<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 20:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รำลึก 7 ปี &#039;บิลลี่&#039; ถูกอุ้มหาย &#039;มึนอ&#039; ยังหวังทวงคืนความยุติธรรม จับคนผิดมาลงโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ด่านเขามะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้มีการจัดกิจกรรมรำลึก 7 ปีกับการหายไปของบิลลี่ หรือนายพอลละจี รักจงเจริญ โดยมีชาวบ้านบางกลอยราว 20 คน และ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ อดีตภรรยานายบิลลี่ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เข้าร่วม ทั้งนี้นายนอแอะ มีมิ ลูกชายปู่คออี้ อดีตผู้นำทางจิตวิญญาณ ได้ทำพิธีเรียกขวัญให้วิญญาณบิลลี่กลับบ้าน ขณะที่ชาวบ้านต่างวางดอกไม้แสดงความรำลึก บางคนได้เขียนข้อความแสดงความในใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มึนอ กล่าวว่า ตลอดเวลาที่บิลลี่หายไป 7 ปียังมีความหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองโดยสามารถนำตัวคนที่กระทำผิดไปลงโทษได้ ซึ่งทุกวันนี้แม้บิลลี่หายไปนานแต่ยังมีปัญหาเรื่องประกันชีวิตที่ยังไม่สามารถเอาคืนได้เพราะไม่มีใบมรณะบัตรเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ออกให้ อย่างไรก็ตามยังเชื่อมั่นในดีเอสไอ(กรมสอบสวนคดีพิเศษ)เพราะได้ทำการสืบสวนสอบสวนและส่งฟ้องแต่อัยการไม่ส่งฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยากขอความเป็นธรรมให้กับบิลลี่และชาวบ้านบางกลอย ทำไมชาวบ้านถึงต้องออกจากบ้านเกิดของพวกเขา ปัญหาไม่ควรเกิดขึ้น รัฐบาลทำให้ปัญหาเล็กเป็นปัญหาใหญ่ เอาชาวบ้านลงมาแล้วไม่จัดพื้นที่ทำกินให้กลายเป็นปัญหามาถึงปัจจุบัน&amp;rdquo;น.ส.มึนอกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่ากรณีการหายตัวไปของบิลลี่สะท้อนกระบวนการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง เช่น การบังคับให้สูญหาย ยังไม่มีแนวทางแก้ไขและอาจจะเกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาล ที่ผ่านมา 7 ปี อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่แทบจะเป็นหน่วยงานเดียวอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะนำอำนาจหรือวิธีการที่สามารถทำได้ ยกตัวอย่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือบุคคลที่เห็นหรือจับกุมบิลลี่ในวันที่เกิดเหตุ บุคคลคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ใช้เวลาหลายปีกว่าที่หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน จนพบชิ้นส่วนของร่างกายที่อาจจะนำไปสู่การคลี่คลายคดีว่าบิลลี่ถูกบังคับให้สูญหาย ทำให้หายไป ถูกพาไปที่ไหน โดยใคร และอาจจะทำให้เกิดการเสียชีวิต เราควรจะได้ผู้กระทำผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาตั้งนานแล้ว &amp;nbsp;ไม่ใช่เวลาที่กระบวนการยุติธรรมไทยจะรอให้ชาวบ้านค้นหาความจริง หรือหน่วยงานราชการด้วยกันเองไม่ทำหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลอาจจะทำให้คนผิดสามารถที่จะต่อสู้คดีได้ สุดท้ายเขาก็ไม่ต้องรับผิด จริงๆ ควรจะเก็บพยานหลักฐาน สอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าอุทยานฯ &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิด ในวันที่เกิดเหตุ ตั้งแต่วันแรกหรือสัปดาห์แรกๆ ก็ไม่ได้กระทำ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาหลายปี จึงมีการรับเป็นคดีพิเศษของ DSI เรามองว่ารัฐบาลนี้และรัฐบาลที่เกี่ยวข้องตลอดมาไม่มีความจริงใจในการคลี่คลาย ปล่อยให้คนผิดลอยนวล&amp;rdquo;ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99784</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบิลลี่, พอละจี รักจงเจริญ, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607ae0a9e1b1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมีย &#039;บิลลี่&#039; ขอความเป็นธรรมสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้ขาดสั่งฟ้องคดีทุกคนทุกข้อหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.63 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความ พร้อมด้วย น.ส.พิณนภา รักจงเจริญ ภรรยาของนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอยแก่งกระจาน และชาวบ้านกะเหรี่ยง 10 หมู่บ้าน จาก ต.ยางน้ำกลัดเหนือ และ ต.ยางน้ำกลัดใต้ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี จำนวน 50 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุด หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งความเห็นแย้ง กรณีการหายตัวไปของบิลลี่ โดยมีนายวรวุฒิ วัฒนอุตถานนท์ อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.วราภรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากดีเอสไอทำความเห็นแย้งการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 4 ราย ประกอบด้วย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, นายบุญแทน บุษราคัม, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทน ทาง น.ส.