<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทบ.แจงยิบ! มุ่งช่วยปชช.ทุกด้าน บริจาคเลือด แจกน้ำ ซ่อมบ้าน จับยา-ต่างด้าวผิดกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.64 - พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกยังคงดำรงความต่อเนื่องในการช่วยเหลือประชาชนในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ผู้ด้อยโอกาส หรือในภาวะที่เกิดภัยพิบัติ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน หน่วยทหารได้เข้าดูแลประชาชนในหลายด้าน ได้แก่ การบริจาคโลหิตภายใต้โครงการ &amp;ldquo;บริจาคโลหิตจิตอาสาเพื่อชาติ&amp;rdquo; เพื่อเป็นการช่วยสำรองโลหิตไว้ให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย เนื่องจากโลหิตสำรองของสภากาชาดไทยมีปริมาณลดลงจากผลกระทบของสถานการณ์ COVID-19 โดยกำลังพลจิตอาสา ครอบครัว และประชาชน ได้ร่วมบริจาคโลหิต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลและช่วยเหลือสังคม มาตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. จนถึงปัจจุบัน ได้ปริมาณโลหิตรวม 12,922,690 มิลลิลิตร และมีกำลังพลจิตอาสาร่วมบริจาคแล้ว 33,268 นาย ทั้งนี้ กองทัพบกจะดำรงความต่อเนื่องในการร่วมบริจาคโลหิตให้กับสถานพยาบาล เพื่อให้มีปริมาณโลหิตสำรองที่เพียงพอต่อความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปัจจุบันหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และประชาชนได้รับความเดือนร้อนในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ กองทัพบกจึงได้บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง&amp;rdquo; ดำเนินการแจกจ่ายน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภคให้กับประชาชนที่ประสบภัยแล้งตามพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 63 จนถึงปัจจุบัน ได้แจกจ่ายน้ำรวมทั้งสิ้น 4,130,000 ลิตร ในพื้นที่ 34 จังหวัด และกองทัพบกยังคงเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ถิ่นทุรกันดารที่ยากต่อการเข้าถึง ในลักษณะการเติมน้ำในที่เก็บน้ำชุมชน ทั้งนี้ หากได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งสามารถติดต่อได้ที่หน่วยทหารใกล้บ้านท่าน หรือติดต่อศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก โทรศัพท์ 02-297-7648&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับประชาชนตามที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่เป็นผู้ยากไร้ไม่มีที่อยู่อาศัย และผู้ประสบวาตภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยใช้ทหารชุดช่างของกองทัพบกเข้าดำเนินการนั้น สำหรับส่วนแรก ได้ดำเนินการโครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ภายใต้โครงการจิตอาสาพระราชทาน &amp;ldquo;เราทำความดีด้วยหัวใจ&amp;rdquo; มาตั้งแต่ ปี 2561 และได้รับการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจากภาคเอกชน ล่าสุด กองทัพบกได้ส่งมอบบ้านให้ประชาชนผู้ยากไร้ตามชุมชนต่าง ๆ แล้ว 277 หลัง รอส่งมอบอีก 10 หลัง และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 81 หลัง รวมถึงการสร้างสวนหย่อม 27 แห่ง เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากการที่เกิดพายุฤดูร้อนในช่วงเดือน เม.ย. 64 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ กองทัพบกได้เข้าช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับผู้ประสบวาตภัย ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี, นครพนม, อุดรธานี, ศรีสะเกษ, พิษณุโลก และ เชียงราย โดยดำเนินการซ่อมแซมบ้านแล้ว จำนวน 1,750 หลัง และอยู่ระหว่างดำเนินการจำนวน 277 หลัง เพื่อให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้ตามปกติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการทำงานในพื้นที่ชายแดน กองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบก ยังคงเข้มมาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 รวมถึงการสกัดกั้นยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและไม่ผ่านการคัดกรอง โดยในห้วงเดือนมี.ค. 64 ที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 218 ครั้ง จับกุมผู้กระทำผิด 1,134 คน (ไทย 202 คน, กัมพูชา 36 คน, เมียนมา 803 คน, ลาว 45 คน, เวียดนาม 10 คน,จีน 37 คน, มาเลเซีย 1 คน และผู้นำพาชาวไทย 37 คน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กองกำลังชายแดนได้ตรวจพบการกระทำผิด พ.ร.บ.ยาเสพติด 125 ครั้ง จับกุมผู้กระทำผิดได้ 127 คน ยึดได้ของกลาง ยาบ้า 27,345,325 เม็ด, ไอซ์ 652 กก., กัญชา 2,457.23 กก., พืชกระท่อม 1,415 กก., ฝิ่น 7.54 กรัม, เฮโรอีน 60.8 กก.และเคตามีน 6.5 กก. โดยมีผลการปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ กองกำลังสุรสีห์ ลาดตระเวนตรวจยึด ไอซ์ 50 กก. ที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 64 และ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดยาเสพติดในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ สามารถยึดยาบ้า 932,000 เม็ด และไอซ์ จำนวน 52 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 64&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99992</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603cc14733ea7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทบ.ให้ทุกส่วนรอฟังศาล รธน.