<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดยอดใช้พลังงานดิ่งต่ำสุดรอบ 70 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;โควิด-19 ทำให้การใช้ไฟฟ้าของโลกก็หดตัว 5% มากสุดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ 2473 ขณะที่ไทยลดลงหนักเช่นกัน ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปีนี้ การใช้น้ำมันลดลง 13.4% ไฟฟ้าลดลง 3.8% ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิด เพื่อปรับแผนพลังงานให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยต้องพิจารณาควบคู่กับโอกาสการแพร่ระบาดรอบที่ 2 ในประเทศด้วย เพื่อที่จะทบทวนแผนพีดีพีฉบับใหม่ และอีก 4 แผนพลังงานหลักของประเทศอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2564&amp;quot; นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในภาวะกดดันมาตลอดหลายเดือนจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลให้กิจกรรมต่างๆ ในสังคมจะต้องหยุดชะงักไป ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย ที่กำลังซื้อของคนนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งออกของสินค้าบางชนิดที่ถูกยกเลิกไป เพราะหลายประเทศต้องทำการปิดเมือง ขณะที่การบริการนั้นยิ่งได้รับผลกระทบหนัก เพราะด้วยความไม่ไว้วางใจนี้ การบริการเกือบทุกด้านจึงไม่มีใครกล้าจะใช้งาน และเมื่อธุรกิจต่างๆ นั้นได้รับผลกระทบจากความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลง จึงทำให้การจ้างงานนั้นถูกมองว่าเป็นภาระ จึงเกิดภาวะเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้ความต้องการหลายๆ ด้านลดลง นอกเหนือจากสินค้าและบริการทั่วไป ยังมีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง กลุ่มคมนาคมและการขนส่ง รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมด้านพลังงาน ที่แม้จะเป็นปัจจัยหลักของการดำเนินชีวิต ที่ก็ยังมีสัดส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดย นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยในงานสัมมนา &amp;quot;ทิศทางพลังงานประเทศไทยหลังวิกฤติโควิด&amp;quot; ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์การใช้พลังงานภาพรวมในปี 2563 อย่างใกล้ชิด หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้การใช้น้ำมันและไฟฟ้าลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต่ำสุดในรอบ 70 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (อีไอเอ) ประเมินว่าการใช้พลังงานของโลกปี 2563 จะลดลงมากสุดในรอบ 70 ปี รวมถึงหากมีการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ก็อาจกระทบต่อการใช้พลังงานได้อีก ซึ่งเหล่านี้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการปรับแผนพลังงานของประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (พีดีพี 2018 Rev.1) ระยะยาว 20 ปี ที่อาจจะปรับในไตรมาส 4 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;โควิด-19 ทำให้การใช้ไฟฟ้าของโลกหดตัว 5% มากสุดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ 2473 ขณะที่ไทยลดลงหนักเช่นกัน ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปีนี้ การใช้น้ำมันลดลง 13.4% ไฟฟ้าลดลง 3.8% ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิด เพื่อปรับแผนพลังงานให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยต้องพิจารณาควบคู่กับโอกาสการแพร่ระบาดรอบที่ 2 ในประเทศด้วย เพื่อที่จะทบทวนแผนพีดีพีฉบับใหม่ และอีก 4 แผนพลังงานหลักของประเทศอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2564&amp;quot; นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปรับแผนการใช้พลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนพลังงานทั้ง 5 ประกอบด้วย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (พีดีพี 2018 Rev.1), แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2561-2580 (เออีดีพี 2018), แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 (อีอีพี 2018), แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2561-2580 (แก๊ส แพลน 2018) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (ออยล์ แพลน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากสถานการณ์โควิด-19 นี้เอง กระทรวงพลังงานจะต้องเร่งวางแผนหรือทบทวนแผนบางโครงการอย่างเร่งด่วน อย่างแผนการผลักดันน้ำมัน E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ และยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้นั้น