พิณนภา ในฐานะผู้เสียหายได้ปรึกษาทีมทนายแล้ว จึงทำหนังสือขอความเป็นธรรมอัยการสูงสุด ในประเด็นพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนฟังได้หรือไม่ว่ามีการควบคุมตัวบิลลี่ โดยยังไม่ได้มีการปล่อยตัวบิลลี่ตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง หลังจากบิลลี่ถูกควบคุมตัวจนดีเอสไอค้นพบชิ้นส่วนกะโหลกของบิลลี่ในอุทยานฯ แก่งกระจาน จึงไม่มีข้อเท็จจริงใดชี้ให้เห็นว่าบิลลี่น่าจะยังมีชีวิตอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การตรวจพิสูจน์ด้วยวิธีไมโตรครอนเดียมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะสรุปว่า ชิ้นส่วนกะโหลกมนุษย์ที่พบเป็นของบิลลี่ และพิสูจน์ได้ว่าบิลลี่ได้เสียชีวิตแล้ว ส่วนข้อโต้แย้งขออัยการเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว โดยไม่มีรายงานการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ความเห็นเป็นอย่างอื่น นอกจากรายงานในสำนวนการสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.วราภรณ์ ระบุอีกว่า พยานหลักฐานของดีเอสไอเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 รายมีเหตุผลและสาเหตุจูงใจ น่าเชื่อว่าได้กักขังหน่วงเหนี่ยวและร่วมกันทำให้บิลลี่เสียชีวิต เนื่องจากเคยโกรธเคืองกันมาก่อน เพราะบิลลี่เคยรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนของการกระทำผิดอื่นที่ทำให้ผู้ต้องหาอาจจะได้รับโทษคดีอาญา สำหรับพยานหลักฐานเบื้องต้นที่รวบรวมพอจะยืนยันได้ว่า บิลลี่ถูกผู้ต้องหาที่ 1 และพวกควบคุมตัวไว้อย่างต่อเนื่อง จนต่อมาพบว่าบิลลี่เสียชีวิต และประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมและมูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับกรณีพิพาทที่ผู้ต้องหาที่ 1 มีเหตุโกรธแค้นกับบิลลี่ จึงเชื่อได้ว่าการเสียชีวิตของบิลลี่เกิดจากการกระทำโดยจงใจของผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ต้องหาที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงข้างต้น ข้าพเจ้าจึงขอให้อัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องคดีผู้ต้องหาทุกคน ทุกข้อกล่าวหา และคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และเชื่อมโยงกับคดีอื่นๆ หลายคดี ผู้ต้องหาก็มีตำแหน่งหน้าที่ราชการระดับสูง การพิจารณาสั่งคดีควรกระทำด้วยตัวท่านเอง (อัยการสูงสุด) โดยไม่มอบหมายให้อัยการท่านอื่นดำเนินการแทน หรือหากมีประเด็นใดข้อเท็จจริงยังไม่ยุติก็ขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อไป&amp;quot; น.ส.วราภรณ์ กล่าวและว่า คดีนี้มิใช่เป็นแต่เพียงการให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของนายพอละจีเท่านั้น แต่ยังมีความหมายถึงความรู้สึกของพี่น้องชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงทั้งในพื้นที่แก่งกระจานและพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย ที่ต่างเฝ้ารอผลของคดีนี้ว่า รัฐเห็นคุณค่าของการคืนความเป็นธรรมให้แก่ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงผู้ต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของชาติพันธุ์ในการดำรงอยู่กับป่าอย่างยั่งยืนหรือไม่ เพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.พิณนภา กล่าวว่า ตนมาร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการสูงสุดเป็นครั้งแรก หลังจากดีเอสไอทำความเห็นแย้งไปแล้ว แต่ทางอัยการยังไม่มีความคืบหน้า ส่วนชีวิตในปัจจุบันค่อนข้างลำบาก สิ่งที่บิลลี่เคยร้องเรื่องสิทธิที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่แก่งกระจานก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข การร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้แม้จะไม่มีความหวัง แต่ก็ตั้งความหวังไว้ จะคิดในแง่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายวรวุฒิ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ กล่าวถึงขั้นตอนหลังรับเรื่องว่า จะส่งให้สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐาน รวมถึงการร้องขอให้สอบพยานเพิ่มเติมนั้นมีเหตุผลดำเนินการมากน้อยเพียงใด ก่อนทำความเห็นให้อัยการสูงสุดออกคำสั่งชี้ขาดในคดีว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ซึ่งถือเป็นคำสั่งเด็ดขาด ส่วนกรณีสั่งไม่ฟ้องแต่หากมีพยานหลักฐานใหม่ก็สามารถยกขึ้นพิจารณาได้ เช่นเดียวกันกับกรณีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ที่ใช้อำนาจตาม ป.วิอาญา มาตรา 147 หยิบยกคดีขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75732</URL_LINK>
                <HASHTAG>พอละจี รักจงเจริญ, พิณนภา รักจงเจริญ, สำนักงานอัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f47842f01709.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเอสไอยกร่าง 6 ประเด็น แย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีอุ้ม-ฆ่าบิลลี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
