<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเลื่อนอ่านฎีกาคดี  9 เเกนนำพธม. ชุมนุมดาวกระจายไล่รัฐบาลสมัคร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย. 64 - ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีดำอ.3973/58 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 9 แกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และนายเทิดภูมิ ใจดี อดีตแกนนำ พธม.เป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดฯเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนและก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร , ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการโดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก แต่ไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 , 215 , 216&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กรณีที่พวกจำเลยร่วมชุมนุมดาวกระจายปี 2551 เพื่อต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีขณะนั้น
&amp;nbsp;คดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยที่1-6 ส่วนจำเลยที่ 7-9 มีความผิด ตามม.215วรรคหนึ่ง แต่ให้รอการกำหนดโทษ อัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ &amp;nbsp;แต่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกา &amp;nbsp;ขอให้ลงโทษพวกจำเลยด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนีเจำเลยทุกคนเดินทางมาศาล ยกเว้น นายเทิดภูมิ ใจดี จำเลยที่ 9โดยในวันนี้ศาลไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าฟังการพิจารณาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ 1 ในจำเลยกล่าวว่าการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ศาลได้อนุญาตให้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 31 ส.ค.เวลา 09.00 น.เนื่องจากมีปัญหาในการส่งหมายถึงเทิดภูมิ เเละเจ้าตัวเองป่วยมีอาการเจ็บที่หัวเข่าซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่วัดเเห่งหนึ่งในอำเภอวังน้ำเขียว โดยศาลได้กำชับเรื่องการส่งหมายไปยังที่อยู่ปัจจุบันอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107473</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำลอง ศรีเมือง, พันธมิตร, สนธิ ลิ้มทองกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d400bd6803d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิภพ&#039; ยันพันธมิตรฯไม่เปลี่ยนจุดยืน เผยกับ &#039;จตุพร&#039; เคยร่วมต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมมาก่อนยุคทักษิณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.63 - นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) เปิดเผยถึงภาพในโลกโซเชียลที่ได้พบปะกับนายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานนปช. จนถูกเชื่อมโยงเป็นประเด็นการเมืองว่า ผมกับนายจตุพร นายสุริยะใส และประธานญาติวีรชนพฤษภา2535 พบปะกันในงานต่างๆในระยะหลังอยู่เสมอ ก่อนสมัยทักษิณ เราก็เคยร่วมกันต่อสู้เพื่อคนจนและความเป็นธรรม เมื่อมีกรณีทักษิณ จุดยืนทางการต่อสู้ก็ตรงข้ามกัน สมัยต่อสู้ทางการเมือง เราไม่เคยพบกัน เมื่อวันเวลาผ่านไป ปัญหาทางการเมืองเปลี่ยนไป แต่จุดยืนของเราก็คงเดิมคือ ความเป็นธรรมกับประชาธิปไตย&lt;/p&gt;


	&amp;#39;บิ๊กกวิ้น&amp;#39; งัด 6 เหตุผลโต้เดือด &amp;#39;ดร.นิว&amp;#39; ปมเชิดชู &amp;#39;จอมพล ป.&amp;#39;
	อดีตคณบดีคณะวารสารฯแนะ &amp;#39;ผู้บริหาร มธ.&amp;#39; ทำให้ปชช.เห็นว่าไม่เห็นด้วยกับสาระของ &amp;#39;ม็อบกวิ้น&amp;#39;
	&amp;#39;จตุพร&amp;#39; แจงภาพร่วมโต๊ะ อดีตนายกฯอานันท์-พันธมิตรฯ ตบกบาลพวกหาเศษหาเลย


&lt;p&gt;&amp;quot;การสังสรรค์นั้นไม่เคยแลกเปลี่ยนเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองในอดีต ส่วนในอนาคตกับขบวนการคนรุ่นใหม่ ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันบ้าง เมื่อเกิดขบวนการต่อสู้ใหม่ ของคนรุ่นใหม่ ของนักเรียน นักศึกษา จำต้องพิจารณาอนาคตของประเทศชาติกันใหม่หมด การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมยังอีกยาวไกลนัก ยากที่จะคาดเดาอนาคตได้แต่ประเทศชาติต้องยังคงอยู่ ประชาชนต้องเป็นสุข ความเหลื่อมล้ำต้องลดน้อยลง การผูกขาดทางธุรกิจต้องหมดไป ขบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรมแบบเสมอภาค การศึกษาต้องดีขึ้น เหมาะกับธรรมชาติของเด็ก การกระจายอำนาจคือคำตอบและท้ายสุด การเมือง ต้องดีขึ้น นักต่อสู้และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องมีใจเป็นธรรม