วินิจฉัยปมบ้านพักนายกฯ ยันมีระเบียบอยู่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.63 - พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยกรณีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบ้านพักของนายกรัฐมนตรีว่า&amp;nbsp;ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการและรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่นัดแถลงในเดือน ธ.ค.63&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงขอให้ทุกส่วนรอผลคำวินิจฉัยน่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด&amp;nbsp;ทั้งนี้การเข้าพักอาศัยในอาคารบ้านพักของทางราชการนั้น&amp;nbsp;กองทัพบกมีระเบียบปฏิบัติ ยึดถือตามหลักการอยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82906</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบ้านพักทหาร, พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง, ศาลรัฐธรรมนูญ, โฆษกกองทัพบก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c821c8cb3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดินไหวถึงขอนแก่น รพ.อพยพคนไข้หนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผ่นดินไหวในลาวห่างจากจังหวัดน่านแค่ 10 กิโลเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนสูงสุด 6.4 และมีอาฟเตอร์ช็อกกว่า 100 ครั้ง สร้างความเสียหายแก่อาคาร โบสก์เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี โรงไฟฟ้าหงสาแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ โครงสร้างหลักไม่ได้รับผลกระทบ ไทยรับรู้ได้ตั้งแต่ภาคเหนือ อีสานกระทั่ง กทม. รพ.เอกชนในขอนแก่นอพยพคนไข้ออกจากตึกโกลาหล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า ได้เกิดแผ่นดินไหวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และอาฟเตอร์ช็อกหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่เวลา 23.49 น. วันที่ 20 พ.ย. ความแรง 2.9 แมกนิจูด ต่อมาเวลา 04.03 น. วันที่ 21 พ.ย. เกิดแผ่นดินไหว ความแรง 5.9 เวลา 04.19 น. ความแรง 4.3 เวลา 04.23 น. ความแรง 3.1 เวลา 04.33 น. ความแรง 3.9 เวลา 04.41 น. ความแรง 3.6 เวลา 04.59 น. ความแรง 3.5 เวลา 05.07 น. ความแรง 2.3 เวลา 05.10 น. ความแรง 3.3 เวลา 05.17 น. ความแรง 3.5 เวลา 05.30 น. ความแรง 3.0 เวลา 05.51 น. ความแรง 3.2 เวลา 06.28 น. ความแรง 2.3 และล่าสุดเมื่อ 06.50 น. ความแรงวัดได้ได้ถึง 6.4 แมกนิจูด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งคืนที่ผ่านมา ทั้งหมดอยู่ใน สปป.ลาว แต่หลายครั้งแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายจังหวัดของภาคเหนือ โดยเฉพาะกรณีเกิดแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดความแรง 6.4 แมกนิจูด ทุกครั้งมีศูนย์กลางห่างจากบ้านน้ำซาง ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ระหว่าง 10-20 กม.เท่านั้น รู้สึกได้ทั้งในเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน ลำพูน
วัด-บ้านเรือนเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ซึ่งเป็นศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้ โบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี มีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ที่ผนังโบสถ์ จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว และผนังบ้านเรือนประชาชนหลายหลังแตกร้าวเสียหายอีกด้วย นอกจากนี้ที่เขื่อนไฟฟ้าหงสา คนงานได้บันทึกภาพเหตุการณ์เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรง จนทำให้เหล่าคนงานที่กำลังทำงานอยู่วิ่งหลบหนีออกจากตัวอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่บ้านเรือนประชาชนชาวเมืองหงสา และอีกหลายเมืองของแขวงไซยะบุรี ได้รับความเสียหาย อาคารหลายหลังแตกร้าว ฝ้าเพดานพังลงมา บ้านบางหลังทรุดตัวลง เสาศาลาวัดซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่แตกร้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมและอุทกศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ได้ออกประกาศว่า ในวันที่ 21 พ.ย.2562 ได้เกิดแผ่นดินไหวในขอบเขต สปป.ลาว 18 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 มีความรุนแรง 5.9 ริกเตอร์ เวลา 04.03 น. ครั้งที่ 17 มีความแรง 6.4 ริกเตอร์ เวลา 06.50 น. อยู่ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี และรู้สึกสั่นสะเทือนในบรรดาแขวงทางเหนือ จนถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ดังนั้นจึงแจ้งให้ประชาชนที่อยู่ในเขตดังกล่าวจงมีสติ ระวังตัวต่อสถานการณ์เกิดแผ่นดินไหว และให้ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมและอุทกศาสตร์เป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ราชกรุ๊ป แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 5.9 ริกเตอร์ และอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีศูนย์กลางในเมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป. ลาว ส่งผลให้ระบบป้องกันของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาทำงานอัตโนมัติ และหยุดการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บและความเสียหาย รวมทั้งโครงสร้างหลักของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะได้รายงานความคืบหน้าในโอกาสต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,878 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ดำเนินงานโดยบริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท 40% บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ 40% และลาว โฮลดิ้ง สเตท เอ็นเตอร์ไพรส์ 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรัญ คำเงิน ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรองโฆษก กฟผ. กล่าวว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่จาง เขื่อนภูมิพล และเขื่อนต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้า และโครงข่ายระบบส่งของ กฟผ. โดยเจ้าหน้าที่ กฟผ.ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพเขื่อนแล้ว พบว่ามีสภาพมั่นคงปกติ ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย
รพ.อพยพคนไข้โกลาหล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนองคาย ประชาชนในจังหวัดสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ลักษณะโคลงเคลง สั่นไหว โดยชาวหนองคายมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อกผ่านเฟซบุ๊กกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดรธานี &amp;nbsp;ขณะเกิดแผ่นดินไหว ชาวอุดรธานีสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้นานราว 10 วินาที สร้างความตื่นเต้นระคนตื่นกลัวแก่ผู้คนได้พอสมควร ซึ่งต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา ทราบผลสรุปว่า จังหวัดอุดรธานีรับรู้แรงสั่นไหวได้ทั้ง 20 อำเภอ โดยที่อำเภอนายูง และอำเภอน้ำโสม ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในลาวมากที่สุด รับรู้แรงสั่นสะเทือนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ สำรวจเบื้องต้นไม่มีความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอนแก่น ผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อเวลา 06.50 น. ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลราชพฤกษ์ในตัวเมืองขอนแก่น เร่งอพยพคนไข้กว่า 100 ชีวิตออกมาจากตัวอาคารโรงพยาบาลสูง 13 ชั้น ที่เกิดการสั่นไหว มายังจุดรวมพล ซึ่งอยู่ที่ลานจอดรถหน้าอาคาร ก่อนจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับเข้าตัวอาคารโรงพยาบาลไปยังห้องพักเช่นเดิมในเวลา 07.30 น. เมื่อแรงสั่นสะเทือนได้สงบลงแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าน อุโบสถอายุ 500 ปีของวัดพระธาตุเขาน้อย อ.เมืองน่าน ได้รับความเสียหายและมีรอยแตกร้าวรอบอุโบสถ ส่วนที่โรงเรียน ตชด. 100 ปี ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ พบว่าหลังคาและฝ้าเพดานบางส่วนหลุดพังลงมาเสียหาย ขณะที่กระจกตึกแถวที่บริเวณธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาท่าวังผา เกิดแตกร้าวจากแรงสั่นสะเทือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลย มีผู้รับรู้แรงสั่นสะเทือน โดยมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์น้ำในสระน้ำกระเพื่อม นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวบางส่วนในโรงแรมสูงกลางตัวเมืองต้องวิ่งลงมาจากตึก เนื่องจากตกใจกับแรงสั่นสะเทือน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียดายใดๆ
ยันเขื่อนมั่นคงแข็งแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชียงใหม่ นายศุภมิตร กฤษณมิตร วิศกรชลประทานชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สำนักงานชลประทานที่ 1 เปิดเผยว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ลาว ซึ่งอยู่ใกล้กับจังหวัดน่านของประเทศไทย สามารถรับรู้ความสั่นไหวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานเป็นวงกว้าง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 1 โดยฝ่ายความปลอดภัยเขื่อน ได้ทำการสำรวจผลกระทบต่อเขื่อนขนาดใหญ่ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางสำคัญ จำนวน 6 แห่ง โดยมีการติดตั้งเครื่องมือวัดผลกระทบจากแผ่นดินไหวใน 5 แห่ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 3 แห่ง คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง อ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง อ.ไชยปราการ อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน และอ่างเก็บน้ำโป่งอ่อน อ.เมืองแม่ฮ่องสอน และการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญอีก 1 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่ง และอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง มีสภาพทางกายภาพที่มั่นคง แข็งแรง และมีความปลอดภัย สามารถใช้งานได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร หลายพื้นที่รับรู้ได้ถึงการสั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหม นอกจากนี้ ในสื่อออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวิดีโอที่เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านได้ในหลายพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวในประเทศลาว หากนับจำนวนเกิดการสั่นไหวตั้งแต่ช่วงเวลา 23.00 น. วันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา เกิดการสั่นไหวขนาด 2.9, 5.9 และ 4.3 เป็นต้น โดยเกิดขึ้นกว่า 100 ครั้ง เล็กบ้างใหญ่บ้างสลับกันไป ล่าสุดวันที่ 21 พ.