<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ประกาศ 17 มาตรการดูแลผลไม้ปี 65 ปลื้ม!ส่งออก 8 เดือนแรกนำรายได้เข้าไทยถึง 1.7 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ประชุมเตรียมการดูแลผลไม้ปี 2565 โดยเป็นการกำหนดมาตรการเพื่อบริหารจัดการผลไม้ล่วงหน้าทั้งระบบ โดยมีนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต สส.จังหวัดจันทบุรี นายอิทธิพล จังสิริมงคล นายชรัตน์ เนรัญชร นายชาติชาย วรพิพัฒน์ ตัวแทนเกษตรกรผู้ประกอบการและผู้รับซื้อ ผู้ส่งออก ผู้บริการขนส่ง ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ และพาณิชย์จังหวัดที่มีสินค้าผลไม้ ร่วมรับฟังนโยบาย พร้อมผู้บริหารระดับสูง 2 กระทรวง ณ โครงการศูนย์บริหารจัดการ มหานครผลไม้ ตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี โดยเป็นการสัญจรลงพื้นที่ตามภารกิจอ&amp;quot;จุรินทร์ออนทัวร์ ภาคตะวันออก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมหารือได้สรุปผลของการแก้ไขปัญหาปี 2564 และที่ผ่านมาและได้เตรียมการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเวทีรับฟังปัญหาของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจากนั้นแถลงสรุปมาตรการ โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ตนมาประชุมร่วมกับตัวแทนเกษตรกร ตัวแทน SMEs แปรรูปผลไม้ ล้ง ผู้ประกอบการ ส่วนราชการจังหวัดและกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานราชการทั้งหมด ในจังหวัดจันทบุรี ระยองและตราด เพื่อกำหนดแนวทางในการเตรียมการมาตรการรองรับผลไม้ ปี2565 ที่จะออกไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีหน้า ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรการล่วงหน้าก่อน 6 เดือน โดยมาตรการผลไม้เชิงรุกมี 17&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มาตรการเร่งรัดตรวจและรับรอง GAP ซึ่งมีเป้าหมายในปี 2565 &amp;nbsp;ไม่ต่ำกว่า 120,000 แปลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการช่วยผู้ประกอบการหรือเกษตรกรหรือล้งกระจายผลผลิตผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต กิโลกรัมละ 3 บาท ปริมาณ 80,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.มาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกโดยจะช่วยเหลือดอกเบี้ยร้อยละ 3 และช่วยผู้ส่งออกที่ส่งออกผลไม้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท ปริมาณ 60,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสนับสนุนให้มีการใช้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญา การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านผลไม้ โดยจะสนับสนุนให้มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเกษตรกรได้ทราบว่าขายผลไม้ได้เท่าไหร่ มีคนซื้อที่มีหลักประกัน เซ็นสัญญาตามกฏหมายชัดเจนไม่ต่ำกว่า 30,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.มาตรการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ในประเทศ ประสานงานกับสายการบินต่างๆ เปิดโอกาสให้โหลดผลไม้ขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยฟรี 25 กิโลกรัม ตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2565 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.มาตรการช่วยสนับสนุนกล่อง พร้อมค่าจัดส่งผลไม้ที่ขายตรงจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ไปยังผู้บริโภคโดยตรงโดยสนับสนุนกล่องมากขึ้นกว่าปี 2564 ที่สนับสนุน 200,000 กล่อง ปี 2565 จะสนับสนุนถึง 300,000 กล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ในช่วงที่ผลไม้ออกเยอะ กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให้มีรถเร่ รถโมบาย ไปรับซื้อผลไม้และนำออกจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยปี 2557 จะสนับสนุนที่15,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.ประสานงานกับห้างท้องถิ่นและปั๊มน้ำมันต่างๆ เปิดพื้นที่ระบายผลไม้ให้กับเกษตรกรโดยเพิ่มปริมาณจากปี 2564 ที่ช่วย 1,500 ตัน ปี 2565 จะเพิ่มเป็น 5,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.จะทำเซลล์โปรโมชั่นในการส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศซึ่งใช้ชื่อโครงการ Thai Fruits Golden Months ดำเนินการในตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ 12 เมือง เช่นเดียวกับปี 2564 ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผลดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.จะจัดการเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้ทางธุรกิจในระบบออนไลน์หรือที่เรียกว่า OBM มุ่งเน้นตลาดใหม่ เช่น อินเดียและรัสเซียเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.จะส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศในรูปแบบ THAIFEX &amp;ndash; Anuga Asia จัดงานส่งเสริมการบริโภคผลไม้ระดับนานาชาติ ช่วงเดือนพฤษภาคม 65 ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12.เร่งจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยไปในประเทศต่างๆทั่วโลกเป็น 5 ภาษา เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13.