<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 14:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘13 ปีสภาองค์กรชุมชนตำบล’ เปิดประชุมสภาประชาชน นำ 11 ข้อเสนอสู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย  “โควิด-ที่ดิน-เขตเศรษฐกิจพิเศษ-ความมั่นคงทางอาหาร-รัฐธรรมนูญประชาชน  ฯลฯ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right: -39.2pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง&amp;nbsp; เพราะข้อเสนอการแก้ไขปัญหาจากประชาชนสามารถเสนอต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ&amp;nbsp; และเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรง&amp;nbsp; เพราะตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; ผู้แทนของสภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถนำปัญหาหรือแนวทางการพัฒนาในตำบลมาประชุม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เสนอแนว ทางพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ที่สำคัญก็คือ&amp;nbsp; มาตรา 32 &amp;nbsp;(3) &amp;nbsp;กำหนดให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;&amp;ldquo;สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งหมายความว่า &amp;nbsp;ปัญหาของประชาสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง !!&amp;nbsp; (ดูรายละเอียด พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ฯ ได้ที่ http://law.m-society.go.th/law2016/law/view/720)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

เปิดประชุมระดับชาติ &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เอกนัฐ&amp;nbsp; บุญยัง&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการดำเนินการตามกติกาที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ปัจจุบัน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ประกาศใช้ได้ 13 ปี&amp;nbsp; มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 7,795 แห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ละปีจะมี &amp;lsquo;การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo; ปีละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; ในปี 2564&amp;nbsp; จะจัดประชุมในวันที่10 กันยายน&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศจัดขึ้น&amp;nbsp; ผ่านระบบ Zoom Meetings&amp;nbsp; (ตามมาตรการป้องกันโควิด)&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนฯ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมประชุมประมาณ 600 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ก่อนการประชุมระดับชาติ&amp;nbsp; มีการจัดสมัชชาเชิงประเด็นตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม - 4 กันยายน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ (5 ภูมิภาค) ได้เสนอประเด็นปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งข้อเสนอแนะ&amp;nbsp; แนวทางการแก้ไข&amp;nbsp; และกลไกในการขับเคลื่อน&amp;nbsp; เพื่อนำมาเสนอในวันประชุมระดับชาติ (วันที่ 10 กันยายน)&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะรวบรวมประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขเสนอผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้) และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สำหรับประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนวทางการแก้ไขมี 5 กลุ่ม&amp;nbsp; 11 ประเด็น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.สถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;2.การจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp; 3.การทบทวน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท&amp;nbsp; 4.ปัญหาที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; 5.การสร้างความเป็นธรรมให้กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.ผลกระทบจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC)&amp;nbsp; 7.โมเดลเศรษฐกิจเกื้อกูล&amp;nbsp; 8.ส่งเสริมการจัดทำแผนธุรกิจชุมชน&amp;nbsp; 9.การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน&amp;nbsp; 10.การคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;11.การสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; ทบทวนความตกลงทางการค้า (CPTPP)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;โดยมีธีมงานการจัดประชุมในระดับชาติ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;13 ปีสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมส่งเสริมสิทธิพลเมือง &amp;nbsp;กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;ที่ดิน-อาหารคือชีวิต&amp;rdquo;&amp;nbsp; 

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;13 ปีสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมส่งเสริมสิทธิพลเมือง &amp;nbsp;กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม&amp;rdquo;&amp;nbsp; นอกจากจะเป็นธีมงานและเป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแล้ว&amp;nbsp; ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่สะสมมายาวนาน&amp;nbsp; โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนถูกจำกัดสิทธิในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เข้าไม่ถึงที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ทรัพยากร&amp;nbsp; การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;nbsp; การจัดการปัญหาโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เนื่องจากอำนาจต่างๆ รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; และผลจากการพัฒนาประเทศยังทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมถูกถ่างออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; ที่ดินกระจุกตัวอยู่ในมือของคนส่วนน้อย&amp;nbsp; นักธุรกิจบางตระกูลมีที่ดินในครอบครองทั่วประเทศกว่า 630,000 ไร่&amp;nbsp; แต่ประชาชนที่ยากไร้เข้าไปอยู่อาศัยและทำกินในเขตป่ามานานก่อนการประกาศเขตป่าต่างๆ&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครอง&amp;nbsp; หนำซ้ำยังถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาบุกรุกไม่ต่ำกว่า 46,000 ราย (ข้อมูล : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม-P Move)&amp;nbsp; ขณะที่การบุกรุกที่ดินของรัฐโดยนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลกลับไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;ชาวกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อยู่อาศัยมาก่อนมีการประกาศเขตป่าของทางราชการ&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและไม่มีสิทธิเหมือนพลเมืองทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การพัฒนาประเทศที่มุ่งแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่&amp;nbsp; ส่งเสริมการส่งออก&amp;nbsp; ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมถูกแย่งชิง&amp;nbsp; ผืนไร่&amp;nbsp; ผืนนา&amp;nbsp; ท้องทะเล&amp;nbsp; กำลังจะเปลี่ยนเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ-โรงงานอุตสาหกรรม&amp;nbsp; หนุ่มสาวอพยพเข้าไปขายแรงงานในเมือง&amp;nbsp; เมื่อต้องซมซานกลับชนบทเพราะพิษโควิด-ปิดโรงงาน&amp;nbsp; แต่ไม่มีพื้นที่ให้ทำกิน&amp;nbsp; ไม่มีการจ้างงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;รูปแบบเกษตรกรรมเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมอาหาร&amp;nbsp; การผลิตอาหารปนเปื้อนสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น การเลี้ยงหมู&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; และตกอยู่ในกำมือของบริษัทใหญ่&amp;nbsp; เกษตรกรมีสภาพเหมือนลูกจ้าง&amp;nbsp; ผักและผลไม้มีสารเคมีตกค้าง&amp;nbsp; ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:11.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:11.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;ความตกลงทางการค้า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;lsquo;CPTPP&amp;rsquo; (Comprehensive &amp;nbsp;and &amp;nbsp;Progressive &amp;nbsp;Agreement &amp;nbsp;of &amp;nbsp;Trans-Pacific Partnership) หรือ &amp;lsquo;ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งเกษตรกรกังวลว่า&amp;nbsp; หากรัฐบาลไทยทำความตกลงจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติที่มีทุนและเทคโนโลยีสูงกว่า&amp;nbsp; สามารถนำพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทยไปทำการวิจัยเพื่อสร้างพันธุ์พืชใหม่แล้วจดสิทธิบัตร &amp;nbsp;เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องซื้อใหม่เท่านั้น &amp;nbsp;ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้น&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;อุบล&amp;nbsp; อยู่หว้า &amp;nbsp;เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; วิกฤตจากภัยพิบัติในอนาคตที่จะเกิดขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้&amp;nbsp; จากการประมวลปัญหาสรุปได้ว่า&amp;nbsp; 1.คนจนจะเข้าไม่ถึงแหล่งอาหาร&amp;nbsp; 2.เกิดการกักตุนอาหาร&amp;nbsp; 3.หนี้สินจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด &amp;nbsp;4.อาชญากรรม&amp;nbsp; การปล้น-ลักทรัพย์เพิ่มขึ้น (แม้แต่หัวมันสำปะหลังในไร่ยังโดนขโมย)&amp;nbsp; 5.การสูญเสียที่ดินทรัพย์สิน&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ต่างชาติเข้ายึดครองกิจการ (โรงแรมปิดตัว-ทุนจีนซื้อราคาถูก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ดินคือต้นทางความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; แต่จากข้อมูลพบว่า&amp;nbsp; เกษตรกรทั่วประเทศจำนวน 49 % ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; และต้องเช่าที่ดินทำกิน,&amp;nbsp; 80 % &amp;nbsp;มีที่ดินทำกินไม่เกิน 20 ไร่&amp;nbsp; และมีเกษตรกรเพียง 26 % ที่เข้าถึงระบบชลประทาน&amp;nbsp; ทำให้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ&amp;rdquo;&amp;nbsp; อุบลยกตัวอย่างประเด็นปัญหาที่ดินที่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ข้อเสนอจากสภาองค์กรชุมชนสู่ทำเนียบ

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;จากประเด็นปัญหา 11 ด้านที่นำเข้าสู่การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลในครั้งนี้&amp;nbsp; มีข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ประสบปัญหาต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่สำคัญเชิงโครงสร้าง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การรับมือโควิด-19 &amp;nbsp;อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; มีส่วนร่วม &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.รัฐบาลควรประกาศให้โรคระบาดโควิด - 19 เป็นโรคระบาดในมนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550&amp;nbsp; เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; 2.หน่วยงานภาครัฐต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิดให้ภาคประชาชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;งบประมาณ &amp;nbsp;บุคลากร &amp;nbsp;องค์ความรู้&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.รัฐบาลต้องสนับสนุนการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด &amp;nbsp;ทั้งระยะสั้น &amp;nbsp;และระยะยาว &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สร้างความมั่นคงทางอาหาร &amp;nbsp;พัฒนาอาชีพ &amp;nbsp;ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในระยะ 2 ปี &amp;nbsp;การจ้างงานผู้ที่ได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น 1.การแก้ไขหรือเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่รับรองสิทธิชุมชน&amp;nbsp; แก้เนื้อหาการละเมิดสิทธิชุมชน&amp;nbsp; การกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรให้ชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; 2.แก้ไขประกอบ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562&amp;nbsp; พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 &amp;nbsp;พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562&amp;nbsp; และ พ.ร.บ.ที่จำกัดและกระทบต่อการจัดการที่ดินโดยชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การทบทวนเขตเศรษฐกิจพิเศษ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ เช่น&amp;nbsp; 1.แก้ไข พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 &amp;nbsp;2.ยกเลิกการแก้ไขแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบผังเมือง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.ต้องทำให้ความมั่นคงทางอาหารเป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.รัฐบาลต้องมีแผนสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; สำรองอาหาร&amp;nbsp; ตั้งแต่ระดับชุมชน&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีธนาคารข้าว&amp;nbsp; มีอาหารสำรองให้สัตว์เลี้ยง&amp;nbsp; 3.ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เร่งออกกฎหมายควบคุมการใช้สารเคมี&amp;nbsp; 4.รัฐบาลต้องไม่ทำข้อตกลงทางการค้าที่เสียเปรียบที่จะส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร (ความตกลง CPTPP) 5.นำที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; ที่ว่างเปล่า&amp;nbsp; ที่ดินทหารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาเป็นแหล่งผลิตอาหาร&amp;nbsp; สร้างงาน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;ชาวชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; กรุงเทพฯ ปลูกผักลดรายจ่าย&amp;nbsp; เป็นแหล่งอาหารสำรองช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นี่คือตัวอย่างข้อเสนอจากภาคประชาชน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์&amp;nbsp; เล็งถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม&amp;nbsp; เป็นหนทางสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน&amp;nbsp; และยังมีประเด็นปัญหาและข้อเสนออีกหลายด้าน (ผู้ที่สนใจสามารถติดตามผลการประชุมได้ทาง facebook /สภาองค์กรชุมชน และ facebook / codi.or.th)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ส่วนเส้นทางข้อเสนอจากที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลสู่ทำเนียบนั้น&amp;nbsp; คณะกรรมการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนจะรวบรวมประเด็นปัญหาและแนวทางการแก้ไขนำเสนอต่อนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะ รมว.รักษาการตาม พ.รบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;nbsp; เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป&amp;nbsp; ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ พ.ศ.2551 มาตรา 32 (3) กำหนดให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;&amp;ldquo;สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม. ร่วมงานประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปี 2563 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ก้าวต่อไปเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม !!

