<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1 ใน 10,000 ผู้ป่วยหายโควิด เกิดพังผืดในปอด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.64 สมาคมอุรเวชช์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ และคณะทำงานโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) จัดเสวนาในกิจกรรมเติมเต็มลมหายใจ หัวข้อ &amp;ldquo;โรคพังผืดในปอด และความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด19&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในระบบทางหายใจของมนุษย์สามารถเกิดโรคเรื้อรังได้มากมาย อาทิ วัณโรคปอด โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือกลุ่มโรคปอด(Interstitial Lung Disease) ในกลุ่มย่อยของผู้ป่วยโรคนี้จะมีปอดที่เป็นพังผืดอีก เรียกว่า โรคพังผืดในปอด Fibrotic-ILD (Fibrotic-Interstitial Lung Disease) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโรคที่หายาก ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทำให้มีความท้าทายในด้านการคัดกรองวินิจฉัยโรคที่ไม่ชัดเจนและลำบาก รวมไปถึงการดูแลรักษา โดยอาการที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคพังผืดในปอด ได้แก่ มีอาการไอเรื้อรัง หรือ หอบเหนื่อยมานานกว่า 2 เดือน หรือมากจากการที่ปอดมีการติดเชื้อรุนแรง หากหาสาเหตุอื่นไม่พบ และไม่เคยสูบบุหรี่ แพทย์ต้องส่งวินิจฉัยเพื่อเติมหากมีผลเอกเรย์ปอดที่ผิดปกติ ฟังเสียงหายใจผิดปกติที่ชายปอดทั้ง 2 ข้าง คล้ายเสียงลอกแถบตีนตุ๊กแก และออกซิเจนปลายนิ้วต่ำเมื่ออกกำลัง เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผู้ป่วยโควิด19 เมื่อรักษาหาย หากเกิดรอยแผลเป็นหรือพังผืดในปอดจะค่อยๆหายไปใน 2-12 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยที่จะเกิดปอดอักเสบรุนแรงจากโควิดมีประมาณ &amp;nbsp;30-50% ซึ่งในจำนวนนี้เมื่อรักษาโควิดหายแล้วประมาณ 1 ใน 10,000 คน หรือน้อยกว่านั้น มีโอกาสที่จะเป็นโรคพังผืดในปอด เพราะปอดเกิดพังผืดมาก ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า โรคพังผืดในปอด แตกต่างจากพังผืดที่เกิดขึ้นเล็กน้อยในปอด ซึ่งมาจากการรักษาโรคหายแล้ว เช่น วัณโรคในปอด ควรเรียกให้เข้าใจง่ายว่า แผลเป็นในปอด เพราะโรคพังผืดในปอด จะทำให้ส่วนล่างของปอดมีลักษณะแข็ง และเกิดพังผืดได้ทั่วปอดทั้งสองข้าง ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซไม่สมดุล หรือเหนื่อยง่ายขึ้น หายใจไม่เต็มที่ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง เช่น โรคหนังแข็ง หรือหลังการติดเชื้อในโรคโควิด19 &amp;nbsp;หรือบางรายอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.กมล &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า โรคนี้พบได้บ่อยในประเทศตะวันตกอยู่ที่ 90-100 คน ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ แต่จากการรวบรวมของสมาคมฯ ในโครงการ IPF Registry ซึ่งเป็นโรคพังผืดในปอดชนิดไม่ทราบสาเหตุ เก็บรวบรวมผู้ป่วยได้กว่า 131 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการอักเสบในปอดมีทั้งปัจจัยภายนอก รศ.นพ.กมล กล่าวอีกว่า จากการซักประวัติเกี่ยวกับอาชีพ เพราะจะมีการหายใจรับทั้งสารมลพิษอินทรีย์ สารมลพิษอนินทรีย์ เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ และปัจจัยภายใน เช่น ภาวะภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune dysfunction) ทำให้เกิดการอักเสบในปอด และอาจจะไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะใช้ประวัติการตรวจร่างกายร่วมกับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดความละเอียดสูง (HRCT) โดยอาจพิจารณาร่วมกับการประเมินทางผลปฏิบัติการอื่นๆ ร่วม และการติดตามต่อเนื่อง เพราะ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด สามารถพัฒนาเป็นโรคพังผืดชนิดลุกลาม (Progressive Phenotype ILD: PF-ILD) ซึ่งจะทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นบริเวณถุงลมและหลอดลมฝอย ทำให้ออกซิเจนผ่านไปที่ปอดและกระแสเลือดยากขึ้น ผู้ป่วยจะหายใจหอบเหนื่อย ทำให้อวัยวะขาดออกซิเจนและทำงานไม่เต็มที่ แผลเป็นที่ปอดจะไม่หายกลับมาเป็นเนื้อปอดปกติ ดังนั้น หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพังผืดในปอดแล้ว ผู้ป่วยต้องไปตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของโรคอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความรุนแรงของโรคโรคพังผืดในปอด ซึ่งปอดจะเสื่อมสภาพตามอายุที่มากขึ้น แต่โรคนี้ก็จะทำให้ปอดยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นเช่นกัน และอาจจะเทียบเท่ากับโรคมะเร็ง หากไม่ได้รับการรักษาจะมีเวลาอยู่ต่อได้เพียง 3.5 ปี โดยเทียบกับอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีกับโรคมะเม็ง เช่น &amp;nbsp;โดยมะเร็งปอดอยู่ที่ &amp;nbsp;20% มะเร็งลำไส้ 60% มะเร็งเต้านม 85% มะเร็งต่อมลูกหมาก 87% และโรคพังผืดในปอดไม่ทราบสาเหตุเฉลี่ย 35% ซึ่งน้อยกว่าโรคมะเร็งอื่นๆ ส่งผลให้มีความรุนแรงในผู้ป่วยมากในระดับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การวินิจฉัยโรคนี้ค่อนข้างยาก โดยประชาชนหรือแพทย์ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอาจจะคิดว่า &amp;nbsp;ปอดเป็นเพียงแผลเป็นเท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ตรงโรค หรือการส่งต่อการรักษาล่าช้า ก็มีผลทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ส่งรักษาล่าช้า 1 ปี อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยที่ 8% ส่งรักษาล่าช้า 1-2 &amp;nbsp;ปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 18% &amp;quot;รศ.นพ.ฉันชายกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงต้องเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่นอนและเร็วที่สุด เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะปอดเสื่อมสภาพ อาจทำให้หายใจไม่ไหว แต่สามารถชะลอไม่ให้ปอดเสื่อมเร็ว เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในปัจจุบันมียาต้านพังผืดในปอดซึ่งเป็นยาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของปอด ที่ได้รับการรับรองครอบคลุมทั้ง 3 ข้อบ่งชี้ ประกอบด้วย ผังผืดในปอดแบบไม่ทราบสาเหตุ พังผืดในปอดจากโรคหนังแข็ง และพังผืดในปอดชนิดลุกลาม ซึ่งสามารถที่จะชะลอการลุกลามของโรค ลดการกำเริบแบบเฉียบพลัน และลดอัตตราการเสียชีวิต โดยมีการรักษาชนิดอื่นๆควบคู่ เช่น การบำบัดด้วยออกซิเจน การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก คือ ผู้สูบบุหรี่ รวมไปถึงการเจอมลภาวะพิษต่างๆ วิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ ใส่หน้ากากหรือเครื่องป้องกัน หากต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยง และหลีกเลี่ยงอย่าให้ปอดติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อนุวัฒน์ โนรีวงศ์ ผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด อายุ 78 ปี เล่าว่า อาการโรคพังผืดในปอดจะเหนื่อยมาก สำลักบ่อย ไอต่อเนื่องรุนแรงจนไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้เลย แม้จะใช้เวลารักษานานแต่อาการกลับแย่ลงเพราะหาสาเหตุไม่ได้ และมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ กว่าจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมนั้นต้องทรมานกว่า หลายปี ตนรู้สึกโชคดีที่ลูกสาวได้พาไปตรวจร่างกาย และได้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้ จึงอยากฝากไปยังผู้ป่วยโดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดอยู่ขณะนี้ลองสังเกตอาการโรคให้มากยิ่งขึ้น และปรึกษาแพทย์หากมีอาการเข้าข่ายส่งสัยเป็นโรคพังผืดในปอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117105</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, พังผืดในปอด, รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145af7377403.