เบื้องต้นต้องเลื่อนออกไปก่อนเป็นไตรมาส 2 ปี 2564 โดยจะขอดูสถานการณ์ช่วงปลายปีอีกครั้ง ส่วนการกำหนดน้ำมัน B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานที่เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และให้น้ำมัน B7 เป็นน้ำมันทางเลือกนั้น ตามแผนจะยกเลิกบิลเสร็จภายในปี 2575 ซึ่งยังอีกนาน ตอนนี้จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ยอดใช้พลังงานของไทยลดลง ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่หดตัว โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะลดลง 5% ในปีนี้ ขณะที่ผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ราคาพลังงานลดลง ทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และราคาก๊าซอ่าวไทย, เมียนมา ก็จะมีผลดีทำให้ราคาก๊าซเฉลี่ยผลิตไฟฟ้าลดลงในรอบ 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า การใช้ไฟฟ้าที่ลดลงทำให้การสำรองไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 35-40% ตัวเลขหารเฉลี่ยต่อหน่วยไฟฟ้าก็ลดลง ทำให้ต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ร่วมแก้ไขส่วนนี้ ทั้งส่งเสริมการส่งออกไฟฟ้าไปประเทศเพื่อนบ้าน การส่งเสริมพลังงานทดแทน โดย กฟผ.จะลงทุนสายส่งรองรับส่วนนี้ประมาณ 120,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า รวมทั้งส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชุมชน ทั้งการส่งเสริมห้องเย็นเก็บผลไม้ โดยมีค่าไฟฟ้าราคาพิเศษ รวมทั้งแผนปลดโรงไฟฟ้าเก่าออกจากระบบอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ วันที่ 20 ก.ค.นี้ เพื่อปรับแผนประกาศใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 จากแผนเดิมจะประกาศใช้วันที่ 1 ม.ค.66 เป็นวันที่ 1 ม.ค.67 เนื่องมาจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันได้เสนอขอเลื่อนจากผลกระทบจากล็อกดาวน์ เพื่อสกัดกั้นโรคโควิด-19 มีการปิดสนามบิน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางเข้ามาตรวจงานปรับปรุงโรงกลั่นของไทยได้ ทำให้การลงทุนของทุกโรงกลั่น มูลค่ารวมราว 50,000 ล้านบาท ต้องล่าช้ากว่าแผน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท.ยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนงานเดิมในการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันดีเซลให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 แม้ว่ากระทรวงพลังงานมีแผนจะเลื่อนการบังคับใช้น้ำมันยูโร 5 ออกไปอีก 1 ปี จากเดิม 1 ม.ค.2566 เนื่องจากโรงกลั่นไทยออยล์อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำมันดีเซลให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 แล้ว ยังปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ทำให้ไทยออยล์มีกำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิม 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 แสนบาร์เรลต่อวัน มูลค่าการลงทุน 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบในปีนี้ คาดว่าราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 40.5-43 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์ราคาน้ำมันจะดีขึ้น แต่ยังคงต้องจับตาปัจจัย อาทิ โควิด-19 หากเกิดรอบ 2 ความต้องการใช้น้ำมันก็จะหายไป, กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันลดกำลังการผลิตได้ตามสัญญาหรือไม่ รวมถึงสงครามทางการค้า เป็นต้น โดยในช่วงที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท.มีการปรับตัว โดยปรับลดกำลังการกลั่นน้ำมันลงเหลือ 80% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด เทียบกับโรงกลั่นนอกกลุ่ม ปตท. ที่บางรายลดการกลั่นเหลือ 60-70.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71755</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, นันธิกา ทังสุพานิช, พัฒนา แสงศรีโรจน์, วัฒนพงษ์ คุโรวาท, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200717/image_big_5f1186a3c07ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานทดแทน...ฝันไกลของ กฟผ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยฝ่ายประชาสัมพันธ์ กฟผ. และคณะสื่อมวลชนรวมกว่า 30 ชีวิต บินลัดฟ้าเพื่อไปเยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและนวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงาน ณ ราชอาณาจักรสเปนและสาธารณรัฐโปรตุเกส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเดินทางข้ามซีกโลกไปยุโรปก็ใช้เวลาเกินครึ่งวัน เนื่องจาก &amp;ldquo;การบินไทย&amp;rdquo; ไม่มีการบินตรงไปยังแดนกระทิงดุ โดยต้องเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ทำให้เมื่อออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงค่ำ ก็ถึงช่วงค่ำผ่านอีกวันในสเปน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงสถานที่ค้างอ้างแรม &amp;ldquo;นายพัฒนา แสงศรีโรจน์&amp;rdquo; รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ก็ได้บรีฟเบื้องต้นของภารกิจกิจดูงานใน 2 ประเทศทันที โดยนายพัฒนาได้ไล่เรียงปูพื้นฐานระบบการไฟฟ้าของโลกและของไทยที่ว่ากำลังก้าวเข้าเจเนอเรชั่นที่ 2 หรือการใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งจากสายลม แสงแดด และชีวมวล จากยุคเจเนอเรชั่นที่ 1 ที่ใช้พลังงานหลักจากฟอสซิลทั้งน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จะทำอย่างไรให้ประเทศเราปรับ หันมาใช้พลังงานเจเนอเรชั่น 2 ทดแทนเจเนอเนชั่น 1 ได้อย่างมั่นคง&amp;rdquo; คำถามที่รองพัฒนาตั้งโจทย์ไว้ถึงการเข้ามาดูงานครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่า &amp;ldquo;ของดี&amp;rdquo; มักสวนทางกับ &amp;ldquo;ราคา&amp;rdquo; แบบในอัตราที่ผกผัน ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกที่อัตราค่าไฟของไทยที่อยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย แต่ประเทศอย่างสเปน-โปรตุเกส ซึ่งมีรายได้ต่อหัวประชากรมากกว่าไทย 6 เท่า จะมีค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 9 บาท/หน่วย ในขณะที่เยอรมนีนั้นราคายิ่งห่างไกลเข้าไปอีกอยู่ที่ 12 บาท/หน่วยโดยประมาณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง &amp;ldquo;เวียดนาม&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;มาเลเซีย&amp;rdquo; นั้นกลับพบราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของไทยแพงกว่า เพราะพี่ไทยนั้นใช้ &amp;ldquo;ถ่านหิน&amp;rdquo; น้อยกว่าในการผลิตนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาถึงตรงนี้จึงเห็นภาพเริ่มชัดๆ ว่าการจะเปลี่ยนแปลงไปสู่เจเนอเรชั่นที่ 2 นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ &amp;ldquo;ต้นทุน&amp;rdquo; การเปลี่ยนผ่านทั้งในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบพลังหมุนเวียน และที่สำคัญคืออัตราค่าไฟฟ้าที่จะคิดกับผู้ใช้บริการ ซึ่งคือคนไทยทั้งประเทศจะยอมรับกันได้หรือไม่ อย่างไร!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอบได้ตรงนี้ทันทีว่า &amp;ldquo;No Way&amp;rdquo; เพราะในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือในนโยบายพลังประเทศ หรือแผน PDP 2018 ได้กำหนดอัตราค่าไฟไว้อยู่ที่ประมาณ 3.5 บาท/หน่วยเท่านั้น&amp;nbsp; และยิ่ง กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือคือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน คือ รัฐเป็นผู้ควบคุมด้วยแล้ว &amp;ldquo;ค่าไฟ&amp;rdquo; ตลอดจนค่าสาธารณูปโภคต่างๆ จึงต้องผูกติดกับ &amp;ldquo;การเมือง&amp;rdquo; ไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต่างจากประเทศยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วที่รัฐบาลจะเป็นแค่เพียงผู้วางนโยบาย และควบคุมห่างๆ&amp;nbsp; แต่ &amp;ldquo;เอกชน&amp;rdquo; กลับเป็นผู้จำหน่ายและผู้ผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรียกว่ามี &amp;ldquo;ข้อดี&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ข้อเสีย&amp;rdquo; ที่แตกต่างกันไป เพราะทำให้ค่าไฟของไทยไม่ได้มีราคาสูงตามกลไกตลาดเสรี และต้นทุนมากนัก แต่ก็ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการไปด้วยประกาศหนึ่ง หรือต้องบอกว่าถูกบีบกลายๆ ก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หันกลับมาการบรีฟของ &amp;ldquo;รองพัฒนา&amp;rdquo; กันต่อ ก็ได้เล่าถึงการดูงานครั้งนี้ว่า เพื่อนำมาปรับใช้และพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) และเพื่อให้สามารถนำพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าในภาพรวม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบาย Energy for all ของกระทรวงพลังงาน&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ ราคามีความเหมาะสม รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานมาปรับใช้อย่างสอดรับกับทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานของโลกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยก่อนจบการบรรยายในวันแรก รองพัฒนายังได้เล่าถึงโรงไฟฟ้าชุมชนต้นแบบที่ อ.แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ หรือ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rdquo; ไว้ด้วย ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบเพื่อช่วยเหลือชุมชน และยังเป็นหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แม้ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะแพงกว่า 2 เท่าของโรงไฟฟ้าปกติ&amp;nbsp; และเมื่อคิดเป็นค่าไฟต่อหน่วยจะแพงกว่าประมาณ 1 บาทก็ตาม แต่ก็เรียกว่าช่วยแก้ปัญหาฝุ่นจากการเผาซังข้าวโพดในพื้นที่ ที่สำคัญยังสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด &amp;ldquo;สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์&amp;rdquo; รมว.พลังงานเองก็ได้เปิดตัวโครงการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชนออกมาแล้ว ว่าเตรียมเสนอร่างหลักเกณฑ์ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และตั้งเป้าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2563 เรียกว่า &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rdquo; กำลังกระจายไปทั่วประเทศ และตอกย้ำว่ารัฐบาลต้องการปลุกปั้น &amp;ldquo;โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก&amp;rdquo; มากกว่าแค่ทำแบบเด็กขายของ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ Vakke 1 และ Valle 2 ที่เมือง Cadiz ประเทศสเปน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Day 1 แล้วก็มาถึงการดูงาน Valle1-2 Concentrated Solar Plant หรือโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ Valle 1 และ Valle 2 ที่เมือง Cadiz ประเทศสเปน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า 2x50 เมกะวัตต์ (MW) ในพื้นที่ขนาดพื้น 6,336 ไร่ โดยจุดเด่นของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนแสงอาทิตย์นั้น เป็นระบบทำงานร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานโดยใช้เกลือเหลว (Molten Salt) ทำให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่องแม้ในช่วงไม่มีแสงอาทิตย์ ซึ่งแตกต่างจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบ PV โดยใช้เงินลงทุน 540 ล้านยูโร หรือ 17,966 ล้านบาท ซึ่ง Torresol Energy เป็นเจ้าของ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ &amp;ldquo;Mr.Fernando Gonzalez Allende&amp;rdquo; ซึ่งเป็นผู้จัดการด้านบริหารธุรกิจเล่าถึงความเป็นมาของโรงไฟฟ้าตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างใน พ.ค.2552 และแล้วเสร็จใน ก.ย.2554 ซึ่ง &amp;ldquo;Torresol&amp;rdquo; เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SENER (บริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลสเปน) 60% และ Masdar (40%) สามารถจ่ายไฟฟ้าให้ประชาชนได้ถึง 40,000 ครัวเรือนต่อโรง รวม 2 โรง เป็น 80,000 ครัวเรือน โดยที่ต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็น 50 เมกะวัตต์ (MW) จำนวน 2 โรง เนื่องจากระเบียบของสเปนกำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต้องมีขนาดโรงละไม่เกิน 50 MW &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแสงอาทิตย์นั้นจะมีประสิทธิภาพ และจุดคุ้มทุนมากที่สุดที่ 200 MW แต่โรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างได้เพียง 100 MW เท่านั้น เนื่องจากความสามารถของระบบส่ง (Grid Capacity) ที่รับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังไม่เพียงพอ แต่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากแสงอาทิตย์โรงนี้ก็มีข้อดีกว่าโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ (PV) เพราะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง มากกว่าโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่ปัจจุบันแม้ทำงานร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) ก็ยังไม่สามารถเก็บกักพลังงานเพื่อจ่ายไฟฟ้าได้ 24 ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;รองพัฒนา&amp;rdquo; ยังได้เล่าหลังฟังบรรยายและดูโรงงานพลังงานความร้อนดังกล่าวแล้ว ว่าไทยเองก็มีโรงฟ้าลักษณะใกล้เคียงเช่นกัน โดย กฟผ.