28 ม.ค. 63- &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ยกร่างประเด็นความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 รวม 6 ประเด็น โดยประเด็นแรกเป็นความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอัยการเห็นว่า &amp;quot;วิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมในไมโทคอนเดรีย เป็นเพียงวิธีการตรวจหาพันธุกรรมของบุคคลในสกุลเดียวกันจากพันธุ์กรรมฝ่ายมารดา ไม่มีพยานบุคคลใดยืนยันได้ถึงแม่ของยายและยายของยายที่เลยไปกว่าชั้นมารดาของนายพอละจีในแต่ละสายว่า ใครที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งดีเอสไอมองว่า อัยการไม่ได้ใช่ดุลยพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างจากพนักงานสอบสวน แต่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวน เนื่องจาก อัยการไม่มีการอ้างอิงว่ารับฟังในประเด็นนี้เอามาจากพยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานหลักฐานชิ้นไหน ขณะที่สำนวนสอบสวนมีพยานผู้เชี่ยวชาญการตรวจสารพันธุกรรมเพียงคนเดียวคือ นพ.วรวีร์ ไวยวุฒิ &amp;nbsp;ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ให้การโต้แย้งและกล่าวอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ประเด็นพยานบุคคล รวม 3 ปาก คือเจ้าหน้าที่อุทยาน กับอดีตนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ที่อัยการเห็นว่าให้การกลับไปมา ไม่น่าเชื่อถือ แต่อัยการเลือกที่จะเชื่อในคำให้การเฉพาะในส่วนที่ว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ปล่อยตัวนายพอละจีไปแล้วหลังจับกุม ซึ่งย้อนแย้งกันเอง และเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ประเด็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 147 และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 148 ที่พนักงานอัยการเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 เอาทรัพย์ของนายพอละจีไป และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้ใช้อำนาจข่มขืนใจนั้น &amp;nbsp;ดีเอสไอเห็นว่า คดีนี้มีพยานบุคคลยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้จับเอาตัวนายพอละจี่ไปโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ทำบันทึกจับกุม ไม่ทำบัญชีของกลาง ไม่แจ้งสิทธิ ไม่นำตัวนายพอละจีไปที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดกลับร่วมกันสร้างเรื่องราวการปล่อยตัวอันเป็นเท็จ ถือเป็นพฤติการณ์อันสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีเจตนาจับเอาตัวไปเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายและเบียดบังเอาทรัพย์สินของนายพอละจี่ไป นอกจากนี้พฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้งหมดมีจำนวนคนมากกว่า และมีอาวุธปืนในขณะจับกุมนายพอละจี​ย่อมถือเป็นการข่มขืนใจนายพอละจี เข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 147 และ 148
&amp;nbsp;
4.ประเด็นการกล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี &amp;nbsp;ดีเอสไอเห็นว่า มีการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวนายพอละจี ตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ซึ่งประเด็นแห่งคดีเป็นคนละประเด็นกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และคดีฆาตกรรม และในช่วงเวลาดังกล่าวญาติของนายพอละจีซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถแสวงหาหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า นายพอละจีอยู่ในความควบคุมของผู้ต้องหาทั้งหมดศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้อง มิใช่คำสั่งว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดอาญาแต่อย่างใด
ความเห็นของพนักงานอัยการที่กล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอันสำคัญที่ได้จากการสอบสวนในภายหลังจึงไม่ถูกต้อง
&amp;nbsp;
5.ประเด็นการพิสูจน์การฆ่า ซึ่งพนักงานอัยการอ้างว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่า และไม่อาจนำคดีฆ่าพญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ มาเทียบเคียงได้เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ตรงกันนั้น ดีเอสไอเห็นว่า คดีนี้มีหลักในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาในทำนองเดียวกัน​ กล่าวคือเป็นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่าและไม่พบศพ โดยพิสูจน์การตายด้วยชิ้นเนื้อซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญและมีแพทย์ยืนยันการเสียชีวิต เช่นเดียวกับคดีนี้ที่พิสูจน์การตายโดยชิ้นส่วนกระดูกอันสำคัญโดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันประกอบคำให้การของพยานที่เป็นเครือญาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.คดีนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ยอมให้การโต้แย้งหรือกล่าวอ้างพยานหลักฐานใดในชั้นสอบสวน ทำให้สำนวนคดีทีแต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังตามพยานหลักฐานทางการสอบสวน ประกอบด้วย พยานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานเอกสารหลายรายการ โดยพยานส่วนหนึ่งผ่านการพิจารณาของศาลทุจริตและประพฤติมิชอบจนอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดทุกข้อกล่าวหา คดีจึงสมควรได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร่างความเห็นแย้งของพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอนจะถูกส่งไปยังศูนย์บริหารคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาก่อนส่งต่อไปยังกลุ่มงานความเห็นแย้ง เพื่อให้ร่วมตรวจสอบอย่างรัดกุม โดยคดีนี้ไม่สามารถนำพยานหลักฐานอื่นเข้ามาประกอบเพิ่มเติมได้ เนื่องจากอัยการไม่ได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55713</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษ, ดีเอสไอ, พอละจี รักจงเจริญ, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d72202b4c785.