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เชี่ยวชาญ เผยรักษาโควิดหาย แต่ปอดได้รับผลกระทบ อาจพบพังผืดในปอด มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร สถาบันโรคทรวงอก และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;การฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19&amp;rdquo; เพื่อเป็นองค์ความรู้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด19 ขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น Vuca world ที่มีความซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว ถ้าหากจะตามให้ทันโรคต้องอาศัยความเร็ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลที่ต้องมีการใส่หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวัน หรือในทางการรักษาทั้งในโรงพยาบาล ตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการปรับมาทำ ARI Clinic เพื่อคัดกรองโรค หอผู้ป่วยรวม(cohort ward) &amp;nbsp;ที่สามารถรับคนไข้ได้ 10-20 คน และมีช่วงที่ห้องไอซียูไม่เพียงพอ ก็ทำห้องไอซียูโมดูลาร์&amp;nbsp;
ส่วนการรักษานอกโรงพยาบาลตั้งแต่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นจนจำนวนเตียงไม่เพียงพอรองรับก็มีการทำ HI/CI และคาดว่าจะมีการทำแฟคตอรี่ ไอโซเลชั่น โฮเทล ไอซูเลชั่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรักษาโควิดหายแล้ว จากการรายงานต่างประเทศหรือในไทยเองพบว่า &amp;nbsp;ผู้หายป่วยโควิดยังมีอาการคงค้างอยู่ ซึ่งทางกรมการแพทย์ก็ได้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของคนที่เคยป่วยโควิด19 ในภาพรวมทุกอาการไม่ใช่เพียงแค่ปอดเท่านั้น เพื่อรวบรวมข้อมูล ในการประเมินปัญหาและหาแนวทางการรักษาดูแลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด19 ภาพรวมของประเทศที่มีจำนวนลดลงแล้ว ก็ยังคงเฝ้าระวัง จากการลองคาดการณ์ว่าสถานการณ์แย่ที่สุด หากคนไข้มียอดกลับมาติดเชื้อเป็น 30,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 5,500 คน โดยจะใช้การตั้งรับแบบเชิงรุก ทั้งแนวทางการรักษา ยาต้านไวรัสต่างๆ เพราะผู้ติดเชื้ออาจจะกลับขึ้นมาสูงขึ้นอีกได้ &amp;rdquo; นพ.สมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนไข้ที่ได้รับเชื้อโควิด19 ซึ่งจะมีปัญหากับปอดนั้นไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่ป่วยเท่านั้น แต่หลังจากหายแล้วก็อาจจะมีผลระยะยาวเพราะเชื้อไวรัสยังคงอยู่ จากข้อมูลการศึกษาในแถบยุโรป พบในคนที่ติดเชื้อโควิด19 ต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 50-60% และข้อมูลจากของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;คนติดเชื้อโควิดเกือบ 1.4ล้านคน &amp;nbsp;ในจำนวนนี้กว่า 30% ที่มีอาการปอดอักเสบ โดยกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องปอดมาก คือ กลุ่มผู้สูงอายุ เพราะปอดจะเสื่อมลงตามวัย กลุ่มคนที่มีโรคเรื้อรัง ส่งผลให้สมรรถภาพปอดแย่ลง &amp;nbsp;และกว่าปอดจะหายต้องใช้เวลาถึง 36 เดือน และนานมากขึ้นในกลุ่มคนไข้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเข้าใจในการดูแลและฟื้นฟูปอด ดังนั้นการจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสื่อให้ความรู้ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในการฝึกสมรรถภาพปอดของตนเองไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโควิด19 หรือผู้ที่ไม่ป่วย รวมไปถึงแพทย์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า โควิดเป็นไวรัส RNA ที่มีโครงสร้างพันธุกรรมในการกลายพันธุ์ได้ค่อนข้างสูง และง่าย รวมไปถึงการระบาดข้ามสิ่งมีชีวิต ความเร็วในการกลายพันธุ์เฉลี่ยใน 1 เดือน อาจจะกลายพันธุ์ 1 ตำแหน่งของพันธุกรรม และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเชื้อไวรัสข้าสู่ร่างกาย และระบาดในพื้นที่ใดนานๆ ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายเชื้อไวรัสก็จะสร้างตัวใหม่ขึ้นมา หรือมีการแปรเปลี่ยนของรหัสพันธุกรรม ทำให้เกิดสายพันธุ์แปลกๆขึ้น อย่างในปี 2563 ไทยพบแต่พบการติดเชื้อเฉพาะสายพันธุ์อู่ฮั่น จนในปี 2564 ก็เริ่มมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ที่พบในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น อัลฟ่า เบตา แกรมมา และเดลตาที่ระบาดหนักในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.