จะจัดให้มีการอบรมให้ความรู้เกษตรกรกลุ่มเกษตรกรในเรื่องของการค้าออนไลน์เพื่อขายตรงให้กับผู้บริโภคและจะเพิ่มเติมหลักสูตรการส่งออกเบื้องต้นให้ด้วย ตั้งเป้าอบรมเกษตรกรให้ได้อย่างน้อย 1,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14.มาตรการขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพื่อให้สามารถดำเนินการเก็บผลไม้และส่งเสริมการขายผลไม้ได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15.ในบางช่วงที่ขาดแคลนแรงงาน ให้ กอ.รมน.ส่งกำลังพลเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวและขนย้ายผลไม้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16.กระทรวงพาณิชย์จะสั่งการให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศประสานงานกันช่วยระบายผลไม้ของเกษตรกรทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศต่อไป ให้มีความเข้มข้นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17.กระทรวงพาณิชย์และจังหวัดจะบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลไม้ที่มีคุณภาพ และได้ราคาดีไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายชั่งตวงวัดโดยเคร่งครัดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โดยภาพรวมผลไม้ จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นป็น 3,500,000 ตัน และเพิ่มขึ้นประมาณ 8% มาตรการเชิงรุกจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเพราะหมายถึงซัพพลายจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 อย่างไรก็ตามการส่งออกผลไม้ประสบความสำเร็จมากในช่วงปี 2564 ในช่วง 8 เดือนแรกมกราคมถึงสิงหาคม 2564 สามารถส่งออกผลไม้ไปยังต่างประเทศได้ถึง 169,000 ล้านบาท +46% เฉพาะทุเรียนส่งออกได้ 98,360 ล้านบาท + 77% มังคุด 16,703 ล้านบาท + 24% ลำไย 10,392 ล้านบาท+ 50%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจะมีมาตรการพิเศษอีกหนึ่งอันคือการที่กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งรัดการเพิ่มมูลค่าจากพืชผลการเกษตรทั้งผักผลไม้พืชเกษตรอื่นๆหรือผลไม้ให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยการส่งเสริมให้มีการขึ้นทะเบียน GI เพราะสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ เฉพาะปี 2564 กระทรวงพาณิชย์ขึ้นทะเบียน GI ให้สินค้าทั่วประเทศไปแล้ว 152 รายการและเมื่อต้นปีที่ผ่านมาสามารถจดทะเบียนสินค้า GI ได้ครบทั้ง 77 จังหวัดแล้ว และสินค้า GI ทั้งหมด 152 รายการ มีมูลค่ายอดขายถึง 40,000 ล้านบาท จังหวัดจันทบุรีมี GI แล้ว 3 ตัว 1.เสื่อจันทบูร 2.พริกไทยจันท์ และล่าสุดที่จะทำพิธีมอบในวันนี้คือ ทุเรียนจันท์ คาดว่าจะมียอดส่งออกปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 45,000 ล้านบาท &amp;quot; นายจุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119070</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615eb983894ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 17:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ลุยกำแพงเพชร เดินหน้าประกันรายได้เกษตรปี 3 เตรียมงบพร้อมรับเรื่องเกษตรกร &#039;แก้ทันที&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง และมอบถุงน้ําใจบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้ประสบภัยน้ําท่วมในชุมชนต่างๆ ณ ลานมันยั่งยืนพืชผล อําเภอคลองลาน จังหวัดกําแพงเพชร นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายสำราญ ศรีแปงวงศ์ อดีต ส.ส.จังหวัดกำแพงเพชร นายพลเดช ศรีแปงวงศ์ นายพรชัย อารยะทรงศักดิ์ นายสมพิศ สระทองอ้วน ร่วมด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตั้งใจมาเยี่ยมพวกเราที่นี่ เพราะทราบว่าเศรษฐกิจหลักขึ้นอยู่กับข้าวและมันสำปะหลังเป็นหลัก และตนรับผิดชอบดูแลนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งประกันรายได้พืชเกษตรสำคัญ 5 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและข้าวโพด โดยประกันรายได้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่เจรจาก่อนเข้าร่วมรัฐบาล &amp;nbsp; กลายเป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา และต้องเดินหน้าตราบเท่าที่มีรัฐบาลชุดนี้ เราเดินหน้ามาได้ขึ้นปีที่ 3 และ 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ ช่วยเหลือเกษตรกรได้มาก จะทำให้พี่น้องมีรายได้ 2 ทาง คือ 1.เอาไปขายในตลาด ใส่กระเป๋าซ้ายและ2.รัฐบาลจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีพี่น้องโดยตรงใส่กระเป๋าขวา สุดท้ายจะมีรายได้กระเป๋าขวาและกระเป๋าซ้ายรวมเป็นรายได้ที่ประกัน &amp;nbsp;ตอนนี้ทำจนขึ้นปีที่ 3 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประกันรายได้ข้าว ตนลงนามเข้า ครม.แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าจะนำเข้า ครม. วันไหนเพราะต้องผ่านส่วนราชการ แต่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่ท่านนายกฯเป็นประธานและตนเป็นรองประธาน มีมติเห็นชอบแล้วว่าจะประกันรายได้ข้าวเหมือนปีที่แล้วทุกอย่าง ปีนี้ราคาข้าวตก ทำให้มีส่วนต่างเยอะ รัฐบาลต้องใช้เงินมาชดเชยช่วยเยอะ ที่ข้าวราคาตกเพราะ 1.