<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.ลุยพัฒนาพื้นที่คลองเตยผุด &#039;Smart Community &#039;  มูลค่าเฉียดหมื่นล้าน จ่อเปิดประมูลปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย. 2564 เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย (Smart Community) ว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้ดำเนินการว่าจ้างกลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน AAhoa เป็นผู้ออกแบบด้านการออกแบบ งานสถาปัตยกรรม วิศวกรรมโครงสร้าง งานระบบประกอบอาคาร (Detail Design) โครงการระยะที่ 1 โดยผู้ออกแบบอยู่ระหว่างการดำเนินการ

ทั้งนี้คาดว่าผู้ออกแบบจะนำเสนอ Detail Design ฉบับสมบูรณ์ให้ กทท. ได้พิจารณาภายในเดือนตุลาคมนี้ และ กทท. จะเร่งดำเนินการในขั้นตอนการประกวดราคาหาผู้รับจ้างก่อสร้าง จัดทำร่างขอบเขตของงาน (TOR) รายละเอียดเงื่อนไขการประกวดราคา การขอจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ 2565 โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี คาดว่าจะเปิดประมูลก่อสร้างได้ภายในปี 2565 ซึ่งโครงการมีมูลค่าการก่อสร้างประเมินราคาเบื้องต้นของระยะ ที่ 1 ประมาณ 2,351 ล้านบาท

สำหรับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อยู่ระหว่างจัดหาผู้ดำเนินการ โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย ต้องปรับรูปแบบอาคารให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร โดยมีรายละเอียดโครงการ ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัยจำนวน 12 อาคาร อาคารละ 25 ชั้น มีห้องพักอาศัย 504 ยูนิตต่ออาคาร พร้อมอาคารที่จอดรถสำหรับผู้พักอาศัยจำนวน 4 อาคาร อาคารสำนักงาน 10 ชั้น จำนวน 3 อาคาร พร้อมอาคารที่จอดรถสำนักงาน 1 อาคาร อาคารตลาด 3 ชั้น 1 อาคาร พร้อมที่จอดรถใต้อาคาร มีพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 58 ไร่

ทั้งนี้ในส่วนของการปรับรูปแบบโครงการ เพื่อรองรับ การอยู่อาศัยของชาวชุมชนรอบท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) โดยมีจำนวนห้องพักอาศัยประมาณ 6,048 ยูนิต พร้อมอาคารส่วนกลาง อาคารสำนักงาน หน่วยงานราชการ สถานบริการสาธารณสุข องค์กร มูลนิธิ อาคาร- ที่จอดรถ โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ตลาด และพื้นที่สีเขียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ชาวชุมชนในโครงการ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างระยะที่ 1 ได้ในปี 2566 และเสร็จใน ปี 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จครบทั้ง 4 ระยะ ในปี 2578 โดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 9,856 ล้านบาท
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106650</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท), คลองเตย, ชุมชนคลองเตย, พัฒนาที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60caa59d240a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมสั่งรถไฟฯเพิ่มศักยภาพหารายได้จากที่ดินสางหนี้แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อบริหารทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ครั้งที่ 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ รฟท.จัดตั้งบริษัทลูกดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่า บริษัท รถไฟพัฒนาสินทรัพย์ จำกัด สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อวางแผนแนวทางบริหารจัดการ และการดำเนินการ เช่น โครงสร้างองค์กร ข้อบังคับ อำนาจหน้าที่ในการดำเนินงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้เสนอแนะให้ รฟท.ไปศึกษาดูงานรูปแบบการบริหารของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เพื่อทราบถึงรูปแนวทางบริหารที่มีความคล่องตัว โดยเฉพาะเรื่องบริหารจัดการที่ดินของ รฟท. ที่มีประมาณ 30,000-40,000 ไร่ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลหลายแสนล้านบาท แต่ปัจจุบันมีรายได้จากที่ดินดังกล่าวประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ถึง 1% ของมูลค่าตลาดที่ควรจะได้ แต่ รฟท.มีสภาพการขาดทุนมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า จึงได้มอบหมายให้คณะทำงาน โดยนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ รฟท. ไปทบทวนแผนบริหารจัดการของบริษัทลูกฯ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ โดยนำประสบการณ์การทำงานของธนาคารกรุงไทยเข้ามาประยุกต์ ทั้งนี้ เพื่อมีประสิทธิภาพรวดเร็ว และสามารถบริหารให้มีผลตอบแทนที่คุ้มค่าตามมูลค่าที่ควรจะได้ เพื่อทำให้ รฟท. มีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่ที่บริษัทลูกของ รฟท. จะนำมาบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินนั้น มีหลายแปลง อาทิ ย่านสถานีแม่น้ำ บางซื่อ มักกะสัน ย่านรัชดา และย่าน RCA ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้แบบมืออาชีพเช่นเดียวกับเอกชน ตนเชื่อว่าจะสร้างรายได้ให้ รฟท. และสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาขาดสภาพคล่อง และขาดทุนที่ผ่านมาได้ โดยได้กำหนดกรอบเวลาให้ รฟท. กลับมานำเสนอแผนอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จะต้องไปพิจารณาว่าแผนนี้จะต้องนำเสนอ ครม. อีกหรือไม่ หากไม่ต้องนำเสนอเข้า ครม. แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการไปจดข้อบังคับกับกระทรวงพาณิชย์ให้แล้วเสร็จ จากนั้นจะเปิดสรรหาให้เอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ ก่อนส่งมอบพื้นที่เพื่อนำไปพัฒนาต่อไป โดยในขณะนี้ รฟท. มีความพร้อม ทั้งในเรื่องสำรวจที่ดิน รวมถึงแก้ปัญหาอุปสรรคไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของแผนการส่งมอบพื้นที่ที่เดิมจะส่งมอบภายใน 1 ปีนั้น จึงได้ให้นโยบายเร่งรัดในเรื่องการส่งมอบพื้นที่คู่ขนานกับการจัดตั้งบริษัทฯ เพื่อให้เร็วกว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนแล้วเสร็จ และมีการดำเนินการ ได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4% หรือประมาณหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าผลตอบแทนที่เป็นมาตรฐาน แต่เชื่อว่า จะมีรายได้เพิ่มมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ทั้งนี้ ในส่วนของรูปแบบการบริหารนั้น ให้ดูแนวทาง ทั้งของภาครัฐ เช่น การบริหารทรัพย์สินของกรมธนารักษ์ การบริหารของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และภาคเอกชนด้วย เพราะถ้าไปยึดติดกับโครงสร้างที่เป็นรัฐวิสาหกิจ อาจจะไม่ได้ผู้ที่มีศักยภาพมาพัฒนาพื้นที่ให้อย่างมีประสิทธิภาพได้ จึงต้องดำเนินการเป็นบริษัทที่มีความคล่องตัวจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รฟท. ต้องดำเนินการหลายเรื่อง เช่น กาบริหารรางที่มีอยู่ให้เอกชนเข้ามาลงทุน โดยการปรับรูปแบบเรื่องรถไฟ ซึ่งในตอนนี้มีผู้สนใจมานำเสนอในการพัฒนารถไฟจากระบบดีเซล มาเป็นระบบไฟฟ้า (EV) แทน โดยใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน และหากนำแบตเตอรี่มาใส่ 1 โบกี้ จะสามารถเดินรถได้ระยะทาง 400 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งเมื่อถึงจุดหมาย จะมีการเปลี่ยนตู้ เพื่อให้ตู้นั้นชาร์จประจุไฟฟ้าต่อไป ทั้งนี้ จะทำให้ช่วยลดต้นทุนในการเดินรถขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าให้มีราคาถูกลงได้ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81421</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้ง, พัฒนาที่ดิน, รถไฟพัฒนาสินทรัพย์, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabd019a7b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 12:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บขส.รุกแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สร้างรายได้ในอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ก.ค.63-นายมาโนช สายชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจเดินรถ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส ) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บขส. มุ่งมั่นฯ พัฒนาบริการด้านการขนส่งผู้โดยสารให้ได้รับความสะดวกสบายและสร้างความพึงพอใจสูงสุด โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการให้บริการทั้งการเดินรถ , รับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างสูงสุด รวมทั้งมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ บขส. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีศักยภาพ อาทิ โครงการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (เอกมัย) พื้นที่ประมาณ 7 ไร่ มีแผนจะพัฒนาเป็นสถานีขนส่งผู้โดยสาร ร้านค้า สำนักงาน โรงแรมและที่จอดรถ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (ปิ่นเกล้า) พื้นที่ประมาณ 15 ไร่ บขส. จะดำเนินการสรรหาเอกชนมาร่วมลงทุน ตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ส่วนสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สามแยกไฟฉาย) พื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ มีแผนให้เช่าที่ดิน พัฒนาเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และอาคารที่พัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หาก บขส. สามารถพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ได้ตามแผน จะทำให้ บขส. มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้านผลประกอบการด้านการเงินในช่วงที่ผ่านมา บขส.