย กระทั่งหมดสัญญาลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(สมพร หารพรม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่โด้ง-สมพร หารพรม เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เล่าให้ฟังว่า จุดประสงค์หลักของ &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; (บ้านเติมฝัน) หรือ &amp;ldquo;ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน จ.เชียงใหม่&amp;rdquo; อันที่จริงแล้วไม่ใช่สถานสงเคราะห์ แต่เราต้องการให้พี่ๆ และคุณลุงที่เข้ามาอยู่ทำงานและมีรายได้ โดยทุกคนจะต้องจ่ายค่าห้องที่เรากำหนดไว้ 3 รูปแบบคือ &amp;ldquo;ห้องชั่วคราว&amp;rdquo; ซึ่งผู้ที่เข้าพักจะต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นเงินวันละ 10 บาท ส่วน &amp;ldquo;ห้องประจำ&amp;rdquo; ผู้ที่เข้าอยู่จะต้องจ่ายเงินเดือนละ 350 บาท ส่วนผู้ที่เข้าพัก &amp;ldquo;ห้องมั่นคง&amp;rdquo; จะต้องจ่ายเงินเดือนละ 450 บาท โดยการหัก 50 บาทไว้สำหรับเก็บออมไว้ให้กับผู้อยู่อาศัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วัตถุประสงค์จริงๆ ของ &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; เราต้องการการอยู่อาศัยแบบบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งนอกจากกฎกติกาดังกล่าวแล้ว ภายในบ้านของเรายังมีการฝึกอาชีพ เช่น การทำแปลงเกษตร หรือการปลูกผักที่สวนดาดฟ้า ตลอดจนการสอนอาชีพช่างเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถต่อยอดเป็นชิ้นงานที่สร้างรายได้ กระทั่งการส่งเสริมการจ้างงานของคนเร่ร่อนที่พักอาศัยใน &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; เช่น พนักงานทำความสะอาด ช่างทาสี ทำเบเกอรี่ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่ออยากให้คนในบ้านลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองและคิดถึงเรื่องปากท้อง ซึ่งนั่นจะเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับคนกลุ่มนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนเร่ร่อนกลับเข้าสู่ครอบครัว หรือในรายที่ไม่สามารถกลับบ้านได้อีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้รู้ว่านี่คือครอบครัวใหม่ของพวกเขา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ภรณี ภู่ประเสริฐ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันศูนย์ดังกล่าวก่อสร้างเสร็จสิ้นพร้อมให้คนเร่ร่อนได้เข้าพักอาศัย แต่ทว่าการสนับสนุนเรื่องการบริหารจัดการภายในบ้าน เช่น การดูแลสุขภาพ การฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งที่ยั่งยืนให้คนกลุ่มนี้ จึงเป็นหน้าที่ของ สสส. พี่แอน-ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า &amp;ldquo;จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 3 พื้นที่นำร่องการดำเนินงานสำคัญของ สสส.และภาคีเครือข่าย โดยสสส.หนุนเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายให้เกิดการบูรณาการทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมอื่นๆ ในพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ทางวิชาการ ทั้งในเชิงข้อมูลเชิงประชากร และโมเดลการดูแลฟื้นฟูและเสริมศักยภาพคนไร้บ้าน ทั้งทางด้านสุขภาพ และอาชีพที่ต้องมีความเหมาะสมกับระยะของการเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน ทั้งกลุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน คนไร้บ้านหน้าใหม่ และคนไร้บ้านถาวร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากคนไร้บ้านในแต่ละช่วงมีลักษณะทางประชากรและระดับปัญหาทางสุขภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้นกระบวนการหนึ่งที่ สสส.ใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพคนไร้บ้าน คือการชักชวนให้คนไร้บ้านที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ มาทดลองทำแปลงเกษตรปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งพบว่าทำให้คนไร้บ้านลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ได้ในที่สุด นอกจากนี้ผลิตผลที่ปลูกได้ ยังนำมาทำอาหารสำหรับตนเอง และแจกจ่ายคนไร้บ้านอื่นๆ ที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ ที่เหลือยังขายสร้างรายได้อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(นรินทร์ เอื้ออมรรัตน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ลุงรินทร์-นรินทร์ เอื้ออมรรัตน์ วัย 54 ปี สมาชิกของ &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; ที่พ่วงตำแหน่งตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้าน เล่าว่า เจ้าตัวใช้ชีวิตอยู่ กทม.