เราส่งออกได้น้อยเพราะเงินบาทแข็งมาก เมื่อช่วงต้นปีหรือปลายปีที่แล้ว ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกแพงกว่าประเทศอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.ปกติประเทศเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ข้าวเราขายดีขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาน้อย คนช่วยกินข้าวน้อยลงทำให้ข้าวเหลือในประเทศสุดท้ายราคาก็ตกลงมา แต่ถัดจากนี้สถานการณ์มีแนวโน้มจะดีขึ้นเพราะค่าเงินบาทอ่อนลง เวลาขายข้าวในต่างประเทศรู้สึกว่าข้าวราคาใกล้เคียงกับเวียดนาม อินเดียที่เป็นคู่แข่งจึงซื้อข้าวเรามากขึ้น ตอนนี้มีผู้มาขอใบอนุญาตส่งออกข้าวเยอะขึ้น 3-4 เดือนที่แล้วประมาณเดือนละ 400,000 ตัน แต่เดือนนี้เดือนเดียว 7-8 แสนตัน โอกาสที่ข้าวส่งออกมีมากขึ้น ข้าวในประเทศเหลือน้อยลง คนต้องการเยอะราคาก็จะค่อยๆขึ้น เป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าราคาตกจะมีเงินส่วนต่างตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ปีนี้ใช้งบเฉพาะค่าประกันรายได้ข้าว ปี 3 เตรียมงบ 89,000 ล้านบาท ใช้เงินมาช่วยชาวนามาก แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำเข้ามาช่วยดูแลพี่น้องชาวนา ส่วนเรื่องมันสำปะหลัง เตรียมงบประมาณไว้แล้วประมาณ 6,800 ล้านบาท และมีมาตรการคู่ขนานรวมแล้วประมาณ 7,000 ล้านบาทสำหรับมาช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง &amp;quot; นายจุรินทร์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้ววันนี้มีถุงน้ำใจจากมูลนิธิหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชที่ตนเป็นประธานมูลนิธิในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มามอบให้พี่น้องที่ประสบภัยและที่ต้องได้รับความอนุเคราะห์ตามกำลังที่ตนพอมี และสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม จะยังคงได้รับเงินส่วนต่างเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีปุ๋ยที่ราคาแพงเพราะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนขนส่งจากต่างประเทศทุกประเทศที่ขึ้นสูงมาก ทำให้ต้นทุนปุ๋ยทั้งโลกแพงขึ้นและน้ำมันเป็นวัตถุดิบส่วนหนึ่งที่เอามาทำปุ๋ย ราคาต้นทุนปุ๋ยจะแปรผันโดยตรงกับราคาน้ำมันโลก หากน้ำมันแพงปุ๋ยก็จะมีแนวโน้มแพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ประเทศผลิตปุ๋ยใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศจีนไม่กี่เดือนมานี้เปิดให้มีการประมูลซื้อปุ๋ยและอินเดียซึ่งเป็นผู้ใช้รายใหญ่ประมูลปุ๋ยจากจีนประมาณปีละ 10,000,000 ตัน ทำให้จีนทำสัญญาขายปุ๋ยระยะยาวให้กับอินเดียปุ๋ยในตลาดโลกหายไปส่วนหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จีนกำลังเข้าสู่ฤดูหว่านไถ จึงต้องเก็บสต๊อกปุ๋ยไว้ใช้ในประเทศ รวมทั้งค่าขนส่งจากจีนมาไทยและไปหลายประเทศแพงขึ้นทั้งค่าระวางเรือ ค่าขนส่งทางบก ทำให้ต้นทุนปุ๋ยนำเข้าแพงขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทรวงพาณิชย์โดยอธิบดีกรมการค้าภายใน เรียกประชุมผู้นำเข้าปุ๋ย 19 บริษัท คุยหลายเดือนสุดท้ายได้ข้อสรุปให้ตรึงราคาปุ๋ย ขอความร่วมมือโดยวิธีให้ทุกบริษัทจัดปุ๋ยราคาพิเศษ มาขายให้กับเกษตรกรราคาพิเศษผ่านสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เกษตรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชน ยื่นขอซื้อปุ๋ยราคาพิเศษถูกกว่าท้องตลาดกระสอบละ 20 ถึง 50 บาทโดยประมาณ โดยให้ประสานงานผ่าน เกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp;
โดยเตรียมไว้ 4,500,000 กระสอบ วันนี้ขายไปได้ 1,800,000 กระสอบ ยังเหลืออีก 2,700,000 กระสอบ ขอให้รวมตัวกันมาซื้อ&amp;quot; นายจุรินทร์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นบรรยากาศคือ นายจุรินทร์ รับเรื่องร้องทุกข์โดยให้เกษตรกรได้ร้องทุกข์ร้องเรียนต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกันรายได้เกษตรกร เรื่องการขึ้นทะเบียน เรื่องหนี้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร เรื่องราคาปุ๋ย และอื่นๆ และให้ผู้บริหารระดับต่างๆได้ตอบคำถามประชาชน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักประชาชนกล้าแลกเปลี่ยนโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร หัวหน้าส่วนราชการ ประสานงานรับเรื่องและแก้ไขทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118361</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, ประกันรายได้, ประชาธิปัตย์, พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_615596ca0486d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ถก &#039;รัฐมนตรีกัมพูชา&#039; ส่งเสริมการค้าระหว่างกัน ดันเรื่องด่าน-ความสะดวก และโปรโมทสินค้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.64 - เมื่อเวลา 11.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้อนรับ ดร.