ต้องมีความเป็นมนุษย์ และมีมิตรภาพต่อกัน เมื่อสงครามยุติ&amp;quot;นายพิภพ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77410</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, จตุพร, พันธมิตร, พิภพ ธงไชย, เสื้อเหลือง, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200626/image_big_5ef613b6095fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2020 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2020 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เหวง&#039; แต่เช้า! นี่ไงครับม็อบพันธมิตรฯ ทำอะไรก็ไม่ผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.63 - นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก นพ.เหวง โตจิราการ&amp;nbsp;ระบุว่า &amp;quot;นี่ไงครับม็อบพันธมิตร ปัจจุบันพวกนี้ยังไม่มีใครนำตัวไปดำเนินคดี หรือการกระทำเช่นนี้ทำได้โดยชอบด้วยกฏหมาย?? หรือเนื่องจากเป็นพวกเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นอีกฝ่ายทำอะไรก็ผิดหมด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68561</URL_LINK>
                <HASHTAG>นปช, พันธมิตร, เสื้อเหลือง, เสื้อแดง, เหวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd388ae26e5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2020 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2020 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้สึกเกลียดตัวเองบ้างไหม&#039;สุชาติ&#039;บ่นกูไม่น่าอยู่นานเลย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.63- สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ ผูนำทางความคิดกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;กูไม่น่าอยู่นานเลย--&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รู้สึกเกลียดตัวเองบ้างไหม ที่เคยสมคบคิดกับ กปปส. และพันธมิตรฯ เข้ามารัฐประหาร แล้วยังไม่รู้สึก &amp;quot;สำนึกพลาด&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60226</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., กูไม่น่าอยู่นานเ, พันธมิตร, ศิลปินแห่งชาติ, สุชาติ สวัสดิ์ศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b694ae952180.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งจำคุก &#039;สมเกียรติ&#039;  2 ปี &#039;เจ๊ปอง&#039; โดน 1 ปีไม่รอลงอาญาคดีบุก NBT</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.63 -&amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.1033/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.), น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก มั่วสุม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อั้งยี่ซ่องโจรฯ กรณีร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ในช่วงการชุมนุมของ พธม. เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 25-26 ส.ค. 2551 จำเลยทั้งห้ากับพวก 85 คน ที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดเป็นซ่องโจร มั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยร่วมกันเดินขบวนในถนนสาธารณะจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และจากที่อื่นๆ โดยมีอาวุธปืน มีด ขวาน ไม้กอล์ฟ ไม้ท่อน หนังสติ๊ก ลูกเหล็ก แล้วร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณและอาคารสำนักงานสถานีเอ็นบีที ทุบทำลายประตูหน้าต่าง ตัดสายไฟฟ้าตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบกล้องวงจรปิด ทำลายระบบส่งสัญญาณการออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ และร่วมกันข่มขืนใจพนักงานไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ออกอากาศและกระจายเสียง และสั่งให้ออกไปจากอาคารสถานี โดยจำเลยทั้งห้าเป็นหัวหน้าและเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันบุกรุก และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210, 215, 309, 358, 364 และ 365 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จำเลยทั้งหมดเดินทางมาฟังคำพิพากษาครบทุกคน โดยนายภูวดลนั่งรถเข็นมาศาล และมีกลุ่มคนเดินทางมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย น.ส.