ถือว่ามีความสามารถในการบริหารจัดการ เป็นรัฐวิสาหกิจที่นำเงินรายได้เข้ารัฐและไม่ได้ขอรับสนับสนุนงบประมาณจากรัฐแต่อย่างใด และประกอบธุรกิจแข่งขันกับภาคเอกชนไม่ได้ผูกขาด อีกทั้งเป็นกลไกให้รัฐบาลดูแลประชาชนไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากภาคเอกชน เช่น การตรึงราคาค่าโดยสาร โดยแบกรับต้นทุนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บริการประชาชน ทำให้ในปี 2559 บขส. ได้ปรับลดค่าโดยสาร 2 ครั้ง สูญเสียรายได้ 32.786 ล้านบาท อีกทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแลผู้ประกอบการรถร่วมฯ เช่น ค่าสาธารณูปโภคในการใช้พื้นที่สถานีขนส่ง การให้บริการห้องสุขาฟรี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีความ ภาพลักษณ์ต่างๆ และโดยเฉพาะการปรับลดค่าธรรมเนียมให้กับผู้ประกอบการรถร่วมฯ ทำให้ บขส. ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายรวมกว่า 121 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 2559 บขส. ขาดทุนกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ขาดทุนจากการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด แต่มีปัจจัยเชิงนโยบายเข้ามาส่งผลกระทบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จากผลสำรวจของประชาชนเกี่ยวกับการให้บริการห้องสุขาในสถานีขนส่ง พบว่า ประชาชนต้องการให้มีบริการห้องน้ำทางเลือกที่เสียค่าบริการและมีความสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่ง บขส. มีแผนที่จะทำห้องน้ำทางเลือกให้กับประชาชนอีกกลุ่มที่ต้องการบริการที่มากขึ้น อย่างไรก็ดีแม้ บขส.ต้องแบกรับต้นทุนการกำกับดูแลผู้ประกอบการรถร่วม การตรึงราคาค่าโดยสาร ค่าใช้จ่าย ด้านสาธารณูปโภคการใช้สถานีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 แต่ก็ยังมีผลประกอบการที่เลี้ยงตัวเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โดยปี 2560 บขส. สามารถทำกำไรได้ 53.934 ล้านบาท แต่จากมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ปรับขึ้นเงินเดือนค่าจ้างให้พนักงาน 5%ทำให้บขส. มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 16.136 ล้านบาท &amp;nbsp;ปี 2561 บขส. สูญรายได้ค่าโดยสารจากที่ควรมีกำไร อยู่ที่ 129.163 ล้านบาท แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับราคาค่าโดยสารในขณะนั้น ทำให้ บขส. ขาดทุน 94.609 ล้านบาท และเป็นการตรึงราคาเพื่อให้บริการประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปี 2562 บขส. สามารถสร้างรายได้จากการเดินรถ และธุรกิจอื่นๆ มีกำไรจากการดำเนินงาน 168.35 ล้านบาท แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำสภาพการจ้างพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้ผู้ที่มีอายุงาน 20 ปีขึ้นไป เมื่อถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินชดเชย 400 วัน อายุงาน 10-20 ปี ชดเชย 300 วัน มีผลต่อลูกจ้างที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2562 เป็นต้นไป ส่งผลให้ บขส. ต้องจ่ายเงินชดเชยผู้เกษียณอายุเพิ่มเติม จำนวน 166.94 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายโดยผลของกฎหมาย และไม่ได้ประมาณการค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ จึงส่งผลให้ปี 2562 บขส. มีกำไรน้อยลงอยู่ที่ 1.410 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมาโนช กล่าวว่า บขส.ยังไม่เข้าข่ายต้องทำแผนฟื้นฟูธุรกิจ และ บขส.พร้อมพัฒนาธุรกิจและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ในอนาคตมีแผนปรับโครงสร้างองค์กรให้กระชับขึ้น รวมทั้งมีแผนพัฒนาธุรกิจรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบสนองความต้องการใช้ของลูกค้าต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72808</URL_LINK>
                <HASHTAG>บขส, พัฒนาที่ดิน, มาโนช สายชูโต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f2104704b12b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
