<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2025 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แต่งตั้ง 2 พระดังนักพัฒนาเมืองอุบลฯ นั่งที่ปรึกษาปลัดมหาดไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2496/2564 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่18 ต.ค.64 โดยระบุว่า เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน(ฉบับที่5)พ.ศ.2545 จึงแต่งตั้งที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 รูป ดังนี้ 1. พระปัญญาวชิรโมลี เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 2. พระพิพัฒน์ วชิโรภาส ผอ.ศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่งดงใหญ่ วังอ้อ ต.หัวดอน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในประเด็นต่างๆที่เห็นว่ามีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารและขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
allone66
crow789
g2g-slot
g2ggold168
g2gslot
goldbet1688
hungry888
king77
imi189
388goals
9slotgame
69slot
crow168
g2g88gold
ggpoker
gold365bet
kingjoker777
lavagame168
kkpoker
77betthai
789slot
fafa
ava168
game88
gtr55
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120185</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, พระปัญญาวชิรโมลี, พระพิพัฒน์วชิโรภาส, พัฒนาชุมชน, อุบลราชธานี, โคก หนอง นา โมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e5fc78834b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>7 หน่วยงานภาคีร่วมลงนาม ‘พัฒนาชุมชนท้องถิ่นจังหวัดมุกดาหาร  สร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างบูรณาการ’ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;มุกดาหาร/ วันนี้ ( 22 กุมภาพันธ์ 2564)&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานสภาเกษตรจังหวัด อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วย &amp;ldquo;การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนอย่างบูรณาการ&amp;rdquo; ณ สวนรุกขชาติห้วยบังอี่ &amp;nbsp;ต.หนองแวง อ.นิคมคำสร้อย โดยมีนายเอกราช&amp;nbsp; มณีกรรณ์ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธี และเป็นสักขีพยานในการบันทึกความร่วมมือ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โดย 7 หน่วยงาน ตกลงจัดทำข้อตกลงความร่วมมือเพื่อ 1. ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีพัฒนาเป็นการสร้างเครือข่ายข้ามหน่วยงานอย่างยั่งยืน 2. &amp;nbsp;เพื่อพัฒนาแกนนำเพื่อการเปลี่ยนแปลงของจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;3. เพื่อพัฒนาการจัดการระบบข้อมูล การจัดการความรู้ &amp;nbsp;การวิจัยพื้นที่รูปธรรมครอบคลุมทุกมิติของการการพัฒนา และ 4. เพื่อร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับจังหวัดและแผนพัฒนาตำบลโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายเอกราช&amp;nbsp; มณีกรรณ์ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า การแก้ปัญหาความยากจนจากสาเหตุที่แท้จริง &amp;nbsp;ภาคส่วนต่างๆ ต้องสร้างความร่วมไม้ร่วมมือ ซึ่งจังหวัดมุกดาหารเล็งเห็นปัญหาความเดือดร้อนจากความยากจน และหาแนวทางมาแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งสอดคล้องกับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหาร ในการทำงานเริ่มจากข้อมูล โดยทำการสำรวจข้อมูลใช้ฐานข้อมูลจากหลายส่วน &amp;nbsp;สำรวจแล้วกลไกอำเภอกลั่นกรองข้อมูลจากการสำรวจ &amp;nbsp;จังหวัดมุกดาหารจะมีการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยจำนวน 50 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ในส่วนของภาคเกษตร ข้าว มัน อ้อย นอกจากพืชหลักเกษตรกรจะมีพืชชนิดไหนที่ทำให้รายได้ดีขึ้น และจะเพิ่มผลผลิตพืชหลักได้อย่างไร ให้เราเชื่อมั่นว่าผู้บริหารจังหวัด ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะร่วมกันแก้ปัญหา สร้างอาชีพ รายได้ ให้พี่น้องพ้นจากความยากจนมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ &amp;nbsp;นายอำเภอนิคมคำสร้อย กล่าวว่า การที่เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัด ได้เลือกพื้นที่อำเภอนิคมคำสร้อย จัดงาน &amp;ldquo;บันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนอย่างบูรณาการ&amp;rdquo; ก็เพื่อที่จะได้แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นสู่การจัดการตนเอง เป็นการสร้าง &amp;ldquo;พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก&amp;rdquo; เสริมสร้างระบบการพัฒนาที่เข้มแข็งในสังคม ในชุมชน โดยยึดหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาที่เริ่มจากเจ้าของปัญหาที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ดีและตรงกับความต้องการของชุมชนเอง &amp;nbsp;ทั้งเรื่องระบบเศรษฐกิจชุมชน สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและเกษตรอินทรีย์ &amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นความร่วมมือระหว่างชุมชน &amp;nbsp;ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงที่สำคัญของการพัฒนาจากฐานรากและต่อเนื่อง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอำเภอนิคมคำสร้อยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า การร่วมมือกันแก้ปัญหาความยากจนที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เราจะร่วมกันแก้ปัญหานั้น &amp;nbsp;ยังมีความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยที่ท้าทาย &amp;nbsp;เราต้องหาจุดร่วมกันแต่ละประเด็น &amp;nbsp;แต่ละหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น จากการทำวิจัยที่ต่อยอดความรู้เดิม&amp;nbsp; โดยนำงานวิชาการเข้ามาช่วยวิจัยเก็บข้อมมูล แล้วนำข้อมูลมาวางแผน เป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมสู้กับปัญหาที่ท้าทาย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยที่สำคัญคือการบูรณาการหน่วยงาน เป็นทั้งโอกาส ที่ชุมชนได้ร่วมแก้ปัญหา มีส่วนร่วม ราชการเข้ามาร่วมมือกันวางแผน และหนุนเสริมทรัพยากร ปัจจัยที่สาม การสรุปบทเรียน จัดการความรู้ ขยายผลผ่านโซเชียลมีเดีย ให้คนได้รับรู้กระบวนการแก้ปัญหาความยากจน&amp;nbsp; ทำให้คนมาคุยกันมากขึ้น&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ก็มีความยินดีที่จะร่วมกันทำงานในครั้งนี้ เราจะก้าวไปพร้อมกันและสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม&amp;rdquo; นายสมชาติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายศศิพงษา จันทรสาขา ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนของภาคประชาชน และภาคราชการ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วที่เราขับเคลื่อนการพัฒนา ภาคประชาชนจำเป็นต้องมีภาควิชาการเข้ามาหนุนเสริมเพื่อความเป็นเหตุเป็นผล มีข้อมูลมาช่วยกันเติมเต็ม&amp;nbsp; โดยเมื่อปี 2563 ได้มีการทำวิจัยฯ โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;เพื่อค้นหาปัญหาความยากจนให้มีความชัดเจน&amp;nbsp; แม่นยำ และส่งข้อมูลให้กับทาง พมจ. และ พอช. &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;การแก้ปัญหาจำเป็นต้องมีการบูรณาการ &amp;nbsp;วันนี้ถึงเวลาของการรวมตัวจากทีมต่างๆ และพูดภาษาเดียวกัน&amp;nbsp; และจะยกระดับอำเภอนิคมคำสร้อยนำร่องความร่วมมือไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนมุกดาหารให้สอดคล้องกับบริบทของจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; เราจะให้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อตรงเป้าหมายมากที่สุด&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายศศิพงษากล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;การลงนามบันทึกความร่วมมือของ 7 หน่วยงาน มีตัวแทนลงนามประกอบด้วย 1. นายบุญเพ็ง ยืนยง ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหาร 2. นายศศิพงษา&amp;nbsp; จันทรสาขา ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร&amp;nbsp; 3.นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล ผู้อำนวยการภาค สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4. นางสุพัตรา ไพฑูรย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;5. นางธงชัย โสดา ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;6. ดร.พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ &amp;nbsp;นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร 7. นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอนิคมคำสร้อย &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีสาระสำคัญความร่วมมือของแต่ละองค์กรที่จะมีบทบาทร่วมกันดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร มีบทบาทสำคัญในการ 1. การดำเนินการจัดการศึกษาและยกเลิกการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษา สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันศาสนา องค์กรที่ดำเนินงานวัฒนธรรม หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและสถานศึกษาขั้นสูง&amp;nbsp; หรือสถาบันการศึกษาอื่นในประเทศหรือต่างประเทศ &amp;nbsp;2.ใช้หลักสูตรการบริการวิชาการ การฝึกอบรม ประกาศนียบัตร สัมฤทธิบัตรหรืออนุปริญญา ที่มีอยู่หรือพัฒนาใหม่ร่วมกัน 3.บริหารหลักสูตรและการสอนแก่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด 4.จัดหาอาจารย์ผู้สอนที่มีคุณสมบัติ ร่วมบริหารและดำเนินงานการจัดการเรียนการสอน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดมุกดาหาร มีบทบาทสำคัญในการ 1. ร่วมพัฒนาหลักสูตรแกนนำ 44 ตำบล และจัดบุคลากรเข้าร่วมอบรมแกนนำเพื่อการเปลี่ยนแปลง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรภาคีต่างๆ 2.เผยแพร่ ส่งเสริมการแปรแนวคิดการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารตลอดจนเผยแพร่สู่สาธารณะ 3.ร่วมปฏิบัติการเรียนรู้ตำบลรูปธรรมความสำเร็จ เช่น สวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;เศรษฐกิจและทุนชุมชน การพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ ฯลฯ &amp;nbsp;4. ร่วมสอบทาน/ติดตาม/ประเมินผล แบบเสริมพลังสู่การบริหารการจัดการที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร มีบทบาทสำคัญในการ 1.บูรณาการและเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ &amp;nbsp;ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สนับสนุนให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง 2. สนับสนุนงบประมาณภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเพื่อหนุนเสริมการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนตามบทบาท &amp;nbsp;ภารกิจของสำนักงานฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3. ขับเคลื่อนการบูรณาการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตผู้ประสบปัญหาทางสังคมเป็นรายครัวเรือนและพัฒนาศักยภาพชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคะวันออกเฉียงเหนือ มีบทบาทสำคัญในการ &amp;nbsp;1. สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือแก่ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหารในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหาร 2. สนับสนุนงบประมาณภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเพื่อหนุนเสริมการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนตามบทบาทภารกิจของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 3. ประสานงาน &amp;nbsp;บูรณาการความร่วมร่วมมือกับหน่วยงาน &amp;nbsp;ภาคีการพัฒนาอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;โดยการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.ร่วมพัฒนาหลักสูตรแกนนำเพื่อการเปลี่ยนแปลง 44 ตำบล และจัดบุคลากรเข้าร่วมอบรมแกนนำเพื่อการเปลี่ยนแปลง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรภาคีต่างๆ &amp;nbsp;5. ร่วมสอบทาน/ติดตาม/ประเมินผล แบบเสริมพลังสู่การบริหารการจัดการที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร มีบทบาทสำคัญในการ 1. ให้การสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และประมาณการค่าใช่จ่ายในการสำรวจเพื่อการซ่อมปรับปรุงบ้านตามโครงการแก้ปัญหาสังคมและความยากจนด้านที่อยู่อาศัย (บ้านสร้างสุขมุกดาหาร) ตามที่ภาคีเครือข่ายร้องขอ &amp;nbsp;2. ให้การสนับสนุนบุคลากร และงบประมาณ ในการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างและอื่นๆ สำหรับการก่อสร้างบ้านผู้ยากไร้ตามโครงการแก้ปัญหาสังคมและความยากจนด้านที่อยู่อาศัย (บ้านสร้างสุขมุกดาหาร) สำหรับโครงการจัดทำเองของ อบจ. &amp;nbsp;3.ให้การสนับสนุนโครงการและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโครงการแก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ ที่เป็นตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร มีบทบาทสำคัญในการ 1. บูรณาการการบริหารราชการ การปกครองท้องที่ อำนวยความเป็นธรรม การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในทุกระดับในพื้นที่ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข &amp;nbsp;2. ส่งเสริมสนับสนุนการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ทุกระดับ โดยผ่านกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน &amp;nbsp;3.สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมั่นคงภายในทุกระดับในพื้นที่ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สภาเกษตรกรจังหวัดมุกดาหาร มีบทบาทสำคัญในการ &amp;nbsp;1. พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกรภายในจังหวัดร่วมกับฝ่ายที่หนึ่ง &amp;nbsp;2.ประสานนโยบายและการดําเนินงานระหว่างองค์กรเกษตรกร เกษตรกร สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา หน่วยงานของรัฐ และสภาองค์กรชุมชนตำบล 3.ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มขององค์กรเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และยุวเกษตรกร ภายใต้พื้นที่การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนในจังหวัด ในรูปแบบต่าง ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;4. สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา การฝึกอบรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรและยุวเกษตรกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างครบวงจรและยั่งยืนร่วมกับสภาองค์กรชุมชนในจังหวัด &amp;nbsp;5.เสนอนโยบายและแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม รวมทั้งราคาผลผลิตทางเกษตรกรรมที่ไม่เป็นธรรม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาองค์กรชุมชนในจังหวัดต่อสภาเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ทั้งนี้ในการจัดงานครั้งนี้ นอกจากมีการลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว ยังมีการรายงานผลการดำเนินงานโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ&amp;nbsp; พ.ศ. 2563 &amp;nbsp;การจัดเวที ถาม ตอบ สนทนาข้อสงสัยการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนอย่างบูรณาการ รวมทั้งพิธีมอบงบประมาณตามโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของขบวนองค์กรชุมชน โครงการสวัสดิการชุมชน โครงการบ้านพอเพียง โครงการเชื่อมโยงธุรกิจและทุนชุมชนจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจากกิจกรรมภาคเวทีเสร็จสิ้นลงตัวแทนภาคีเครือข่ายได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการบ้านพอเพียง นางทอง เบอร์ชัย บ้านหนองแวง อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และโครงการบ้านสร้างสุขมุกดาหาร เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจชาวบ้านที่รับประโยชน์ และรูปธรรมจากการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนที่เป็นฐานรากในการพัฒนาสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93844</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.มุกดาหาร, พัฒนาชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_603366ed54aa6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 17:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดี พช. น้อมนำศาสตร์พระราชาเปิด “ฝายมีชีวิตวัดช้าง” ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศน์ป่าไม้อย่างยั่งยืน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2563 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดฝายมีชีวิตวัดช้าง &amp;ldquo;สามัคคี สร้างสรรค์ แบ่งปัน&amp;rdquo; ณ ริมคลองบ้านนา วัดช้าง ตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริทฤษฎีการพัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ ธนาคารน้ำใต้ดิน และการสร้างฝายมีชีวิต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี พระครูโสภณนาคกิจ เจ้าคณะอำเภอบ้านนา และเจ้าอาวาสวัดช้าง นายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายอำนาจ แย้มศิริ ปลัดจังหวัดนครนายก นางวจิราพร อมาตยกุล นายอำเภอบ้านนา นายเสฏฐชัย ยุทธเศรษฐสิริ พัฒนาการจังหวัดนครนายก ตลอดจนผู้นำท้องถิ่น และประชาชนอำเภอบ้านนาเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระครูโสภณนาคกิจ กล่าวสัมโมทนียกถาความเป็นมาของฝายมีชีวิตวัดช้างว่า เมื่อก่อนลำคลองบ้านนา อำเภอบ้านนาซึ่งเป็นพื้นที่สูง เวลามีน้ำหลากมาก็จะไหลท่วมลงไปที่อำเภอองครักษ์ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ ในฤดูน้ำหลากไหลมาน้ำก็จะไหลหายไปหมด เมื่อถึงฤดูที่จะปลูกพืชผักสวนครัวหลังจากอาชีพทำนาก็ไม่มีน้ำเหลือใช้ อย่างไรก็ตามหลังจากได้มีการหารือกับพัฒนาการจังหวัดนครนายก และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จึงได้มีการสร้างฝายมีชีวิตขึ้นมาเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ถือว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์ต่อชุมชนที่ได้มีน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและอื่นๆในยามหน้าแล้ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่ารู้สึกปลื้มใจที่พระเดชพระคุณท่านเอาใจใส่รวมกับศรัทธาญาติโยมในการช่วยกันสร้างฝายมีชีวิตกักเก็บน้ำ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ เป็นประโยชน์เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งกำลังความคิด กำลังกาย กำลังทรัพย์ นับเป็นคุณูปการสมควรอย่างยิ่งที่พวกเราจะได้ช่วยกันอุปถัมภ์ค้ำจุนช่วยเหลือดูแลให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในชุมชนเพิ่มมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่าปัญหาอุทกภัย หรือภาวะน้ำท่วมในฤดูฝน และปัญหาภัยแล้ง หรือภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ ได้ทำความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้น การบุกรุกทำลายป่าพื้นที่ต้นน้ำลำธารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสม เป็นหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญของปัญหาการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อลดความรุนแรง และบรรเทาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วิธีการหนึ่งที่สำคัญและได้ผลดี คือ &amp;ldquo;ฝาย&amp;rdquo; ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริทฤษฎีการพัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ผลักดันและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนทั่วประเทศได้เห็นความสำคัญแล้วหันมา &amp;ldquo;สร้างฝาย&amp;rdquo; ในพื้นที่ชุมชนของตนเองให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังช่วยฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศน์ป่าไม้ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องของการทำฝายมีชีวิตแล้ว ยังมีเรื่องของหลุมขนมครก การปลูกป่า 5 ระดับ ซึ่งการปลูกต้นไม้จะช่วยทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ขณะที่รากของต้นไม้ก็ทำหน้าที่เป็นธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด ช่วยทำให้น้ำไม่ไหลไปอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อน้ำซึมลงไปที่รากแล้วโคนต้นไม้ก็ช่วยให้น้ำใต้ดินอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการบริหารจัดการด้วยการใช้หญ้าแฝกที่จะช่วยป้องกันการพังทลายหน้าดินด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เคยกล่าวตอนหนึ่งในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;quot; เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ความตอนหนึ่งว่า การสร้าง &amp;quot;ฝายมีชีวิต&amp;quot; ที่เป็นการผสมผสาน &amp;quot;หลักการทรงงาน&amp;quot; ของในหลวง รัชกาลที่ 9 เช่น การมีส่วนร่วม การระเบิดจากภายใน การปลูกป่าในใจคน การให้ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ไปจนถึงการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึง &amp;quot;ภูมิศาสตร์ ภูมิสังคม&amp;quot; เป็นกลไกบรรเทาความรุนแรงน้ำหลากและเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง และยังเป็นการเติมน้ำใต้ดิน หรือ &amp;quot;ชลประทานใต้ดิน&amp;quot; ด้วยกลไกทางธรรมชาติ ทำให้พื้นที่โดยรอบตัวฝายมีความชุ่มชื้น ฝายมีชีวิตวัดช้าง อำเภอบ้านนา เป็นฝายที่เกิดจากพลังความสามัคคีของทุกภาคส่วนที่มารวมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณท่านเจ้าคณะอำเภอบ้านนา พัฒนาการจังหวัดนครนายก นายอำเภอบ้านนา ผู้นำท้องถิ่น พี่น้องประชาชนทุกตำบลของอำเภอบ้านนา ตลอดจน ข้าราชการทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน ผู้มีจิตศรัทธาที่สนับสนุนบริจาคทุนทรัพย์ ในการจัดหาวัสดุ ทราย เชือก ไม้ไผ่ กระสอบทราย น้ำ อาหาร และอื่นๆ ในการสร้างฝายมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่สุดของจังหวัด โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังช่วยฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศน์ของวัดช้าง และเทศบาลตำบลบ้านนา ต่อยอดเป็นตลาดริมน้ำ การท่องเที่ยววิถีพุทธ วิถีธรรมชาติ เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้า OTOP สินค้าการเกษตร นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยพลังของคนอำเภอบ้านนา บารมีของเจ้าคณะอำเภอบ้านนา การประสานงานของจังหวัดนครนายก โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก กรมการพัฒนาชุมชน และจิตใจอันแข็งแกร่ง สู้ไม่ถอยของครูฝาย ผู้เข้าถึงจิตวิญญาณของการเป็นครูฝาย....