<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2021 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2021 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสอ.ลุยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ. 2564 น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคอุตสาหกรรมมหภาคในอนาคต โดยได้กำชับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)&amp;nbsp; ให้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนแนวนโยบายในการคุณภาพชีวิตของราษฎรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการชุมชนทั่วไป ให้สามารถสร้างรายได้และเกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างการเรียนรู้ ฝึกอาชีพ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมะสมมาประยุกต์ โดยได้จัดสรรงบประมาณ 54 ล้านบาท เพื่อพัฒนากลุ่มเป้าหมายรวม 570 ราย 145 ผลิตภัณฑ์ 680 คน โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3 เท่า หรือกว่า หนึ่งร้อยล้านบาท โดย กสอ. ได้วางเป้าหมายการพัฒนาไว้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า : สร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นให้มีความโดดเด่น โดยการนำเสน่ห์ของวัฒนธรรมพื้นบ้านภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานเข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ภายใต้การดำเนินงานโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสู่สากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; พัฒนากระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ชุมชน : พัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในกระบวนการผลิต โดยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าสู่การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หรือมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้เกิดการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้การดำเนินงานโครงการการยกระดับการผลิตวิสาหกิจชุมชนด้วยระบบ คุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งชุมชน : สร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เป็นของฝากของที่ระลึกรวมถึงระบบการพัฒนาคนรุ่นใหม่ เชื่อมโยงกับระบบฝึกงานของนักศึกษาสู่ท้องถิ่น โดยร่วมกันทำธุรกิจพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนเกษตรกรตลอดจนผู้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเกษตรอุตสาหกรรมในพื้นที่สู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมรายใหม่ที่มีศักยภาพและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งการเสริมสร้างทักษะอาชีพการบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ และมีทักษะในการประยุกต์ใช้เครื่องมือสารสนเทศ พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า พัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน พัฒนาและสร้างความเข็มแข็งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; พัฒนาตลาดสินค้าในยุคนิวนอร์มอล แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน และประชาชน ได้อย่างเหมาะสม ภายใต้การดำเนินงานโครงการต่างๆ เช่น โครงการพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนในการยกระดับหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (หมู่บ้านซีไอวี) โครงการพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน (พระราชดำริ) โครงการสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนสู่การประกอบการอย่างมืออาชีพ และการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งที่ กสอ. ดำเนินการและประสบความสำเร็จก็จะดำเนินการต่อในปีนี้ เช่น ห้วยยายจิ๋วโมเดล จ.ชัยภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กสอ. เตรียมประสบความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนห้วยยายจิ๋ว จ.ชัยภูมิ สามารถวิถีเกษตรในชุมชน สนับสนุนการแปรรูปผลิตผล จากการดำเนินการในปีที่ผ่านมา ไปยัง ตำบลเกษตรสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เพื่อสร้างความตระหนักถึงความเป็นนักธุรกิจชุมชนใหม่ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;พัฒนาผู้ประกอบการชุมชนรายใหม่อย่างบูรณาการ&amp;rdquo; (ห้วยยายจิ๋วโมเดล) ให้กับนักธุรกิจชุมชนรายใหม่ ในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น ยกระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐานสากล มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ&amp;nbsp; โดยตั้งเป้าผลผลิตจำนวน 200 คน น.ส.สุชาดา กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92433</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.), ตำบลห้วยยายจิ๋ว, พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210209/image_big_6021d956c3cd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2020 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2020 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”จ่อชงครม.เพิ่มทุนธ.ก.ส. เข็นแพคเกจหนุนเอกชนลงทุน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค. 2563 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ม.ค. นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอแผนการเพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการสนับสนุนให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ทั้งภาคการเกษตรและท่องเที่ยวเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการพัฒนาฐานรากทั้งระบบอย่างเป็นองค์รวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าวจะไม่ใช้เม็ดเงินงบประมาณ แต่จะใช้เงินจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIF) เข้ามาดำเนินการ ส่วนจะเพิ่มทุนจำนวนเท่าใดนั้น จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลดูแล้วฐานรากมีศักยภาพ บางรายอาจจะอยากทำเกษตรควบคู่กับอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนด้านเงินทุนให้ เพื่อให้ฐานรากมีช่องทางในการหารายได้เอง โดยเชื่อมโยงกันทั้งการเกษตร ท่องเที่ยว และสินค้าชุมชนต่าง ๆ&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายอุตตม กล่าวอีกว่า ภายในไตรมาสที่ 1 ปีนี้กระทรวงการคลังจะเสนอแพคเกจส่งเสริมการลงทุน เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่งควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายจะมีเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นมากในปีนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีนี้รัฐบาลส่งเสริมให้เป็นปีแห่งการลงทุน กระทรวงการคลังก็จะผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขอให้ผ่านครม.