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039; เปิดใจหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง ยันบริสุทธิ์ไม่ได้ฆ่าบิลลี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.63 - นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวถึงกรณ๊อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีร่วมกับพวกฆ่าบิลลี่ ว่า วันนี้มีโทรศัพท์เข้ามาสอบถามหลายสาย ว่ารู้ข่าวไหมเรื่องคดีบิลลี่ ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ตนเองก็เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชนที่มีการนำเสนอในวันนี้เช่นกัน ว่าสั่งไม่ฟ้องเกือบหมด เหลือเพียงคดีน้ำผึ้งป่า จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าเพิ่งไปรายงานตัวที่ศาลมาเมื่อวานนี้ก็ไม่ทราบหรือระแคะระคายอะไรเลย ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ต้องกราบขอบพระคุณอัยการพิเศษและอัยการสูงสุด ที่ให้ความเมตตาและให้ความเป็นธรรมตนกับลูกน้องอีก 3 คน ถ้าถามว่าดีใจหรือไม่ ก็ตอบได้ว่ารู้สึกโล่งใจส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นจริงก็จะรู้สึกในความเป็นธรรมต่อกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อันที่จริงแล้วผมเพิ่งไปรายงานตัวที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า จะมีนัดครั้งต่อไปในวันที่ 3 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการฝากขังพลัดฟ้อง เพราะครบกำหนด 7 ผลัด &amp;nbsp;ผลัดละ 12 วัน รวม 84 วัน ก็ให้เตรียมทั้งทนายและนายประกันมาด้วย เพราะในวันนี้ต้องดูว่า จะมีการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง หรือมีคำสั่งเพิ่มหรือไม่ ข้อมูลก็มีเท่านี้ที่ทราบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่าจนถึงนาทีนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับกรณีนายบิลลี่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตนเองพอรับได้แต่ครอบครัว ได้รับผลกระทบมาก ที่สำคัญลูกน้องและครอบครัวของลูกน้องต่างก็ได้รับความเสียหาย นับถึงขนาดนี้ก็ประมาณ 5-6 เดือน ตลอดเวลาที่มีข่าวแทบไม่อยากไปไหนเพราะกลัวเขาไม่ต้อนรับ ก็ข่าวที่ออกมาเป้าหมายที่ตนเองทั้งสิ้น แม้ว่าที่ผ่านมา จะต้องเครียดและทนทุกข์กับข่าวที่ DSI ออกเป็นระยะ ทำให้ครอบครัวและตนเองต้องทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส และหากไม่มีเงินประกันตัวป่านนี้ก็คงต้องนอนอยู่ในเรือนจำ ขนาดประกันตัวออกมาแล้ว DSI ก็ยังตาม จะขอให้ศาล ยกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราวอีก ไหนจะผู้คนในสังคมสาปแช่ง ก่นด่า โดยที่เขาไม่รู้ข้อเท็จจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมและครอบครัว และลูกน้องทั้ง 4 คน ต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านจิตใจ และร่างกาย ตลอดระยะเวลาในการรับราชการมา ได้สร้างผลงานไว้มากมายในการปกป้องทรัพยากร เราได้ทรัพยากรทั้งที่ดินและ ทรัพยากรธรรมชาติคืนมา แต่ต้องมารับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ ซึ่งผมก็ยืนยันมาตลอดว่าไม่เป็นเรื่องจริง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขา กล่าวด้วยว่าส่วนกรณีที่หลายฝ่ายถามว่าจะมีการ ฟ้องกลับเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมหรือไม่นั้นตนเองคงยังต้องปรึกษาหารือ อย่างที่เรียนตั้งแต่ช่วงต้นว่า ก็เพิ่งทราบข่าวเหมือนกันสุดท้ายคงต้องรอวันที่ 3 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นวันครบตัดฝากขังว่า จะมีการ สั่งฟ้องหรือไม่หรือมีการแจ้งข้อหาอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า คงต้องหารือกันอีกที ขณะนี้ยังไม่คิดเกินเลยไปถึงขั้นนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55410</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ดีเอสไอ, บิลลี่, พอละจี รักจงเจริญ, อัยการพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2acd4533138.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53140</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเอสไอชงอัยการ สั่งฟ้อง‘ชัยวัฒน์’ ฆาตกรรม‘บิลลี่’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ดีเอสไอ&amp;quot; ส่งสรุปสำนวนสั่งฟ้อง &amp;quot;ชัยวัฒน์&amp;quot; กับพวกคดีฆาตกรรม &amp;quot;บิลลี่&amp;quot; ให้อัยการแล้ว &amp;quot;ทนายสุรพงษ์&amp;quot; ชี้สร้างความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทยให้ทั่วโลก รองโฆษกอัยการฯ เผยตั้งอัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พิจารณาสำนวนให้แล้วเสร็จภายในเงื่อนเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.เชน กาญจนปัทม์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ดีเอสไอ, นายสุรพงษ์ กองจันทึก ทนายความ และ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชุมชน ชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ซึ่งบิลลี่หายสาบสูญไปในปี 2557 ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีฆ่าบิลลี่ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ต้องหาที่ 1, นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย ร่วมกันฆ่าอำพรางศพ และข้อหาอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.เชนกล่าวว่า ดีเอสไอจะนำสำนวนคดีฆาตกรรมบิลลี่ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา เพื่อสั่งฟ้องคดีต่อศาล โดยสำนวนคดีของดีเอสไอพร้อมหลักฐานมีจำนวน 17 แฟ้ม 3 ลัง ยืนยันว่าที่ผ่านมาดีเอสไอได้ทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้อย่างละเอียดและครบถ้วนที่สุด ส่วนกรณีที่นายชัยวัฒน์และพวก ก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธไม่ยอมให้การในชั้นสอบสวน แต่ได้เปลี่ยนใจร้องขอ โดยระบุว่าจะขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร พนักงานสอบสวนได้ให้เวลาถึงวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่นายชัยวัฒน์ก็ไม่ได้ส่งคำให้การมาแต่อย่างใด จึงต้องสรุปสำนวนส่งอัยการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรพงษ์กล่าวว่า การทำคดีของดีเอสไอทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะบิลลี่เป็นนักต่อสู้เพื่อนักสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมาบิลลี่ไม่เคยมีศัตรู การสั่งฟ้องในครั้งนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศทั่วโลกเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีมาตรฐานเป็นไปตามหลักสากล และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.พิณนภากล่าวว่า รู้สึกดีใจและพอใจกับการทำงานของดีเอสไอ ทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังมีอยู่จริง เมื่อคดีเดินเข้ามาถึงจุดนี้ก็ไม่มีใครมาข่มขู่คุกคาม และได้รับการดูแลจากกระทรวงยุติธรรมเป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เข้าพบนายฐาปนา ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อส่งมอบสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก โดยนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับสำนวนคดีพิเศษที่ 13/2562 ที่กล่าวหาและมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก รวม 8 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันมีอาวุธฯ, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ, ร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันอำพรางศพ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ในสำนวนมีเอกสารหลักฐาน 17 แฟ้ม รวม 5,850 หน้า ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ แล้วนายฐาปนามอบสำนวนให้นายชวรัตน์ วงศ์นะบูรณ์ อัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 รับผิดชอบตรวจพิจารณาสำนวนและทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เนื่องจากตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ยังอยู่ในระหว่างการฝากขังชั้นสอบสวน ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ฝากขังครั้งที่ 4 ไว้แล้ว และจะครบกำหนดในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ถือว่าตัวอยู่ในอำนาจการฝากขังของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นการส่งสำนวนให้อัยการเฉพาะเอกสาร ส่วนตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ก็ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขังอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนำตัวมาพบกับอัยการ โดยประมวลวิธีพิจารณาความอาญากำหนดว่า เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสร็จสิ้น ให้ส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหากับพนักงานอัยการ เว้นแต่ระหว่างนั้นตัวผู้ต้องหาได้ฝากขังไว้ต่อศาลอยู่แล้ว กรณีของนายชัยวัฒน์เข้าข่ายดังกล่าว ขณะที่คดีนี้สามารถยื่นฝากขังได้ 7 ครั้ง ครั้งละ 12 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธกล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญ อธิบดีอัยการจึงได้มอบหมายให้พิจารณาสำนวนในรูปแบบคณะทำงานอัยการ โดยมีอัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ในทางปฏิบัติก็จะพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย คณะทำงานก็จะเร่งพิจารณาสำนวนด้วยความรอบคอบให้ทันภายในกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย หากอัยการมีความเห็นสั่งคดีไปในทางใดก็จะแจ้งให้ผู้ต้องหารับทราบผลต่อไป ส่วนการยื่นร้องขอความเป็นธรรมนั้น ยังไม่มีข้อมูลว่า น.ส.