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;แม้ว่าข้อเสนอจากภาคประชาชนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว&amp;nbsp; แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ข้อเสนอจากที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง&amp;nbsp; หลายประเด็นปัญหาถูกส่งต่อไปยังกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; บางประเด็นมีความคืบหน้า&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่ยังติดอยู่ที่กลไกและระเบียบของทางราชการ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;การจัดการปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาประมงพื้นบ้านและทะเลชายฝั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเสนอการทบทวนนิคมอุตสาหกรรมจะนะ&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ฉะนั้นปัญหาต่างๆ จึงวนเวียนอยู่ที่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลเมื่อปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดังนั้นการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายที่เข้าประชุมจึงมีข้อเสนอร่วมกัน&amp;nbsp; โดยเสนอให้มีการ &amp;ldquo;จัดตั้งกลไก 5 ฝ่าย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1. ฝ่ายการเมือง (รัฐบาล) 2.กระทรวงที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;3.ผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;4.ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 5.ผู้แทนประเด็นปัญหา &amp;nbsp;ในรูปแบบ &amp;ldquo;คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนข้อเสนอตามมติที่ประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยกำหนดบาทบาทหน้าที่เพื่อให้กลไกดังกล่าวมีการขับเคลื่อนและติดตามข้อเสนอต่างๆ&amp;nbsp; ให้บรรลุผล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นอกจากนี้จะมีการเชิญชวนภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรต่างๆ&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; สื่อมวลชน&amp;nbsp; ประชาชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้ามามีส่วนร่วม&amp;nbsp; เพื่อผลักดันปัญหาเหล่านี้ให้เป็นประเด็นสาธารณะ&amp;nbsp; ให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดังหมุดหมายการประชุมสภาฯ ปีนี้ที่ตอกย้ำว่า &amp;ldquo;13 ปีสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมส่งเสริมสิทธิพลเมือง &amp;nbsp;กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116155</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 ปีสภาองค์กรชุมชนตำบล, ชุมชนท้องถิ่น, ที่ดิน, พอช, สภาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_6139b356b8156.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“มาด้วยใจ...ไม่มีใครจ้าง !! ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวปลาอาหารจากพี่น้องต่างจังหวัดส่งมาช่วยชาวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;ldquo;มาด้วยใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ทีมแพทย์ชนบทนั่งรถซาเล้งเข้าไปตรวจคัดกรองโควิดที่ชุมชนย่านอ่อนนุช&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขึ้นชื่อเรื่องแบบนี้แล้ว&amp;nbsp; ท่านผู้อ่านคงจะคิดในใจว่า &amp;ldquo;มันต้องเป็นเรื่องม็อบหรือการชุมนุมทางการเมืองแน่ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; แต่เปล่าหรอกครับ&amp;nbsp; เพราะเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้&amp;nbsp; เป็นเรื่อง &amp;ldquo;การชุมนุมทางน้ำใจ&amp;rdquo; ของพี่น้องเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศที่ส่งข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; รวมถึงการระดมกำลังของทีมแพทย์ชนบทและจิตอาสามาช่วยเหลือชาวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่โดนพิษโควิดเล่นงานจนเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมย่าน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;ข้าวจากนารวม &amp;lsquo;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; แกนนำเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; บอกว่า &amp;nbsp;ชาวชุมชนบ้านมั่นคงในเขตเทศบาลเมืองชุมแพมี 13 โครงการ&amp;nbsp; สมาชิก 1,052 ครัวเรือน&amp;nbsp; ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดเหมือนกัน&amp;nbsp; เพราะชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; มีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ&amp;nbsp; รับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ขับรถรับจ้าง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อทางเทศบาลประกาศปิดตลาดสด&amp;nbsp; ปิดสถานีเดินรถ บขส.&amp;nbsp; ปิดถนนคนเดิน&amp;nbsp; เพื่อควบคุมโควิด&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านที่เคยทำมาหากินในย่านนี้ต้องเดือดร้อน&amp;nbsp; เพราะถนนไม่มีคนเดิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ก็ถือว่า&amp;nbsp; คนที่อยู่ต่างจังหวัดยังเดือดร้อนน้อยกว่าคนในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; เพราะเรายังพอมีพื้นที่ปลูกผัก&amp;nbsp; ปลูกข้าว&amp;nbsp; หาปู&amp;nbsp; หาปลา&amp;nbsp; หาหน่อไม้มาทำกินได้&amp;nbsp; อากาศก็ยังปลอดโปร่ง&amp;nbsp; บ้านเรือนไม่แออัด&amp;nbsp; เมื่อรู้ข่าวว่าพี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ เดือดร้อนเพราะโควิด&amp;nbsp; ต้องตกงาน&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ขาดข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; ขาดยา&amp;nbsp; ขาดสมุนไพร&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนในภาคต่างๆ จึงประชุมกันผ่านซูม &amp;nbsp;ผ่านกลุ่มไลน์&amp;nbsp; บอกข่าวว่าพี่น้องในชนบทจะช่วยเหลือพี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ ได้อย่างไร ?&amp;nbsp; ใครมีพริก&amp;nbsp; มีผัก&amp;nbsp; มีสมุนไพร&amp;nbsp; มีข้าว&amp;nbsp; มีปลาร้า ปลาแห้ง&amp;nbsp; ก็ให้ส่งมาตามกำลังที่มีอยู่&amp;nbsp; แล้วรวบรวมส่งรถบรรทุกไปกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองในฐานะแกนนำคนหนึ่งของภาคอีสานบอกความเป็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;สมาชิกเครือข่ายบ้านมั่นคงฯ เมืองชุมแพ ประชุมรับมือสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมองการณ์ไกล&amp;nbsp; โดยสร้างแหล่งอาหารของชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; ราวปี 2547 พวกเขาที่เดือดร้อนเพราะไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องบุกรุกที่ดินรัฐและเอกชนปลูกสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ถูกขับไล่&amp;nbsp; จึงรวมตัวกันจัดทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองชุมแพและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เช่าที่ดินรัฐหรือซื้อที่ดินใหม่เพื่อสร้างบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; (ปัจจุบันสร้างบ้านเสร็จและเข้าอยู่อาศัยแล้ว&amp;nbsp; รวม 13 โครงการ&amp;nbsp; สมาชิก 1,052 ครัวเรือน /สืบค้นรายละเอียดได้ใน google &amp;ldquo;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้นในปี 2553 พวกเขาได้ระดมหุ้นจากสมาชิกเครือข่ายจัดซื้อที่นา&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 38 ไร่&amp;nbsp; (ราคา 2.6 ล้านบาท) เพื่อทำนารวม&amp;nbsp; ปลูกผักต่างๆ&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ได้ข้าวเปลือก (ข้าวเหนียว) ประมาณปีละ 20 ตัน&amp;nbsp; นำผลผลิตมาขายเข้ากองทุน&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือแบ่งปันให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดคือส่งมาช่วยเหลือพี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ ที่กำลังโดนพิษโควิดเล่นงานอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้มันเหมือนกับเป็นสงครามโรคที่รุนแรงมาก&amp;nbsp; และเรามองไม่เห็นตัวมัน&amp;nbsp; แต่ก็เดือดร้อนกันไปหมด&amp;nbsp; พี่น้องในชนบทก็ได้รับผลกระทบด้วย&amp;nbsp; แต่เรายังช่วยเหลือตัวเองได้&amp;nbsp; ส่วนพี่น้องในกรุงเทพฯ ตอนนี้มีความลำบากกว่า&amp;nbsp; เราจึงต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้รอดจากสงครามครั้งนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ธารน้ำใจจากชนบทสู่เมืองกรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่เพียงข้าวเหนียว&amp;nbsp; พริกแห้ง&amp;nbsp; สมุนไพร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จากเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพเท่านั้น&amp;nbsp; พี่น้องชาวชุมชนภาคอีสานที่รวมตัวกันในนามเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ&amp;nbsp; ศรีสะเกษ&amp;nbsp; เลย&amp;nbsp; สกลนคร&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;รวมทั้งพี่น้องจากภาคเหนือ&amp;nbsp; ภาคกลาง&amp;nbsp; ภาคตะวันตก&amp;nbsp; ภาคใต้&amp;nbsp; ภาคตะวันออก&amp;nbsp; ยังได้ทยอยส่งข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; ผลไม้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; ผักต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อใช้เป็นอาหารและมีฤทธิ์เป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโควิดด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หอมแดง&amp;nbsp; ขิง&amp;nbsp; ข่า&amp;nbsp; ตะไคร้ &amp;nbsp;กระชาย&amp;nbsp; กระเทียม&amp;nbsp; มะกรูด&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;ldquo;มาด้วยใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาวชุมชนในกรุงเทพฯ มาช่วยกันคัดแยกอาหารก่อนแบ่งปันไปสู่ชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วีนัส&amp;nbsp; ตีรพัฒนพันธุ์ &amp;nbsp;จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ผู้ประสานงานการรับมอบสิ่งของเพื่อนำไปช่วยเหลือชุมชนบอกว่า&amp;nbsp; พอช. มีภารกิจในการสนับสนุนการพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สมาชิก&amp;nbsp; เมื่อพี่น้องเครือข่ายต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคทราบข่าวความเดือดร้อนของชาวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด&amp;nbsp; จึงช่วยกันกระจายข่าวเพื่อรวบรวมผลผลิตที่ตัวเองมีอยู่นำใส่รถบรรทุกส่งมาที่ พอช. กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้พี่น้องชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; มาแบ่งปันกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การส่งมอบน้ำใจให้แก่พี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมเป็นต้นมา&amp;nbsp; โดยเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน-เครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีเครือข่ายองค์กรชุมชนต่างๆ ทั่วภูมิภาคทยอยส่งข้าวปลาอาหารเข้ามาจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; (ประมาณ 30 ตัน) &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บริษัทน้ำตาลมิตรผลมอบแอลกอฮอล์เพื่อใช้ทำเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค&amp;nbsp; บริษัทไทยเบฟฯ มอบน้ำดื่มและแตงโมที่รับซื้อช่วยเหลือเกษตรกร 4,000 กิโลกรัม&amp;nbsp; ชมรมฟอร์ดสมุทรปราการมอบของใช้สำหรับผู้ป่วย ชมรมฮักหล่มสักมอบสบู่และยาสีฟัน&amp;nbsp; สมาคมบริษัทจดทะบียนไทยมอบข้าวสาร 1,000&amp;nbsp; กิโลกรัม&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ข้าวปลาอาหารและสิ่งของต่างๆ กระจายลงไปสู่ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; นนทบุรี&amp;nbsp; สมุทรปราการ&amp;nbsp; ปทุมธานี&amp;nbsp; และนครปฐม&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนในเครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านสุวิทย์วัดหนู&amp;nbsp; บ้านพูนสุข จ.ปทุมธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; และชุมชนคลองเตย&amp;nbsp; รวมแล้วกว่า 42 เมือง/เครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;ข้าวสารจำนวน 200 ถุง รวม 1,000 กิโลกรัมจากสมาคมบริษัทจดทะบียนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ร่วมกันสร้างวัคซีนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าขณะนี้การฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังไม่ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นแหล่งแพร่เชื้อคลัสเตอร์ใหญ่ของประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันชาวชุมชนต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้นั่งงอมืองอเท้า&amp;nbsp; หรือรอความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนที่มีการรวมตัวกันพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; มีคณะกรรมการชุมชน&amp;nbsp; มีอาสาสมัครสาธารณสุข&amp;nbsp; (อสส.)