อัญชะลี เดินทางมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทักทายสื่อมวลชน และให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นฟังการพิจารณาคดีว่า วันนี้มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีบุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบคำพิพากษาของศาล แต่ก็ได้เตรียมหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัวมาด้วย สำหรับคดีนี้กลุ่มของตน 1-5 คน ที่จะมาฟังคำพิพากษาในวันนี้เป็นคดีที่อัยการฟ้องเพิ่มภายหลังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ส่วนรายละเอียดในคดีให้ทีมทนายความดำเนินการทั้งหมด ทั้งเอกสาร พยานในการต่อสู้คดี รวมถึงหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว โดยตนเองไม่ทราบถึงรายละเอียด ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ได้ติดต่อให้กำลังใจมาตลอด ล่าสุดได้กล่าวกับตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเกิด เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปดูแลรักษาความปลอดภัย, ผอ.สถานีเอ็นบีที และช่างภาพสถานีเอ็นบีที เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุกลุ่ม พธม. ชุมนุมกันที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2551 แกนนำ พธม. ประกาศว่าวันที่ 26 ส.ค.2551 จะบุกสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งสถานีเอ็นบีเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2551 ในเวลา 05.00 น.มีกลุ่มนักรบศรีวิชัย ซึ่งเป็นการ์ดของกลุ่ม พธม. บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้ 85 คน หลังจากนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาที่หน้าประตูทางเข้าออกด้านหน้าสถานี จนเวลา 06.00 น.ผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่พร้อมรถยนต์บรรทุกติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่มาถึงสถานีเอ็นบีที่หลายคันผู้ชุมนุมบนรถดังกล่าวผลัดเปลี่ยนกันพูดโจมตีรัฐบาลและสถานีเอ็นบีที ว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ต้องการยึดเอ็นบีทีให้จอดำและเชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่ม พธม. รวมทั้งเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ในลักษณะประจันหน้ากันที่ประตูรั้ว พยานเห็นจำเลยทั้ง 5 อยู่บนรถ และมีพยานจำเสียงของจำเลยที่ 2 ได้ โดยโจทก์มีภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานด้วย ต่อมากลุ่ม พธม. ได้พังประตูรั้วเหล็กฝ่าแนวกั้นของเจ้าพนักงานตำรวจบุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่และอาคารสถานีเอ็นบีที ซึ่งจำเลยที่ 5 ประกาศต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจว่าผู้ชุมนุมเป็นกองทัพประชาชน มีผู้สั่งการให้มายึดเอ็นบีที ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจออกจากอาคารสถานีไป จากนั้นกลุ่ม พธม. ได้ยึดพื้นที่สถานีและอาคารดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น.จึงออกจากพื้นที่ดังกล่าว นอกจากพยานในที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจผู้ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี และผู้ถอดเทปคำปราศรัยบนเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ยังเบิกความข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกยึดสถานีเอ็นบีทีอย่างสอดคล้องกัน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกที่บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที เมื่อเวลา 08.00 น.กับกลุ่มนักรบศรีวิชัยที่บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที เมื่อเวลา 05.00 น.ในวันที่ 26 ส.ค.2561 มีเจตจำนงเดียวกัน กระทำการต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเพื่อปฏิบัติภารกิจบุกยึดสถานีเอ็นบีทีให้บรรลุเป้าหมายที่แกนนำร่วมกันมีมติเป็นการร่วมกันกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งอ้างว่ามีผู้ชุมนุมดาวกระจายไปที่สถานีเอ็นบีที่แล้วถูกจับกุมไป ยังมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งอยู่ที่หน้าสถานีเอ็นบีที เมื่อจำเลยทราบข่าวจึงเคลื่อนขบวนติดตามไปภายหลังเพื่อจะนำมวลชนที่อยู่หน้าสถานีเอ็นบีทีกลับมาที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยไม่ได้เข้าไปในสถานีเอ็นบีที และจำเลยที่ 5 เป็นเพียงผู้ชุมนุมธรรมดาที่เดินทางไปร่วมชุมนุม ไม่ได้พูดประกาศต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันบุกรุก ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรนั้น โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกและกลุ่มนักรบศรีวิชัยสมคบกันร่วมประชุมวางแผนกัน &amp;nbsp;จึงลงโทษในความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรไม่ได้ จำเลยที่ 1 เป็นแกนนำของกลุ่ม พธม. ร่วมสมคบคิดบุกยึดสถานีเอ็นบีที ขึ้นเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ร่วมประกาศภารกิจและเดินทางไปในลักษณะกำกับดูแล เป็นหัวหน้าเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด แต่สำหรับจำเลยที่ 2-5 พยานหลักฐานยังไม่ชัดว่าเป็นหัวหน้าหรือมีหน้าที่สั่งการในการบุกยึด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาให้ลงโทษบทหนักสุด ฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ให้จำคุกนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุก น.