พิณนภา ในฐานะผู้เสียหายมายื่นคำร้องใดให้พิจารณาเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำนวนนี้ส่งเข้ามาในช่วงจะครบฝากขังครั้งที่ 4 จากกรอบระยะเวลาการฝากขัง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษและอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โดยหลักการท่านจะรู้อยู่แล้วว่าการพิจารณาสำนวนคดีมีเงื่อนเวลาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหลือเวลาอีก 40 วัน ดังนั้นก็จะพิจารณาสำนวนให้แล้วเสร็จภายในเงื่อนเวลา หากไม่มีเหตุจำเป็นให้ล่วงเลยระยะเวลาฝากขังที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุด 7 ครั้ง&amp;rdquo; นายประยุทธกล่าวย้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ทนายความของนายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ในการส่งสำนวนของดีเอสไอให้อัยการนั้น ตนก็เพียงทราบจากข่าวที่สื่อมวลชนเผยแพร่ ดีเอสไอไม่ได้แจ้งเรื่องส่งสำนวนให้เราทราบ ส่วนนายชัยวัฒน์กับพวกจะยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ในการพิจารณาประเด็นใดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ตนยังไม่ได้พูดคุยหารือกับตัวลูกความ ต้องรอหารือกันก่อน ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นพยานหลักฐานในสำนวน จึงไม่ทราบว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ก็ต้องให้อัยการพิจารณาสำนวน แล้วเมื่อมีความเห็นจะแจ้งนัดให้ผู้ต้องหามารับทราบต่อไป ระหว่างนี้นายชัยวัฒน์กับพวกก็ต้องไปรายงานตัวกับศาลตามเงื่อนไขการประกันตัวทุกนัด ซึ่งนัดล่าสุดจะต้องรายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 2 ม.ค.2563.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53140</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบิลลี่, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ดีเอสไอ, พอละจี รักจงเจริญ, สำนวนสั่งฟ้อง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191223/image_big_5e00d191a5109.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039;โล่งอก ศาลยกคำร้องถอนประกัน เจ้าตัวยันไม่เข้าพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย. 62 -&amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ปัจจุบันเป็น ผอ.ทสจ. ปัตตานี กับพวกรวม 4 คน ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฆ่าอำพรางนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง เมื่อปี 2557 เดินทางมารายงานตัวครั้งที่ 1 หลังครบกำหนดฝากขังครั้งแรก 12 วัน และต่อมาในเวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชัยวัฒน์กับพวก ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อศาลที่นัดพร้อมสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย กรณีดีเอสไอยื่นคำร้องขอถอนประกันนายชัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมีความเห็นว่า ต้องการให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวของนายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รวม 4 คน โดยให้เหตุผลกรณีให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของนายชัยวัฒน์ มีการกล่าวอ้างว่าการได้มาซึ่งพยานหลักฐานไม่เป็นความจริงและสร้างพยานหลักฐานเท็จ นอกจากนี้ยังให้สัมภาษณ์ว่าจะไปสาบานตนที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งอาจส่งผลให้พยานที่อยู่ในพื้นที่เกิดความสับสน และอาจทำให้พนักงานสอบสวนไม่ได้รับความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันฝ่ายนายชัยวัฒน์กับพวก ได้ยื่นคัดค้านคำร้องของดีเอสไอต่อศาล โดยระบุว่าการให้สัมภาษณ์เป็นเพียงการอธิบาย แสดงความเห็นโดยสุจริต อีกทั้งตั้งแต่ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไม่มีใครเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงตำแหน่ง หน้าที่ ปัจจุบันของผู้ต้องหาทั้งหมดไม่มีอำนาจในการสั่งการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมกันนี้ นายชัยวัฒน์ยังแถลงลักษณะให้คำมั่นกับศาลว่า จะไม่เข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุและไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา 16.00 น. ศาลพิเคราะห์คำร้องพร้อมข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นว่า ยังไม่พบพฤติการณ์ของนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ชั้นนี้ยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะพิจารณาเพิกถอนประกันหรือการกำหนดเงื่อนไขประกันเพิ่มเติม ศาลจึงให้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของดีเอสไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังศาลยกคำร้องขอเพิกถอนคำร้องปล่อยชั่วคราว นายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาซึ่งมีสีหน้ายิ้มแย้มได้เดินลงมาพบกับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว พร้อมนายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย กล่าวถึงกรณีที่แถลงในศาลว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่กระทบกับรูปคดี และยืนยันว่าจะไม่เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พื้นที่เกิดเหตุว่า ตรงนี้เป็นแนวทางของคดีที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน เราก็เคารพการสอบสวน ซึ่งขั้นตอนของคดีก็ยังมีการยื่นคำร้องฝากขัง หลังสรุปสำนวนคดีก็ต้องรอดูอัยการว่าจะมีความเห็นสั่งคดีอย่างไร ส่วนที่มีการสัมภาษณ์เกี่ยวกับคดีก่อนหน้านี้ก็เป็นใช้สิทธิตามที่ได้แถลงต่อศาลไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าสุดท้ายแล้วศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ นายพรชัย กล่าวว่า นายชัยวัฒน์คงจะไม่มีการให้สัมภาษณ์อีกแล้ว เพราะศาลท่านได้เมตตา เช่นเดียวกับผู้ต้องหาคนอื่นๆ ที่จะไม่ให้สัมภาษณ์เช่นกัน ส่วนแนวทางสู้คดีก็คงต้องดูพยานหลักฐานของดีเอสไอว่ามีเพิ่มเติมอย่างไร ก็คงจะเห็นได้อีกที หากมีการสั่งฟ้องคดีหรือนัดตรวจพยานหลักฐาน ส่วนพยานหลักฐานเราก็เตรียมไว้เบื้องต้นตามที่ดีเอสไอแจ้งข้อหามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงการย้ายนายชัยวัฒน์ไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ จ.