ย. ขนาดของการสั่นไหววัดได้สูงสุดอยู่ในช่วงเวลา 06.50 น. ขนาด 6.4 ลึก 3 กม. ส่งผลให้ประเทศไทยในภาคเหนือเกือบทั้งภาค โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง เลย และหลายจังหวัดในภาคอีสาน รวมถึงกรุงเทพฯ รับรู้ถึงความรู้สึกสั่นไหวได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่อยู่ในอาคารสูงอย่าอยู่ใกล้กับกระจก พัดลม ขณะรู้สึกถึงการสั่นไหว ส่วนบ้านเรือนที่มีสภาพไม่คงทนก็ไม่ควรพักอาศัยในช่วงนี้ เพราะอาจเกิดการทรุดตัว อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวลจนเกินไป เพราะการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทย โดยเกิดจากรอยเลื่อนแม่น้ำแดง ประเทศเวียดนาม ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่อย่างฉับพลันของเปลือกโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพบก และหน่วยทหารในพื้นที่ เตรียมความพร้อมและเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงกรณีได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่ลาว โดยเฉพาะการเฝ้าติดตามสถานการณ์ และสำรวจพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยทันที ล่าสุดที่ จ.น่าน มณฑลทหารบกที่ 38 ได้ร่วมสำรวจความเสียหายในเบื้องต้น พบว่ามีโรงเรียนเสียหาย 3 แห่ง และบ้านเรือนราษฎรอีก 2 หลัง ใน อ.บ่อเกลือ พร้อมประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว
รพ.รัฐ 3 แห่งได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พิษณุโลก เลย ขอนแก่น อุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย ประเมินผลกระทบต่อสถานบริการสาธารณสุข 5 ด้าน ได้แก่ อาคารสถานที่ ระบบออกซิเจน ระบบไฟฟ้าและไฟฟ้าสำรอง ระบบสาธารณูปโภค และ ผลกระทบต่อผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นได้รับรายงานจากโรงพยาบาลว่า ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทุกแห่งเปิดให้บริการได้ตามปกติ มี 3 แห่งที่ได้รับผลกระทบ คือ โรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา ผนังห้องผ่าตัดชั้น 3 ตึกอำนวยการ ร้าวเพิ่มเติมเล็กน้อยจากรอยร้าวเดิม ไม่มีผลกระทบต่อตึกและระบบต่างๆ ในการบริการผู้ป่วย โรงพยาบาลเลย ตึกสงฆ์มีรอยร้าวบริเวณผนัง ได้ย้ายผู้ป่วยห้องพิเศษ 10 รายไปอาคารผู้ป่วยใน อยู่ระหว่างสำรวจประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารจากเจ้าหน้าที่โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด และโรงพยาบาลยโสธร ได้ประสานสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดยโสธร เข้าตรวจสอบอาคาร 10 ชั้น และอาคาร 9 ชั้น พบโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น เสา คาน ไม่ได้รับผลกระทบ มีเพียงรอยร้าวเพิ่มจากรอยร้าวเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50830</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, จรัญ คำเงิน, น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง, ศุภมิตร กฤษณมิตร, สปป.ลาว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมืองหงสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd688c2cf386.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบ7วันอันตราย ยอดตาย463ศพ ยึดรถครึ่งหมื่น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุป 7 วันอันตราย เกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 463 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,892 คน จังหวัดตายเป็นศูนย์ มี 4 จังหวัด ตาก แพร่ สตูล และสมุทรสงคราม เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด นครศรีธรรมราช 118 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ นครราชสีมา 25 ราย ส่วนตัวเลขจาก คสช. พบการกระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 310,012 ครั้ง ยึดรถเมาขับไป 5,164 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 2 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 369 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 44 ราย ผู้บาดเจ็บ 391 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 30.35 และขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 29.54 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.53 รถปิกอัพ 5.70 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 68.56 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 41.46 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 32.25 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 27.64&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,052 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 66,644 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 890,673 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 182,023 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 46,248 ราย ไม่มีใบขับขี่ 41,473 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (17 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครสวรรค์ (3 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (18 คน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน (27 ธ.ค.61-2 ม.ค.62) เกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 463 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,892 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 4 จังหวัด ได้แก่ ตาก แพร่ สตูล และสมุทรสงคราม จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (118 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (25 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (137 คน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 40.39 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 28.30 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.64 รถปิกอัพ 6.95 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 64.89 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 39.30 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 34.90 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 27.78