เจษฎา กล่าวต่อว่า ดังนั้นการกลายพันธุ์ที่มีผลกระทบกับมนุษย์ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) จะพิจารณา 3 ข้อ คือ 1.การระบาดเร็วขึ้นหรือไม่ &amp;nbsp;2.มีความรุนแรงของโรค 3.การดื้อต่อวัคซีน ซึ่งหากจะให้ประเมินโควิดจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากการประเมินของ WHO ที่ได้แบ่งลำดับชั้นของโควิด ได้แก่ ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่ากังวล ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่าสนใจ และชั้นสายพันธุ์ที่น่าจับตา ซึ่งสายพันธุ์อัลฟ่า เบตา แกรมมา เดลตา ก็ยังคงอยู่ในชั้นของความน่ากังวล เพราะมีการแพร่กระจายเร็ว ส่วนสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอย่าง สายพันธุ์มิว ที่พบว่ามีการระบาดเพิ่มขึ้นในโคลัมเบีย ส่วนในประเทศอื่นๆที่พบจำนวนยังไม่มาก หรือสายพันธุ์เอปซิลอน ที่มีลักษณะเด่น คือ ดื้อวัคซีน ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้ยังไม่ระบาดเร็วเท่าเดลตา &amp;nbsp;ทางที่ดีก็คือเราต้องปรับตัวอยู่ร่วมกับโควิด และเตรียมรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้ววิธีการป้องกันคือ การดูแลตัวเองใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร กล่าวถึงเชื้อโควิด19 ที่ส่งผลกระทบต่อปอดว่า ตั้งแต่เริ่มรับเชื้อโควิดจะมีการฝังตัวอยู่ประมาณ 3-5 วัน และจะเริ่มมีอาการไข้ ครันเนื้อครันตัว ปวดเมื่อย ไอ &amp;nbsp;และหลังจากนั้นใน 1 สัปดาห์ เชื้อจะเริ่มลงไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอด จึงทำให้เกิดอาการอักเสบ ซึ่งจะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการไอมากขึ้น จากนั้นช่วง 2-4 สัปดาห์ อาการเหนื่อย ไอก็จะเพิ่มขึ้นจากการที่ไวรัสไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ทำให้หลั่งสารเคมีบางอย่างออกมา ซึ่งสารเคมีตัวนี้ต้องการที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส แต่อาจจะเป็นผลเสียหากมีมากเกินไป หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สมดุล จึงทำให้เกิดการอักเสบของปอดรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก จึงทำให้คนไข้เริ่มมีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจติดขัด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในผู้ป่วยประมาณ 3-5% อาจจะมีอาการปอดอักเสบรุนแรงมากจนกระทั่งระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่เครื่องฟอกเลือด &amp;nbsp;เพื่อลดภาวะของการอักเสบ อย่างการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโควิด 2 ราย ที่หายกลับบ้านแล้วในวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา คนแรก เพศหญิงอายุ 59 ปี ป่วยตั้งแต่ช่วง 27 ก.ค. มีปอดอักเสบทั้งสองข้าง หลังจากรักษาหายและกลับบ้านไปกว่า 2-3 เดือน &amp;nbsp;แต่ยังต้องใช้เครื่องออกซิเจนอยู่ เมื่อมาติดตามผลการรักษาพบว่าปอดคนไข้มีพังผืดหรือมีเศษซากของเชื้อคงค้าง &amp;nbsp; แต่เชื้อโควิด19ตาย ไปหมดแล้ว อีกรายในเพศหญิง อายุ 72 ปี ที่ป่วยโควิดตั้งแต่ 24 มิ.