&amp;nbsp; มีอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)&amp;nbsp; รวมทั้งจิตอาสาในชุมชนที่รวมตัวมาช่วยเหลือกันในยามยากลำบากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม &amp;nbsp;เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง &amp;nbsp;ซอยรามคำแหง 39 &amp;nbsp;กรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางมีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ประชากรรวมกว่า 20,000 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; เป็นพนักงานร้านอาหาร&amp;nbsp; พนักงานในห้าง&amp;nbsp; ร้านนวด&amp;nbsp; คาราโอเกะ&amp;nbsp; แม่บ้าน&amp;nbsp; ขับแท็กซี่&amp;nbsp; ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; รปภ. ฯลฯ&amp;nbsp; ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าตั้งแต่โควิดระลอกแรกปี 2563 เพราะมีการปิดงาน&amp;nbsp; ถูกเลิกจ้าง&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนสมาชิกจึงใช้เงินกองทุนที่มีอยู่&amp;nbsp; รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมสนับสนุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังใช้ที่ว่างในชุมชนประมาณ 1 ไร่ (ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารสำรองของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; แจกเจลล้างมือ&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนโควิดปีนี้&amp;nbsp; เราได้เตรียมสถานที่พักคอยในชุมชนหรือ CI (Community Isolation) ที่ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการยังไม่รุนแรง&amp;nbsp; โดยใช้ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน&amp;nbsp; รองรับผู้ป่วยได้ 10 เตียง&amp;nbsp; ตอนนี้มีชาวบ้านที่ติดเชื้อมาพักรักษาตัว 5 คน&amp;nbsp; และมี CI ของ กทม. ตั้งอยู่ในวิทยาลัยพณิชยการอินทราชัยใกล้ชุมชน&amp;nbsp; รองรับผู้ติดเชื้อได้ 90 คน&amp;nbsp; โดยเราส่งจิตอาสาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในชุมชนจำนวน 8 คน เข้าไปเรียนรู้การทำงานและช่วยงานพยาบาลใน CI แห่งนี้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การลงทะเบียนผู้ป่วย&amp;nbsp; การจัดคิวเตียง&amp;nbsp; การดูแลผู้ป่วย&amp;nbsp; รวมทั้งออกไปเยี่ยมครอบครัวผู้ติดเชื้อและให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชนด้วย&amp;nbsp; ต่อไปจิตอาสาของเราก็จะช่วยดูแลคนในชุมชนได้&amp;nbsp; เป็นการป้องกันและสร้างวัคซีนในชุมชนขึ้นมา&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วยกันวางเตียงกระดาษที่ศูนย์เด็กเล็กชุมชนรุ่งมณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เธอบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือมีสถานะสีเขียว&amp;nbsp; หากเตียงใน CI ยังไม่ว่าง&amp;nbsp; จะให้กักตัวในบ้าน (Home Isolation)&amp;nbsp; โดยทีมจิตอาสาจะให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การดูแลตัวเอง&amp;nbsp; การแยกตัวออกจากคนในครอบครัว ฯลฯ&amp;nbsp; และประสานงานกับ สปสช.เพื่อจัดส่งยา&amp;nbsp; เครื่องวัดอ๊อกซิเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อวัดค่าอ๊อกซิเจนในเลือด&amp;nbsp; และรายงานผลทางไลน์ให้ทางศูนย์สาธารณสุขทราบทุกวันเพื่อติดตามอาการและดูแลผู้ป่วย&amp;nbsp; โดยทีมงานจิตอาสาจะส่งข้าวกล่องให้ 3 มื้อ&amp;nbsp; ขณะนี้มีผู้กักตัวในบ้าน 11 ครอบครัว&amp;nbsp; จำนวน 39 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนบ้านเกาะ&amp;nbsp; เขตคันนายาว&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เตรียมพร้อมรับมือกับโควิด&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาแกนนำในชุมชนได้เข้าอบรมความรู้เรื่องไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; การป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเตรียมจัดตั้ง&amp;nbsp; Home Isolation&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีคณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยบูรพาให้ความรู้ผ่านระบบซูม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนได้เตรียมบ้านว่างหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่พักสำหรับผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; รองรับได้ประมาณ 7-8 คน&amp;nbsp; มีอาสาสมัครในชุมชนประมาณ 30 คน&amp;nbsp; ช่วยกันทำงาน&amp;nbsp; ประสานกับคลินิกอบอุ่น&amp;nbsp; และศูนย์สาธารณสุข 69 เขตคันนายาว&amp;nbsp; เพื่อให้คำแนะนำและดูแลผู้ป่วย&amp;nbsp; ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อในชุมชนกว่า 100 คน&amp;nbsp; (ส่วนหนึ่งรักษาตัวที่บ้านและหายแล้ว)&amp;nbsp; หากใครเจ็บป่วยรุนแรงก็ต้องส่งไปรักษาข้างนอก&amp;nbsp; และยังมีครัวกลางทำอาหารแจกผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; มีข้าว&amp;nbsp; มีผัก&amp;nbsp; มีสมุนไพรจากเครือข่ายองค์กรชุมชนในต่างจังหวัดที่ส่งมาช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สานพลังสังคมสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากความตื่นตัวของชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ที่เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามที่มองไม่เห็นศัตรูแล้ว&amp;nbsp; การตรวจโควิดเชิงรุกในชุมชนแออัด&amp;nbsp; เพื่อคัดแยกผู้ที่ติดเชื้อออกมารักษา&amp;nbsp; ไม่ให้เชื้อแพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับว่ามีความสำคัญอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp; เพราะหากประชาชนไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อ (เพราะอาการยังไม่รุนแรง) ก็จะทำให้การแพร่เชื้อกระจายไปได้ง่าย&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนแออัดที่มีประชาชนอยู่อาศัยกันหนาแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; กลุ่มเส้นด้าย&amp;nbsp; ศูนย์สาธารณสุข กทม.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จึงได้ร่วมกันจัดตรวจโควิดเชิงรุกในชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา&amp;nbsp; รวมแล้ว 3 ครั้ง&amp;nbsp; โดยยึดหลัก &amp;ldquo;ตรวจให้เร็ว&amp;nbsp; รักษาให้เร็ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อลดการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; ลดอัตราการเจ็บป่วยหนัก&amp;nbsp; และลดภาวะเตียงล้น&amp;nbsp; บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;ชาวชุมชนคลองเตยทุกเพศวัยมาตรวจคัดกรองโควิดกับทีมแพทย์ชนบทเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้มีชาวชุมชนได้รับการตรวจไปแล้วกว่า 200,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษารวดเร็วภายในวันเดียว&amp;nbsp; เพราะทีมแพทย์ชนบทจะแจกยาให้แก่ผู้ติดเชื้อตามอาการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; ฟาร์วิพิราเวียร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4-10 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีผู้ตรวจจำนวน 145,556 คน&amp;nbsp; ใน 369 ชุมชน&amp;nbsp; พบผู้ติดเชื้อจำนวน 16,186 คน&amp;nbsp; (11.1 %)&amp;nbsp; ได้รับยาฟาร์วิพิราเวียร์รวม&amp;nbsp; 9,343 คน&amp;nbsp; ได้รับยาฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; 3,614 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมีกลุ่มเสี่ยงได้รับการฉีดวัคซีน&amp;nbsp; 7,761 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้ที่ติดเชื้อจะต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย&amp;nbsp; ขณะเดียวกันผู้ติดเชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ระบบการรักษาของ สปสช.&amp;nbsp; ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาทันที&amp;nbsp; โอกาสที่จะรักษาหายและเชื้อไม่แพร่กระจายจึงมีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นี่คือตัวอย่างการสานพลังทางสังคม&amp;nbsp; โดยพี่น้องเครือข่ายชุมชน&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วน&amp;nbsp; &amp;ldquo;มาด้วยใจ&amp;nbsp; ไม่มีใครจ้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพื่อผ่านวิกฤตโควิด&amp;nbsp; หรือสงครามโรคครั้งนี้ไปด้วยกัน !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114645</URL_LINK>
                <HASHTAG>CI, Community Isolation, Home Isolation, การชุมนุมทางน้ำใจ, จิตอาสา, ชมรมฟอร์ดสมุทรปราการ, ชมรมฮักหล่มสัก, ชุมชนบ้านเกาะ, ชุมชนภาคอีสาน, ชุมชนในกรุงเทพฯ, ตรวจโควิดเชิงรุก, ตรวจให้เร็ว  รักษาให้เร็ว, นุชจรี  พันธ์โสม, บริษัทน้ำตาลมิตรผล, บริษัทไทยเบฟฯ, บ้านมั่นคง, บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ, ป้าสนอง  รวยสูงเนิน, พอช, พี่น้องเครือข่ายชุมชน, มาด้วยใจ...ไม่มีใครจ้าง, วีนัส  ตีรพัฒนพันธุ์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สมาคมบริษัทจดทะบียนไทย, สร้างวัคซีนในชุมชน, สร้างแหล่งอาหารของชุมชน, สานพลังสังคมสู้ภัยโควิด, เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน, เครือข่ายบ้านมั่นคง, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนฯ, เทศบาลเมืองชุมแพ, แพทย์ชนบท, โครงการ ‘บ้านมั่นคง’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_61276deb392ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่องเที่ยวชุมชนตำบลแม่รำพึง  อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์  “ชมทะเลแหวก  หาดสวย  น้ำใส  สะพานไม้ไผ่ ดูป่าชายเลน วิถีประมงพื้นบ้าน อาหารทะเลสดๆ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะเลแหวกบางสะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำบลแม่รำพึง&amp;nbsp; อ.บางสะพาน&amp;nbsp; จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตัวอย่างการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในป่าชายเลน&amp;nbsp; เพื่อให้ &amp;lsquo;คน&amp;nbsp; ป่า และทะเล&amp;nbsp; อยู่ร่วมกันได้&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ใช้ประเด็นการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนา &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่มั่นคง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันชุมชนได้ใช้ต้นทุนที่มีอยู่นำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสร้างเครือข่ายประมงพื้นบ้านขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันฟื้นฟู&amp;nbsp; ดูแล&amp;nbsp; อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; พัฒนาอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; โดยความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งการบูรณาการแผนงานและงบประมาณเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;lsquo;ทิพย์ รื่นเกษม&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ผู้ใหญ่สา&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;ทิพย์ รื่นเกษม&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ผู้ใหญ่สา&amp;rsquo; ประธานบ้านมั่นคงป่าชายเลนและประมงพื้นบ้านตำบลแม่รำพึง &amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp; ตำบลแม่รำพึง มี 4 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่ป่าชายเลนในความดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ชุมชนจึงเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในที่ดินป่าชายเลนตามโครงการบ้านมั่นคงชนบทของ พอช. &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 247 ครัวเรือน &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนที่ทรุดโทรมจำนวน 11.9 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; ขณะนี้ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ปลูกอยู่อาศัยในป่าชายเลน ไปแล้วประมาณ 85 %&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้นชุมชนลงมติร่วมกันสร้างสะพานไม้ไผ่ในป่าชุมชนเชื่อม 2 หมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ป่าชุมชนอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;จากหมู่ 8 ไปเชื่อมสะพานหมู่ 5 เป็นสะพานไม้ไผ่&amp;nbsp; มีความยาวกว่า 500 เมตร &amp;nbsp;ได้รับงบประมาณจาก พอช. โดยชาวชุมชนช่วยกันลงแรง &amp;nbsp;สร้างจากวัสดุธรรมชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีการตัดไม้ในพื้นที่ป่าชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สะพานไม้ไผ่ศึกษาธรรมชาติป่าโกงกางและวิถีชีวิตชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้งได้ร่วมกันเพาะพันธุ์และขยายสัตว์น้ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดทำธนาคารปูม้าเพื่อขยายพันธุ์ &amp;nbsp;สามารถนำแม่พันธุ์ปูมาเพาะพันธุ์ได้ประมาณปีละ 1,500-1,700 ตัว&amp;nbsp; และปล่อยพันธุ์ปูลงสู่ทะเลปีละหลายล้านตัว&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังทำ &amp;lsquo;ซั้ง&amp;rsquo; ในทะเลเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; ทำให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปูได้มากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมวันละ 3-4 กิโลกรัม&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 7-8&amp;nbsp; กิโลกรัมต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ธนาคารปูม้า-สัตว์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ใหญ่สา เล่าให้ฟังต่อไปว่า หลังจากเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวตำบลแม่รำพึงได้รับการแก้ไขปัญหาไปแล้ว &amp;nbsp;ตนได้ชวนพี่น้องในชุมชนมาหารือกันถึงแนวทางการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เพื่อต่อยอดการสร้างรายได้ให้ชุมชน &amp;nbsp;เริ่มจากสิ่งที่พวกเรามีอยู่ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การอนุรักษ์วิถีประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;อาหารทะเลสดปลอดภัย &amp;nbsp;ป่าชายเลน &amp;nbsp;รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ต่อจากนี้ขอให้ทุกคนลืมคำพูดที่ว่า ถ้ามาประจวบคีรีขันธ์ ก็ต้องไปทะเลหัวหิน เพราะเราจะพาไปรู้จักกับการท่องเที่ยวที่ตำบลแม่รำพึง ในเวลา 2 วัน 1 คืน&amp;nbsp; เริ่มต้นจากการเดิมชมป่าชายเลนบนสะพานไม้ไผ่ยาวกว่า 500 เมตร &amp;nbsp;เรียนรู้วิถีบ้านชาวประมงในป่าชายเลน &amp;nbsp;และสิ่งที่ทุกคนต้องได้ทำ&amp;nbsp; คือการลงตะลุยโคลนปลูกป่าโกงกาง&amp;nbsp; พร้อมกับการหาหอยพู่กันหรือหอยตลับ งานนี้ได้ลงเล่นโคลนกันสนุกแน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่สาบอกถึงโปรแกรมการท่องเที่ยวชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดำน้ำชมประการังน้ำตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากลุยโคลนเสร็จ&amp;nbsp; ล้างเนื้อล้างตัวเป็นที่เรียบร้อย เราจะพานักท่องเที่ยวไปพายเรือคายักที่ปากคลองออกทะเล ชมธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์สวยงาม &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นนก ปลา ป่าโกงกาง &amp;nbsp;บ้านเรือนความเป็นอยู่&amp;nbsp; วิถีริมน้ำ และเยี่ยมชมธนาคารปูม้าด้วย&amp;nbsp; รับรองประทับใจแน่นอน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พายเรือคายัคปากคลองชมธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กิจกรรมต่อมา เราจะพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำชมความงามของปะการังน้ำตื้น สัตว์ทะเลที่เกาะเบ็ด&amp;nbsp; ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับ &amp;lsquo;อ่าวบ่อทางหลาง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ทะเลที่น้อยคนจะรู้จัก&amp;nbsp; และที่สำคัญ คือ&amp;nbsp; ทะเลสวย น้ำใสมาก และเงียบสงบ &amp;nbsp;ผู้คนยังไม่พลุกพล่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่าวบ่อทองหลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ่าวบ่อทองหลาง เป็นอ่าวขนาดเล็ก &amp;nbsp;มีจุดเด่นคือ มีชายหาดโค้งจนเกือบจะเป็นรูปวงกลม&amp;nbsp; สวยงามมาก &amp;nbsp;ชายหาดสีขาวนวล &amp;nbsp;เวลาที่น้ำทะเลลดจะเห็นแนวหาดทรายขึ้นมา &amp;nbsp;เหมาะสำหรับการเล่นน้ำทะเลเป็นอย่างมาก &amp;nbsp;เพราะระดับน้ำจะตื้น&amp;nbsp; ไม่ลึกจนเกินไป และยังมีเกาะหินอยู่ตรงกลางอ่าว&amp;nbsp; และเนื่องจากที่นี่เป็นอ่าวที่มีหินล้อมรอบ ทำให้คลื่นทะเลเข้ามาไม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถเล่นน้ำทะเลได้ปลอดภัยตลอดทั้งวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากเพลิดเพลินที่อ่าวบ่อทองหลาง &amp;nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปชมหรือเล่นน้ำตรงทะเลแหวกได้เลย เพราะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน &amp;nbsp;ใครอยากลงไปเดินตรงสันทรายทะเลแหวกแบบใกล้ชิดก็ลงเดินจากตรงนี้ไปได้ &amp;nbsp;แต่ต้องรอเวลาให้น้ำทะเลไหลเข้าหาสันทรายก่อน&amp;nbsp; ถ้าในช่วงนี้ (เดือนกรกฎาคม) จะประมาณ 5 โมงเย็น (ขึ้นอยู่กับฤดู เวลาน้ำขึ้น-ลง)&amp;nbsp; ไฮไลท์อยู่ที่การเดินไปทะเลแหวกที่สวยพอๆ กับทะเลในภาคใต้&amp;nbsp; รับรองสวยงามได้ภาพประทับใจกลับไปแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชายหาดบ่อทองหลางน้ำใสมรกต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ลุยโคลน เล่นน้ำ ชมความงาม ดื่มด่ำธรรมชาติกันมาทั้งวัน &amp;nbsp;จากนั้นเข้าที่พักแบบโฮมสเตย์ที่อยู่ในป่าโกงกาง หลังเล็ก-ใหญ่ &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้มาเยือน &amp;nbsp;ซึ่งจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชุมชนชาวเลยามค่ำคืน &amp;nbsp;เมื่ออาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย พร้อมสำหรับมื้อเย็น เป็นอาหารทะเสสดๆ รสชาติติดโปร จากครัวผู้ใหญ่สา ที่นี่จะเป็นแหล่งรวมของทะเลสดๆ ที่ทางกลุ่มประมงพื้นบ้านเอามารวมกันขาย &amp;nbsp;แต่ไม่พอขาย หมดเกลี้ยงทุกวัน&amp;nbsp; เพราะคนสั่งเยอะมาก&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิ่มหนำสำราญกับอาหารทะเลสดๆ แซ่บๆ แล้ว ก็กลับไปพักผ่อนตามอัธยาศัย พรุ่งนี้ยังมีต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เช้าตรู่ &amp;nbsp;ไม่เกินตี5 &amp;nbsp;เราจะพานักท่องเที่ยวออกเรือไปกลางทะเลไปวางอวนกับพี่น้องประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;ออกจากฝั่งไกลมากนัก ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงในกิจกรรมนี้ &amp;nbsp;รับรองได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ เข้าฝั่งมาไม่เกิน 8 โมงเช้า กลับเข้าที่พัก อาบน้ำ เก็บกระเป๋าเสื้อผ้า แล้วมากินข้าวเช้าที่ครัวผู้ใหญ่สา &amp;nbsp;&amp;nbsp;มื้อนี้จะเป็นอาหารที่เราไปหามาจากทะเลเมื่อตอนเช้าตรู่ &amp;nbsp;ได้มาเท่าไหร่ทำกินให้หมด &amp;nbsp;แล้วแต่จะรังสรรค์เมนู &amp;nbsp;อร่อยทุกอย่างแน่นอน &amp;nbsp;แค่กินก็คุ้มแล้ว&amp;rdquo; ผู้ใหญ่สารับประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่เที่ยวใหม่ๆ ทะเลใหม่ๆ เปิดประสบการณ์ใหม่ &amp;nbsp;ไม่ต้องเดินทางลงไปไกลถึงภาคใต้ &amp;nbsp;ใช้เวลาเดินทางสบายๆ จากกรุงเทพฯ เพียง 4-5 ชั่วโมง &amp;nbsp;ขอแนะนำให้มาที่ตำบลแม่รำพึง&amp;nbsp; ด้วยโปรแกรมท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน&amp;nbsp; หรือหากมีเวลามากกว่านั้น&amp;nbsp; ทางชุมชนยังมีบริการพาไปดำน้ำที่เกาะทะลุ หรือกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม....ติดต่อ &amp;lsquo;ผู้ใหญ่สา&amp;rsquo; โทรศัพท์ 097-9539804 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน&amp;hellip;!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ออกเรือไปกลางทะเลไปวางอวนกับพี่น้องประมงพื้นบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาหารทะเลสดๆ 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธิปไตย ฉายบุญครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14/07/64&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109793</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การอนุรักษ์วิถีประมงพื้นบ้าน, คน  ป่า และทะเล  อยู่ร่วมกันได้, จ.ประจวบคีรีขันธ์, ชมทะเลแหวก  หาดสวย  น้ำใส  สะพานไม้ไผ่ ดูป่าชายเลน วิถีประมงพื้นบ้าน อาหารทะเลสดๆ, ชุมชนตำบลแม่รำพึง, ทะเลแหวก, ทิพย์ รื่นเกษม, ท่องเที่ยว, ธนาคารปูม้า, ป่าชายเลน, ผู้ใหญ่สา, พอช, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), อ่าวบ่อทางหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efc62a762ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ร่วมกับหน่วยงานภาคีพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย จ.อุทัยธานี ซ่อมสร้างบ้านในเมืองและชนบทรวม 1,183 หลัง-ซ่อมแพแล้วกว่า 100 แพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;ลงนามบันทึกข้อตกลงพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทัยธานี /&amp;nbsp; พอช. ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคี&amp;nbsp; เดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; และในชนบทที่ อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 1,183 หลัง&amp;nbsp; ใช้งบกว่า 60 ล้านบาท&amp;nbsp; ขณะที่การอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;nbsp; โดยการซ่อมสร้างแพที่ชำรุดทรุดโทรมคืบหน้าไปแล้วกว่า 100 แพจากทั้งหมด 122 แพ&amp;nbsp; พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายในประเทศไทย&amp;nbsp; สร้างตลาดชาวแพ&amp;nbsp; อนุรักษ์ปลาและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวชุมชนมีอาชีพ &amp;nbsp;มีรายได้&amp;nbsp; ขณะที่กรมชลประทานเตรียมศึกษาหาทางแก้ปัญหาน้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วันนี้&amp;nbsp; (28 มิถุนายน) ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น.&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วม มือ &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กับหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; โดยมนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส.ส. จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน&amp;nbsp; มีผู้แทนส่วนราชการ&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; และผู้แทนชุมชนเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในการลงนามครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1. โครงการบ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 23 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; 2.โครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; ตำบลห้วยคต&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 304 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.โครงการบ้านมั่นคงชนบท ตำบลทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม 219&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 11.3 ล้านบาท&amp;nbsp; และ 4.โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลสุขฤทัย&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม&amp;nbsp; 268 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,183&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณทั้งหมด 60 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; โดยจะเริ่มโครงการทั้งหมดนี้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้หน่วยงานที่ร่วมลงนามการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวอุทัยธานีทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งหมดกว่า 40 หน่วยงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ที่ดินจังหวัด&amp;nbsp; ธนารักษ์จังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&amp;nbsp; เกษตรและสหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp; สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด&amp;nbsp; โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด&amp;nbsp; การประปาส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินภาคเหนือ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการลงนามเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานีตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จำนวน 70 ครัวเรือน&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลระบำ&amp;nbsp; อำเภอลานสัก&amp;nbsp; สร้างบ้านใหม่ในที่ดิน ส.ป.ก. ในปี 2560-2561 รวม 349 ครัวเรือน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งโครงการในปัจจุบัน &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพ, ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง &amp;nbsp;และบ้านมั่นคงชนบท อำเภอห้วยคต&amp;nbsp; รวม 7 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน 1,729 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; มีเป้าหมายในการสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งสร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุทัยธานีนั้น&amp;nbsp; พอช.เริ่มสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่ต้นปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรังในเรื่องที่อยู่อาศัยทรุดโทรมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; จึงได้มอบหมายให้ พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นบรูณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน&amp;nbsp; โดยมีการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งหมด 122 หลัง (แพ)&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; รายได้ ฯลฯ&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 8.8 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 100 หลัง (แพ)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พอช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีสำรวจปัญหาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเมืองสำรวจชุมชนผู้มีรายได้น้อยบริเวณรอบเขาสะแกกรังในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนทั้งหมด 392 ครัวเรือน (มี 3 โซน &amp;nbsp;คือ 1. โซนชุมชนหน้าเขาและหลังสนามกีฬา 2. โซนชุมชนหลังเขา&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. โซนหน้าวัดสังกัดรัตนคีรี)&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2564 จึงเสนอโครงการไปยังคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน พอช.