ซก ซกกรัดทะยา (H.E. Dr. Sok Sokrethya) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นการเข้าเยี่ยมคารวะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรอง ที่กระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการเข้าพบนายจุรินทร์ กล่าวว่าทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโซ ฮุนเซน ของกัมพูชาได้หารือกันในประเด็นสำคัญ 2-3 ประเด็น โดยประเด็นที่ฝั่งกัมพูชาอยากเห็น คือ ประเด็นที่1 ให้ฝั่งไทยช่วยเร่งรัดในการแก้ปัญหาการจราจรหน้าด่านที่ฝั่งไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้สินค้าจากไทยข้ามไปกัมพูชาได้โดยเร็วและสะดวกขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการจัดทำเอกสารที่กัมพูชาเห็นว่าอาจสามารถลดได้ เพื่อความสะดวก ประเด็นที่2 อยากให้ไทยเร่งรัดการเปิดด่านหนองเอี่ยน เพื่อถ่ายเทการจราจรอีกช่องทางหนึ่งให้สะดวกขึ้น ประเด็นที่3 ขอให้ฝั่งไทยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกันได้สะดวกขึ้นโดยเฉพาะข้อตกลงในมาตรการด้านสุขอนามัยระหว่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตนได้แจ้งให้ทางกัมพูชา ประเด็นที่1 การเปิดด่านหนองเอี่ยนมีความเห็นตรงกันและเมื่อครั้งที่ตนไปเยือนกัมพูชาก่อนเกิดโควิด ได้เจรจากับรัฐมนตรีการค้าท่านปาน สรศักดิ์ ที่พนมเปญและมีความเห็นตรงกัน ว่าจะใช้วิธีการเปิดด่านหนองเอี่ยน โดยไม่ต้องรอให้ด่านฝั่งไทยสร้างเสร็จแบบถาวรแต่จะใช้ตู้คอนเทนเนอร์ไปพลางก่อนเพื่อการค้าระหว่างกันจะได้เดินหน้าได้ ซึ่งจะมีการหารือเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหา เช่น การติดขัดในบางส่วนให้เสร็จโดยเร็ว ประเด็นที่2 ตนขอให้ท่านช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยที่ไปโพสต์ขายอยู่ใน klangthai.com ของกัมพูชาประมาณ 220 กว่ารายการ ให้ชาวกัมพูชาได้รับทราบเพิ่มเติม ประเด็นที่3 &amp;nbsp;ตนได้แจ้งให้ทางกัมพูชาทราบว่าใน 2 ปีหลังจากเลขาธิการอาเซียนของประเทศบรูไน หมดวาระจะเป็นคิวของกัมพูชา ประเทศไทยยินดีที่จะสนับสนุนชื่อที่กัมพูชาได้เสนอ และสุดท้ายประเด็นที่4 ตนประสงค์จะเห็นการประชุม JTC เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชามากขึ้นโดยในปี 2561 กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ ปี 2562 เราเป็นเจ้าภาพแต่ติดโควิด เลยเรียนให้ท่านทราบว่าถ้าเป็นไปได้อยากเห็นการประชุม JTC ระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกันในต้นปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หวังว่าจะช่วยเพิ่มการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นเพราะกัมพูชาถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 6 ของไทยในอาเซียนและอันดับที่ 26 ของโลกสำหรับประเทศไทย โดยช่วง 8 เดือนไทยสามารถส่งออกไปกัมพูชาได้ 141,000 ล้านบาท +10.8% และไทยได้ดุล 120,000 ล้านบาท&amp;nbsp; สินค้าส่งออกของไทยที่ไปกัมพูชาสำคัญเช่นน้ำมันสำเร็จรูป +67.5% น้ำตาลทราย +63.6% ยานยนต์ +36.2% เคมีภัณฑ์ +34.1% ส่วนสินค้าที่นำเข้าเป็นหลัก เช่น ผักผลไม้ มันสำปะหลัง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กล้วย พริก สินแร่และอัญมณี เป็นต้น&amp;quot; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118239</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_615430d0dc980.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ดันส่งออก ข้าว-ลำไย พร้อมชวนอินโดนีเซียซื้อสินค้าไทยกว่า 1,860 รายการผ่านช่องทางออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.64 - เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจําประเทศไทย H.E. Mr.Rachmat Budiman เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 สำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ โดยวาระนี้มีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายจุรินทร์ ได้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่า สำหรับภาพรวมระหว่างการค้าไทย อินโดนีเซีย อินโดนิเซียถือว่าเป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอาเซียน และเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญลำดับ 7 ในโลกของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น อียู สหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม มูลค่าการค้า 8 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าการค้าร่วมกัน 347,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% สินค้าที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียที่สำคัญ เช่นรถยนต์และส่วนประกอบ +65.4% เม็ดพลาสติก +74.7% ผลิตภัณฑ์ยาง +97% อาหารสัตว์เลี้ยง +52% ลำไย +91.8% เครื่องดื่ม +30.9 % ยางพารา +27.6% เป็นต้น ส่วนสินค้าที่นำเข้าจากอินโดนีเซียที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.น้ำมันดิบ +328% 2.เคมีภัณฑ์ +91.6% และ 3.เหล็กกับผลิตภัณฑ์เหล็ก +251%โดยนำเข้ามาเพื่อภาคการผลิตส่งออกต่อไป
&amp;nbsp;ในปี 64 หรือ ช่วง 8 เดือนแรก ไทยยังได้ดุลการค้าอินโดนิเซียอยู่ 3,248 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ตนได้หยิบยกมาหารือแล้วก็แจ้งให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์ต่อไปประกอบด้วย