ส.อัญชะลี จำเลยที่ 2 นายภูวดล จำเลยที่ 3 นายยุทธิยง จำเลยที่ 4 และนายชิติพัทธ์ จำเลยที่ 5 คนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา&amp;nbsp;หลังจากนี้ จำเลยทั้งห้าได้ยื่นประกันตัวสู้คดีชั้นอุทธรณ์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีบุกยึด NBT ก่อนหน้านี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาในส่วนของการ์ดและผู้ชุมนุม พธม. คดีหมายเลขดำ อ.4486/2551 เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวกรวม 85 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดของกลุ่ม พธม. และผู้ชุมนุม พธม. เป็นจำเลยที่ 1-85 ใน โดยศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จำคุก นายธเนศร์ คำชุม จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 เดือน, นายเมธี อู่ทอง จำเลยที่ 24 จำคุก 8 เดือน, นายนัสเซอร์ ยีหมะ อดีตหัวหน้าการ์ดเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) จำเลยที่ 14 กับจำเลยที่ 2-13, 15-23, 25-29, 31-41, 43&amp;ndash; 46, 48 - 80, 82 รวม 76 ราย จำคุกคนละ 6 เดือน แต่ศาลยังให้รวมโทษปรับนายชนินทร์ อินทร์พรหม จำเลยที่ 2, นายจรัส วีระพันธ์ จำเลยที่ 39 กับนายธนพล แก้วเชิด จำเลยที่ 80 ในความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกคนละ 500 บาท ส่วนนายอัมรินทร์ ยี่เฮง จำเลยที่ 48 ยังให้บวกโทษคดีนี้กับคดีอื่นอีก 3 เดือน จึงจำคุกรวม 9 เดือน และนายประดิษฐ์ คงช่วย จำเลยที่ 70 ก็เช่นกัน ให้บวกโทษกับคดีอื่นอีก 2 เดือน จึงจำคุกรวม 8 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มที่เป็นเยาวชนขณะกระทำความผิด ประกอบด้วยจำเลยที่ 30, 47, 81 นั้น ซึ่งระหว่างกระทำผิดอายุยังไม่เกิน 20 ปี ให้จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 83-85 ระหว่างกระทำผิดยังเป็นเยาวชน ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ศาลจึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกทั้งหกรายจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้รายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ส่วนความผิดฐานซ่องโจรนั้นให้ยกฟ้อง สำหรับจำเลยห้ารายที่ไม่มาศาลนั้น ประกอบด้วยจำเลยที่ 31, 37, 59, 78, 84 ศาลให้ออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56962</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบุกเอ็นบีที, จำคุก, พันธมิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e4385481f6f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43829</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2019 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2019 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ต่างกับแกนนำม็อบนปช.!&#039;เมียเหวง&#039;ตอกลิ่มความขัดแย้งหา&#039;พันธมิตร-กปปส.&#039;หลอกลวง โหนเบื้องสูง ใช้ความรุนแรงทำร้ายปชช.-ตร.บาดเจ็บล้มตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.62 - นางธิดา ถาวรเศรษฐ เมียหมอเหวง และเป็นที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผก็จการแห่งชาติ แชร์โพสต์ที่ตัวเองเขียนไว้เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2557 เรื่อง &amp;quot;ที่มาและคุณสมบัติแกนนำมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม&amp;quot; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพูดถึงแกนนำมวลชน เราต้องแยกส่วนว่าเป็นแกนนำมวลชนฝ่ายประชาชนที่ก้าวหน้า เป็นฝ่ายมวลชนพื้นฐานที่เป็นคนส่วนใหญ่ หรือเป็นแกนนำมวลชนที่เป็นลูกหาบของผู้ปกครองอนุรักษ์นิยมที่กดขี่ประชาชน ไม่ยอมคืนอำนาจทางการเมืองให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำมวลชน 2 แบบนี้ แม้จะมีคุณสมบัติร่วมที่เรียกความเชื่อถือจากประชาชนได้ดี แต่ก็จะมีคุณสมบัติต่างกันและที่มาต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองพิจารณาแกนนำมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม สนธิ ลิ้มทองกุล, เสธ.อ้าย, และสุเทพ เทือกสุบรรณ มาจากไหน? และควรมีคุณสมบัติอย่างไร?
