<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส. ขยายเวลาชำระหนี้ - งดคิดดอกเบี้ย 6 เดือน ช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดปศุสัตว์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค. 2564 นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคระบาดปศุสัตว์ โดยเฉพาะโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) ที่แพร่ระบาดในโค กระบือ และโรคระบาดอื่น ๆ ที่ระบาดในสุกร ซึ่งกระจายในทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 62 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจด้านปศุสัตว์ ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ อีกทั้งเกษตรกรมีรายได้ลดลงจนไม่สามารถส่งชำระหนี้ได้ตามกำหนด ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นการช่วยเหลือให้เกษตรกรลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ธ.ก.ส. จึงได้ดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคระบาดปศุสัตว์ ปี 2564&amp;nbsp; (ผู้เลี้ยงโค กระบือ และสุกร) ทั้งในส่วนของเกษตรกรลูกค้ารายคน วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีหนี้คงเหลือ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และมีงวดชำระในปีบัญชี 2564 (งวดเดือนเมษายน 2564 - มีนาคม 2565) ไม่รวมหนี้ในโครงการนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยแจ้งเหตุความเสียหายจากสถานการณ์ดังกล่าวต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและนำเอกสารจากสำนักงานปศุสัตว์ (กษ.01 หรือ กษ.02) มายื่นที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ท่านเป็นลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือ&amp;nbsp; กรณีที่มีหนี้วงเงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ธ.ก.ส.&amp;nbsp; จะขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เดิม และกรณีเงินกู้เพื่อเป็นค่าลงทุน จะทำการทบทวนกระแสเงินสดและปรับตารางการชำระหนี้ใหม่ให้สอดคล้องกับที่มาแห่งรายได้ของลูกค้า อีกทั้งยังลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เหลืออัตราร้อยละ 0 ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 &amp;ndash; วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีวงเงินให้ความช่วยเหลือ กรณีประเมินความเสียหายเกินร้อยละ 50 วงเงินช่วยเหลือเท่ากับต้นเงินกู้คงเหลือ หากเป็นเกษตรกรลูกค้ารายคนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท วิสาหกิจชุมชนสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท&amp;nbsp; กรณีประเมินความเสียหายไม่เกินร้อยละ 50 วงเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่งของต้นเงินกู้คงเหลือ หากเป็นเกษตรกรลูกค้ารายคนสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท วิสาหกิจชุมชนสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​เกษตรกรลูกค้า วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรที่ประสบปัญหาสามารถยื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือได้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ณ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02 555 0555&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112441</URL_LINK>
                <HASHTAG>พักหนี้เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd6018ded06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่าย2พันเราชนะ-ม.33 พักหนี้เกษตร2.8ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เฮ! ครม.ไฟเขียวเติมเงิน 2 พัน &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; เริ่มโอน 21 พ.ค. &amp;quot;เรารักกัน&amp;quot; ได้ 24 พ.ค. ใช้ยาวถึง 30 มิ.ย.&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ชี้เยียวยาประชาชนกว่า 40 ล้านคน ธ.ก.ส.ลุยพักหนี้อุ้มเกษตรกร 2.8 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 11.55 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการทางเศรษฐกิจที่ ครม.ได้พิจารณามีหลายประเด็นที่สำคัญ เช่น โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากวงเงิน 45,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนบนพื้นฐานของโอกาสและศักยภาพของท้องถิ่น ซึ่งจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อสถานการณ์โควิด-19 บรรเทาลง โดยจะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเป็นกลไกสำคัญ ภายใต้การติดตามของรองนายกฯ ทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติเห็นชอบกับการเพิ่มเงินสนับสนุนในโครงการเราชนะ อีกคนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะมีประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวนมากถึง 33.5 ล้านคน และเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการม33เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์เช่นกัน และขยายเวลาของโครงการออกไปถึงเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่า 8 ล้านคน รวมแล้วกว่า 40 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเพิ่มวงเงินสิทธิตามช่องทางที่เคยได้รับของแต่ประชาชนแต่ละกลุ่มโดยอัตโนมัติ สำหรับโครงการเราชนะ จะได้รับเงินเพิ่ม 2,000 บาทต่อคน แบ่งเป็นสัปดาห์ละ 1,000 บาท ระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษหรือกลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาท รอบแรกวันที่ 21 พ.