เพื่อเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; และได้รับอนุมัติการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตรวมทั้งหมด 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; (อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; บริหารจัดการ&amp;nbsp; เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท) รวมงบประมาณ 23,354,800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรูปแบบการพัฒนาตามสภาพชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในชุมชนเดิมที่มีสภาพแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ให้มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; การรื้อเพื่อปรับผังชุมชนและสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 ปี&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความน่าอยู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อทำใช้คุณภาพชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; ถือเป็นโอกาสที่ชุมชนจะใช้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ด้วย&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะแก้ไขปัญหาเรื่องชุมชนแออัดแล้ว&amp;nbsp; ควรจะต้องใช้โอกาสนี้พัฒนาเรื่องการศึกษาให้ลูกหลาน&amp;nbsp; รวมถึงเรื่องอาชีพของชาวชุมชน&amp;nbsp; โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับจังหวัดและกระทรวงจะต้องร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปานัดฌา&amp;nbsp; ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความพยายามจะแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; แต่ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมีปัญหาทับซ้อนกันระหว่างที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีกับที่ดินสาธารณะและเป็นปัญหามานาน&amp;nbsp; ดังนั้นในขณะนี้เทศบาลจึงขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดมารังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้แน่ชัด&amp;nbsp; หากพื้นที่ใดเป็นที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; เทศบาลจะได้ทำเรื่องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนเช่าหรืออยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; และเทศบาลจะร่วมกับ พอช.พัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกาญจนี&amp;nbsp; ปรีดารัตน์ &amp;nbsp;กรรมการชุมชนหลังเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ทำงานรับจ้างทั่วไปในเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องอยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดมาติดประกาศห้ามบุกรุกที่ดิน&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวล&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับไล่ในวันใด&amp;nbsp; เมื่อมีการลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในวันนี้&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ&amp;nbsp; และจะร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ทรุดโทรมให้มีความแข็งแรง&amp;nbsp; ปลอดภัย&amp;nbsp; มีสภาพแวดล้อมที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; จัดทำแผนที่&amp;nbsp; วิเคราะห์ผังชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จัดทำแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกรรมการเมืองและคณะทำงานขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังทั้งหมด 3 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 392 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นเตรียมซ่อมบ้าน-ทำประปาภูเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังมีแผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบท&amp;rsquo; ในอำเภอห้วยคต&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวม 3 ตำบล &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยคต&amp;nbsp; และสุขฤทัย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพบ้านทรุดโทรมเพราะปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; และชาวบ้านมีรายได้น้อย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 791 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้งบประมาณรวม&amp;nbsp; 37 ล้านบาทเศษ (เฉลี่ยครัวเรือนละ 46,000 บาท) &amp;nbsp;โดยจะเริ่มโครงการได้ภายในเดือนสิงหาคมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นร่วมออกแบบการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีประมาณ 200 ครัวเรือน&amp;nbsp; มีอาชีพปลูกข้าวไร่เป็นหลัก&amp;nbsp; ต้องอาศัยน้ำธรรมชาติในการทำไร่และนำมาใช้ในครัวเรือน&amp;nbsp; จึงจัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทเสนอต่อ พอช.และได้งบสนับสนุนประมาณ 1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เพื่อนำมาจัดทำโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; จำนวน 51 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทำประปาภูเขาโดยต่อท่อประปาจากแหล่งน้ำเข้ามาในหมู่บ้านระยะทางประมาณ 500 เมตร&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อใช้ทำอาหารในงานพิธีต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำพิพิธภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp; และสร้างพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; โดยจะปลูกไม้ผล&amp;nbsp; ไม้ยืนต้นในที่ดินรอบๆ ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 61 แปลง&amp;nbsp; จะเริ่มโครงการได้ในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซ่อมแพในแม่น้ำสะแกกรังแล้วกว่า 100 แพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการฟื้นฟูและพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งประสบปัญหาเรือนแพทรุดโทรม&amp;nbsp; แพเกยตื้นและลูกบวบพยุงแพเสียหายเพราะแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาแม่น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ผักตบชวาขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; ทำให้ชาวเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; จับปลา&amp;nbsp; ทำประมงพื้นบ้าน ฯลฯ ได้รับความเดือดร้อนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;สภาพแม่น้ำสะแกกรังที่แห้ง&amp;nbsp; ทำให้แพเกยตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช. ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัย (เรือนแพ)&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มซ่อมสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; ซ่อมสร้างเสร็จแล้วประมาณ 102 หลัง &amp;nbsp;ส่วนที่เหลืออีก 20 หลังอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพแพที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; ต้องรื้อซ่อมใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะร่วมกันพัฒนาชุมชนเรือนแพเพื่อให้ชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ใช้ต้นทุนที่มีอยู่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp; สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวชุมชน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีตลาดชาวแพ&amp;nbsp; หรือแพจำหน่ายสินค้า&amp;nbsp; แพกลางเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูล&amp;nbsp; บริการนักท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำในแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้งนั้น&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์&amp;nbsp; ส.ส.อุทัยธานี&amp;nbsp; พรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ตนได้พูดคุยกับชลประทานจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ทราบว่าขณะนี้กรมชลประทานมีโครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากภาวะวิกฤต&amp;nbsp; น้ำในเขื่อนที่จะปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อย&amp;nbsp; จึงไม่สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาเติมได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมชลประทานจะใช้งบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจข้อมูลปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาตลอดลำน้ำสะแกกรัง (ระยะทางจากต้นน้ำที่ จ.กำแพงเพชร&amp;nbsp; ลงมาถึง จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; ประมาณ 225 กิโลเมตร) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผู้แทนหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตกับผู้แทนชุมชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107928</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ชนบท, ที่อยู่อาศัย, บ้านในเมือง, ผู้มีรายได้น้อย, พอช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9ab86d9d7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 17:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พอช.’ หนุนองค์กรชุมชนทั่วประเทศสู้ภัยโควิด-19 พักหนี้สินเชื่อ 3 เดือน 149 องค์กร ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-พัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างงานสร้างรายได้ในชุมชน 30 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พี่น้องชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ/ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; หนุนองค์กรชุมชนทั่วประเทศสู้ภัยโควิด-19 &amp;nbsp;โดยที่ประชุมบอร์ดมีมติพักชำระหนี้สินเชื่อและดอกเบี้ยองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ระยะเวลา 3 เดือน&amp;nbsp; เริ่มพฤษภาคมนี้ รวม 149 องค์กร&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อก่อสร้างบ้านตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; รวมยอดหนี้ 1,899 ล้านบาท&amp;nbsp; พักดอกเบี้ยรวม 18 ล้านบาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด &amp;nbsp;งบประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และซ่อมแซมสาธารณูปโภค-บ้านเรือน ทำให้เกิดการจ้างงาน&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้คนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (14 พ.ค.) ระหว่างเวลา 08.30-12.30 น.&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; จัดประชุมคณะกรรมการสถาบันฯ หรือ &amp;lsquo;บอร์ด พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยประชุมผ่านระบบ ZOOM มีนายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการสถาบันฯ เป็นประธานการประชุม&amp;nbsp; มีผู้บริหาร พอช.&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&amp;nbsp; และคณะกรรมการสถาบันฯ เช่น&amp;nbsp; นายอนุกูล&amp;nbsp; ปิดแก้ว&amp;nbsp; รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ฯลฯ&amp;nbsp; รวม 18 คนร่วมประชุม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการสถาบันฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ด พอช.เห็นชอบพักชำระสินเชื่อสหกรณ์ 149 องค์กร&amp;nbsp; ระยะเวลา 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การประชุมครั้งนี้มีวาระที่สำคัญคือ&amp;nbsp; 1.