ได้นำร่องระบบกักเก็บพลังงานที่ผลิตได้จากกังหันลมมาเก็บไว้ในรูปแบบไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid) เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจะนำก๊าซไฮโดรเจนไปผ่านเซลล์เชื้อเพลิงผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา รวมถึงการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System) ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เนื่องจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงทั้งสองแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้าปริมาณมาก เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเตรียมพร้อมให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าทันสมัยมากขึ้น มีความมั่นคง เชื่อถือได้&amp;nbsp; โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 1 ก.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(Mr.Goncalo Lacerda ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาระหว่างประเทศของ EDP ได้บรรยายขอบข่ายงานและศักยภาพของ EDP)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Day 2 คณะกว่า 30 ชีวิตได้ขึ้นเครื่องที่สนามบินเซบิยาข้ามประเทศไปยังสนามบินลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ซึ่งจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมและรับฟังบรรยายที่ EDP (Energias de Portugal) Headquarter ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมากว่า 40 ปี โดยทำหน้าที่จัดหาพลังงานไฟฟ้าและก๊าซให้ลูกค้ามากกว่า 10 ล้านคน ในหลายทวีป รวม 15 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2519 EDP ยังเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ก่อนจะแปรรูปเป็นเอกชนในปี 2535 โดย &amp;ldquo;Mr.Goncalo Lacerda&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาระหว่างประเทศของ EDP ได้บรรยายขอบข่ายงานและศักยภาพของ EDP ซึ่งระบุว่า ปัจจุบัน EDP มีกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมดทั้งในประเทศ และการลงทุนในต่างประเทศที่นอกจากลงทุนหลักในโปรตุเกสและบราซิลแล้ว ยังสยายปีกมาลงทุนทั้งในแอฟริกาและในจีน รวมถึงเอเชีย รวม 27,000 MW เป็นพลังงานหมุนเวียน 21,000 MW ที่ประกอบด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์ 55% และน้ำ 45% โดยในส่วนพลังน้ำ EDP มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับประมาณ 3,000 MW&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่น่าสนใจของ EDP นอกจากการเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจพลังงานในยุโรปแล้ว EDP ยังมีบริษัทลูกต่างๆ ที่ทำหน้าที่แยกย่อยลงไป ซึ่ง Mr.Goncalo Lacerda ก็ได้นำพาคณะขึ้นไปรับฟังและเรียนรู้ที่หน่วยซื้อขายที่ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;UNGE&amp;#39;s Energy Management Dispatch Center&amp;rdquo; หรือเรียกสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;อุ๊ง&amp;rdquo; ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยซื้อขายพลังงานล่วงหน้า!!! ซึ่งมีการซื้อขายใน 3 รูปแบบ ได้แก่ Daily Market หรือ Day Ahead Market ที่เป็นการซื้อขายล่วงหน้า 1 วันก่อนการส่งมอบพลังงานไฟฟ้าในวันถัดไป โดยต้องซื้อขายภายในเวลา 11.00 น. ซึ่งการซื้อขายพลังงานไฟฟ้ารูปแบบนี้คิดเป็นประมาณ 80%-90% ของพลังงานไฟฟ้าที่ส่งมอบในแต่ละวัน และ &amp;ldquo;Intraday Market&amp;rdquo; เป็นการซื้อขายระหว่างวัน โดยมีการปรับเปลี่ยนราคาทุกๆ 4 ชั่วโมง ซึ่งราคาจะมีความผันผวนสูงมาก สุดท้ายเป็น &amp;ldquo;Ancillary Service Market&amp;rdquo; เป็นการซื้อขายแบบทันที ลักษณะคล้าย Spot ซึ่งมีขึ้นในกรณีจำเป็นเท่านั้น เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดยการซื้อขายในตลาดนี้จะมีการซื้อขายกับตลาดซื้อขายไฟฟ้าในยุโรป (XBID) โดยมูลค่าการซื้อขายไฟฟ้าในตลาดโปรตุเกสอยู่ที่ 5 ล้านยูโรต่อวัน หรือ 1-3 พันล้านยูโรต่อปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การจัดตั้งตลาดล่วงหน้าซื้อขายพลังงานดังกล่าว กฟผ.เองก็มีแนวคิดเช่นกัน โดย &amp;ldquo;นายพัฒนา แสงศรีโรจน์&amp;rdquo; แย้มว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ได้พูดคุยกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไว้แล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะมีการซื้อขายพลังงานในเอเชีย แต่ในช่วงต้นอาจต้องเริ่มจากประเทศ CMLV (ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ก่อน โดยน่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้ชัดเจนในปี 2563 นี้&amp;rdquo; ถือเป็นเรื่องใหม่ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและระบบพลังงานในอาเซียนทีเดียวถ้าหากเกิดได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(EDP Renewables Dispatch Center หรือ EDPR