&amp;bull; ความเสียหายผลประโยชน์ส่วนตนหนักหนาสาหัส
&amp;bull; ความเห็นชอบของเครือข่ายระบอบอำมาตย์และมีศัตรูคนเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นแรกต้องมีคุณสมบัติที่สูญเสียผลประโยชน์ย่อยยับ ต้องการเกิดใหม่กรณี สนธิ ลิ้มทองกุล นั้น เป็นคนที่ตายไปแล้วทางธุรกิจ ทั้งล้มละลายและทำผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ เข้าข่ายหลอกลวงตลาดหลักทรัพย์และผู้ถือหุ้น ความพยายามพลิกฟื้นเกิดใหม่ทางธุรกิจในยุคคุณทักษิณที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็คิดเอาเองว่าเพราะคุณทักษิณไม่ช่วย ไม่ว่าจะเป็นการได้ทีวีช่อง 11/1, 11/2 หรือปัญหาการเปลี่ยนผู้จัดการธนาคารกรุงไทยที่มีพระคุณในการช่วยเหลือสนธิ ลิ้มทองกุลในการย้ายหนี้สินและลดหนี้ (Haircut &amp;amp; Refinance) การเปลี่ยนผู้ปกครองจึงเป็นความหวังที่จะเกิดใหม่ของสนธิ ลิ้มทองกุล และยินดีสู้ตายเพราะตายมาแล้วหลายครั้งในทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากคุณสมบัติที่มีการสูญเสียผลประโยชน์ของตนเป็นแรงผลักดันสำคัญแล้ว จะต้องมีคุณสมบัติอื่นที่สำคัญคือ ต้องมีพลพรรคและเครื่องมือจำนวนมากพอ ซึ่งสนธิ ลิ้มทองกุลใช้เวลาสร้างปริมาณค่อย ๆ เพาะจำนวนคนมากขึ้นและกลุ่มเครือข่ายและเครื่องมือสื่อสาร ทั้งโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และ Social Media สนธิ ลิ้มทองกุลมีครบครัน กลายเป็นแบบอย่างของแกนนำมวลชนทุกกลุ่มในการขยายงานมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าพิจารณากรณี สุเทพ เทือกสุบรรณ ต่างจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ที่สนธิ &amp;ldquo;ตายทางธุรกิจ&amp;rdquo;แต่ สุเทพ เทือกสุบรรณ &amp;ldquo;ตายทางการเมือง&amp;rdquo; เพราะการได้เป็นรัฐบาลในปี 2552-2553 แล้วเข้าสู่การเลือกตั้ง 2554 ด้วยการลงทุนเต็มที่ ทั้งโดยใช้อำนาจรัฐและอำนาจทุนแต่ยังพ่ายแพ้ นี่เป็นโศกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ หากพรรคประชาธิปัตย์และสุเทพไม่พลิกฟื้นสถานการณ์ใหม่ก็แปลว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกฝังในป่าช้าเรียบร้อย เป็นที่มาของวาทะที่บอกว่า &amp;ldquo;พวกผมไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทย แต่ผมแพ้คนเสื้อแดง&amp;rdquo; สุเทพ เทือกสุบรรณและพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องเปลี่ยนเวทีการต่อสู้ในรัฐสภามาอยู่ข้างถนน ดำเนินการจัดเวทีปราศรัยทั่วประเทศจนเข้าสู่กรุงเทพฯ นี่เป็นเรื่องที่คนตายทางการเมือง / ทางธุรกิจที่ยังมีความทะเยอทะยานสูงมาก ต้องการพลิกฟื้นคืนชีวิตของตนและคณะของตนขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นความพยายามจะพลิกฟื้นชีวิตใหม่จึงเป็นทั้งที่มาและคุณสมบัติสำคัญของ
แกนนำกลุ่มอนุรักษ์นิยมเป็นประการแรก ประการที่สองต้องมีเครือข่าย สมาชิก และมีศักยภาพในการเพิ่มมวลชนที่สนับสนุนให้ได้มากพอที่จะสั่นคลอนอำนาจกลุ่มบริหารประเทศในขณะนั้นอันเป็นศัตรูร่วมกันได้ ซึ่งประเด็นนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ยิ่งใหญ่กว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เพราะมีมวลสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มวลชนภาคใต้ และยังมีทรัพย์สินของกลุ่มตนเป็นฐานจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สองความเห็นชอบจากเครือข่ายระบอบอำมาตย์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ว่าคุณจะมีแรงผลัก มีมวลชนเท่าใด