ก่อนถึงจะชี้แจงได้ ส่วนการกระตุ้นการบริโภคในประเทศเพิ่มเติมผ่านชิมช้อปใช้เฟส 4 นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปใด ๆ เพราะมองว่า 3 เฟสที่ผ่านมาก็สามารถกระตุ้นการบริโภคได้ดี เห็นได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในช่วงที่ผ่านมาดีขึ้น ฉะนั้นจะออกมาตรการอะไรตอนนี้ ต้องดูความเหมาะสมก่อน&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว
สำหรับกรณีสหรัฐฯ และจีนลงนามข้อตกลงการค้าในรอบแรกนั้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าของโลกให้มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นตามไปด้วย เพราะการดำเนินการของทั้ง 2 ประเทศ ทำให้ความตึงเครียดต่าง ๆ ลดลง ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่า และทำให้ไทยไม่ได้รับอานิสงค์ดีจากบรรยากาศการค้าที่ดีขึ้นนั้น เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลได้อย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เห็นชอบกรอบการเพิ่มทุนให้กับธนาคาร วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2563-2567 โดยปีแรกจะเพิ่มทุนก่อน 6 พันล้านบาท และจากนั้นจะทยอยเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องอีกเฉลี่ยปีละ 3-4 พันล้านบาท จนครบเป้าหมาย เพื่อให้ธนาคารมีทุนเพียงพอรองรับภารกิจการแก้ปัญหาความยากจน และช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนการปล่อยสินเชื่อให้กับวิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอีเกษตรที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุนครั้งนี้ จะทำให้ ธ.ก.ส. มีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นล้านบาท เป็น 8 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด ซึ่ง ช่วยให้ธนาคารมีทุนเพียงพอ รองรับการขยายภารกิจการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54863</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ธ.ก.ส., นายอุตตม สาวนายน, พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d692839ebbb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2019 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2019 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลงานเด่นรัฐบาล5เดือนแรกเน้นดูแลประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
30ธ.ค.62-นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลงานเด่นของรัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรกเพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ครอบคลุม 3 ด้านสำคัญ คือ คมนาคม รายได้เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย ดังนี้ 1. การขยายโครงสร้างคมนาคม​ ดูแลประชาชนในการเดินทางและลดมลพิษ ด้วยการขยายโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งนับเป็นผลงานต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ได้มีการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าครอบคลุมทั่ว กทม อาทิเช่น สายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค, บางซื่อ-ท่าพระ) 14 กม สายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) 19 กม สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) 22 กม สายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) 15 กม สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) 26.3 กม สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) 34.5 กม และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) 30 กม เมื่อรถไฟฟ้าเปิดใช้บริการครบทั้งหมด จะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางของคนกรุง ลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล นำไปสู่การลดมลพิษทางอากาศในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลได้เปิดทำการอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารจากทั้งในและต่างประเทศได้ 3 -5 ล้านคนต่อปี โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา จะยกระดับส่งเสริมการเชื่อมโยงการเดินทางสู่พื้นที่ EEC เพื่อส่งเสริมทั้งภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้เกิดการจ้างงานและการกระจายความเจริญสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่โดยรอบ EEC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รายได้เกษตรกร​ ดูแลพี่น้องเกษตรกร ทั้งโครงการรปะกันรายได้สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักหลายชนิด ซึ่งได้เริ่มจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างตรงเข้าบัญชีเกษตรกรไปแล้ว และยังมีมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาของสินค้าเกษตร เช่น การอุดหนุนปัจจัยการผลิตสำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าว ช่วยเหลือค่าปลูก&amp;nbsp; 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน รวมตลอดถึงมาตรการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อรวบรวมผลผลิต นอกจากนี้ นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน ด้วยการกำหนดให้น้ำมันไบโอดีเซลบี 10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วพื้นฐาน ได้ส่งผลให้ราคาปาล์มสูงขึ้น เกิดประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลเข้าไปพยุงราคา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย​ ดูแลผู้มีรายได้น้อย ด้วยมาตรการลดค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าไม่เกินครัวเรือนละ 50 หน่วย และมาตรการช่วยเหลือค่าน้ำไม่เกินครัวเรือนละ 100 บาท ไปจนถึง ก.