ศรัทธาที่เดินได้&amp;rdquo; อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้มอบประกาศเกียรติคุณบัตรแก่ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างฝายมีชีวิต จำนวน 27 คน และร่วมกิจกรรมปลูกต้นไทรบริเวณหูช้างของฝายมีชีวิต เพื่อให้รากยึดโยงตัวฝายสร้างความแข็งแรง และร่วมกิจกรรมลอยกระทงขอขมาพระแม่คงคา นอกจากนี้ยังได้จัดการแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP เด่นของจังหวัดนครนา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82390</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, ฝายมีชีวิต, พัฒนาชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201031/image_big_5f9d407c7b6e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการพัฒนาชุมชน คว้า 2 รางวัล องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp; เข้ารับรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลประกาศเกียรติคุณด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด ระดับดีเด่น และรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการเบิกจ่าย ระดับดี จากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; เป็นประธานมอบรางวัลฯ ในการนี้ นางชยาณี มัจฉาเดช ผู้อำนวยการกองคลังและ นายมรกต วิเลิศปรีชาตระกูล ผู้อำนวยการกองนิติการเข้าร่วมในพิธีฯ ณ&amp;nbsp; ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจ ที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับรางวัลฯ 2 รางวัล ในวันนี้ ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจของหน่วยงาน ที่จะส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังในภาพรวมของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รางวัลแรก เป็นรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด ระดับดีเด่น กรมการพัฒนาชุมชนตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทุกคน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องโปร่งใส มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าต่อเงินงบประมาณ ใส่ใจความทุกข์ร้อนและบำรุงสุขของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมฯ ได้กำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่กระทำการอันเป็นการละเมิดแก่ประชาชน ทั้งในระดับหน่วยงานด้วยโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาด เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรตามหลักความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ และระดับบุคคลด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ในการปฏิบัติหน้าที่พัฒนาชุมชน การเงิน การคลัง การพัสดุ ความรู้เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด และวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแก่บุคลากรทุกคนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 รวมถึงส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยการได้รับรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด ระดับดีเด่น ในครั้งนี้ เป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกรมการพัฒนาชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ ศักยภาพ และความตั้งมั่นของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมายและแบบแผนของทางราชการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รางวัลที่ 2 เป็นรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการเบิกจ่าย ระดับดี&amp;nbsp; กรมการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; ตระหนักถึงความสำคัญในประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในพื้นที่ชุมชน/หมู่บ้าน/ตำบลทั่วประเทศ ที่จะได้รับจากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ&amp;nbsp; ในความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาชุมชนให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและสามารถที่จะบูรณาการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในเวลาเดียวกันเพื่อพัฒนาความเจริญให้เกิดขึ้นอย่างทันต่อสถานการณ์ ในเวลาที่เหมาะสม&amp;nbsp; รวมทั้งความสำคัญของการบริหารการเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งเป็นเครื่องมือบริหารความสำเร็จของรัฐบาลให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมายที่สัญญาไว้กับประชาชนและที่แถลงต่อรัฐสภา เพราะเป็นปัจจัยสนับสนุน การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจากเม็ดเงินที่ใช้จ่ายไปพัฒนาท้องถิ่นชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ&amp;nbsp; ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของกลไกในระบบเศรษฐกิจฐานรากซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งลดเงื่อนไขและปัญหาทางสังคมของประเทศ ในภาพรวม การได้รับรางวัลในครั้งนี้ยังเป็นผลมาจากความร่วมมือร่วมใจกันของบุคลากรในสังกัด ทุกระดับด้วย จึงรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่กรมการพัฒนาชุมชนสามารถบริหารจัดการด้านการเงินการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่และตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลจนได้รับ &amp;ldquo;รางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการเบิกจ่าย ระดับดี&amp;rdquo; ประจำปีงบประมาณ 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี รางวัลที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับในวันนี้ เป็นรางวัลที่สูงค่า เป็นความภาคภูมิใจ ของชาวกรมการพัฒนาชุมชน มิใช่เพียงรางวัลที่ได้รับมา แต่ต้องรักษาและดำรงไว้ ให้ยั่งยืน ทุก ๆ ความสำเร็จ คือ ผลประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง และชุมชนพึ่งตนเองได้ อธิบดี พช. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77391</URL_LINK>