ค.2564 และรับเงินโอนจำนวน 1,000 บาทอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ค. และสำหรับประชาชนกลุ่มที่มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาท รอบแรกในวันที่ 20 พ.ค. และอีก 1,000 บาท ในวันที่ 27 พ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการม33เรารักกัน จะได้รับเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคนเช่นกัน โดยจะได้รับเงิน 1,000 บาท ครั้งแรกในวันที่ 24 พ.ค. และอีก 1,000 บาทในวันที่ 31 พ.ค. โดยผู้มีสิทธิจากทั้ง 2 โครงการสามารถใช้จ่ายได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. ส่วนโครงการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ กระทรวงการคลังจะเสนอเพื่อให้ ครม.พิจารณาในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการเราชนะว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.2564 เป็นต้นมา จำนวน 73,843 ล้านบาท ส่วนประชาชนกลุ่มแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และคนละครึ่ง และประชาชนกลุ่มผู้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะแล้ว จำนวน 16.8 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.2564 เป็นต้นมา จำนวน 115,724 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.4 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค.2564 เป็นต้นมา จำนวน 15,461 ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน 32.9 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 205,028 ล้านบาท และมีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะที่ใช้จ่ายจนครบวงเงินสิทธิ์แล้ว จำนวน 25.2 ล้านคน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 1.3 ล้านกิจการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้กำหนดพักชำระหนี้เงินต้นให้กับเกษตรกรและบุคลากร ผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) สหกรณ์ (ไม่รวมสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ) กลุ่มเกษตรกร กลุ่มบุคคล กองทุนหมู่บ้าน หรือชุมชนและองค์กร ที่มีสัญญาเงินกู้และมีต้นเงินคงเป็นหนี้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.2564 และเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่งวดเดือน เม.ย. 2564 เป็นต้นไป และต้องไม่เป็นหนี้ตามโครงการนโยบายรัฐ หรือโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือ หรือมีเงื่อนไขตามมาตรการอื่นๆ จำนวน 2.82 ล้านราย เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความกังวล และลดภาระการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวให้แก่ลูกหนี้ โดยลูกหนี้สามารถนำเงินงวดที่จะต้องชำระหนี้ ไปเป็นสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตประจำวันและประกอบธุรกิจได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของการพักชำระหนี้จะพิจารณาจากการกำหนดงวดชำระหนี้ตามศักยภาพของเกษตรกร บุคคล สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนิติบุคคล ซึ่งจะพักชำระต้นเงินออกไป 6 เดือนถึง 1 ปี นับจากงวดที่ถึงกำหนดชำระเดิม และเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า โดยลูกค้าต้องชำระเพียงดอกเบี้ยเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการขอสินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 สำหรับเกษตรกร ลูกจ้างภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และเพื่อป้องกันการเป็นหนี้นอกระบบ วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.35% ต่อเดือน ปลอดชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์การเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ต้นเงินได้ผ่านช่องทาง LINE Official BAAC Family เว็บไซต์ https://www.baac.or.th และ Call Center 0-2555-0555 พร้อมทั้งสามารถแจ้งความประสงค์ขอใช้สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ผ่าน LINE Official BAAC Family ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102591</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พักหนี้เกษตรกร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มเกษตรกร, เติมเงิน 2 พัน, เยียวยาประชาชน, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a96b9da610.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64730</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2020 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2020 18:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส.พักหนี้เกษตรกรลูกค้า 3.3 ล้านราย 1 ปี โดยอัตโนมัติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2563 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการระบาดของเชื้อไวรัส COVID &amp;ndash; 19 ให้คลายความกังวลจากภาระหนี้สิน และสามารถผ่านพ้นช่วงระยะเวลาแห่งความยากลำบากไปด้วยกัน &amp;nbsp;ธ.ก.ส. ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;จึงได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือให้แก่ลูกค้า ธ.ก.ส. ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม &amp;nbsp;โดยการพักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่งวดเดือนเมษายน 2563 - งวดเดือนมีนาคม 2564 เป็นเวลา 1 ปี โดยอัตโนมัติ &amp;nbsp;และยังคงชั้นหนี้เดิมของลูกค้าก่อนเข้าโครงการฯ &amp;nbsp;ซึ่งมาตรการดังกล่าว
ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม &amp;nbsp;ทั้งที่เป็นเกษตรกรรายคน บุคคล ผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง รวมผู้ที่ได้รับประโยชน์จำนวน 3,348,378ราย &amp;nbsp;คิดเป็นต้นเงินกู้จำนวน 1,265,492 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส.&amp;nbsp;มีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 มาอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 4 มาตรการ ได้แก่
1) มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ในภาพรวม ประกอบด้วยการขยายระยะเวลาชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย ปลอดชำระต้นเงินใน 3 ปีแรก ให้กับลูกหนี้ปกติ และลูกหนี้ NPL ครอบคลุมทั้งเกษตรกรลูกค้า ผู้ประกอบการ และสถาบัน ระยะเวลาดำเนินมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2564 &amp;nbsp;และยังมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ในการประกอบอาชีพแก่ลูกหนี้เพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีงวดชำระเป็นรายเดือน โดยพักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย 3 เดือน โดยอัตโนมัติ (เดือนเมษายน ถึงมิถุนายน 2563) ทั้งในส่วนของเกษตรกร บุคคล ผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) กลุ่มบุคคล กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชุน และสหกรณ์ ทั้งประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล &amp;nbsp;สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท) และโครงการสินเชื่อ SME เกษตร (วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินลูกค้า SMEs จำนวน 2 มาตรการ &amp;nbsp;ได้แก่ 1. มาตรการพักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย 6 เดือน (เมษายนถึงกันยายน 2563) แบบอัตโนมัติทุกราย ให้กับ SMEs ที่มีวงเงินกู้รวมไม่เกิน 100 ล้านบาท และในระหว่างพักชำระหนี้ &amp;nbsp;ลูกค้าที่ประสงค์ชำระหนี้ ธ.ก.ส.จะคืนดอกเบี้ยร้อยละ 10 ของเงินที่ส่งชำระ (Cash Back)&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. มาตรการสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจ SMEs ( Soft Loan ของ ธปท.) เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่มีวงเงินกู้รวมไม่เกิน 500 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี &amp;nbsp;รัฐบาลรับภาระจ่ายดอกเบี้ยแทน &amp;nbsp;6 เดือนแรก วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 20 ของยอดหนี้คงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) มาตรการสินเชื่อฉุกเฉิน วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและครอบครัวของเกษตรกรในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นและฉุกเฉินในครัวเรือน ในอัตราดอกเบี้ยคงที่เพียงร้อยละ 0.1 ต่อเดือน วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10,000 บาท กำหนดชำระคืนไม่เกิน 2 ปี 6 เดือนนับจากวันกู้ ไม่ต้องใช้หลักประกัน โดยปลอดชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรกนับจากวันกู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ยังได้เตรียมมาตรการในการฟื้นฟู เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรลูกค้า &amp;nbsp;กลับมาพัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและชุมชน มีรายได้ ควบคู่กับการร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยน้อมนำความรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการดำเนินชีวิต &amp;nbsp;ซึ่ง ธ.ก.ส.มุ่งหวังว่าสามารถช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบ จำนวนกว่า 1,000,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;มาตรการดังกล่าวของ ธ.ก.ส. คาดว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.