เป็นเวลา 40 ปี กระทั่งปี 2545 ที่ตัดสินใจไม่เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้อง และก้าวเข้าสู่คนเร่ร่อนเต็มรูปแบบโดยการเก็บของเก่าอยู่ที่ประตูท่าแพ และถนนวัวลาย จ.เชียงใหม่ กระทั่งปี 2551 ที่เริ่มรู้สึกว่าอยู่คนเดียว เริ่มห่วงว่าจะใช้ชีวิตไปไม่รอดหากไม่เข้าสังคม จึงเข้าสู่ศูนย์คนไร้ที่พักพึ่งตั้งแต่นั้นมา กระทั่งเป็นสมาชิกของ &amp;ldquo;บ้านเตื่อนฝัน&amp;rdquo; ในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนที่เก็บของเก่าอยู่ประตูท่าแพไม่ค่อยได้เข้าสังคม แต่มาอยู่ที่นี่ได้แอคทีฟ ได้พูดคุย ทำให้ผมกล้าตั้งคำถามในเรื่องที่ไม่รู้มากขึ้น และการที่ท่านรัฐมนตรีได้มาเปิดบ้านทำให้ตัวเองผมและพี่น้องที่ไร้บ้านได้มีที่อยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ภาครัฐได้นำงบประมาณส่วนนี้มาสร้างบ้านให้ ที่สำคัญยังเป็นการอยู่ร่วมกันโดยการจัดการเอง ตรงนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของคนไร้บ้านก็ได้ ที่สำคัญยังเป็นต้นแบบที่ดีให้กับศูนย์คนไร้บ้านที่อื่นๆ อีกด้วย ส่วนตัวผมก็มีรายได้จากช่วยทาสี ลงแล็กเกอร์ เนื่องจากพอมีความรู้เรื่องการทำเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างครับ ก็มีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(สุชิน เอี่ยมอินทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต่างจาก ลุงดำ-สุชิน เอี่ยมอินทร์ วัย 64 ปี ชาว กทม.จากอดีตที่เคยทำอาชีพช่างเฟอร์นิเจอร์ในโรงงาน กระทั่งตกงานกลายเป็นคนเร่รอน ซึ่งตอนนั้นอายุ 47 ปี กระทั่งไปรู้จักพี่เลี้ยงหรือเจ้าหน้าที่จาก &amp;ldquo;ศูนย์คนไร้ที่พึ่งตลิ่งชัน&amp;rdquo; และได้เข้าไปอยู่ ต่อมาจึงได้เป็นตัวแทนของคนไร้บ้านในการเสนอข้อร้องเรียนต่างๆ ไปยังภาครัฐ และภายหลังจนได้มีการก่อตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อย&amp;rdquo; และศูนย์ที่ 3 ซึ่งย้ายจากหมอชิตไป ชื่อว่า &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;rdquo; ย่านพุทธมลฑล กระทั่งปัจจุบันได้มาพักอยู่ใน &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; พร้อมดำรงตำแหน่งนายกสมาคมคนไร้บ้าน เล่าว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สมัยก่อนตอนที่อยู่ข้างนอกเป็นคนไร้บ้าน ไม่ค่อยสบายนัก เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ แต่พอได้เข้ามาอยู่ใน &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; แห่งนี้ ก็รู้สึกถึงความเอื้ออาทรของคนที่อยู่ชายคาเดียวกัน ทำให้เกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน การกินอยู่ การแต่งตัวก็ดีขึ้น ผมเผ้าและเสื้อผ้าก็ดูสะอาดสะอ้านขึ้น ทำให้ภาพของคนไร้บ้านดูไม่น่ากลัว ที่สำคัญลุงอยากบอกว่า ตอนนี้นกขมิ้นมีรังแล้ว และก็เป็นรังที่ถาวรมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่อยู่อาคารเช่า พอหมดสัญญา นกก็กระจายออกจากรัง บอกเลยว่าศูนย์แห่งนี้เป็นรังที่ถาวร ไม่เพียงทำให้คนไร้บ้านมีที่อยู่ แต่ยังเป็นบ้านที่สามารถฟื้นฟูศักยภาพของคนเร่ร่อนได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ดี พันธุ์ทัดชัย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ คุณลุงดี พันธุ์ทัดชัย วัย 74 ปี ที่อยู่ภายใต้ความดูแลของ &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; ที่ปัจจุบันผันตัวเองจากคนเร่ร่อน เก็บขยะขายย่านถนนช้างเผือกร่วม 10 ปี มาทำอาชีพคนปลูกผัก ณ &amp;ldquo;แปลงเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อการฟื้นฟูสุขภาวะคนไร้บ้าน&amp;rdquo; ณ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ บอกว่า &amp;ldquo;มาอยู่ที่นี่ได้ 1 ปีเศษแล้ว สบายมาก คนไม่พลุกพล่าน และความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น นอนหลับสบายมากขึ้น ไม่ต้องกลัวคนมาขโมยของ เพราะลุงเคยโดนกระชากกระเป๋าย่านถนนช้างเผือก อยู่ที่นี่ได้ปลูกผัก เช่น ผักกาด ถั่วฝักยาว มะละกอ ผักกวางตุ้ง ก็มีรายได้จากการที่พี่เลี้ยงได้นำผักไปจำหน่ายยัง &amp;ldquo;บ้านเตื่อมฝัน&amp;rdquo; และหน่วยงานราชการต่างๆ หรือบางครั้งก็นำไปขายในตลาด ก็มีพอรายได้ครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13001</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไร้บ้าน, คุณภาพชีวิต, ดี พันธุ์ทัดชัย, นรินทร์ เอื้ออมรรัตน์, พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มะเร็งปอด, สมพร หารพรม, สุชิน เอี่ยมอินทร์, หัวใจ, โรคกระเพาะ, โรคเบาหวาน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180708/image_big_5b420c476ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