การขอความเห็นชอบมาตรการการบรรเทาความเดือดร้อนและให้การช่วยเหลือองค์กรชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอก 3&amp;nbsp; และ 2. โครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ระลอก 3 พบผู้ติดเชื้อในลักษณะเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอีกหลายจังหวัด ซึ่งมีที่มาจากแหล่งสถานบันเทิง &amp;nbsp;รวมทั้งสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายกัน&amp;nbsp; ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและกระจายไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนแออัด เริ่มจากเขตคลองเตย และมีแนวโน้มที่จะพบในหลายชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 1.05pt 0in 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่ารัฐบาลจะไม่มีมาตรการล็อกดาวน์พื้นที่เหมือนกับมาตรการในปี 2563 แต่จำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิตซึ่งมีจำนวนสูงมากและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย&amp;nbsp; รับจ้างทั่วไป อาชีพภาคบริการ จากการตกงาน ถูกพักงาน ความสามารถในการหารายได้ลดลง &amp;nbsp;และบางส่วนจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2564 สถาบันฯ และเครือข่ายองค์กรชุมชน ได้ร่วมกันประเมินความเดือดร้อนของสหกรณ์โครงการบ้านมั่นคงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อพิจารณามาตรการด้านสินเชื่อที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จากการสำรวจพบว่า &amp;nbsp;มีสหกรณ์ในโครงการบ้านมั่นคงที่ได้รับผลกระทบและเสนอให้สถาบันฯ พิจารณาช่วยเหลือในเรื่องการชำระหนี้ &amp;nbsp;จำนวนทั้งสิ้น 271 องค์กร &amp;nbsp;(คิดเป็นร้อยละ 62.44 ขององค์กรผู้ใช้สินเชื่อโครงการบ้านมั่นคง) จำแนกเป็น 3 กลุ่ม &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กลุ่มที่ 1 องค์กรที่สามารถชำระคืนตามปกติ &amp;nbsp;ยังอยู่ในสถานการณ์ที่รับภาระสินเชื่อได้ จำนวน 163 องค์กร &amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 สหกรณ์ที่สมาชิกบางส่วนได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จำนวน 122 องค์กร &amp;nbsp;และ กลุ่มที่ 3 สหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เช่น&amp;nbsp; สมาชิกเกินร้อยละ 50 ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ต้องตกงาน&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดน้อยลง&amp;nbsp; ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีผู้ติดเชื้อหรือเสียชีวิตในชุมชน &amp;nbsp;โดยมีสมาชิกต้องกักตัวตามมาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด &amp;nbsp;จำนวน 149 องค์กร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;นายสมชาติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้&amp;nbsp; พอช. ได้รับการร้องทุกข์จากชุมชนที่ประสบความเดือดร้อนจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 &amp;nbsp;ซึ่งเครือข่ายชุมชนได้พยายามช่วยกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเท่าที่จะทำได้&amp;nbsp; แต่เนื่องจากปัญหาครั้งนี้มีความรุนแรงและมีการแพร่ระบาดสู่ชุมชนในวงกว้างมากกว่าในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนแออัดในเมืองและผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงตามที่ปรากฏในพื้นที่และสื่อต่าง ๆ&amp;nbsp; (ข้อมูลเมื่อวันที่&amp;nbsp; 11&amp;nbsp; พ.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อในชุมชนบ้านมั่นคง/ชุมชนแออัด&amp;nbsp; 130 ชุมชน&amp;nbsp; มีผู้ติดเชื้อรวม 493 ราย ผู้ถูกกักตัว 1,388 ราย) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ดังนั้น พอช. จึงต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนให้ทันการณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยป้องกัน &amp;nbsp;ลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างต่อสังคมโดยรวม&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลในการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้&amp;nbsp; การเสริมสภาพคล่องทางการเงิน&amp;nbsp; การลดภาระค่าใช้จ่าย&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;มติที่ประชุมเห็นชอบเห็นชอบการพักชำระหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน&amp;nbsp; โดยไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างการพักชำระหนี้ให้กับองค์กรผู้ใช้สินเชื่อ 149 องค์กร &amp;nbsp;ยอดหนี้รวม 1,899.31 ล้านบาท &amp;nbsp;รายได้ดอกเบี้ยที่จะลดลงในปี 2564 จำนวน 18.22 ล้านบาท&amp;nbsp; และเห็นชอบการพักชำระหนี้ให้กับองค์กรผู้ใช้สินเชื่อในระยะถัดไป ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นจนกระทบกับความสามารถในการชำระคืน &amp;nbsp;รวมถึงองค์กรสินเชื่อประเภทอื่น ๆ นอกจากโครงการบ้านมั่นคง โดยให้ผู้อำนวยการพิจารณาอนุมัติและรายงานให้คณะกรรมการทราบในการประชุมครั้งต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสมชาติ&amp;nbsp; ผอ.พอช. บอกถึงมติของที่ประชุมบอร์ด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนระยะเวลาในการพักชำระหนี้&amp;nbsp; จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ระยะเวลา 3 เดือน&amp;nbsp; หรือจนถึงเดือนกรกฎาคมนี้สำหรับสหกรณ์หรือองค์กรชุมชนที่มีความพร้อมจะพักชำระหนี้&amp;nbsp; ส่วนสหกรณ์หรือองค์กรอื่นๆ อาจจะขยับเป็นเดือนต่อไป&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ที่ประชุมบอร์ด พอช.ได้กำชับให้สหกรณ์และองค์กรชุมชนที่พักชำระหนี้ได้คำนึงถึงการรักษาวินัยทางการเงินด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-พัฒนาคุณภาพชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างงาน-สร้างรายได้ในชุมชนใช้งบ 30 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมบอร์ด พอช.ยังเห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด &amp;nbsp;โดยแยกเป็น 1.สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนเฉพาะหน้าและพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; งบประมาณรวม 20 ล้านบาท&amp;nbsp; เช่น ดูแลช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน ผู้ป่วย ผู้ที่ต้องกักตัว และกลุ่มปราะบางในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแจกจ่ายอาหาร&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การวัดไข้และแจกอาหารที่ชุมชนในเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ป้องกันและเฝ้าระวังในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แจกจ่ายหน้ากาก &amp;nbsp;เจลล้างมือ/น้ำยาฆ่าเชื้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เครื่องวัดอุณหภูมิ-วัดไข้คนในชุมชน ตรวจเยี่ยม-คัดกรองคนเข้า-ออกในชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาอาชีพและพื้นที่ในการผลิตอาหาร&amp;nbsp; เพื่อยังชีพและเลี้ยงชีพคนในชุมชน เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารที่คนในชุมชนเข้าถึงและปลอดภัย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ทำเกษตร &amp;nbsp;ปลูกผักบริเวณบ้านหรือพื้นที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;อาหารทะเล &amp;nbsp;สินค้า &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ระหว่างเมืองกับชนบท&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างชุมชน&amp;nbsp; การเชื่อมโยงกลไกการขับเคลื่อนงานในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชน&amp;nbsp; โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีพัฒนาทุกภาคส่วน&amp;nbsp; โดยเฉพาะหน่วยงานในกระทรวง พม. รวมงบประมาณ 20 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.สนับสนุนการพัฒนา&amp;nbsp; ปรับปรุง&amp;nbsp; ซ่อมแซมระบบสาธาณูปโภคและที่อยู่อาศัยในชุมชนให้มีความมั่นคง&amp;nbsp; ปลอดภัย&amp;nbsp; และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&amp;nbsp; งบประมาณรวม 10 ล้านบาท&amp;nbsp; ทั้งในชุมชนบ้านมั่นคงที่ก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ &amp;nbsp;มีความจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติม &amp;nbsp;และชุมชนแออัดที่ยังไม่เข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้กับคนในชุมชนได้มีงานทำและมีรายได้&amp;nbsp; หรือคนที่ตกงานกลับสู่ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และยังเป็นการกระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้าและผู้ประกอบการในชุมชนให้มีเงินหมุนเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:31.35pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เผยโควิดรอบแรกปี 2563&amp;nbsp; พอช.พักชำระหนี้ 409 องค์กร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต1,754 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ในช่วงการสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;ระลอกแรกในปี 2563&amp;nbsp; บอร์ด พอช.ได้เห็นชอบการพักชำระหนี้องค์กรผู้ใช้สินเชื่อเป็นระยะเวลา 6 เดือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีองค์กรผู้ใช้สินเชื่อที่ได้รับประโยชน์ 409 องค์กร &amp;nbsp;ไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในระหว่างเดือนเมษายน &amp;ndash; กันยายน 2563 &amp;nbsp;รวมเป็นเงิน&amp;nbsp; 76.07&amp;nbsp; ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ยังสนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้งบประมาณคงเหลือจากโครงการบ้านมั่นคงที่ไม่มีภาระผูกพัน 144.25 ล้านบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสนับสนุนโครงการของชุมชนไปทั้งหมด 1,754 โครงการ 535,577 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แยกเป็นชุมชนเมือง 220 เมือง 2,931 ชุมชน&amp;nbsp; และพื้นที่ชนบท 1,534 ตำบล&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 126.52 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:1.05pt; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 1.05pt 0in 0in; text-align: center;&quot;&gt;โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแพร่ระบาดของโควิดในปี 2564 นี้&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้รวมตัวกันจัดตั้ง &amp;lsquo;เครือข่ายองค์กรชุมชนสู้ภัยโควิด&amp;rsquo; ขึ้นมา &amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยมีคณะทำงาน 23 คน&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันระดมทุนจากทุกภาคส่วนนำไปช่วยเหลือพี่น้องชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; โดยช่วยเหลือชาวชุมชนในเขตกรุงเทพฯ ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปแล้ว 47 ชุมชน&amp;nbsp; ขณะที่เครือข่ายชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศได้ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในชุมชนท้องถิ่นของตนเองด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102923</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชน, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, พอช, พักหนี้, สร้างรายได้, สินเชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e507bf2d1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ จ.ชุมพร จับมือสหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาลหนุนเกษตรกรผลิตกาแฟคั่ว-พัฒนาคุณภาพทุเรียนส่งออกปีนี้ 15,000 ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อและผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาลร่วมกันสนับสนุนเกษตรกรปลูกกาแฟผลิตกาแฟคั่วขายได้ราคาดีกว่าขายเมล็ดตากแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.ชุมพร / สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร&amp;nbsp; จับมือสหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาลสนับสนุนเกษตรกรนำกาแฟที่ปลูกมาผลิตเป็นการแฟคั่ว-บดส่งขายเพิ่มรายได้จากเดิมที่ขายให้พ่อค้านำส่งโรงงาน&amp;nbsp; พร้อมทั้งเตรียมแผนขยายการผลิต&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพทุเรียนเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP หรือ &amp;lsquo;การผลิตทางเกษตรที่ดีและเหมาะสม&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีเกษตรกรในตำบลที่ได้การรับรองมาตรการกว่า 1,000 ราย&amp;nbsp; ด้านบริษัทส่งออกทุเรียนทำ MOU รับซื้อทุเรียนจากสหกรณ์เพื่อส่งออกไปจีนในปีนี้ 15,000 ตัน&amp;nbsp; มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลรับร่อ&amp;nbsp; อ.ท่าแซะ&amp;nbsp; จ.