1. 1.ขอให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยที่เราพึ่งนำขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม blibli.com ของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 22 กันยายน 64 &amp;nbsp;ที่ผ่านมา สินค้าทั้งหมดมี 1,863 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นอาหารสุขภาพ ความงามและไลฟ์สไตล์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ตนได้ขอเชิญเอกชนและประชาชนอินโดนิเซียหรือผู้นำเข้ามาร่วมกิจกรรม OBM (Online Business Matching ) ของประเทศไทย อย่างน้อย 2 งานสำคัญช่วงนี้ 1.งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ THAIGROOVE วันที่ 23 ถึง 26 พฤศจิกายนปีนี้ 2.งาน Phuket Gems Fest วันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 3 ธันวาคม 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ตนขอให้ท่านทูต ช่วยรีบรับนัดกรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจาเรื่องข้าวเพื่อจะได้เร่งรัดการส่งออกข้าวไทยไปยังอินโดนีเซียต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ตนได้ขอให้ท่านทูตเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไทยที่จะไปประจำที่สำนักงานใหญ่อาเซียนของไทยที่จาการ์ตา
นอกจากนี้การส่งออกลำไยของไทยไปยังอินโดนีเซีย 3-4 ปีนี้ติดขัดปัญหาเรื่องของการออกมาตรการของอินโดนีเซียที่จะต้องมี 1.จีเอพีคือสวนที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน 2.ต้องมีจีเอสพีซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสุขอนามัยและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และ3.จะต้องผ่านความเห็นชอบ 2 กระทรวงของอินโดนีเซีย คือกระทรวงเกษตรและกระทรวงการค้า&amp;nbsp;
ตนได้ขอให้ท่านทูตได้รับทราบข้อมูล เพื่อหาทางคลี่คลายให้ลำไยไทยสามารถไปสนองความต้องการของผู้บริโภคอินโดนิเซียได้มากขึ้น
สุดท้ายในเรื่องการส่งออกแอร์คอนดิชั่นเนอร์จากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปีที่แล้วอินโดนิเซียได้ออกมาตรการพิเศษ 2 ข้อ 1.จะต้องมีการยื่นขออนุญาตนำเข้าอินโดนิเซียก่อน 2.จะต้องให้อินโดนิเซียตรวจโรงงานในประเทศไทยก่อนจึงจะส่งออกไปได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมกังวลว่าอาจจะขัดกับหลักของ WTO และหลักการของอาเซียนในเรื่องของการสร้างอุปสรรคการค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นต่างๆทั้งหมดนี้ยังสามารถที่จะไปหาข้อสรุปในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commitee:JTC )ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียซึ่งเรามีข้อตกลงกันมาตั้งแต่ปี 54 แต่ยังไม่เคยมีการประชุม จึงเสนอว่าขอให้ร่วมมือกันจัดการ JTC ครั้งแรกขึ้นโดยประเทศไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพ เสนอว่าควรจะเป็นช่วนธันวาคมปีนี้ เพื่อคลี่คลายปัญหาระหว่างกันด้านการค้าการลงทุนและในเรื่องอื่นๆ ซึ่งตนจะไทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีการค้าอินโดนิเซียต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอินโดนิเซียมี 3-4 ประเด็น ที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาหารือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก อินโดนิเซียประสงค์จะส่งออกกุ้งสดมายังประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกของไทย ขณะนี้มีอุปสรรคอยู่บางประการ ตนรับว่าจะไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งเสริมตัวเลขการส่งออกของเราต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง อินโดนิเซียแจ้งว่าขณะนี้ได้มีการออกกฏหมายฉบับใหม่เพื่อส่งเสริมการลงทุน มีการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะเชิญชวนนักลงทุนไทยไปลงทุน รวมทั้งอินโดนิเซีย สนใจที่จะให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนด้านการท่องเที่ยวและทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งเป็นนโยบายของประเทศไทยอยู่แล้วในการจะส่งเสริมการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวมาที่ประเทศหนึ่งก็สามารถเดินทางต่อไปยังอีกประเทศหนึ่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118001</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, พาณิชย์, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_6151806d7c85d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุย &#039;ส่งออกข้าวไทย-ฟื้นตัวเป็นบวก&#039; จุรินทร์ สั่งกรมการค้าฯเจรจาขายต่อเนื่อง คาดทั้งปีเข้าเป้า 6 ล้านตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามนโยบายที่มอบกรมการค้าต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล่าสุดการส่งออกข้าวไทยมีสัญญาณดีต่อเนื่อง โดยหลังตั้งแต่มิ.ย.-ก.ค. ยอดส่งออกกลับมาเป็นบวก ส.ค.และก.