ปัตตานี นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อยู่ที่ไหนก็ได้ เป็นข้าราชการก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด ขอให้ชาวปัตตานีได้เห็นทำงานก่อน ตนจะทำงานให้ดีที่สุด ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าของกระทรวงทรัพยากรฯ ซึ่งก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะว่าจริงๆ แล้วเป็นข้าราชการ ผู้บริหารสั่งไปไหนด็ต้องไป อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าไม่ได้สั่งให้ไปทุจริต และตนจะไปรายงานตัวช่วงต้นเดือนหน้า ทั้งนี้ ศาลนัดรายงานตัวฝากครั้งอีกครั้งวันที่ 6 ธ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการโยกย้ายครั้งนี้เกี่ยวกับคดีการหายตัวไปของบิลลี่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ ก่อนกล่าวขอบคุณสื่อมวลชน และขอตัวเดินทางกลับทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์กับพวกในชั้นฝากขังนั้น ก่อนหน้านี้ศาลได้กำหนดวงเงินการประกันตัวคนละ 800,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ส่วนของการดำเนินคดีกลุ่มนายชัยวัฒน์ ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการฝากขังครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.- 5 ธ.ค.นี้ โดยศาลกำหนดนัดให้นายชัยวัฒน์กับพวกมารายงานตัวอีกครั้ง ภายหลังครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 2 ในวันที่ 6 ธ.ค.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51075</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษ, บิลลี่, พอละจี รักจงเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddba761b5c07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DSIยื่นถอนประกัน‘ชัยวัฒน์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ดีเอสไอฉุน &amp;quot;ชัยวัฒน์&amp;quot; ให้สัมภาษณ์บิดเบือนสร้างความสับสนคดี &amp;quot;อุ้มฆ่าบิลลี่&amp;quot; แถมจะเข้าพื้นที่เกิดเหตุ หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ชงศาลอาญาคดีทุจริตฯ ถอนประกัน สั่งงดให้สัมภาษณ์-ห้ามเข้าอุทยานฯ แก่งกระจาน-สวมกำไลอีเอ็ม 4 ผู้ต้องหาป้องกันยุ่งเหยิงพยาน ศาลนัดพร้อมคู่ความ 25 &amp;nbsp;พ.ย.นี้ ขณะที่ปลัด ทส.เด้ง! &amp;quot;ชัยวัฒน์&amp;quot; จากอุบลฯ ไปเป็น ผอ.ทสจ.ปัตตานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ &amp;nbsp;กล่าวภายหลังการประชุมพนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้ร่วมประชุมกับพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกรวม 4 รายหลังได้รับการประกันตัว โดยเห็นว่านายชัยวัฒน์เข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีแล้ว แต่เมื่อได้รับการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์กลับไปให้ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่ในการสอบสวนได้เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานำพยานหลักฐานหรือให้ปากคำแก้ข้อกล่าวหา แต่นายชัยวัฒน์กลับปฏิเสธให้การในชั้นสอบสวน แล้วออกไปให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่อาจจะเกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุหรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อการสอบสวน ดีเอสไอจึงต้องรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปให้ศาลรับทราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนประกันตัวชั่วคราวของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ เมื่อปี &amp;nbsp;2557 และถูกออกหมายจับพร้อมพวก รวม 4 คน ประกอบด้วย นายบุญแทน บุษราคำ, นายธนเสฏฐ์ &amp;nbsp;หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากอาจไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หลังจากมีการรวบรวมคำให้สัมภาษณ์หลังปล่อยชั่วคราว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคำร้องขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวระบุตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ภายหลังผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับการปล่อยชั่วคราว ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายวาระต่างกัน ซึ่งได้แนบเอกสารและคลิปการให้สัมภาษณ์มาด้วย มีเนื้อหาบิดเบือนการสอบสวนและการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ มีเจตนาสร้างความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ทำให้พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์และต้องการให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนฯ อาจเกิดความเข้าใจผิดและไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้มีความยากลำบากในการสอบสวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การให้สัมภาษณ์ผู้ต้องหาที่ 