                <HASHTAG>พัฒนาชุมชน, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f289c94571.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช.เฟ้นเลือก 28 ศิลปินโอทอป ประจำปี 2563 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้สรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ OTOP มุ่งหวังอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงไว้ในแผ่นดิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่ากรมการพัฒนาชุมชนได้พิจารณาคัดเลือกศิลปิน OTOP ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เรียบร้อยแล้ว เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานศิลปิน OTOP โดยมีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 28 คน จาก 18 จังหวัด แบ่งเป็นประเภทผ้า และเครื่องแต่กาย จำนวน 15 คน และประเภทของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 13 คน จากการคัดเลือกและลงคะแนนโดยพิจารณาจากข้อมูลที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯคัดเลือกไว้ทั้งหมดจำนวน 80 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการ &amp;ldquo;ศิลปิน OTOP&amp;rdquo; ดำเนินการเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ และเผยแพร่ผลงานของบุคคลที่ได้อนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ OTOP โดยดำเนินการคัดเลือก &amp;ldquo;ศิลปิน OTOP&amp;rdquo; จากทั่วประเทศที่มีผลงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับ ด้านคุณภาพและมาตรฐาน อย่างกว้างขวาง&amp;rdquo; อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย จำนวน 15 คน คือ นายพงษ์ชยุตน์ โพนะทา ผ้าไหมแพรวา จ,กาฬสินธุ์ นางสาวบุญเรื่อง ศรีบัว ผ้าไหมแพรวา จ.กาฬสินธุ์ นายธนกฤต คล้ายหงษ์ ผ้าไหมมัดหมี่ จ.ขอนแก่น นางสาวกันจนพร แพรพระนาม กระเป๋าหอยเชลล์ (เครื่องถม) จ.นครศรีธรรมราช นางวิไล จิตรเวช ผ้ายกเมืองนคร จ.นครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแสงเดือน จันทร์นวล ผ้าคลุมไหล่ไหม จ.บุรีรัมย์ นางสาวธัญรดา พลายชมพู ผ้าทอมือลายขัด จ.ประจวบคีรีขันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนรินทิพย์ สิงหะตา ผ้ามัดหมี่ จ.มุกดาหาร นายเรวัต สิงห์ศักดิ์ ผ้าทอยกดอก จ.ลำพูน นางทองสิริ ปุกแก้ว ผ้ามัดหมี่ จ.สกลนคร นายมนตรี นนทธิ เงินทองโบราณ จ.สุโขทัย นายรุ่งเรือง พิศโสระ ชุดเครื่องประดับทองเหลือง จ.สุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนภัทร จันตะ ผ้าไหมมัดหมี่ จ.สุรินทร์ นายสมบัติ มัญญะหงษ์ ผ้ามัดหมี่ย้อมครามลายบ้านเชียง จ.อุดรธานี นายไวพจน์ ดวงจันทร์ ผ้าขิด จ.อุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกประเภทของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 13 คน คือ นายรุ่งโรจน์ เงินทอง ขลุ่ยไม้ จ.เชียงราย นางยุพิน เคร่งครัด ภาพดุนลาย จ.เชียงใหม่ นายยรรยงค์ คำยวง ไม้แกะสลัก จ.เชียงใหม่ นายเทพทัย สุริยลักษณ์ ไม้แกะสลัก จ.เชียงใหม่ นายสุทัศน์ ปิงโกคก ผลิตภัณฑ์จากขี้เลื่อย จ.เชียงใหม่ นายธารา ราราศักดิ์ ผลิตภัณฑ์จากหิน จ.ตาก นายสุวรีย์ ไชยเวช ภาพแกะจากหนัง จ.นครศรีธรรมราช นางสาวพวงศรี ชูสุวรรณ์ กระเป๋าจักสานย่านลิเภา จ.นครศรีธรรมราช นางเสงี่ยม คาวินธร กระเป๋าย่านลิเภา จ.นครศรีธรรมราช นายสุรัตน์ บัวหิรัญ เครื่องปั้นดินเผา จ.นนทบุรี นางระยอง แก้วสิทธิ์ จักสานไม้ไผ่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายสิงห์ อินอุ่นโชติ โหวด จ.ร้อยเอ็ด นางสาวฐิติพัชร์ รวยทรัพย์ จักสานไม้ไผ่ จ.อ่างทอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกศิลปิน OTOP ที่นำมาพิจารณา ประกอบด้วย 5 หลักการสำคัญ คือ 1.มีการศึกษา คันคว้า การอนุรักษ์ภูมิปัญญา 2.มีการสร้างสรรค์ผลงานที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น 3.มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ 4.ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ หรือรางวัลต่างๆ 5.เรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ (Story)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการคัดเลือกผลงานศิลปิน OTOP ที่ผ่านมา โดย ปีงบประมาณ พ ศ. 2559 จำนวน 100 คน ปีงบประมาณ พ.ศ.2560 จำนวน 32 คน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 24 คน และปีงบประมาณ พ ศ. 2562 จำนวน 19 คน รวมทั้งสิ้น 175 คน ซึ่งได้มีการจัดแสดงประวัติ และผลงานของศิลปิน OTOP ในงานของกรมการพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่งาน OTOP Midyear 2561 จนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72633</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลิตภัณฑ์ OTOP, พัฒนาชุมชน, ศิลปิน OTOP, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1e8fc72454e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>16 หน่วยงานร่วมลงนาม MOU.พัฒนาชุมชนชาวแพสะแกกรัง   จ.อุทัยธานี  ซ่อมแพ 127 ครัวเรือน-พัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างแหล่งท่องเที่ยว-วิถีชีวิตชาวแพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิธีลงนามความร่วมมือพัฒนาชุมชนชาวแพสะแกกรัง จ.อุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทัยธานี/ 16 หน่วยงานร่วมลงนามความร่วมมือพัฒนาชุมชนชาวแพสะแกกรัง จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำแล้งหนักในรอบ 50 ปี&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทาง&amp;nbsp; การทำมาหากิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนการซ่อมแพจำนวน 127 ครัวเรือน&amp;nbsp; เริ่มซ่อมแซมเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; ขณะที่หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์วิถีชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ชุมชนชาวแพที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; กว่า 100 ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง&amp;nbsp; เนื่องจากแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณลดน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพที่ปลูกอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบแพที่ใช้พยุงแพได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีผักตบชวาอยู่ในแม่น้ำเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; ทำให้การสัญจรทางเรือลำบาก&amp;nbsp; การเลี้ยงปลาในกระชังได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; เนื่องจากน้ำเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; การทำมาหากินลำบาก&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; และผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนชาวแพที่ได้รับความเดือดร้อน&amp;nbsp; โดยร่วมกับจังหวัดอุทัยธานีเริ่มสำรวจข้อมูลตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพแพที่เกยตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ (11 กรกฎาคม ) ระหว่างเวลา 10.30-12.00&amp;nbsp; น. &amp;nbsp;ที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; มีพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวแพสะแกกรังและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบทจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; โดยมีนายณรงค์&amp;nbsp; รักษ์ร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธาน&amp;nbsp; มีนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ&amp;nbsp; 16 หน่วยงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวแพสะแกกรังและผู้แทนชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์&amp;nbsp; รักษ์ร้อย&amp;nbsp; ผวจ.อุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า แนวคิดการพัฒนาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังเริ่มมานานหลายปีแล้วจากเทศบาลเมืองอุทัยธานีและทางจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; แต่ติดขัดด้วยเงื่อนไขการใช้งบประมาณและระเบียบของทางราชการ&amp;nbsp; การพัฒนาชุมชนชาวแพจึงไม่มีความคืบหน้า&amp;nbsp; จนกระทั่งนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทราบเรื่อง&amp;nbsp; จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเข้ามาดูแลและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวแพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี (กลาง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาร่วมกันลงนามเพื่อพัฒนาชีวิตชาวแพในวันนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;และไม่ใช่จะทำแล้วจบ&amp;nbsp; แต่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ซึ่งกรมชลประทานพยายามดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไล่น้ำเสียในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; และต่อไปจะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเพื่อดันน้ำเสียออกไป&amp;nbsp; ส่วนปัญหาเรื่องผักตบชวา&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังจัดเก็บ&amp;nbsp; แต่ชาวชุมชนเรือนแพตั้งแต่ต้นน้ำจะต้องลงมาช่วยกันดูแลเรื่องผักตบและสิ่งแวดล้อมทั้งสองฝั่งแม่น้ำด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผวจ.อุทัยธานีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายในประเทศไทยที่ควรจะช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้&amp;nbsp; แต่การจะพัฒนาชุมชนชาวแพให้ประสบผลสำเร็จจะต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.เกิดจากความต้องการของพี่น้องชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp; 2.การลงนามทำความตกลงในวันนี้ของ 16 หน่วยงานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะหนุนเสริมให้การพัฒนาชุมชนประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอช.เข้ามาสำรวจชุมชนเรือนแพสะแกกรังจากข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อให้เข้ามาพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนเรือนแพซึ่งมีเอกลักษณ์และเป็นแห่งเดียวของประเทศ&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศต่อไป&amp;nbsp; ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเราพบจุดอ่อนของชุมชน&amp;nbsp; แต่ก็จะพัฒนาให้เป็นจุดแข็งได้&amp;nbsp; ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชนอย่างรอบด้าน &amp;nbsp;ทั้งด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ความยากจน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงวัย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; และเป็นโอกาสท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;ไปพร้อมกัน&amp;nbsp; โดยมีแนวคิดคือเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม.&amp;nbsp; คือ พอช. และ พมจ.อุทัยธานีร่วมกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; ได้จัดกระบวนการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้วิธีการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; การสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ถ่ายรูป&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำรวจพบปัญหาและความต้องการของชุมชนชาวแพทั้งหมด&amp;nbsp; 127 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; อาชีพ-รายได้&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามแผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวชุมชนเรือนแพจะเริ่มได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะเริ่มซ่อมแซมเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน&amp;nbsp; ประกอบกับลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก&amp;nbsp; เนื่องจากน้ำในแม่น้ำสะแกกรังและเจ้าพระยามีปริมาณน้อย&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบจึงได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 127 ครัวเรือน&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; กายภาพ&amp;nbsp; อุดหนุนการซ่อมแพ &amp;nbsp;การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบประมาณทั้งหมด&amp;nbsp; 7,420,000 บาท&amp;nbsp; และคาดว่าการซ่อมแพและพัฒนาที่อยู่อาศัยจะแล้วเสร็จบางส่วนในช่วงเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาชุมชนเรือนแพสะแกกรังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปนั้น&amp;nbsp; ตามแผนงานจะมีการส่งเสริมด้านต่างๆ เช่น 1.กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม&amp;nbsp; อบรมให้เกิดวิทยากรชุมชน&amp;nbsp; มัคคุเทศชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp; 2.กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ&amp;nbsp; ถ่ายทอดความรู้ไม่ให้สูญหายไป&amp;nbsp; 3.กลุ่มความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ดำรงวิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp; 4.การส่งเสริมอนุรักษ์ปลาพื้นถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลาแรด&amp;nbsp; 5.การแปรรูปปลา&amp;nbsp; สร้างมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชุมชน&amp;nbsp; 6.เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้&amp;nbsp; ทำเป็นภาชนะใส่อาหารต่างๆ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการลงนามความร่วมมือในวันนี้แล้ว&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนยังได้มอบงบประมาณสนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบทจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 20 พื้นที่&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; หรือทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; โครงการละ&amp;nbsp; 45,000 บาท&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 900,000 บาท&amp;nbsp; โดยชุมชนส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในช่วงสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกผัก&amp;nbsp; เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ทำปุ๋ย&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเรือนแพสะแกกรังแล้ว สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ยังมีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งเมืองในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีด้วย&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่มีที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยจะเริ่มสำรวจข้อมูลทั้งเมืองภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ได้สนับสนุนการจัดทำครัวชุมชนเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ชาวชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ได้รับผลกระทบในช่วงโควิด&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาปากท้องในช่วงภาวะวิกฤต&amp;nbsp; และเป็นการกระตุ้นให้ชาวชุมชนเกิดการรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 16 หน่วยงานที่มีการลงนามความร่วมมือ MoU. (Memorandum of Understanding)&amp;nbsp; ในวันนี้&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; พมจ.อุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ปกครองอำเภอเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; กอ.