ย. ก็มีทิศทางดีขึ้น ตามการรายงานของนายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มั่นใจว่าตามปีนี้ส่งออกได้ตามเป้า 6 ล้านตัน อย่างไรก็ตามในเดือนล่าสุดนั้นการส่งออกข้าวขยายตัว 7.35%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นผลจากผลผลิตข้าวไทยเพิ่มขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า ทำให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้น จากนี้ไปได้เร่งรัดนโยบายกระทรวงพาณิชย์ให้ลุยเจรจาคู่ค้า ติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวและผลักดันให้ซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น โดยตลาดหลักที่ไทยส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น เช่น แอฟริกาใต้ จีน เยเมน และอิรัก และชนิดข้าวที่ส่งออกเป็นบวก ได้แก่ ข้าวนึ่ง ข้าวขาว และข้าวกล้อง และคาดว่าแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยจะดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าจะเห็นได้จากสถิติการขอใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศในเดือนสิงหาคม 2564 ที่มีปริมาณสูงถึง 831,260 ตัน เพิ่ม 133.13% และล่าสุดเดือนก.ย.2564 วันที่ 1&amp;ndash;20 มีปริมาณ 631,363 ตัน เพิ่ม 61.78% โดยตัวเลขการขอใบอนุญาตส่งออกข้าวดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงคำสั่งซื้อจากลูกค้าในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เขาจึงคาดว่าในปีนี้ไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าที่ปริมาณ 6 ล้านตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ข้าวไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น มาจากราคาข้าวไทยที่ปรับตัวมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาข้าวจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามและอินเดีย โดยเฉพาะข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยราคาข้าวไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากผลผลิตข้าวปีการผลิต 2564/65 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 4.97% และเงินบาทที่อ่อนค่าลงจากประมาณ 29&amp;ndash;30 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 32&amp;ndash;33 บาทต่อเหรียญสหรัฐตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิ.ย.2564 เป็นต้นมา ทำให้ช่องว่างระหว่างราคาข้าวไทยกับข้าวจากประเทศคู่แข่งลดลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ทางด้านการทำตลาดข้าว กรมฯ ดำเนินการตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้หลักการ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ร่วมมือกับทูตพาณิชย์ในฐานะเซลส์แมนประเทศ จากกรมส่วเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งการเจรจา หารือ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยกับคู่ค้าสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยได้ปรับรูปแบบการทำงานในสถานการณ์โควิด-19 เป็นการนัดประชุมหารือกับคู่ค้าสำคัญผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวและเจรจาซื้อขายข้าวไทย &amp;quot; ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายงานจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ได้หารือกับคู่ค้าสำคัญแล้ว เช่น ผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง อิรัก เป็นต้น ซึ่งจากการหารือ ทำให้ได้รับทราบถึงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยผู้นำเข้าข้าวให้ความเห็นว่า นอกจากปัจจัยด้านราคาที่ข้าวไทยปรับตัวอยู่ในระดับที่แข่งขันได้มากขึ้นแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการนำเข้าข้าวไทย ได้แก่ คุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยที่เหนือกว่าคู่แข่ง รวมทั้งศักยภาพของผู้ส่งออกข้าวไทยที่สามารถส่งข้าวคุณภาพดีให้ลูกค้าได้ แม้ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้นำเข้ามีความเชื่อมั่นในการนำเข้าข้าวจากไทยมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
และยังมีแผนการจัดประชุมหารือกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย บังกลาเทศ จีน เป็นต้น รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทยภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Think Rice Think Thailand&amp;rdquo; ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และขอให้ทูตพาณิชย์ในฐานะทีมเซลส์แมนประเทศใช้แนวคิดดังกล่าวในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้เกี่ยวกับข้าวไทยในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117888</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, พาณิชย์, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, ส่งออกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61500c958af93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ปราศรัยงาน &#039;ดัชนีนวัตกรรมโลก&#039; นำไทยครองอันดับ 9  ประเทศที่เป็นเจ้าของอนุสิทธิบัตรมากสุดในโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามเวลาท้องถิ่นของนครเจนีวา 13.30 น. &amp;nbsp;20 กันยายน 2564 &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ร่วมกล่าวปราศรัยในงานเปิดตัวรายงานดัชนีนวัตกรรมโลก Global Innovation Index (GII 2021) ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายจุรินทร์ ได้กล่าวขอบคุณองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ที่ให้เกียรติเชิญประเทศไทยเป็นตัวแทนกล่าวปราศรัยในงานเปิดตัวรายงานดัชนีนวัตกรรมโลก Global Innovation Index หรือ &amp;nbsp;GII ประจำปี พ.