ย. 63 และยังคงมาตรช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เช่น ค่าเดินทางเดือนละไม่เกิน 500 บาท ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเดือนละ 200/300 บาท คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการ อีก 1% โอนเข้ากองทุนการออมแห่งชาติในนามเจ้าของบัตรสวัสดิการ เป็นต้น รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การหางานให้ทำ และการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย กำลังอยู่ในขั้นตอนการทบทวนปรับปรุงตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้สามารถช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้​ รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมกับพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ซึ่งยังมีผลงานที่ปรากฎผลเป็นรูปธรรม และที่กำลังดำเนินงานอีกมาก ซึ่งรัฐบาลจะได้บอกเล่าสู่ประชาชนให้ได้รับรู้และติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53521</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล​ ภิญโญสินวัฒน์, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผลงานรัฐบาล, พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก, โครงข่ายรถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dca5f7322010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; ยกคณะลงปัตตานี-ยะลา เปิดสวนอุตสาหกรรมแห่งแรกชายแดนใต้ 26 ต.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.62 - พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันเสาร์ที่ 26 ต.ค. เวลา 06.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะ มีกำหนดการเดินทางไปราชการในพื้นที่ จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา เพื่อติดตามงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ พร้อมกันนี้จะเดินทางไปเปิดสวนอุตสาหกรรมแห่งแรกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งเสริมพัฒนานักธุรกิจรุ่นใหม่ให้ทำงานร่วมกันด้วยเทคโนโลยีการผลิตในการพัฒนาสินค้าฮาลาล โดยความร่วมมือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อยอดไปยังสถาบันการศึกษาให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเชื่อมไทยและเชื่อมโลกได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48824</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ปัตตานี, จ.ยะลา, บิ๊กป้อมลงพื้นที่, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พัฒนาจังหวัดชายแดนใต้, พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก, สวนอุตสาหกรรมชายแดนภาคใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db25360eec59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2018 08:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2018 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.แนะเลิกบัตรคนจน ส่อเอื้อเจ้าสัว เปลี่ยนจ่ายตรงกระตุ้น &#039;จีดีพี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.61 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการไทยนิยมยั่นยืน ในโครงการผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 11.4 ล้านเสียง ตนเห็นว่าควรมีการปรับปรุงระบบด้วยการยกเลิกบัตรคนจน แต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้บัตรดังกล่าวประชาชนต้องซื้อสินค้าผูกขาดกับร้านธงฟ้า ประชารัฐ ที่มีสินค้าเฉพาะของเจ้าสัวต่างๆของประเทศ&amp;nbsp;ขณะที่การใช้บัตรคนจนก็ไม่สามารถขึ้นรถประจำทางได้ จนสุดท้าย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณพัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;quot;ถุงเงินประชารัฐ&amp;quot; เพื่อแก้เกี้ยวหวังแก้ปัญหา แต่ก็เสียเงินในการพัฒนาระบบไปจำนวนมหาศาล ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ามีการตั้งบริษัทเพื่อหวังผลประโยชน์ตรงนี้ไว้ล่วงหน้าหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;ตนยังเห็นว่าควรเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลประชาชนจำนวน 11.4 ล้านคนที่เป็นข้อมูลตาย และเปลี่ยนมาใช้ข้อมูลเป็น หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Negative Income Tax หรือ NIT&amp;nbsp;เพราะเป็นการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลในรูปแบบของการโอนเงินหรือจ่ายเช็คให้แก่บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์&amp;nbsp;โดยให้คนมาลงทะเบียนภาษีรับเงินทุกปี เพราะจะทำให้ทราบว่าแต่ละปีจะมีคนจนจำนวนเท่าใด เพื่อเตรียมงบประมาณให้เหมาะสมตรงกับความเป็นจริง เพราะโครงการดีจริงคนจะต้องลดลง มิใช่สอบถามกี่ครั้งก็มีจำนวนเท่าเดิมคือ 11.4 ล้านคนเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเห็นด้วยกับใช้งบประมาณไปลงสู่รากหญ้า มิใช่ผูกขาดให้กับเจ้าสัว หรือ เอาเงินไปพัฒนาระบบผ่านบัตรคนจนผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ แทนที่จะโอนเข้าบัญชีให้แก่ชาวบ้านโดยตรงเพื่อให้เพิ่มวงรอบการหมุนเงินในระบบให้เพิ่มขึ้น และจีดีพีจะโตกว่าที่เป็นอยู่นี้เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี และ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีมาหลายพันล้านบาทแล้ว&amp;quot; อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20084</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงเงินประชารัฐ, บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผูกขาดเจ้าสัว, พรรคประชาธิปัตย์, พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก, ร้านธงฟ้าประชารัฐ, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181017/image_big_5bc68bf42ce66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
