<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก่อนเผาหลอก ปีนี้เผาจริง?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เปิดมาปีใหม่ คนไทยทุกวิชาชีพต้องช่วยกันประเมิน &amp;ldquo;ความเสี่ยง&amp;rdquo; ของแวดวงตัวเอง เพราะแรงกระทบจากนวัตกรรมใหม่จนเกิดความปั่นป่วนไปทั่วที่เรียกว่า technological disruption นั้นจะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มด้วยแวดวงใกล้ตัวคือสื่อเอง ผมเห็นว่าในปีใหม่นี้อาจจะเกิดกรณี &amp;ldquo;เผาจริง&amp;rdquo; หลังจาก &amp;ldquo;เผาหลอก&amp;rdquo; มาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนผมเห็นข่าวที่เป็นการเตือนภัยจากคนที่รู้เรื่องดีในวงการนี้คนหนึ่ง จึงอยากจะนำมาเล่าต่อให้ฟังเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้คนในทุกวงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวชิ้นนั้นบอกว่า พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ได้บรรยายในหัวข้อ &amp;ldquo;Digital Marketing 4.0&amp;rdquo; ให้ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียมของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด เพื่อกำหนดทิศทางกลยุทธ์ใน 5 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ทุกวันนี้บริษัทไหนยังคิดจะวางกลยุทธ์ 5 ปี คงต้องคิดใหม่แล้ว เพราะทุกอย่างเปลี่ยนได้ภายใน 3-6 เดือน!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ท่านสรุปว่า จากการที่ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนแล้วจากการดิสรัปชั่น (disruption) ที่ทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจต้องเสื่อมถอยลง ซึ่งถือได้ว่าเป็น &amp;ldquo;ระลอกแรก&amp;rdquo; ที่ผิวเผินเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เศรษฐพงค์บอกว่า แรงกระเพื่อมเริ่มต้นมีผลกระทบในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และบันเทิง อย่างชัดเจน จนทำให้เกิดการเลิกจ้างงานขึ้นอย่างมากมาย แต่ความเสี่ยงยังมีต่อเนื่องและจะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับในปีต่อๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะ &amp;ldquo;ดิสรัปชั่นระลอกที่สอง&amp;rdquo; กำลังจะตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดิสรัปชั่นระลอกแรกที่เกิดในวงการสื่อ ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์แบบดั้งเดิมขาดทุนและทยอยปิดตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งการปิดตัวดังกล่าวที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นผลกระทบที่เบาบางมาก แต่ความรุนแรงจะทวีมากขึ้นตั้งแต่ปีใหม่นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม การดิสรัปชั่นระลอกแรกก็ได้ทำให้เกิดผลบวกในการสร้างงานรูปแบบใหม่ในลักษณะฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นงานในรูปแบบอิสระ และส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเด็กรุ่นใหม่ในเจนแซด (Gen Z) และ เจนวาย (Gen Y) ดังนั้นคนยุคเจนเอ็กซ์ (Gen X) ในอุตสาหกรรมสื่อแบบดั้งเดิมกำลังได้รับผลกระทบอย่างแรง&amp;rdquo; ดร.เศรษฐพงค์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนทำสื่อจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ท่านบอกต่อว่า ผลการวิจัยที่เชื่อถือได้หลายแห่งยืนยันตรงกันว่า สื่อบนอินเทอร์เน็ตจะแซงหน้าโทรทัศน์ในปี 2019 เพราะผู้ชมจะอยู่กับสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานกว่าอยู่กับโทรทัศน์ต่อวัน และองค์กรต่างๆ จะจ่ายเงินค่าโฆษณาให้แก่โทรทัศน์น้อยกว่าที่จ่ายให้แก่ web video, social media และ web ads อย่างชัดเจนและทิ้งห่างมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นในปี 2019 อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงรูปแบบเดิมๆ จะถูก &amp;ldquo;ป่วน&amp;rdquo; อย่างหนักและรุนแรงกว่าเดิม โดยงานในสื่อรูปแบบดั้งเดิม เช่น วิทยุ โทรทัศน์แบบดั้งเดิม เคเบิลทีวี บริษัทเอเยนซีด้านสื่อและบันเทิง หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร จะต้องเสื่อมถอยลงในลักษณะ &amp;ldquo;แลนด์สไลด์&amp;rdquo; อันหมายถึงการถดถอดอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกันก็จะเกิดงานในรูปแบบอิสระในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงมากมาย โดย social media จะสร้างอาชีพใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบเห็นอย่างมากมายในคนรุ่น Gen Alpha และ Gen Z เช่น Influencer, YouTuber, celebrity, นักออกแบบ (stylist), ผู้สื่อข่าวอิสระเฉพาะด้าน (ผ่านทาง Live streaming), นักดนตรีและนักร้องอิสระ ไปจนถึงดาราและนักแสดงอายุน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นั่นย่อมแปลว่า คนเก่าที่ทำงานอยู่ในสื่อเดิมจะต้องปรับตัวอย่างแรง หากยังทำงานอยู่ใน comfort zone หรือ &amp;ldquo;บรรยากาศที่คุ้นเคยแบบเดิมๆ&amp;rdquo; ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องตกงานหรือหันไปหาอาชีพอื่น แต่อาชีพอื่นก็กำลังตกอยู่ในสภาพที่ปรับเปลี่ยนอย่างหนักหน่วงเช่นกันมิใช่หรือ?.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25701</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2018 21:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5G: เมื่อหุ่นยนต์ใกล้ ความเป็นมนุษย์มากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ก่อนผมขึ้นเวทีกับผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ด้านเพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยใช้เทคโนโลยี 5G ในปี 2563 ตามกำหนดของ กสทช. ภาพที่เห็นจะมีความน่าตื่นเต้นสำหรับทุกวงการ และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะตามมาจะพลิกโฉมของธุรกิจเกือบทุกประเภท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญคือมันจะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อน พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการ กสทช.ที่เพิ่งกระโดดเข้าสู่การเมืองส่งข้อความนี้มาให้ผม เป็นการอธิบายถึงผลจาก 5G ที่คนไทยจะต้องรับรู้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมขอนำมาเล่าต่อให้อ่านเพื่อเป็นการปูพื้นเรื่องราวที่ผมจะเขียนในหัวข้อนี้ในวันข้างหน้า ดร.เศรษฐพงค์เขียนไว้อย่างนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุค 5G หุ่นยนต์และมนุษย์จะทำงานร่วมกันในโรงงาน ซึ่งในโรงงานจะทำหน้าที่เหมือนวงออเครสตรา มากกว่าจะเป็นเพียงกลุ่มของสายการผลิตที่มีเครื่องจักร มนุษย์ และหุ่นยนต์ที่ต่างก็มีบทบาทแตกต่างกัน แต่กลับมาทำงานร่วมกัน พื้นโรงงานจะเป็นแบบไดนามิก และปรับแต่งใหม่ได้ เพื่อให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หุ่นยนต์ที่มีเซนเซอร์นำทางจะสามารถเคลื่อนที่จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งได้ โดยไม่มีการชนกันด้วยความเร็วในการส่งข้อมูลของ 5G ที่เร็วกว่า 4G ถึง 100 เท่า และมีความหน่วงเวลา &amp;nbsp;(delay) ต่ำกว่า 1 มิลลิวินาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หุ่นยนต์จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบคลาวด์ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อความปลอดภัยและสั่งการ ซึ่ง 5G ไม่ได้สำคัญแค่เรื่องความเร็ว แต่จะมีการเพิ่มจำนวนเครือข่ายที่สามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และสามารถรองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์ Internet of Things ได้ถึงล้านล้านอุปกรณ์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน 5G Infrastructure Public Private Partnership ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มร่วมกันของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในยุโรปและ EU
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5G จะทำงานได้ดีสำหรับทั้งการสื่อสารในระยะสั้นและระยะไกล สนับสนุนคุณสมบัติด้านความปลอดภัย และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทางเทคนิคแล้ว 5G จะสามารถใช้งานได้โดยใช้พลังงานเพียงแค่หนึ่งในพันของพลังงานที่ใช้โดย 4G และแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเดิม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในเรื่องการบำรุงรักษาและเหมาะกับการใช้ในโรงงานที่มีเครื่องจักรอัตโนมัติที่ซับซ้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงแม้ว่าโรงงานแห่งอนาคตในยุค 5G