ศ. 2564 จากนั้นนายจุรินทร์ กล่าวว่า การจัดทำดัชนีนวัตกรรมระดับโลก ถือเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงผลผลิตด้านความรู้ เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาของ แต่ละประเทศทั่วโลก โดยมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยชี้วัดความสามารถด้านนวัตกรรม ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจและยกระดับการพัฒนาประเทศ เพื่อก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยได้ดำเนินการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การใช้ประโยชน์ การให้ความคุ้มครอง และการบังคับใช้สิทธิ ให้กับนักคิด นักประดิษฐ์ และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภารกิจที่สำคัญ อีกประการหนึ่ง ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน คือ การส่งเสริมและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนโยบายข้างต้น กระทรวงพาณิชย์ ได้พัฒนาระบบการให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเร่งรัดการขึ้นทะเบียนสินค้า GI จนครบทั้ง 77 จังหวัด
2. นำระบบจดทะเบียนออนไลน์ (e-Filing) มาใช้กับทุกงานบริการ
3. ออกหนังสือสำคัญสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร
ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate)
4. จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบบ Fast Track จากเดิม 12 เดือน เหลือเพียง 6 เดือน
5. ลดระยะเวลาการต่ออายุเครื่องหมายการค้าจากเดิม 60 วัน เหลือ 60 นาที
6. ลดระยะเวลาการจดแจ้งลิขสิทธิ์ จาก 30 วัน เหลือเพียง 3 วัน
7. ให้บริการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทออนไลน์ (Online Dispute Resolution : ODR)
8. จัดทำบริการแจ้งเตือนข้อมูลด้านสิทธิบัตรที่ใกล้หมดอายุ &amp;nbsp;เพื่อผู้ผลิตยาไทยจะได้เตรียมการผลิตยาทิ่หมดสิทธิบัตรแล้วเป็นการล่วงหน้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ขอแสดงความขอบคุณต่อองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกและผู้ร่วมเผยแพร่ที่ได้ทำงานอย่างหนักในการจัดทำรายงาน GII พ.ศ. 2564 และกระตุ้นให้โลกเห็นความสำคัญของนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศ ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป &amp;quot; นายจุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยนางนางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก แจ้งว่า VDO การปราศรัยของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จากประเทศไทย ถูกฉายในรอบ Head of State ที่มีประธานาธิบดีของโคลอมเบีย และนายกรัฐมนตรีของเคปเวิร์ด กล่าวเป็น 2 ท่านแรก ตามด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&amp;quot;จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&amp;rdquo; จากประเทศไทย แล้วจึงตามด้วยรัฐมนตรีของประเทศอื่น อาทิ จีน อินเดีย ตุรกี เกาหลี และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ความสามารถด้านนวัตกรรมของไทยปีนี้เป็นที่น่าพอใจ โดยคว้าอันดับที่ 43 จาก 132 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 5 ของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งยังเป็นอันดับที่ 9 ของประเทศที่เป็นเจ้าของอนุสิทธิบัตรมากที่สุด โดยรายงาน GII 2021 ระบุว่า ไทยมีความสามารถด้านนวัตกรรมสูงขึ้น แม้เป็นช่วงแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยยังครองอันดับ 1 ของประเทศที่เอกชนมีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเป็นอันดับที่ 42 ด้านการพัฒนา ความรู้และเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม จากเดิมอันดับที่ 86 เมื่อปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังเป็นอันดับที่ 51 ที่ภาครัฐให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ จากเดิมอันดับที่ 81 เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่ง WIPO เห็นว่า มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; รายงาน GII 2021 ยังระบุว่า ไทยมีพัฒนาการด้านการสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านทรัพย์สิน ทางปัญญาอย่างเด่นชัด โดยติดอันดับที่ 47 จากเดิมอันดับที่ 54 ในปีที่ผ่านมา และเป็นประเทศที่มีการยื่นขอรับ สิทธิบัตรไปยังต่างประเทศผ่านระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PCT) เป็นอันดับที่ 75 &amp;quot; อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าว.&lt;/p&gt;