ย. ซึ่งมีอาการปอดอักเสบรุนแรง จากการติดตามผลการรักษาก็ยังมีอาการเหนื่อยหอบ ทั้ง 2 ราย ปอดยังไม่กลับคืนสู่สภาพปกติ ทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวในการหายใจไม่เต็มที่และเหนื่อยหอบ จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูคุณภาพปอด&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ กล่าวเสริมว่าว่า ผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบรุนแรง ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มผู้สูงอายุ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และในกลุ่มผู้ที่โรคหัวใจ โรคปอด โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น จากข้อมูลประเทศไทยในการระบาดระลอกที่ 3 หรือระลอกที่ 4 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. พบว่าคนไข้ที่เป็นปอดอักเสบต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 30-50% ซึ่งใน 100 คน เฉลี่ย 10% จะต้องให้ออกซิเจน และอีก 3% ต้องใช้เครื่องไฮโฟลว์ หรือจนถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในกลุ่มนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1% มีเพียง 2% ที่รักษาหาย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ปอดอาจจะได้รับผลกระทบหลังรักษาโควิดหาย ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ซึ่งหลังจากออกจากโรงพยาบาลไป 3 เดือน ระยะปอดอักเสบจากเชื้อโควิดก็จะเริ่มหมด และจะถูกแทนที่ด้วยพังผืดถาวร เรียกว่า ระยะปอดเป็นผัดผืดจากโควิด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการติดตามผลของผู้ที่หายป่วยแล้วไม่พบเชื้อ หรือพบเพียงซากเชื้อ แต่ก็ยังคงมีอาการปอดอักเสบที่ลุกลาม ทั้งนี้ผู้ที่หายป่วยแล้วยังไม่ต้องตื่นตระหนกกับการเป็นพังผืดที่ปอดเ พราะในไทยยังไม่มีการพบ และคาดว่าอาจจะพบในจำนวนที่ไม่มาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร แววทอง นักกายภาพบำบัดชำนาญการ กล่าวถึงการฟื้นฟูปอดว่า เมื่อหายป่วยจากโควิด19 ต้องฟื้นฟูทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ หลอดเลือดและปอด รวมไปถึงระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายสามารถกลับไปใช้งานได้ ซึ่งในคนไข้โควิดส่วนใหญ่จะมีอาการเหนื่อยน้อยลงหลังจากหายแล้ว แต่จะเป็นอาการล้ามากกว่า ดังนั้นเมื่อกลับไปฟื้นฟูตัวเองที่บ้านวิธีการแรกคือต้องเรียนรู้วิธีการหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ เพื่อลดการหอบเหนื่อย หากหายใจลำบากต้องมีการปรับท่านอนโดยเอาหมอนหนุนศีรษะให้สูง เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องทำงานได้ดี หรือการนั่งอาจจะนอนฟุบไปที่โต๊ะ หากยังไม่รู้สึกดีให้นั่งเอาศอกไว้ที่หน้าตักและโน้มตัวไปข้างหน้า หรือการยืนหลังพิงกำแพง ขาห่างกำแพง 2 ฟุต เพื่อให้กล้ามเนื้อหายใจบริเวณลำคอเกิดการผ่อนคลาย โดยทุกท่าต้องมีการควบคุมการหายใจเหมือนการนั่งสมาธิ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลกยังได้ระบุระดับของการออกกำลังกาย 5 ขั้น คือ 1.เตรียมความพร้อม สำรวจอาการเหนื่อยของตนเอง 2.ทำกิจกรรมเบาๆ อาทิ เดิน หรือทำงานบ้าน &amp;nbsp;3.การใช้แรงระดับปานกลาว อาทิ วิ่งหรือว่ายน้ำ 4.การทำงานระดับปานกลาง เช่น การเต้น และ5.การกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ปกติ &amp;nbsp;ส่วนการออกกำลังกายอาจจะเริ่มด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การทรงตัวด้วยการจับขาที่งอไว้ด้านหลัง หากเดินไม่ไหวให้นั่งและยกขาสลับขึ้นลง หรือเหยียดขาพร้อมกับกระข้อเท่าขึ้นสลับไปมา การยกขวดย้ำสลับข้างเพื่อกล้ามเนื้อส่วนแขน โดยการออกกำลังกายผู้หายป่วยโควิดสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อฟื้นฟูร่างกายในเบื้องต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116593</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร, พังผืดในปอด, สถาบันโรคทรวงอก, สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย, สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f42c3079de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