ยังไม่ได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ณ วันนี้ก็ตาม แต่หุ่นยนต์ที่มีการใช้งานอยู่แล้วจะสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ประมวลผลที่มีราคาไม่แพง เซ็นเซอร์ที่สามารถจับภาพและเก็บข้อมูลจำนวนมากและอัลกอริธึมการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน และเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังมารวมกันเพื่อสร้างเครื่องจักรที่เรียนรู้ได้ (Machine Learning) ภายใน 2 ปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามรายงานของ PricewaterhouseCoopers ในอนาคตหุ่นยนต์จะได้รับการฝึกและเรียนรู้ โดยใช้ทรัพยากรสำหรับการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Deep Learning) ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) &amp;nbsp;ขั้นสูงบนระบบคลาวด์ โดยในอนาคตโรงงานจะมีหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ด้วยการสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องจักรบางชิ้นจะประมวลผลข้อมูลของตัวเอง ที่หนึ่งรอบเวลาที่ใช้ในการทำงานสำเร็จหนึ่งงานจะใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งมิลลิวินาที เครื่องจักรจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลสตรีมมิง ในขั้นตอนนี้เรียกว่า &amp;nbsp;Edge computing ที่จะสามารถทำการวินิจฉัยด้วยตนเองและตัดสินใจกำหนดค่าใหม่ได้เองภายใต้กรอบนโยบายและกฎในการผลิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุค 5G เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) จะช่วยให้มนุษย์สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาด โดยการสวมเลนส์ AR ทำให้คนในไลน์การผลิตที่ยังคงมีอยู่สามารถเข้าถึงข้อกำหนดและคำแนะนำต่างๆ โดยละเอียด ช่วยลดเวลาในการฝึกอบรมและช่วยให้พวกเขาสามารถทำงานอย่างอื่นได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บริษัท Lockheed Martin คนงานก็กำลังใช้ AR เพื่อสร้างเครื่องบินเจ็ต F-35 ด้วยการแสดงผลบนกระจกแว่นตาที่พวกเขาสวมใส่ ทำให้เห็นได้ว่าแต่ละชิ้นส่วนควรวางตำแหน่งใด ทำให้เพิ่มผลผลิตได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มความแม่นยำขึ้นถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในโรงงานแห่งอนาคต ทีมงานฝ่ายสนับสนุนจะมีการใช้ AR เพื่อตรวจสอบกระบวนการแบบเรียลไทม์ ที่จะสามารถมองเห็นได้เช่นเดียวกับที่คนงานมองเห็นผ่านแว่นตา AR และจะได้ให้คำแนะนำในการแก้ไขหรือสั่งงานได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุคระบบสื่อสารบรอดแบนด์เคลื่อนที่ 5G จะเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของรูปแบบธุรกิจในอนาคต ซึ่งซัพพลายเออร์จำนวนมากกำลังสร้างอุปกรณ์ 5G ซึ่งจะช่วยผลักดันการแข่งขันและสร้างประสิทธิภาพด้านต้นทุน โดยจะมีมาตรฐานออกมาและใช้งานในเชิงพาณิชย์ภายใน 2020
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทด้านโทรคมนาคมทุกวันนี้ให้บริการโดยตรงกับลูกค้าที่เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในการทำงานกับโรงงาน พวกเขาอาจจะต้องทำข้อตกลงกับบุคคลที่สามที่เป็นบริษัทผู้ติดตั้งระบบ อย่างเช่น &amp;nbsp;Huawai, Cisco, Sigfox, NEC เป็นต้น จึงทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า Mobile operators จะต้องเปลี่ยน business model ในยุค 5G ในอนาคตอันใกล้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นในยุค 5G ระบบสื่อสารเคลื่อนที่จะมีบทบาทที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะเข้าไปมีบทบาทในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างมาก โดยจะทำให้เกิดการปฏิวัติการผลิตสินค้าให้เป็นแบบ M2M และ M2H &amp;nbsp;อย่างแน่นอน และมันจะเป็นตัวเร่งทำให้เกิดแพลตฟอร์ม IoT และ robotics ที่เติบโตขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เห็นภาพอย่างนี้แล้วหากคนไทยไม่รีบปรับตัวให้ทันก็จะตกอยู่ในสภาพ &amp;quot;ซอมบี&amp;quot; แห่งโลกดิจิทัลได้เลย!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23185</URL_LINK>
                <HASHTAG>AI, Augmented Reality (AR), กาแฟดำ, บริษัท Lockheed Martin, พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
