<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.สั่งแบงก์ลุยมาตรการอุ้มเอสเอ็มอีขยายพักหนี้ยาวถึงสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ได้เห็นชอบมาตรการที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 โดยส่งผ่านแนวทางที่เกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย 1. ขยายมาตรการชะลอการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอี ที่จะครบกำหนดในวันที่ 30 มิ.ย. นี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดระลอกใหม่ เช่น กิจการที่ยังไม่เปิดทำการตามปกติ จนไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ เพราะยังไม่เห็นกระแสเงินสด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการนี้จะเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่การชะลอการชำระหนี้เป็นวงกว้าง พร้อมทั้งขยายขอบเขตถึงลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบตามนิยามที่แต่ละสถาบันการเงินใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเอสเอ็มอีที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ทำให้มีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการให้ความช่วยเหลือได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับกระบวนการปฏิบัติงานด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่ต้องปรับระบบงานในการส่งผ่านความช่วยเหลือให้กับลูกหนี้ เพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน โดยสถาบันการเงินสามารถคงการจัดชั้นหนี้เดิมได้จนถึงวันที่31 ธ.ค. 2564 และในระหว่างนี้ ให้สถาบันการเงินเข้าไปดูแลลูกหนี้เพื่อเร่งหาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กำหนดกลไกเพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระคืนหนี้ ระยะเวลาการจ่ายคืนหนี้ ให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้ของลูกหนี้ที่จะได้รับในอนาคต โดย ธปท. จะคงความยืดหยุ่นของการบังคับใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรอง หากสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการขยายระยะเวลาชำระหนี้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่จูงใจให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับโครงสร้างหนี้ จะมีทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย แฮร์คัตเงินต้น ขยายเวลาการชำระหนี้ ซึ่งจะเป็นคำตอบที่ช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างยั่งยืน ส่วนการขยายเวลาการชำระหนี้ คือการผักเงินต้น พักดอกเบี้ย เป็นแค่การประวิงเวลาเท่านั้น เพราะเมื่อครบกำหนดแล้วลูกหนี้จะยังต้องจ่ายหนี้อยู่&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ ไม่เกินอัตราจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ของแต่ละสถาบันการเงินในปี 2563 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2564 รวมถึงให้งดซื้อหุ้นคืน และห้ามไถ่ถอนหรือซื้อคืนตราสารเงินกองทุนก่อนครบกำหนด เว้นแต่มีแผนการออกทดแทน เพื่อคงมาตรการเชิงป้องกันในการดูแลความมั่นคงของระบบสถาบันการนเงิน รองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ธปท. เห็นว่าสถาบันการเงินมีเงินกองทุน และเงินสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์เลวร้ายจากการระบาดได้ โดยปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงถึง 20% มีสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงถึง 150% และมีสินทรัพย์สภาพคล่อง 187% จากเกณฑ์ปกติกำหนดไว้ที่ 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. จะประเมินสถานการณ์การระบาดและแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 ในช่วงไตรมาส 4/2564 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็นในการนขยายอายุมาตรการในการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.23% ต่อปี จากเดิมที่ 0.46% ต่อปี ซึ่งจะสิ้นสุด ณ สิ้นปี 2564 โดยโจทย์ที่สำคัญของการลดอัตราเงินนำส่ง คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้เงินนำส่งที่ลดลงได้ส่งผ่านไปถึงลูกหนี้เป็นสำคัญ คงต้องมาดูมาตรการและกลไกต่าง ๆ ว่าเมื่อมีการลดอัตราเงินนำส่งแล้วสถาบันการเงินจะมีแนวทาง กลไกอย่างไรที่จะส่งผ่านเงินที่ได้ลดลงให้กับลูกหนี้ ความสำคัญอยู่ตรงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมNPL ในระบบ ปัจจุบันยังไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยอมรับว่าอาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง โดยเฉพาะลูกหนี้ในกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ แต่หากทั้งหมดได้รับมาตรการช่วยเหลือ มีการเสริมสภาพคล่องให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพตามมาตรการต่าง ๆ ก็จะเป็นการนช่วยบรรเทาภาระให้ลูกหนี้ ดังนั้นระดับ NPL ในระบบส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ด้วย รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การฉีดวัคซีน และการเปิดประเทศ ซึ่งหากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาได้เร็ว เชื่อว่าระดับ NPL ก็จะไม่ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรณดล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันฐานะของสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญค่อนข้างเยอะกว่าสิ่งที่เป็น สภาพคล่องมีเพียงพอ แต่ประเด็นที่จะต้องเร่งดำเนินการตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้สถาบันการเงินผ่านความช่วยเหลือให้ลูกหนี้อย่างมีคุณภาพ ช่วยเหลือลูกหนี้ให้อยู่รอดหลังโควิด-19 นั่นหมายถึงมาตรการพักต้น พักดอกเบี้ย จะเป็นการช่วยเหลือชั่วคราว ซึ่งไม่เพียงพอ สิ่งที่ ธปท. อยากเห็นและกระตุ้นให้สถาบันการเงินดำเนินการ คือการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้และสอดรับกับรายได้ของลูกหนี้ในอนาคต ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า มาตรการชะลอการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดในเดือน มิ.ย. 2564 ซึ่งครอบคลุมลูกหนี้เอสเอ็มอีไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น กว่า 65% กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ และอีก 30% มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ยังเหลืออีก 2% เท่านั้นที่ยืนยันว่าจะสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ภายใน มิ.ย. นี้ แต่เมื่อเดือน มี.ค. 2564 เกิดโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้มีความไม่แน่นอนสูง การควบคุมการระบาดยังทำได้ไม่เต็มที่ ธปท. จึงตัดสินใจขยายมาตรการชะลอการชำระหนี้ออกไป และให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มที่เกิน 100 ล้านบาทด้วย เพื่อรองรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ไม่สามารถประเมินกระแสเงินสดได้
ส่วนข้อเสนอที่ให้มีการปรับลดเงินนำส่งกองทุน FIDF เหลือ 0% นั้น คิดว่าคงไม่สามารถทำได้ เพราะกระทรวงการคลังยังมีภาระที่ต้องนำเงินไปจ่ายดอกเบี้ย โดยส่วนที่มีการปรับลดให้ก่อนหน้านี้คือการลดเงินต้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106029</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), พักหนี้ SME, รณดล นุ่มนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d53bbd68b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2020 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2020 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤตโควิด19 ต่อธุรกิจ SMEs หลังสิ้นสุดการพักหนี้เดือนตุลาคม 2563 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาตรการช่วยเหลือผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด 19 ระยะที่หนึ่งจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการพักชำระดอกเบี้ยต้นเงินให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจเป็นระยะเวลา 6 เดือนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 22 ตุลาคม 2563&amp;nbsp; ลูกหนี้ที่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือรวมมูลค่า 6.9&amp;nbsp; ล้านล้านบาท จำนวน 12.13 ล้านบัญชี &amp;nbsp;เป็นลูกหนี้ SMEs รวมมูลค่า 2.14 ล้านล้านบาท จำนวน 1.12 ล้านบัญชี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มาตรการช่วยเหลือระยะที่สอง ให้ สถาบันการเงินติดตามดูแลลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ติดต่อลูกหนี้ไปเยี่ยมกิจการ เพื่อประเมินผลกระทบรวมทั้งจัดทำช่องทางให้ลูกหนี้แจ้งสถานะและความประสงค์ในการรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มาตรการช่วยเหลือระยะที่สาม การเตรียมมาตรการรองรับการฟื้นตัวของธุรกิจในระยะต่อไป โดยลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายรายสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ DR BIZ ซึ่งเป็น one stop service ให้ลูกหนี้ได้ติดต่อเจ้าหนี้ เพื่อแก้ไขหนี้เดิม และมีโอกาสได้สินเชื่อใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ลูกหนี้รอมาตรการระยะที่สอง ที่ให้สถาบันการเงินช่วยเหลือโดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการบริหารสินเชื่อมีความรัดกุมสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการตรวจสอบข้อมูลลูกหนี้อย่างละเอียดโดยทีมสินเชื่อและทีมบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลข้อมูลเป็นครั้งที่สองเพื่อความรอบคอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้เป็น ราย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลาจากการถ่วงดุลดังกล่าว&amp;nbsp; ข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เช่น ในช่วงเวลา 6 เดือนที่ได้รับความช่วยเหลือหยุดพักชำระหนี้ ลูกหนี้มีผลประกอบการเป็นอย่างไร &amp;nbsp;ความพยายามเพิ่มช่องทางหารายได้เพิ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลดค่าใช้จ่าย รวมถึง&amp;nbsp; การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลูกหนี้ที่สามารถในการปรับตัวเองได้ดีกว่า จะสามารถสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ชัดเจนรวดเร็วกว่า รวมถึงอาจนำไปสู่ความช่วยเหลือในระยะที่สามด้วยสินเขื่อใหม่&amp;nbsp; แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกหนี้จะไม่สามารถได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หากไม่ได้ทำอะไรอย่างมีนัยสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันการเงินจะไม่สามารถรับรู้รายได้หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือให้ลูกหนี้หยุดพักชำระดอกเบี้ยและต้นเงิน รวมถึงต้องมีค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองหนี้เสีย กำไรลดลงหรือถึงขั้นขาดทุน และส่งผลถึงความมั่นคงทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ลูกหนี้บางกลุ่มที่ยังคงพอมีความสามารถในการชำระหนี้ได้อาศัยจังหวะนี้หยุดพักหนี้ไปด้วยหรือที่เรียก strategic&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งกลุ่มนี้ที่สถาบันการเงินคงต้องตรวจสอบพร้อมทั้งขอความร่วมมือในการชำระหนี้เพื่อประคับประคองให้ทุกฝ่ายสามารถผ่านวิกฤตโควิด19&amp;nbsp; ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความน่าเป็นห่วงอย่างมากที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นภาคธุรกิจท่องเที่ยว&amp;nbsp; ที่สร้างรายได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดมา &amp;nbsp;ตามสถิติรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยในปี2562 รวมตัวเลขกลม ๆ 3 ล้านล้านบาทแบ่งเป็นรายได้&amp;nbsp; 2 ล้านล้านบาทจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวน 40 ล้านคน และ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;1 ล้านล้านบาทจากนักท่องเที่ยวไทย คิดกันเร็ว ๆ ในปี 2563 นี้จำนวน 2 ล้านล้านบาทจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หมายความว่าในปี 2563 รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวจะหายเกือบร้อยละ 70&amp;nbsp; คนไทยที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจท่องเที่ยว 10 ล้านคน ไม่ว่าเป็นโรงแรม บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศน์ สปา ร้านขายของที่ระลึก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง &amp;nbsp;พนักงานถูกเลิกจ้าง คนตกงาน&amp;nbsp; จนเมื่อเริ่ม &amp;ldquo; โครงการเราเที่ยวด้วยกัน &amp;ldquo; โรงแรมร้านค้าทยอยกลับมาเปิดกิจการ ผมได้คุยกับพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งที่หาดทับแขกจังหวัดกระบี่ซึ่งเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีพนักงานเพียง20 คนถูกเรียกกลับมาทำงานจากทั้งหมด 80 คน นั่นหมายถึง 60 คนหรือร้อยละ 75 ยังคงต้องตกงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ประกอบการ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว จะรับมืออย่างไรกับการชำระหนี้สถาบันการเงิน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด19 เป็นต้นมา การล็อคดาวน์เมือง การปิดสนามบินไม่ให้มีการเดินทางระหว่างประเทศ ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ การค้าขายระหว่างประเทศลดลงโดยรวมร้อยละ 10 &amp;ndash; 20&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นสภาพที่ไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เมื่อลูกหนี้ในภาคธุรกิจท่องเที่ยวไม่มีรายได้หรือรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปรับปรุงโครงสร้างหนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการพักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินออกไปอย่างน้อยอีก 3 เดือน เมื่อสัญญาณการท่องเที่ยวดีขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ หรือการขยายผลจากกลุ่มนักท่องเที่ยวสเเชียล ทัวริสต์ วีซ่า ( STV )&amp;nbsp; ลูกหนี้ก็จะเริ่มสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้เต็มจำนวน และจนกว่าสภาวการณ์ระบาดโควิด19จะหยุดยั้งโดยวัคซีนซึ่งยังมีความไม่แน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องระยะเวลาอาจจะนานถึง 1-2 ปี&amp;nbsp; สัญญาณการชำระหนี้จึงจะเริ่มกลับมาปกติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในครั้งนี้จึงนับเป็นวิบากกรรมของสถาบันการเงินซึ่งต้องเผชิญกับลูกหนี้ที่มีปัญหาพร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; เฉกเข่นเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ซึ่งปัญหาเริ่มต้นที่ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อแก้ไขวิกฤต&amp;nbsp; ขณะที่ปี 2563 ลูกหนี้ขาดสภาพคล่องเนื่องจากรายได้หายไปจากพิษโควิด19 อย่างเสมอภาคทั่วโลก&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบเป็นระยะ ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ SMEs ตามมาตรการช่วยเหลือระยะที่สอง&amp;nbsp; ผมหวังว่าความพยายามแยกแยะลูกหนี้ที่เป็น strategic จะไม่ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ได้ทันเวลา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือหากการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ต้องใช้เวลาเนินนานออกไปด้วยเหตุผลใดก็ตามที่เป็นปัจจัยลบต่อระบบเศรษฐกิจของไทย&amp;nbsp; เช่น ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ&amp;nbsp; ความขัดแย้งสหรัฐ-จีน &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะส่งผลให้เกิดหนี้เสียในสถาบันการเงินจำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญในธุรกิจท่องเที่ยว ควรใช้โอกาสนี้ในการปฎิรูปเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจากการท่องเที่ยววิถีใหม่ ( new normal ) การใช้ digital technology พัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ&amp;nbsp; ไม่ต้องรอให้ลูกหนี้เป็นหนี้เสียเกินเยียวยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;การใช้แนวทาง&amp;nbsp; &amp;ldquo;&amp;nbsp; การจัดกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา SMEs ภาคการท่องเที่ยว&amp;nbsp; &amp;ldquo;&amp;nbsp; อาจเป็นคำตอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อรับโอนหรือซื้อทรัพย์สินของผู้ประกอบการนำเงินไปชำระหนี้ให้สถาบันการเงินแล้วมีข้อตกลงให้ผู้ประกอบการซื้อคืนในภายหลังโดยสถาบันการเงินเดิมยินดีให้การสนับสนุนวงเงินในการซื้อคืน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปรียบได้ว่าเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวแก้ปัญหาได้ทั้ง SMEs และปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยที่ผู้ประกอบการต้องยินยอมดำเนินการตามแนวทางปฎิรูปธุรกิจท่องเที่ยว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ว่าจะใช้มาตรการช่วยเหลือแบบใดก็ตาม ผมก็เพียงหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฎกรรมทางเศรษฐกิจ การล้มละลายจากไปของ SMEs ภาคการท่องเที่ยว &amp;nbsp;เกิดหนี้เสียจำนวนมากในสถาบันการเงิน&amp;nbsp; โดยมีผู้ร้ายตัวจริงที่ชื่อโควิด19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วงศกร&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิธุพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บทความคอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80601</URL_LINK>
                <HASHTAG>พักหนี้ 6 เดือน, พักหนี้ SME, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190421/image_big_5cbc75fcd148f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