เมาขับ-ขับรถเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุธี มากบุญ กล่าวต่อไปว่า จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 พบว่า สาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการดื่มแล้วขับ และขับรถเร็ว รวมถึงผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 79.64 ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดบูรณาการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการนายอำเภอบรรจุเรื่องการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการรักษาความมั่นคงและสงบเรียบร้อยอำเภอ พร้อมกำชับให้จังหวัดถอดบทเรียน ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุในเชิงลึก รวมทั้งค้นหาปัญหาอุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการและแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละพื้นที่ พร้อมบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คือ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศปถ.ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน เครือข่ายอาสาสมัคร กลุ่มจิตอาสา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในการเดินทาง ด้วยความทุ่มเทและเสียสละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) กล่าวว่า แม้จะสิ้นสุดการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 แล้ว ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงมุ่งสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำสถิติอุบัติเหตุทางถนนมาวิเคราะห์หาสาเหตุ และถอดบทเรียนการดำเนินงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมนำความสำเร็จของจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมาเป็นต้นแบบในการวางแนวทางและกำหนดทิศทางการสร้างความปลอดภัยทางถนน รวมถึงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ควบคู่กับการลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนที่ครอบคลุมทั้งผู้ใช้รถใช้ถนน สภาพรถและเส้นทาง เพื่อนำปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงานมาปรับปรุงพัฒนาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน นอกจากนี้ ให้จังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักและจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนที่ครอบคลุมทุกช่องทางสื่อ เพื่อขับเคลื่อนการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้มากที่สุด และสร้างให้ถนนทุกสายเป็นเส้นทางแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน
ยึดรถเมาขับ 5,164 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า จากนโยบายสร้างความปลอดภัยในการสัญจรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาล ด้วยมาตรการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 &amp;ldquo;ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ&amp;rdquo; ตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2561-2 มกราคม 2562 โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมทั้งอาสาสมัครป้องกันภัย ได้ร่วมกันจัดตั้งจุดบริการประชาชนและด่านตรวจในเส้นทางต่างๆ รวมถึงสถานีขนส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกและเข้มงวดในมาตรการ &amp;ldquo;ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งประชาชนและผู้ใช้เส้นทางสัญจรได้ตอบรับในมาตรการและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี โดยตลอด 7 วันที่ผ่านมามีสถิติ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 310,012 ครั้ง (แยกเป็น รถจักรยานยนต์ 170,168 ครั้ง, รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 139,844 ครั้ง) เจ้าหน้าที่เก็บรักษารถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับไว้ทั้งสิ้น 5,164 คัน (แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 3,859 คัน และรถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 1,305 คัน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ 8,312 คน &amp;nbsp;(แยกเป็น รถจักรยานยนต์ 4,774 คน และรถยนต์ 3,538 คน) ส่งดำเนินคดี 246,954 คน (แยกเป็น รถจักรยานยนต์ 143,853 คน, รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 102,101 คน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถิติจากมาตรการ &amp;ldquo;ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ&amp;rdquo; ในปีนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำข้อมูลไปพิจารณากำหนดแนวทางป้องกันในทุกมิติ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่มีผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อย่างไรก็ตาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขอขอบคุณประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่น่ากังวล ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติงานดูแลประชาชนอย่างเต็มที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25720</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง, สุธี มากบุญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2e23b7b53f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