&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117387</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_614978a99fa63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ปลื้มเปิดตลาดใหม่ ตลาดเดิมสร้างยอดขายกว่า 367 ล้านบาทภายใน 2 วัน  สั่ง &#039;พาณิชย์&#039; เดินหน้าทุกแผนต่อเนื่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้นโยบายการเพิ่มมูลค่าการส่งออกซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในช่วงวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยเน้นการรักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่และฟื้นตลาดเก่าให้กลับคืนมานั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายจุรินทร์กำชับและติดตามการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ทราบว่าดำเนินภารกิจในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 7-8 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาทางสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 มีการดำเนินการจัดกิจกรรม&amp;quot;จับคู่ธุรกิจ&amp;quot; เปิดตลาดใหม่ขยายตลาดเติม ในภูมิภาคอเมริกา ลาตินอเมริกา ยุโรป CIS แอฟริกา และตะวันออกกลาง สามารถสร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 367 ล้านบาทในห้วงเวลา 2 วันที่เจรจาจับคู่ ขณะที่ทีมงานทั้งในและต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานด้านการประสานงานทั้งก่อนและหลังเพื่อส่งเสริมการค้าในภาวะนี้ให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ เปิดตลาดใหม่ ขยายตลาดเดิม ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้นได้รับความสนใจจากผู้ขายชาวไทยและผู้ซื้อชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก ในยอดขายนั้น มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกว่า 105 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหาร อุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ และมีนักธุรกิจในต่างประเทศสนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจ 28 ราย ระหว่างกิจกรรมจับคู่ เกิดการเจรจาธุรกิจรวมทั้งสิ้น 77 คู่ จะเห็นได้ว่า โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจและได้รับการสั่งซื้อได้แก่ อาหารสำเร็จรูป ข้าวหอมมะลิ น้ำผลไม้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องสำอาง สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์สปา อะไหล่รถยนต์ น้ำมันเครื่องและน้ำมันหล่อลื่น และสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นต้น โดยมียอดสั่งซื้อมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย ไนจีเรีย สหราชอาณาจักร เคนย่า และแทนซาเนีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาพรวมการส่งออกไทยไปยัง 6 ภูมิภาคดังกล่าวใน 7 เดือนแรก คือ ม.ค. &amp;ndash; ก.ค. ปี 2564 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกตลาด สำหรับ ตลาดเดิม มี 2 ภูมิภาคได้แก่ ภูมิภาคอเมริกา มีการขยายตัว ร้อยละ 22.2 สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางพารา และรถยนต์และส่วนประกอบ และภูมิภาคยุโรป มีการขยายตัวขยายตัว ร้อยละ 20.9 สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดใหม่ มี 3 ภูมิภาค ได้แก่ 1.ภูมิภาคตะวันออกกลาง ขยายตัวร้อยละ 12.4 โดยมีสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เคมีภัณฑ์ ยางพารา และข้าว 2.ภูมิภาคแอฟริกา ขยายตัวร้อยละ 17.9 โดยมีสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาป และผลิตภัณฑ์ยาง 3.ภูมิภาคลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 93.5 โดยมีสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องยนต์สันดาป&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน นายจิรกานต์ เพชรชาติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 ผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมข้างต้น ระบุด้วยว่า สำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 มีแผนการจัดกิจกรรม OBM ขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเปิดตลาดใหม่ ขยายตลาดเดิม ใน 6 ภูมิภาคดังกล่าว ตามนโยบายรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ได้กำหนดแนวนโยบายไว้ทั้งนี้เพื่อภารกิจด้านการนำรายได้เข้าประเทศจากการส่งเสริมการค้า และโดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโควิด-19นี้ ภารกิจด้านการส่งออกเป็นที่พึ่งของประเทศชาติยามนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot; ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ยังได้มีนโยบายให้ส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่และผู้ประกอบการ SMEsส่งออกเพิ่มเติมเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศได้สร้างทรัพยากรด้านผู้ประกอบการ เปิดโอกาสอย่างเป็นธรรม พัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนผู้ส่งออก ซึ่งผู้สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับข่าวสารและติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรมของสำนักฯ ได้ที่ www.ditp-overseas.com หรือสอบถามที่สายด่วนกรมการค้าระหว่างประเทศ 1169&amp;quot; ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117258</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, พาณิชย์, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_614811df45772.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