รมน.จังหวัด&amp;nbsp; ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp; โครงการชลประทานจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; ประชาสัมพันธ์จังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ประมงจังหวัด&amp;nbsp; สหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด&amp;nbsp; เจ้าท่า (นครสวรรค์) และองค์การบริหารส่นจังหวัด (อบจ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71138</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, พัฒนาชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f097494342db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.จับมือ depa สนับสนุนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาชุมชน  มอบ ‘โดรน’ ใช้ในแปลงเกษตรที่ จ.สระแก้ว  ลดต้นทุน-ประหยัดเวลาและแรงงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวชุมชนตำบลคลองหินปูนรับมอบอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนจาก รอง ผอ.depa&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว / พอช.จับมือ &amp;nbsp;depa ส่งเสริมชุมชนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาและสร้างเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; มอบ &amp;lsquo;โดรน&amp;rsquo; หรืออากาศยานไร้คนขับให้ชาวบ้านตำบลบ่อลูกรัง อ.วังน้ำเย็น ใช้ในแปลงเกษตร&amp;nbsp; เพื่อฉีดพ่นสารชีวภาพบำรุงพืชและขับไล่แมลงศัตรูพืช&amp;nbsp; ลดต้นทุน&amp;nbsp; ประหยัดแรงงานและเวลา&amp;nbsp; โดยขณะนี้ส่งเสริมชุมชนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว 38&amp;nbsp; โครงการทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตามที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Promotion Agency - depa) สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp; มีแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อชุมชน&amp;nbsp; โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนชนบทในพื้นที่ที่ พอช.ทำงานและชุมชนต่างๆ ที่รวมกลุ่มกันในรูปแบบของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนเสนอโครงการมาที่ depa เพื่อใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ&amp;nbsp; มาสนับสนุน&amp;nbsp;การพัฒนาและเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; เช่น การผลิตสินค้าเกษตร&amp;nbsp; แปรรูป&amp;nbsp; ท่องเที่ยวโดยชุมชน &amp;nbsp;การพัฒนาคุณภาพชีวิต ฯลฯ&amp;nbsp; โดย depa จะสนับสนุนงบประมาณไม่เกินโครงการละ&amp;nbsp; 500,000 บาท&amp;nbsp; ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2562 &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีโครงการที่ผ่านการอนุมัติจาก depa &amp;nbsp;แล้ว 38 &amp;nbsp;โครงการ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้&amp;nbsp; (19 ธันวาคม) พอช.และ depa ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเกษตร&amp;nbsp; และมอบอากาศยานไร้คนขับให้แก่เกษตรกรตำบลคลองหินปูน&amp;nbsp; อ.วังน้ำเย็น&amp;nbsp; จ.สระแก้ว &amp;nbsp;จำนวน 2 เครื่อง&amp;nbsp; โดยมีพิธีมอบที่สถาบันการเงินบ้านบ่อลูกรัง&amp;nbsp; โดยมี ดร.รัฐศาสตร์&amp;nbsp; กรสูตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์&amp;nbsp; หัวหน้าสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; และตัวแทนชุมชนร่วมงานประมาณ 60 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(จากซ้าย) ดร.รัฐศาสตร์&amp;nbsp; นายละอองดาว&amp;nbsp; และนางสาวจันทนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ดร.รัฐศาสตร์&amp;nbsp; กรสูตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; depa&amp;nbsp; มีนโบายการทำงานกับชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมการขายสินค้าชุมชนทางออนไลน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ&amp;nbsp; หรือ&amp;nbsp; Smart Farmer&amp;nbsp; การใช้อากาศยานไร้คนขับในการดูแลแปลงเกษตร&amp;nbsp; การใช้เครื่องมือแจ้งเตือนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง&amp;nbsp; หากมีอาการหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถใช้เครื่องมือส่งสัญญาณไปให้ผู้ดูแลหรือเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือได้ทันที&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; depa ได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนและลดรายจ่าย&amp;nbsp; รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไปแล้ว&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 38 โครงการ&amp;nbsp; และปี 2563 จะสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 20 โครงการ&amp;nbsp; ส่วนการมอบโดรนให้แก่พี่น้องชุมชนตำบลคลองหินปูนในวันนี้&amp;nbsp; จำนวน 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; เครื่อง&amp;nbsp; จะทำให้พี่น้องลดเวลาในการดูแลแปลงเกษตร&amp;nbsp; ลดค่าใช้จ่ายในการฉีดพ่นสารบำรุงพืช&amp;nbsp; และขับไล่ศัตรูพืชได้สะดวกและรวดเร็ว&amp;rdquo; ดร.รัฐศาสตร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อชุมชน&amp;nbsp; จะเปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตเมืองหลวงและเขตอำเภอเมือง&amp;nbsp; และมีสมาชิกตั้งแต่ 20 ครัวเรือนขึ้นไป &amp;nbsp;รวมตัวกันเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก depa ได้&amp;nbsp; ทั้งนี้ชุมชนที่จะเสนอโครงการได้จะต้องมีการรวมตัวกันในลักษณะกลุ่มวิสาหกิจ&amp;nbsp; สหกรณ์&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; หรือองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; โดยโครงการที่จะเสนอเข้ามาจะต้องเป็นกิจการของชุมชนเกี่ยวกับผลิตสินค้า&amp;nbsp; การให้บริการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การทำการเกษตร&amp;nbsp; การแปรรูป&amp;nbsp; การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดย depa จะให้การสนับสนุนโครงการ&amp;nbsp; ไม่เกินโครงการละ 500,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์ หัวหน้าสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ พอช. &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;พอช.