ถ้าเครือข่ายชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไม่เห็นด้วย ก็ไม่อาจเป็นแกนนำมวลชนของฝ่ายชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมได้ เพราะการชุมนุมมวลชนอนุรักษ์นิยมเพื่อต่อต้านผู้บริหารประเทศที่มาจากการเลือกตั้งนั้น จำต้องอาศัยกลไกอำนาจรัฐ การทหาร และกระบวนการยุติธรรมเข้ามาปกป้อง และต้องมีกลุ่มทุนเครือข่ายอนุรักษ์นิยมมาสนับสนุนนับพัน ๆ ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกล่าวสำหรับแกนนำ 2 คนนี้ โดยความรู้และความสามารถเฉพาะตัวสนธิ ลิ้มทองกุลมีมากกว่า แต่เริ่มต้นโดยต้นทุนติดลบ กว่าจะสร้างมวลชนขึ้นมาจัดการกับคุณทักษิณ ชินวัตร ต้องออกแรงหนัก โหนเจ้า แต่ได้ตัวช่วยเมื่อคุณทักษิณขายหุ้น แต่ถ้าคุณสมบัติรอบจัด ก็สู้สุเทพไม่ได้ในแง่วิชามารและความเหี้ยม ดังกรณีสั่งคนปราบปรามประชาชน 2553 และให้มวลชนต่อสู้ด้วยอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่เหมือนกันคือ การบิดเบือนความจริง พูดความจริงครึ่งเดียว หรือเท็จทั้งเรื่อง การใช้วาจาให้เกลียดชัง เป้าหมายคือคุณทักษิณ ชินวัตร คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยภาษาหยาบคาย ตลอดจนใช้คำพูดประหนึ่งว่ากลุ่มตนได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่อยู่เหนือการเมือง เรื่องนี้สนธิใช้มากกว่าสุเทพ แต่ถ้าหยาบคายละก็ กลุ่ม กปปส. น่าจะมากกว่า สนธิใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ ขณะที่ กปปส. ใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์เพื่อดึงคนมาร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นคุณสมบัติและที่มาต้องได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่แกนนำอนุรักษ์นิยมควรรู้ไว้คือ ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมแต่ไหนแต่ไรไม่ต้องการเก็บขุนพลหลังใช้งานใหญ่ไว้ต่อไป ต้องปลีกวิเวกไปไหนให้พ้น ๆ มิฉะนั้นก็จะถูกจัดการตามคติ &amp;ldquo;เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล&amp;rdquo; ดังเหตุการณ์หลัง 14 ตุลา ผู้นำนักศึกษาถูกจัดการอย่างรวดเร็วหลังชัยชนะประชาชน 14 ตุลาคม 2516 โดยทำให้แตกแยกเช่นแกนนำนักเรียนอาชีวะก็ถูก กอ.รมน. ดึงไปต่อสู้กับแกนนำนักศึกษา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวไล่นักศึกษาให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครองทันที จากนั้นการปราบปรามเก็บผู้นำนักศึกษาก็เกิดขึ้นเป็นลำดับจนฆ่าใหญ่เพื่อ พ.ศ. 2519&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมจะไม่เก็บขุนพลที่ยังมีอำนาจควบคุมกำลังมวลชนไว้ โดยเฉพาะฝ่ายเดี่ยวกัน ไม่ให้มีอำนาจต่อรอง ดูเหตุการณ์ 14 ตุลา สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกลอบยิง ส่วนสุเทพ เทือกสุบรรณ ปลีกวิเวกเข้าวัด ไม่รู้ว่าเบื้องลึกใครแนะนำ? คงคิดว่าวิธีนี้จะเป็นทางหลบที่ดีที่สุดกระมัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านหนึ่ง &amp;ldquo;รู้ความลับมากไป&amp;rdquo; โดยเฉพาะอย่างยิ่งความลับที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม
ด้านสอง ปล่อยไว้ก็จะต่อรองผลประโยชน์ไม่รู้จบ ลำเลิกบุญคุณ