ครอบคลุมทุกกลุ่ม ให้กลับมามีขวัญกำลังใจ &amp;nbsp;ในการผลิตสินค้าทางการเกษตร เพื่อให้มีอาหารที่เพียงพอต่อการบริโภค การส่งออกเพื่อสร้างรายได้ รวมถึงเป็นกำลังหลักในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64730</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธ.ก.ส., พักหนี้เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea2c1bcc7890.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกร 36,605 รายเฮ ครม.เคาะพักหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.เห็นชอบแผนฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.และกองทุนฟื้นฟู 3.6 หมื่นราย ยอดหนี้เงินต้น 6,382 ล้านบาท &amp;nbsp;พร้อมเห็นชอบ พ.ร.บ.อ้อยแฃะน้ำตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติแนวทางการแก้ไข้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรรวม 36,605 ราย วงเงิน 6,382 ล้านบาท ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL และมีระยะเวลาการเป็นหนี้ไม่น้อยกว่า 3 ปี ที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และเป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยจะพักเงินต้นให้ 50% ของมูลหนี้ และพักชำระดอกเบี้ยทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้จะต้องมีการชำระหนี้ให้ ธ.ก.ส. ตามที่มาแห่งรายได้ปีละ 1 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะต้องจัดทำแผนฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต และหากผิดนัดชำระหนี้ทาง ธ.ก.ส. จะคิดอัตราดอกเบี้ยในส่วนของเงินต้นที่ค้างชำระในอัตราสูงสุด หรืออยู่ที่ MRR +3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนช่วยเหลือครั้งนี้ไม่คำนวณรวมเป็นเอ็นพีแอล เพื่อประเมินผลตามบันทึกข้อตกลงการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจและเป็นโครงการที่ต้องแยกเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐให้แก่ ธ.ก.ส.และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามระเบียบที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.เป็นเกษตรกรประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด &amp;nbsp;2.เป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกร 3.มีหนี้ที่เกิดจากการทำเกษตรกรรม และ 4.เป็นหนี้ในระบบตามที่กฎหมายกำหนด หนี้โครงการส่งเสริมของรัฐ หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินประเภทธนาคารพาณิชย์ ธ.ก.ส. หรือนิติบุคคล และหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันเกษตรกร โดยเปิดให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม &amp;ndash; 13 ตุลาคม 2561 เป็นระยะเวลา 60 วัน ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย หลังกฎหมายเก่ามีการใช้มานานตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งอาจไม่รองรับต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยในร่างพรบ.อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่มีสาระสำคัญ อาทิ การแก้ไขบทนิยามเพิ่มคำว่า &amp;ldquo;น้ำอ้อย&amp;rdquo; เข้าไป เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำน้ำอ้อยไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากการผลิตเป็นน้ำตาลทราย เช่นผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นอย่างแก๊สโซฮอล์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีทางเลือกเพิ่มรายได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ยังกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นต้องไม่น้อยกว่า 80% และไม่เกิน 95% ของประมาณการณ์รายได้ที่คำนวนได้ หลังจากเห็นว่า พ.ร.บ.เก่ามีการกำหนดเพียงขั้นต่ำไม่มีขั้นสูง จึงอาจเกิดความเสี่ยงราคาอ้อยขั้นต้นสูงกว่าราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ทำให้ต้องเกิดการชดเชย รวมถึงการปรับปรุงพ.ร.บ.นี้ให้สอดคล้องตามข้อตกลงทางการค้าภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ WTO&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังยกเลิกเงินกู้ของรัฐบาลตามมติ ครม.เดิมอนุมัติไว้ การกำหนดให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยเป็นสมาชิกสถาบันการชาวไร่อ้อย หรือกลุ่มเกษตรกรได้เพียงแห่งเดียว &amp;nbsp;กำหนดให้แยกโทษของสมาชิกชาวไร่ออกจากหัวหน้ากลุ่ม และเพิ่มโทษปรับจากเดิม 4 เท่า เดิมปรับ 5,000 บาท เพิ่มเป็นโทษปรับสูงสุด 20,000 &amp;nbsp;บาท &amp;nbsp;การกำหนดให้โรงงานผลิตน้ำตาลทรายไม่เกินข้อกำหนดตามกฎหมาย &amp;nbsp;เปิดทางให้นำเข้าน้ำตาลทราย &amp;nbsp;แต่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หลังจากนี้เตรียมนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจาณาในขั้นต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18971</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, พักหนี้เกษตรกร, ลูกหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร, แผนฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a95554e41b1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