บริษัทลูกในเครือของบริษัท EDP ซึ่ง Mr.Ricardo Rodrigues ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของศูนย์ควบคุม และสั่งการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อธิบายถึงศูนย์ควบคุมและสั่งการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบ Real time)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Day 3 คณะได้เดินทางมาดูงานที่ &amp;ldquo;EDP Renewables Dispatch Center&amp;rdquo; หรือ (EDPR) บริษัทลูกในเครือของบริษัท EDP ที่เน้นธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยพัฒนาและผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในหลายประเทศทั่วโลก โดย EDPR เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมรายใหญ่ที่สุดลำดับที่ 4 ของโลก มีกำลังผลิตติดตั้งพลังงานลมรวมทั้งหมดในทุกประเทศ 10,600 MW ซึ่งที่นี่ก็ได้รับคำอธิบายและชี้แจงจาก Mr.Ricardo Rodrigues ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของควบคุม และสั่งการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งนอกจากการอธิบายถึงการทำงานและการลงทุนใน 14 ประเทศแล้ว เขายังได้นำคณะเข้าไปดูการทำงานของศูนย์ควบคุม และสั่งการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบ Real time โดยได้ลงลึกอธิบายแบบเจาะลึกในรายละเอียดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(เขื่อนพลังงานน้ำแบบสูบกลับ หรือ Frades II Pump Storage ณ เมืองบรากร้า)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Last Day เป็นการดูงานที่เขื่อนพลังงานน้ำแบบสูบกลับ หรือ Frades II Pump Storage ณ เมืองบรากรา ซึ่งเป็นเมืองในทางตะวันตกเฉียงเหนือของโปรตุเกส โดยเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกมากที่สุดในโปรตุเกส ซึ่ง EDP เป็นเจ้าที่มีกำลังผลิตติดตั้ง 780 MW (เครื่องละ 390 MW จำนวน 2 เครื่อง) ซึ่งที่นี่นอกจากได้ความรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าแบบสูบกลับแล้ว ยังได้ลงไปชมจุดตั้งโรงไฟฟ้าที่ลึกลงไป 400 เมตรจากพื้นดินด้วย ซึ่งจุดเด่นของโรงไฟฟ้านี้ คือ การปรับเปลี่ยนความเร็วในการทำงานหรือยืดหยุ่นได้ ในขณะที่ของไทยนั้นยังเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับที่เป็นประเภทความเร็วคงที่!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์&amp;rdquo; รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ.ยอมรับว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับช่วยรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ยังขาดเสถียรภาพและมีความไม่แน่นอน ซึ่งจะเป็นตัวเลือกสำคัญในการช่วยบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน แต่ราคาอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับประเภทปรับเปลี่ยนความเร็วในการทำงานได้นั้น มีราคาแพงกว่าอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบคงที่ 2-3 เท่า ซึ่งสำหรับประเทศไทยต้องดูว่าเหมาะสมในการลงทุนหรือไม่ และต้องดูสภาพภูมิประเทศด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับที่มีศักยภาพ คือเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ และเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี แต่จะสร้างได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล&amp;rdquo; นายเทพรัตน์ระบุไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่สำคัญหากรัฐบาลจะทำโรงไฟฟ้าแบบสูบกลับจริง หากทำ ณ วันนี้ก็ต้องใช้เวลาถึง 5-10 ปีกว่าจะสำเร็จ เพราะต้องไม่ลืมว่าการก่อสร้างเขื่อนหรือโรงไฟฟ้าใหม่ๆ หรือเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากต้องมีนโยบายจากรัฐบาลแล้ว ก็ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ รวมถึงองค์กรเอกชน (เอ็นจีโอ) ทั้งหลาย งานนี้ กฟผ.แม้จะมีการศึกษา และเตรียมความพร้อมไว้ในหลายต่อหลายโครงการในเรื่องพลังงานทดแทนในหลายรูปแบบ แต่ก็เป็นฝันที่ค่อนข้างไกลเลยทีเดียว ยิ่งใน &amp;ldquo;ยุคดิสรัปชัน&amp;rdquo; ก็หวังแต่ว่ารัฐบาล ประชาชน และเอ็นจีโอจะหันมาปรับตัว หากอยากให้ไทยได้ใช้พลังงานทดแทนอย่างแท้จริง นอกเหนือจากการสร้างวาทกรรมสวยหรูเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52033</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fernando Gonzalez Allende, Mr.Goncalo Lacerda, พัฒนา แสงศรีโรจน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191208/image_big_5decf4dc0367a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