ด้านสาม ไว้ใจไม่ได้ อาจลุกขึ้นมาจัดการ ทรยศ ถ้าไม่ได้ผลประโยชน์ตามที่หวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะธรรมชาติของฝ่ายอนุรักษ์นิยมนั้นต่อสู้เพื่อผลประโยชน์กลุ่มตน คณะตน แต่หลอกลวงว่าเป็นฝ่ายคุณธรรม ทำเพื่อประเทศชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสธ.อ้าย นั้นเราไม่ได้กล่าวถึงมากนัก เพราะเสธ.อ้ายมาเร็ว...ไปเร็ว... อาจจะฉลาดก็ได้ที่ยกเลิกไปคราวม็อบแช่แข็ง เพราะแกไม่กะล่อนหลอกลวงมากพอ ไม่อึดมากพอ แกเห็นมวลชนไม่มากเป็นล้านตามคำมั่นสัญญาของเครือข่ายชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมและหน่วยงานความมั่นคงสัญญาไว้ว่าจะนำคนมาได้นับล้าน แกก็เลิกเลย ที่ตอนนั้นเขาเลือกเสธ.อ้ายเพราะคิดว่าไม่ทรยศเมื่อปีกกล้าขาแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คุณสมบัติของแกนนำมวลชนอนุรักษ์นิยมที่สำคัญที่ต้องหลอกลวงเก่ง กล้าใช้ทุกวิธีตั้งแต่พ่อมดหมอผี (โดยสนธิ ลิ้มทองกุล) โหนเบื้องสูงและกล้าทำรุนแรง ไม่คำนึงว่าประเทศชาติจะเสียหาย เช่น ยึดสถานที่ราชการ ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ยึดทำเนียบรัฐบาล ขัดขวางผู้มาเลือกตั้ง ปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง ปิดการจราจร ใช้อาวุธสงคราม ทำร้ายประชาชนและตำรวจจนบาดเจ็บล้มตาย ฯลฯ ไม่สนใจว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร? ประเภทพลีชาติเพื่อชีพ (และผลประโยชน์ตน) ไม่ใช่พลีชีพเพื่อชาติหรอก!!! มีทั้งลูกบ้า, วิชามาร, ความเป็นเผด็จการครบถ้วน ต่างกับแกนนำมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งจะนำเสนอต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43829</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., ธิดา ถาวรเศรษฐ, นปช., พันธมิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d53f96658591.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่วน!!!ศาลฎีกาจำคุก8เดือน!6แกนนำพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบฯปี51</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ. 62 - ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 หมายเลขดำ อ.4925/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 83 ปี, นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 70 ปี, นายพิภพ ธงไชย อายุ 72 ปี, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 68 ปี นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 72 ปี แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 45 ปี ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน หรือกลุ่มการเมืองสีเขียว และอดีตผู้ประสานงาน พธม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กรณีบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 362, 365&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการโจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2551 ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีจำเลยดังกล่าวเป็นแกนนำได้จัดปราศรัยชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน เพื่อกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนขบวนฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำเนียบรัฐบาลและกระจายกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียง กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2551 เวลากลางวันจำเลยกับพวกก็ได้เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลโดยปิดล้อมทางเข้าออกทำเนียบทุกด้าน ได้ใช้เครื่องมือทำลายกุญแจประตูทำเนียบ และทำลายแผงกั้นที่เจ้าหน้าที่ใช้ควบคุมดูแลความสงบในทำเนียบ จนถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2551 พวกจำเลยซึ่งไม่ได้รับอนุญาตได้ร่วมกันรื้อทำลายสิ่งกีดขวางแล้วปีนรั้วเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลรวมทั้งนำรถยนต์ 6 ล้อที่ติดเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ไปจอดหน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลแล้วผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยและช่วงวันที่ 26 ส.