เริ่มเข้ามาทำงานสนับสนุนชาวบ้านในตำบลคลองหินปูนตั้งแต่ปี 2547 เริ่มจากการแก้ไขปัญหาความยากจน&amp;nbsp; ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน&amp;nbsp; โดยสนับสนุนให้ชุมชนร่วมกันสำรวจข้อมูลปัญหาและความเดือดร้อน&amp;nbsp; เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการแก้ไขต่างๆ&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มการเงินและกลายเป็นสถาบันการเงินขึ้นมา&amp;nbsp; มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ต่อมาจึงได้ประสานชุมชนเสนอโครงการเพื่อรับการสนับสนุน โดรน จาก depa เมื่อเดือนมีนาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นายละอองดาว&amp;nbsp; สีลานำเที่ยง &amp;nbsp;ผู้นำชุมชนตำบลคลองหินปูน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ชุมชนตำบลคลองหินปูนได้เสนอโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรยุคดิจิทัลด้วยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการทำการเกษตรต่อสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ในช่วงต้นปี 2562 &amp;nbsp;โดยการประสานสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน&amp;nbsp; 499,412 บาท&amp;nbsp; ชุมชนสมทบจำนวน 320,412 บาท &amp;nbsp;นำไปจัดซื้อโดรนเพื่อการเกษตรจำนวน 2 ลำ &amp;nbsp;สามารถฉีดแปลงเกษตร เช่น ข้าวได้พื้นที่วันละประมาณ 150-200 ไร่ ลดแรงงานจาก 10-20 คนต่อวัน เหลือ 1-2 คน ลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 20 ฯลฯ โดยจะคิดค่าบริการแก่สมาชิกไร่ละ 80 บาทเพื่อนำมาเป็นค่าบำรุงและค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;หากใช้แรงงานคนในไร่อ้อยฉีดพ่นสารในพื้นที่ 150 ไร่&amp;nbsp; จะต้องใช้คนงานประมาณ&amp;nbsp; 15 คน&amp;nbsp; ค่าแรงงานวันละ 300 บาท&amp;nbsp; จะต้องเสียค่าใช้ประมาณวันละ 4,500 บาท&amp;nbsp; แต่ถ้าใช้โดรนจะเสียค่าใช้จ่ายไร่ละ 80&amp;nbsp; &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; หรือประมาณ&amp;nbsp; 1,200 บาทเท่านั้น&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดเวลาและต้นทุนได้มาก&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายละอองดาวกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สาธิตการบังคับและใช้โดรน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการใช้โดรนในแปลงเกษตรแล้ว &amp;nbsp;ขณะนี้ชุมชนได้นำสินค้าทางเกษตรมาขายทางสื่ออนไลน์&amp;nbsp; โดยการจัดทำเพจขายสินค้าชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มะขามแช่อิ่ม&amp;nbsp; นอกจากนี้ชุมชนยังมีแผนงานการทำเกษตรกรรมอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยการนำระบบการรดน้ำอัตโนมัติผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง (IoT) มาประยุกต์ใช้อีกด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในอนาคตชุมชนยังมีความคิดในการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนอีกด้วย เช่น การดูแลผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;โดยใช้เครื่องมือส่งสัญญาณหากมีอาการกำราบหรือป่วยฉุกเฉิน&amp;nbsp; เพื่อแจ้งให้ญาติพี่น้องหรือเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลได้ทันที&amp;nbsp; เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการดูแลชีวิตของชาวชุมชน&amp;nbsp; นอกเหนือจากการเพิ่มรายได้&amp;nbsp; ลดรายจ่าย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการใช้อากาศยานไร้คนขับที่ จ.สระแก้วแล้ว&amp;nbsp; ยังมีโครงการที่ได้รับอนุมัติการสนับสนุนจาก depa เช่น&amp;nbsp; 1. เครื่องวัดความชื้นกาแฟดิจิทัล&amp;nbsp; กลุ่มวิสาหกิจกาแฟดอยขุนช้างเคี่ยน &amp;nbsp;อ.เมือง &amp;nbsp;จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; 2.ระบบโปรแกรมการจัดการร้านค้า &amp;nbsp;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; 3.เครื่องวัดระดับอ๊อกซิเยนบ่อเลี้ยงปลาดิจิทัล &amp;nbsp;สหกรณ์การประมงบางจะเกร็ง-บางแก้ว &amp;nbsp;อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม&amp;nbsp; 4.ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เครื่องติดตามเรือประมง &amp;nbsp;สมาคมประมงพื้นบ้านชายฝั่งอ่าวไทย&amp;nbsp; อ.สทิงพระ &amp;nbsp;จ.สงขลา&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ภาพถ่ายและวิดีโอภาพเสมือนจริง (Virtual Reality) เพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน &amp;nbsp;ตำบลโนนตาล &amp;nbsp;&amp;nbsp;อ.ท่าอุเทน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.นครพนม&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ระบบ Smart Farmสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง &amp;nbsp;อ.ปากช่อง &amp;nbsp;จ.นครราชสีมา&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวและพัฒนาอาชีพเกาะลิบง&amp;nbsp; อ.กันตัง&amp;nbsp; จ.ตรัง &amp;nbsp;ที่มีบทบาทร่วมกับหน่วยงานราชการดูแลฝูงพะยูนและทรัพยากรชายฝั่งที่เกาะลิบง&amp;nbsp; เสนอโครงการใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ &amp;lsquo;โดรน&amp;rsquo; เพื่อการท่องเที่ยวและอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล&amp;nbsp; เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีนักท่องเที่ยวนั่งเรือสปีดโบ๊ทมาดูฝูงพะยูนที่เกาะลิบง&amp;nbsp; แต่พะยูนถูกเรือสปีดโบ๊ทชนตาย&amp;nbsp; และยังเป็นการรบกวนการใช้ชีวิตของพะยูนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ จึงมีแผนการใช้โดรนเพื่อถ่ายภาพพะยูนให้นักท่องเที่ยวชมผ่านจอโปรเจคเตอร์&amp;nbsp; รวมทั้งยังใช้โดรนดูแลการทำประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; การลักลอบจับพะยูน&amp;nbsp; รวมทั้งดูแลป่าชายเลนด้วย&amp;nbsp; โดย depa ได้อนุมัติงบประมาณในการซื้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดรนและฝึกอบรมการใช้โดรนเป็นเงิน &amp;nbsp;366,700 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;และชุมชนสมทบ 122,700 บาท&amp;nbsp; ตามแผนงานคาดว่าจะเริ่มใช้โดรนได้ในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โขลงช้างป่าเข้ามาหากินในหมู่บ้านตำบลพวา&amp;nbsp; จ.จันทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเตือนภัยช้างป่าที่ตำบลพวา&amp;nbsp; อ.แก่งหางแมว&amp;nbsp; จ.จันทบุรี&amp;nbsp; เนื่องจากพื้นที่ตำบลพวาอยู่ติดกับเขตป่าจึงมีโขลงช้างป่าเข้ามากินพืชผลทางการเกษตรที่ชาวบ้านปลูก&amp;nbsp; บางครั้งยังทำลายบ้านเรือน&amp;nbsp; และทำร้ายชาวบ้านจนบาดเจ็บและเสียชีวิต&amp;nbsp; แม้ว่าที่ผ่านมาชาวบ้านและหน่วยงานในท้องถิ่นจะร่วมกันหาวิธีป้องกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขุดคูน้ำ&amp;nbsp; ทำรั้วรังผึ้ง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แต่ยังไม่ประสบผล&amp;nbsp; ชุมชนจึงเสนอโครงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเตือนภัยช้างป่า&amp;nbsp; โดยใช้แอพพลิเคชั่น &amp;lsquo;Police I lert u&amp;rsquo; แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านสมาร์ทโฟน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในโครงการนี้จะนำแอพฯ ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการแจ้งตำแหน่งที่อยู่ของช้างป่าให้กับอาสาสมัครและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ &amp;nbsp;เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับทราบว่าขณะนี้ช้างกำลังจะไปทางไหน&amp;nbsp; เพื่อหลีกเลี่ยงหรือเตรียมป้องกันอันตราย&amp;nbsp; ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียต่างๆ&amp;nbsp; โดยใช้เทคโนโลยีมาแจ้งเตือน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ระบบเตือนภัยแจ้งเตือนเมื่อช้างเข้าใกล้ชุมชน&amp;nbsp; ระบบคลื่นความถี่ป้องกันช้างเข้าใกล้ชุมชน&amp;nbsp; ระบบดาวเทียมติดตามโขลงช้าง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52844</URL_LINK>
                <HASHTAG>depa, จ.สระแก้ว, ดร.รัฐศาสตร์  นายละอองดาว, พัฒนาชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191219/image_big_5dfb511c7fd7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