ชุมพร&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 368&amp;nbsp; ตารางกิโลเมตร&amp;nbsp; สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสลับภูเขา&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร&amp;nbsp; โดยมีพืชเศรษฐกิจสำคัญคือ&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; ยางพารา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีทั้งหมด 23&amp;nbsp; หมู่บ้าน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 4,545&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ&amp;nbsp; 13,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเนื่องจากชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพราะที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือ&amp;nbsp; เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ด้านทิศใต้ (ประกาศเมื่อ 6 กันยายน 2537)&amp;nbsp; และป่าสงานแห่งชาติป่ารับร่อ-สลุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพพื้นที่ตำบลรับร่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนหนุนเกษตรกรผลิตกาแฟคั่วมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;นายบรรเลง&amp;nbsp; ศรีสวัสดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อจัดตั้งเมื่อปี 2552 &amp;nbsp;ปัจจุบันมีสมาชิกที่ร่วมจัดตั้งประมาณ 50 กลุ่ม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนหมู่บ้าน&amp;nbsp; กลุ่มอาชีพต่างๆ&amp;nbsp; สหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อมีบทบาทในการรวบรวมสมาชิกกลุ่มต่างๆ มาร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินในตำบล&amp;nbsp; เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินเพราะทางราชการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ตั้งแต่ปี 2537 โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้สภาฯ ยังมีบทบาทในการส่งเสริมอาชีพสหกรณ์&amp;nbsp; โดยร่วมกับสหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาล&amp;nbsp; จำกัด ส่งเสริมให้ชาวบ้านที่ปลูกกาแฟผลิตกาแฟคั่วบรรจุถุงขาย &amp;nbsp;เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp; ไม่ต้องขายเมล็ดกาแฟแห้งให้กับพ่อค้าเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp; เพราะหากขายเมล็ดกาแฟแห้งจะได้ราคาประมาณกิโลกรัมละ 60 บาท&amp;nbsp; แต่เมื่อนำมาคั่วจะขายได้ประมาณ 400-500 บาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายบรรเลงบอกถึงบทบาทของสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; เกษตรกรในตำบลรับร่อจะปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าเป็นอาชีพหลัก&amp;nbsp; มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันประมาณ 60,000 ไร่&amp;nbsp; ในช่วงที่กาแฟมีราคาดี&amp;nbsp; ราคารับซื้อเมล็ดกาแฟตากแห้งที่สีเอาเปลือกออกแล้วหรือ &amp;lsquo;กาแฟสาร&amp;rsquo; เคยสูงถึงกิโลฯ ละ 125 บาท&amp;nbsp; แต่เมื่อกาแฟราคาตกต่ำ&amp;nbsp; และทุเรียนมีราคาดีในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; เกษตรกรจึงหันไปปลูกทุเรียนกันมาก&amp;nbsp; พื้นที่ปลูกกาแฟทั้งตำบลลดลงเหลือประมาณ 10,000 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การผลิตกาแฟด้วยเครื่องคั่วกาแฟขนาดเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่กาแฟราคาตก&amp;nbsp; ตอนแรกสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านเอากาแฟสารมาคั่วและบดเพื่อชงกินเองก่อน&amp;nbsp; ไม่ต้องไปซื้อกาแฟสำเร็จรูป&amp;nbsp; โดยใช้การคั่วด้วยมือ&amp;nbsp; ใช้เตาถ่านหรือเตาแก๊สที่บ้านนั่นแหละ&amp;nbsp; ใครไม่มีที่บด ก็ใช้ครกเอาตำแล้วเก็บใส่ขวดเอาไว้กิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในปี 2558 สหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาลจึงเข้ามารับซื้อกาแฟสารจากชาวบ้านแล้วนำมาผลิตเป็นเมล็ดกาแฟคั่วบรรจุถุงออกขาย&amp;nbsp; ตอนแรกใช้ชื่อยี่ห้อ &amp;lsquo;พันวาล&amp;rsquo;&amp;nbsp; ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า &amp;lsquo;กาแฟเปิดใจ&amp;rsquo; ซึ่งมาจากชื่อ &amp;lsquo;ผาเปิดใจ&amp;rsquo; แหล่งท่องเที่ยวของตำบล&amp;nbsp; เพื่อเชื่อมโยงและประชาสัมพันธ์ของดีของตำบล&amp;rdquo; รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อบอกถึงที่มาของกาแฟเปิดใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;lsquo;กาแฟเปิดใจ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผลกำไรคืนสู่สมาชิก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;นายธนัช&amp;nbsp; แก้วกุล &amp;nbsp;ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาล จำกัด&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สหกรณ์ฯ ตั้งมาตั้งแต่ปี 2545 &amp;nbsp;(ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 740 ราย) ช่วงแรกสหกรณ์จะมีบทบาทในการรวบรวมเมล็ดกาแฟสารจากสมาชิกไปส่งบริษัทผลิตกาแฟและพ่อค้าเพื่อให้มีอำนาจต่อรองเรื่องราคา&amp;nbsp; ต่อมาได้ขยายไปรับซื้อผลปาล์มและทุเรียน&amp;nbsp; และจัดหาปุ๋ย&amp;nbsp; สารบำรุงพืช&amp;nbsp; ยากำจัดศัตรูพืช&amp;nbsp; และอุปกรณ์การเกษตรให้แก่สมาชิก ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนการส่งเสริมการแปรรูปกาแฟนั้น&amp;nbsp; เราเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558&amp;nbsp; ตอนแรกชาวบ้านก็จะคั่วด้วยมือ&amp;nbsp; แล้วเอาเมล็ดกาแฟคั่วมาส่งที่สหกรณ์ฯ เพื่อบรรจุถุงจำหน่าย&amp;nbsp; ต่อมาในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนเครื่องคั่วกาแฟขนาดเล็กจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จึงนำมาผลิตกาแฟคั่ว&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ของสหกรณ์ผลิตกาแฟคั่วแบบเมล็ดและกาแฟคั่วบดออกจำหน่าย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานสหกรณ์ฯ บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;ปัจจุบันกาแฟเปิดใจผลิตกาแฟตามคำสั่งซื้อจากลูกค้าทางออนไลน์&amp;nbsp; และวางจำหน่ายที่สหกรณ์ฯ&amp;nbsp; มีกาแฟคั่วชนิดบดและไม่บด&amp;nbsp; ถุงขนาด 200&amp;nbsp; กรัม&amp;nbsp; ราคา 100 บาท&amp;nbsp; ขนาด 500 กรัมราคา 200 บาท&amp;nbsp; กาแฟดริป&amp;nbsp; 1 กล่อง 10 ซอง&amp;nbsp; ราคา 180 บาท&amp;nbsp; และชาดอกกาแฟ&amp;nbsp; 20 ซอง&amp;nbsp; ราคา 180 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;ทั้งนี้สหกรณ์ฯ มีสมาชิกที่ปลูกกาแฟประมาณ&amp;nbsp; 200 ราย&amp;nbsp; มีผลผลิตทั้งปีประมาณ 110 ตัน&amp;nbsp; สหกรณ์จะรับซื้อจากสมาชิกเพื่อขายต่อให้โรงงานราคาประมาณกิโลฯ ละ 66-68 บาท&amp;nbsp; และบางส่วนนำมาผลิตเป็นกาแฟคั่วบรรจุถุงจำหน่าย&amp;nbsp; ส่วนผลกำไรจะนำมาปันผลคืนให้แก่สมาชิกในช่วงปลายปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;ส่วนสมาชิกจะสหกรณ์จะต้องออมเงินเข้าสหกรณ์ขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท&amp;nbsp; สามารถกู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพได้สูงสุด 50,000 บาท&amp;nbsp; สมาชิกเมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือ 50,000 บาท&amp;nbsp; ปัจจุบันสหกรณ์มีเงินหมุนเวียนประมาณ 15 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;นายบรรเลง &amp;nbsp;รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อกล่าวเสริมว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; กาแฟโรบัสต้าที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดชุมพรถือว่ามีคุณภาพสูง&amp;nbsp; โดยเฉพาะที่ตำบลรับร่อ&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร&amp;nbsp; ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทยทำให้ผืนดินมีความสมบูรณ์&amp;nbsp; กาแฟเติบโตได้ดี&amp;nbsp; มีคุณภาพสูง&amp;nbsp; รสชาติเข้มข้น&amp;nbsp; มีกลิ่นหอม&amp;nbsp; โดยเฉพาะกาแฟดริปในแต่ละซองจะใส่เมล็ดกาแฟสุกหรือกาแฟเชอร์รี่คั่วมือ 1 เมล็ด&amp;nbsp; นำมาเคี้ยวก่อนดื่มจะให้กลิ่นหอม&amp;nbsp; เมื่อดื่มกาแฟจะได้รสชาติของกาแฟโรบัสต้าอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้เรายังมีชาดอกกาแฟจำหน่าย&amp;nbsp; หนึ่งปีจะเก็บดอกกาแฟได้เพียง 3 วัน&amp;nbsp; นำมาทำเป็นชา&amp;nbsp; มีกลิ่นหอม&amp;nbsp; และรสชาติหวานเล็กน้อยเพราะมีผึ้งช่วยผสมเกษร&amp;nbsp; มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือด&amp;nbsp; และบำรุงหัวใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายบรรเลงบอกถึงสรรพคุณ&amp;nbsp; และบอกถึงแผนงานต่อไปว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ และสหกรณ์ฯ วางแผนร่วมกันที่จะขยายการผลิตกาแฟคั่ว&amp;nbsp; เพราะมีลูกค้าสั่งซื้อมากขึ้น&amp;nbsp; แต่เครื่องคั่วกาแฟยังมีขนาดเล็ก&amp;nbsp; สามารถคั่วได้ครั้งละประมาณ 1 กิโลกรัม&amp;nbsp; ดังนั้นจึงมีแผนขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;บรรเลง&amp;nbsp; ศรีสวัสดิ์&amp;nbsp; รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ (ที่ 2 จากขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;พัฒนาคุณภาพทุเรียนเพื่อส่งออก-บริษัทรับซื้อส่งจีนปีนี้ 15,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;นายบรรเลง&amp;nbsp; รองประธาสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; บอกถึงแผนงานการส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพว่า&amp;nbsp; ตำบลรับร่อขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทุเรียนประมาณ&amp;nbsp; 30,000 ไร่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกทุเรียนหมอนทองเพราะตลาดมีความต้องการสูง&amp;nbsp; ผลผลิตประมาณปีละ&amp;nbsp; 20,000 ตัน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลฯ จึงร่วมกับ อบต.&amp;nbsp; สหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาล&amp;nbsp; เกษตรอำเภอท่าแซะ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนพัฒนาคุณภาพการปลูกเพื่อให้ได้มาตรฐานรับรอง GAP หรือการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (Good Agriculture Practices) &amp;nbsp;จากกรมวิชาการเกษตร&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; โดยเริ่มจัดอบรมเกษตรกรเพื่อขึ้นทะเบียน GAP ตั้งแต่ปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ทุเรียนรุ่นแรกในตำบลรับร่อปลูกหลังจากเกิดพายุเกย์ในปี 2532 &amp;nbsp;ปัจจุบันมีอายุประมาณ 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนด &amp;nbsp;ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุนและขบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค &amp;nbsp;มีการใช้ทรัพยากรที่เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความยั่งยืนทางการเกษตรและไม่ทำให้เกิดมลพิษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; แหล่งน้ำและพื้นที่ปลูกจะต้องไม่มีสารปนเปื้อนวัตถุอันตราย &amp;nbsp;ห้ามใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตรายที่ขึ้นทะเบียนห้ามใช้&amp;nbsp; ต้องบันทึกข้อมูลตามแบบบันทึกข้อมูล &amp;nbsp;เก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสม &amp;nbsp;ไม่ตัดทุเรียนอ่อนมาขาย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรในตำบลรับร่อที่ปลูกทุเรียนที่ได้การรับรอง GAP แล้วกว่า 1,000 ราย&amp;nbsp; โดยเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP&amp;nbsp; จะทำให้มีช่องทางในการขายทุเรียนไปทั่วโลก&amp;nbsp; เพราะมีมาตรฐาน GAP รองรับ&amp;nbsp; และทำให้ขายทุเรียนได้ราคาสูงขึ้นด้วย&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายบรรเลงบอกถึงข้อดีของ GAP&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ทุเรียนที่ตำบลรับร่อกำลังออกดอก&amp;nbsp; บางส่วนเริ่มติดผล&amp;nbsp; จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนมิถุนายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;นายธนัช&amp;nbsp; แก้วกุล &amp;nbsp;ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาล จำกัด&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงหรือ MOU กับบริษัทศิริมงคล&amp;nbsp; คอร์เปอร์เรท&amp;nbsp; กรุ๊ป&amp;nbsp; จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกทุเรียนและสินค้าต่างๆ ของคนไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเป็นประธาน&amp;nbsp; เพื่อให้สหกรณ์รวบรวมทุเรียนที่ได้รับมาตรฐาน GAP ส่งขายให้บริษัทในปีนี้จำนวน 15,000 ตัน&amp;nbsp; ในราคารับซื้อเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท&amp;nbsp; หรือมีมูลค่าทั้งหมดประมาณ 1,500 ล้านบาท&amp;nbsp; โดยสหกรณ์จะได้รับเงินค่าส่วนต่างจำนวน 1 บาท/กิโลกรัม&amp;nbsp; หรือคิดเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 15 ล้านบาท&amp;nbsp; ขณะนี้เริ่มส่งทุเรียนให้บริษัทแล้วประมาณ 20 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;ขณะที่ นายอวยพร&amp;nbsp; มีเพียร &amp;nbsp;นายก อบต.รับร่อ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ขณะนี้ในจังหวัดชุมพรมีพ่อค้าชาวจีนหรือ &amp;ldquo;ล้งจีน&amp;rdquo; &amp;nbsp;เกือบร้อยรายมาเปิดโกดังรับซื้อทุเรียนเพื่อส่งออกไปประเทศจีน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเสียของล้งจีนเหล่านี้คือ&amp;nbsp; เมื่อมีทุนมากก็จะกว้านซื้อทุเรียนจากชาวสวนได้ในปริมาณมาก&amp;nbsp; และสามารถควบคุมหรือกดราคารับซื้อทุเรียนจากชาวสวนได้ง่าย&amp;nbsp; บางครั้งก็ซื้อทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพและทุเรียนอ่อนส่งไปขายด้วย&amp;nbsp; ทำให้เกิดผลเสียต่อเกษตรกร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายก อบต.รับร่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; อบต.รับร่อและสภาองค์กรชุมชนตำบลจึงร่วมกันสร้างความเข้าใจกับชาวสวนทุเรียนในตำบลรับร่อว่า&amp;nbsp; ไม่ควรจะขายทุเรียนให้กับพ่อค้าจีน&amp;nbsp; เพราะต่อไปหากตลาดรับซื้ออยู่ในมือของพ่อค้าจีนทั้งหมด&amp;nbsp; พวกเขาก็จะรวมหัวกันกดราคารับซื้อจากชาวสวนได้&amp;nbsp; ดังนั้นชาวสวนทุเรียนควรจะขายทุเรียนให้พ่อค้าไทย&amp;nbsp; และต้องปลูกทุเรียนให้มีคุณภาพ&amp;nbsp; ให้ได้มาตรฐาน&amp;nbsp; ก็จะขายทุเรียนได้ราคา&amp;nbsp; และสามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลก&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายก อบต.