ค. 2551 &amp;ndash; 3 ธ.ค. 2551 ระหว่างที่พวกจำเลยจัดเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาลซึ่งมีผู้ชุมนุมจำนวนมาก เหยียบสนามหญ้าและต้นไม้ประดับจนตาย และยังทำให้ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ ระบบไฟสนาม หน้าตึกไทยคู่ฟ้าและหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหายรวม 5 ล้านบาท อีกทั้งเมื่อมีฝนตกทำให้น้ำฝนซึมเข้าขังในถุงดำที่ห่อหุ้มกล้องวงจรปิด ทำให้ระบบอิเล็กโทรนิกส์ของกล้องเสียหายรวม 10 ตัว ค่าเสียหายอีก 1,766,548 บาท โดยจำเลยทั้ง 6 คนให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2558 เห็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 การกระทำของจำเลยผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ จำคุกคนละ 3 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้คนละ 2 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาวันที่ 24 ก.ค. 2560 แก้เป็นจำคุกจำเลยคนละ 1 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา จำเลยได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา ยกเว้นนายสนธิซึ่งถูกคุมขังในคดีทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจำเลยทั้งหกยื่นฎีกา โดยในวันนี้ ศาลได้เบิกตัว นายสนธิ จำเลยที่ 2 มาจากเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วน พล.ต.จำลอง, นายพิภพ, นายสมเกียรติ, นายสมศักดิ์ และนายสุริยะใส เดินทางมาศาล โดยมีผู้สนับสนุนและญาติเดินทางมาให้กำลังใจเต็มห้องพิจารณาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาฎีกาของจำเลยทั้งหกแล้วเห็นว่า ไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบตามที่จำเลยอ้าง เพราะพฤติการณ์ของจำเลยและผู้ชุมนุมได้ปีนรั้วเข้าทำเนียบรัฐบาลที่ล็อกไว้ และอยู่ต่อเนื่อง ทำลายทรัพย์สินเสียหาย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกฐานร่วมกันบุกรุกทำให้เสียทรัพย์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยทั้งหกฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่าเมื่อการกระทำของจำเลยทั้งหกและพวก ได้บุกเข้าทำเนียบซึ่งแม้เป็นสาธารณสมบัติ แต่ก็เป็นสถานที่บริหารราชการแผ่นดิน เป็นศูนย์รวมหน่วยงานราชการหลายแห่ง มีการทำลายทรัพย์สินหลายรายการ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งหกเป็นเวลา 8 เดือน ไม่รอลงอาญานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกคนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะนำตัว พล.ต.จำลอง, นายพิภพ, นายสมเกียรติ, นายสมศักดิ์, นายสุริยะใส ซึ่งเคยได้รับการประกันตัว ไปคุมขังยังเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาต่อไปเช่นเดียวกับนายสนธิ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29014</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำคุก6แกนนำ, บุกทำเนียบฯปี51, พล.ต.จำลอง, พันธมิตร, ศาลฎีกา, สนธิ, ไล่สมัคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c638ee501a83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