1 มิใช่การแสดงความเห็นติชมโดยสุจริต เนื่องจากคดีนี้ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ต่อหน้าทนายความ โดยให้โอกาสในการแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริง แต่ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกไม่ให้การข้อเท็จจริง โดยปฏิเสธให้การทุกคำถาม แต่กลับไปให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญต่างๆ ต่อสื่อมวลชน มีเจตนาพิเศษต้องการให้สังคมสับสนเข้าใจผิดกดดันการสอบสวน อีกทั้งการที่ผู้ต้องหาจะเข้าพื้นที่เกิดเหตุ ย่อมส่งผลทางจิตวิทยาให้บุคคลในพื้นที่หวั่นไหวไม่กล้าให้การหรือความร่วมมือ การกระทำดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานและเป็นอุปสรรค เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนตาม ป.วิอาญา มาตรา 108/1 (2) (5)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยความจำเป็นดังกล่าว จึงขอศาลได้โปรดพิจารณาวินิจฉัยการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 หรือขอให้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1-4 ดังนี้ 1.ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่ 1 &amp;nbsp;สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีนี้ หรือให้ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอันส่งผลกระทบต่อการสืบสวนสอบสวน 2.ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พนักงานสอบสวนได้พบวัตถุพยานอันสำคัญ และยังมีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีจำนวนมาก อาจทำให้พยานเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแก่พนักงานสอบสวน และผู้ต้องหาที่ 1-4 อาจจะเข้าไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อพยานหลักฐานที่อยู่ระหว่างรวบรวมเพิ่มเติม 3.ให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่น (กำไลอีเอ็ม) ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางผู้ต้องหาที่ 1-4 เพื่อป้องกันการหลบหนี และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ขอให้ห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อันจะเกิดความเสียหายต่อการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิอาญา มาตรา 108 วรรคท้าย หรือเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นควรพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมสอบถามคู่ความทั้งสอง เกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. ซึ่งตรงกับวันที่ศาลนัดนายชัยวัฒน์ และพวกรวม 4 &amp;nbsp;คนมารายงานตัวหลังจากครบกำหนดฝากขังครั้งแรก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ได้เซ็นคำสั่งย้ายนายชัยวัฒน์ไปเป็น ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ปัตตานี &amp;nbsp;หรือ ทสจ.ปัตตานี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ เนื่องจาก ผอ.ทสจ.ปัตตานีคนเดิมได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ &amp;nbsp;จ.ยะลา และเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่า ซี 9 เช่นเดียวกับที่นายชัยวัฒน์เป็นอยู่ปัจจุบัน แต่ขึ้นตรงกับสำนักงานปลัด ทส.ในส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เนื่องจากถ้อยคำให้สัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับคดีของนายพอละจีนั้นอาจกระทบต่อกระบวนการสอบสวนหรือเสียรูปคดี แต่ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายชัยวัฒน์กล่าวว่า ตนเองก็เพิ่งทราบจากข่าวยังไม่เห็นคำสั่ง รายละเอียดทั้งหมดตนไม่ขอให้ความเห็นหรือสัมภาษณ์แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญามีนบุรี ถ.สีหบุรานุกิจ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.6246/2561 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (ชุดพญาเสือ) โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายสมัคร ดอนนาปี อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เเละนายวุฒิ บุญเลิศ หรืออาจารย์วุฒิ นักวิชาการอิสระที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทน จากกรณีที่นายวุฒิโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าที่มีชื่อพี่ชายของนายชัยวัฒน์เป็นผู้ครอบครอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ทนายโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองพร้อมทนายจำเลยที่ 2 เดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบแล้ว ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามฟ้อง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามฟ้อง ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วม พิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50588</URL_LINK>
                <HASHTAG>DSI, คดีบิลลี่, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ดีเอสไอ, พอละจี รักจงเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มฆ่าบิลลี่, เพิกถอนประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd2a55561454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