รับร่อกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97685</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ชุมพร, ปลูกกาแฟ, พอช, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061b01e8638e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ชี้แจง ‘บ้านมั่นคงชุมชนริมคลองเปรมประชากร’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกฯ มอบสัญญาเช่าที่ดินกรมธนารักษ์และใบอนุญาตก่อสร้างบ้านให้ชาวชุมชนวัดรังสิต ริมคลองเปรมฯ จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; ในพิธีลงเสาเอกสร้างบ้านเมื่อวันที่ 17&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธันวาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ / พอช.ชี้แจงความเป็นมาของการพัฒนาคลองเปรมประชากร &amp;nbsp;โดยรัฐบาลเห็นชอบตามแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลอง และการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมฯ ที่จะต้องมีการรื้อย้ายชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลำคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; เพื่อเปิดพื้นที่สร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมและบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมฯ&amp;nbsp; โดย พอช. รับผิดชอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทาง &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลัก มีเป้าหมาย 38 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 6,386 ครัวเรือน เพื่อให้ชาวชุมชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ตามที่นายศรีสุวรรณ &amp;nbsp;จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แจ้งต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า&amp;nbsp; ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานในพิธีลงเสาเอกบ้านมั่นคง &amp;quot;สหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด&amp;quot; (บ้านสวย คลองใส วิถีใหม่ ชุมชนริมคลอง) ณ หมู่ 7 ถนนเลียบคลองเปรมประชากร ตำบลหลักหก&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ปทุมธานี พร้อมมอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ (เนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 36 ตรว.) และใบอนุญาตก่อสร้างของสหกรณ์ฯ ให้แก่ประธานและกรรมการสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;โดยนายศรีสุวรรณอ้างว่า&amp;nbsp; พื้นที่ดังกล่าวเคยมีสภาพเป็นคลองสาธารณะมาก่อน&amp;nbsp; มีความกว้างของคลองประมาณ 50 เมตร &amp;nbsp;โดยมีชาวชุมชนปลูกบ้านอาศัยอยู่ตามแนวริมคลองมากว่า 77 ปีแล้ว &amp;nbsp;แต่กลับมีการไล่รื้อให้ชาวบ้านดังกล่าวออกไป แล้วนำพื้นที่ดังกล่าวมาถมปรับสภาพพื้นที่ถมดิน &amp;nbsp;โดยกรมธนารักษ์ให้เช่าก่อสร้างบ้านมั่นคง &amp;nbsp;พร้อมกับทำเขื่อนริมคลองให้ระยะ 628 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วยงบประมาณ 64.2 ล้านบาท &amp;nbsp;ทำให้คลองเปรมประชากรมีสภาพความกว้างของคลองเหลือไม่ถึง 20 เมตรเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;โดยชาวบ้านที่รื้อถอนบ้านออกไปจะถูกบังคับให้ต้องเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;โดยแต่ละคนต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินที่หน่วยงานรัฐประสานมาให้คนละ 5 แสนกว่าบาท &amp;nbsp;โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระ 15-20 ปี (ผ่อนชำระเดือนละประมาณ 3,000 บาท ไม่รวมค่าเช่าที่ดินที่ต้องจ่ายให้กรมธนารักษ์ในอัตราขั้นบันไดอีกต่างหาก) &amp;nbsp;หากใครไม่เข้าร่วมจะถูกกรมธนารักษ์ฟ้องขับไล่ข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ &amp;nbsp;แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ กทม. จะถูก กทม.ฟ้องฐานบุกรุกและรุกล้ำกีดขวางทางน้ำ &amp;nbsp;โดยอ้างว่าเป็นเหตุให้น้ำท่วม ฯลฯ &amp;nbsp;โดยไม่คำนึงว่าชาวบ้านยากจนข้นแค้นอยู่แล้ว &amp;nbsp;ข้าวกรอกหม้อยังแทบจะไม่มีจะเอาเงินที่ไหนมาผ่อนชำระ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้นายศรีสุวรรณ&amp;nbsp; ยังอ้างว่าพื้นที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นคลองสาธารณะตามธรรมชาติ &amp;nbsp;ดังนั้นการที่หน่วยงานรัฐนำดินมาถมรุกล้ำไม่ผิดกฎหมายหรืออย่างไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 15pt; text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนริมคลองเปรมก่อนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 15pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 15pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&amp;nbsp; ชุมชนแรกที่รื้อย้ายบ้านออกจากแนวคลองเปรมฯ เมื่อต้นปี 2563&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านเสร็จแล้ว 193 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:15.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;พอช.แจงความเป็นมาโครงการพัฒนาคลองเปรมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทางด้าน นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคง &amp;quot;สหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด&amp;rdquo; เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตามแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลอง และการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 โดยมีกรอบการดำเนินงาน 4 ด้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาติ ภาะสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมของเมือง เช่น &amp;nbsp;การสร้างเขื่อนระบายน้ำริมคลองเปรมประชากรเพื่อป้องกันน้ำท่วมและระบบรวบรวมบำบัดน้ำเสีย &amp;nbsp;2. ด้านการพัฒนาชุมชนริมคลอง ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาที่อยู่อาศัยของทุกครัวเรือนอยู่ริมคลอง &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับผิดชอบดำเนินการ&amp;nbsp; มีกลุ่มเป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานคร 3 เขต คือ ดอนเมือง หลักสี่ และจตุจักร จำนวน 32 ชุมชน&amp;nbsp; และพื้นที่เทศบาลตำบลหลักหก อ.เมือง จังหวัดปทุมธานี &amp;nbsp;6 หมู่&amp;nbsp; กลุ่มเป้าหมายรวม 6,386 ครัวเรือน&amp;nbsp; ระยะความยาวตามแนวคลองประมาณ 17 กิโลเมตร (จากความยาวทั้งหมด 50.8 กิโลเมตร) &amp;nbsp;3. ด้านการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน &amp;nbsp;และ &amp;nbsp; 4.ด้านกฎหมายและการขับเคลื่อนงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ภาพกราฟฟิกการพัฒนาในคลองเปรมประชากร (ระบบบำบัดน้ำเสีย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:.5in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากรนั้น&amp;nbsp; พอช. ได้กำหนดแผนระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2562 &amp;ndash; 2565 โดยใช้รูปแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง ลักษณะเดียวกันกับการดำเนินโครงการที่คลองลาดพร้าว&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการ &amp;nbsp;เริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เพื่อเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ เพราะเป็นที่ดินราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; มีการออกแบบและวางผังร่วมกันทั้งชุมชน&amp;nbsp; เพื่อขออนุญาตปลูกสร้างบ้านใหม่จากกรมธนารักษ์และท้องถิ่น เพื่อให้บ้านใหม่ที่จะสร้างขึ้นมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการอยู่อาศัย เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นผู้อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย &amp;nbsp;และช่วยให้การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมคลองเปรมประชากรเป็นไปได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสมชาติกล่าวถึงความเป็นมาของการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; หลังการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้วประมาณ 3,000 ครัวเรือนใน 35 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปลี่ยนจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุกเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายสมชาติยังชี้แจงเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1. ชาวบ้านริมคลองเปรมประชากร &amp;nbsp;บริเวณที่รื้อย้าย 628 เมตร &amp;nbsp;(เพื่อสร้างบ้านใหม่และเปิดพื้นที่ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองสร้างเขื่อนระบายน้ำ)&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เข้ามาอยู่อาศัยในช่วงการสร้างหมู่บ้านเมืองเอก (ประมาณ 30-50ปี)&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางครัวเรือนมาอยู่อาศัยในช่วงประมาณสิบปีหลัง &amp;nbsp;ไม่ใช่ 77&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปีตามที่กล่าวอ้าง และเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; โดยรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งจะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำคูคลองเพื่อเปิดพื้นที่สร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp; ขณะเดียวกันประชาชนก็จะได้พัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; จากเดิมที่มีสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; สถานภาพบุกรุก&amp;nbsp; เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; โดยจะมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และคูคลองต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2. ทุกครัวเรือนผ่านกระบวนการรับรองสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการ และเกือบทั้งหมดยินดีเข้าร่วมโครงการ เพื่อจะเปลี่ยนจากผู้อยู่อาศัยไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เป็นการอยู่อาศัยที่ถูกต้อง ด้วยการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์และปลูกสร้างบ้านตามแบบที่ได้รับการ อนุญาตจากท้องถิ่น&amp;nbsp; ตามผังที่ได้ตกลงแบ่งปันที่ดินริมตลิ่งร่วมกัน (ดำเนินโครงการเฟสแรก จำนวน 210 ครัวเรือน &amp;nbsp;มีเพียง 3 ครัวเรือน ที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการและรื้อถอนบ้านเดิมที่ผิดกฎหมาย โดยมีการต่อต้าน 1 ครัวเรือน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.การกู้เงินเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นการกู้จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ (โดยสหกรณ์เคหสถานที่จัดตั้งขึ้นจากสมาชิกชุมชนในนามสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด) กระจายไปแต่ละครัวเรือนๆ ละ 360,000 บาท จากราคาบ้านที่ประมาณการ 460,000 บาท &amp;nbsp;โดยส่วนต่างเป็นการออมสบทบของสมาชิกและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล &amp;nbsp;ภาระการผ่อนครัวเรือนละ 2,580 บาท/เดือน &amp;nbsp;ระยะเวลา 20 ปี&amp;nbsp; นอกจากรัฐอุดหนุนเรื่องก่อสร้างบ้านเพื่อให้ชาวบ้านกู้เงินไม่สูงมากจนเกินภาระของครัวเรือนแล้ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีงบช่วยเหลือเรื่องระบบสาธารณูปโภค &amp;nbsp;และค่าเช่าบ้านในช่วงรื้อย้ายบ้านเดิมและสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; (รวมงบอุดหนุนให้แต่ละครัวเรือน 147,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพบ้านเรือนที่รุกล้ำคลองเปรมประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การกำหนดแบบบ้านจะพิจารณาจากความสามารถในการรับภาระของครัวเรือนด้วย (ดูจากเงินออมทรัพย์สมทบต่อเดือน)&amp;nbsp; โดยมีสมาชิก 10 ครัวเรือน ที่เลือกแบบบ้านชั้นเดียว เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพรายได้&amp;nbsp; โดยมีภาระผ่อนชำระประมาณ 1,500 บาท/เดือน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนภาระค่าเช่าที่ดินของกรมธนารักษ์ &amp;nbsp;กรมธนารักษ์จะคิดค่าเช่าในอัตราผ่อนปรน&amp;nbsp; ปัจจุบันเฉลี่ย 60 บาท/ครัวเรือน&amp;nbsp; หรือปีละ 720 บาท &amp;nbsp;(ขนาดที่ดินต่อครัวเรือน 4X7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ไม่รวมพื้นที่ส่วนกลาง)&amp;nbsp; มีการปรับค่าเช่า 3 ปี/ครั้ง ๆ ละ 9% โดยประมาณการว่าค่าเช่าในปีที่ 28-30 จะอยูที่ครัวเรือนละประมาณ 120 บาท/เดือน (ค่าเช่ารวม 30 ปีต่อครัวเรือนรวมไม่เกิน&amp;nbsp; 30,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากรนี้&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเห็นประโยชน์ร่วมกันทั้งส่วนตนและส่วนรวม &amp;nbsp;และเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาไปพร้อมกับภาครัฐ เพื่อให้ชาวชุมชนริมคลองเปรมฯ&amp;nbsp; และลูกหลาน&amp;nbsp; มีคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; มีสิ่งแวดล้อมที่ดี&amp;nbsp; ขณะเดียวกันส่วนรวมก็จะได้ประโยชน์จากการสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; รวมทั้งบำบัดน้ำเสียได้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ภาพกราฟฟิกชุมชนวัดรังสิตหลังการพัฒนาที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนริมคลอง, บ้านมั่นคง, พอช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdf2f9266f97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
