<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2019 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2019 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากพายุปาบึก-ร้อนตับแตกทั้งวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลายเป็นหนึ่งในทอล์คออฟเดอะทาวน์ ในทุกช่องทางการสื่อสารสำหรับเรื่องราวอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน และยาวมาถึงวันนี้ ที่เป็นเดือนพฤษภาคมในปีนี้&amp;nbsp; จนติดท็อปชาร์ตแฮชแทค #แดดเมืองไทย #ขอโทษนะนี่แดดประเทศไทยหรือไออุ่นจากนรก ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพอากาศร้อนจัดที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือที่ร้อนทะลุ 44 องศาเซลเซียส&amp;nbsp; ส่วนภาคกลาง อีสาน และใต้ ก็มีอากาศร้อนไม่แพ้กัน ขณะที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องรับมือกับระดับความร้อนที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียสร้อนกว่าปกติ&amp;nbsp; อากาศที่ร้อนระอุ แถมร้อนตลอดทั้งวัน ทำให้มีผู้ป่วยเป็นโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกจนเสียชีวิต&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามมากมายว่า ทำไมประเทศไทยร้อนกว่าปกติหรือร้อนเท่าปีก่อนมั้ย นายบุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเฝ้าติดตามสภาพอากาศ ภูมิอากาศ พาไปดูลักษณะอากาศของประเทศไทยชัดๆ&amp;nbsp; โดยเปรียบเทียบกับสถิติอุณหภูมิสูงที่สุดในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ.2494 -2561 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยา นักวิชาการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญธรรม กล่าวว่า จากสถิติอุณหภูมิสุงสุดถ้าดูจากเทรนด์อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นมาตลอด โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1-2 องศาเซลเซียส&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีนี้ภาคเหนือมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ จ.ลำปาง, ตาก, อุตรดิตถ์ อากาศร้อนมากกว่า 44 องศาเซลเซียส&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับเมษายนปี 2559 อุณหภูมิสูงที่สุดที่ จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ที่ 44.6 องศาเซลเซียส รองลงมา จ.สุโขทัย อากาศร้อน 44.5 องศาเซลเซียส ฉะนั้น อุณหภูมิสูงสุดปีนี้จึงไม่ได้ทำลายสถิติในอดีต ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์เคยร้อนมาแล้ว&amp;nbsp; ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อเทียบกับสถิติ พบว่า อุณหภูมิสูงสุดสูงกว่าปีที่แล้ว จ.ปทุมธานีปีที่แล้ว&amp;nbsp; 39 องศาเซลเซียส ปีนี้ทะลุ 41 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ปัญหาสภาพอากาศที่ชัดเจนขึ้นในปีนี้ คือ อดีตกลางวันและกลางคืนอุณหภูมิแตกต่างกันมาก&amp;nbsp; ไม่ได้ร้อนทั้งวัน&amp;nbsp; ไม่เหมือนปัจจุบันที่ลักษณะอากาศมีความร้อนอบอ้าวทั้งวัน ทั้งที่กลางคืนควรจะเย็นลง แต่มันไม่เย็น&amp;nbsp; อุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดใกล้เคียงกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียส ทำให้คนรู้สึกถึงอากาศที่ร้อนจัด&amp;nbsp; จากแผนข้อมูลภูมิอากาศ แสดงค่าเฉลี่ยอุณหภูมิต่ำสุดของประเทศไทย 22 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อกาลเวลาผ่านมา กรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ อุณหภูมิต่ำสุดสูงเฉลี่ยถึง 25 - 30&amp;nbsp; องศาเซลเซียส แสดงถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถติอุณหภูมิประเทศไทยในรอบ66ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; อากาศร้อนผิดปกติเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก มีการเปลี่ยนแปลงในหลายรูปแบบ ประชากรของโลกเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การสร้างสาธารณูปโภค ถนนหนทาง สิ่งปลูกสร้าง การใช้ชีวิต การใช้พลังงานต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล้วนส่งผลทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปจากอดีต สิ่งแวดล้อมที่ดี มีปัจจัยแทรกแซงทำให้ลดลง ไม่กลับมาเหมือนเดิม การขาดต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียว ทำให้เมืองขาดประสิทธิภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนมาอยู่ในเนื้อไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้เกิดการสะสมความร้อน เพราะก๊าซเรือนกระจก นอกจากมาจากก๊าซภาคอุตสาหกรรมแล้ว&amp;nbsp; ยังมาจากไอน้ำและก๊าซคาร์บอน ทำให้ชั้นบรรยากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้น ฉะนั้น&amp;nbsp; โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอากาศร้อนจัดกำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ&amp;nbsp; เช่นเดียวกับพฤติกรรมฝนที่เปลี่ยนแปลงไป ปกติฝนตก 1,500 -2,000 มิลลิเมตรต่อปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตกเป็นระยะๆ ปัจจุบันตกหนัก ปริมาณฝนมากต่อครั้ง ทำให้การจัดการน้ำทำได้ยากขึ้น ปัจจุบันนี้เรารับผลจากการกระทำในอดีต&amp;nbsp; ถึงลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในปัจจุบัน ก็ไม่ได้หมายความว่า สภาพอากาศที่ดีจะกลับคืนมาใน 5 ปี&amp;nbsp; 10 ปี แต่สิ่งแวดล้อมจะค่อยๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิขึ้นแล้ว ขึ้นเลย ไปไม่กลับ ไม่เหมือนวัฏจักรน้ำ ฝน มีขึ้น มีลง&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความเสียหายจากพายุปาบึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายบุญธรรม กล่าวว่า สภาพอากาศร้อนจัดในประเทศไทย ถ้าร่างกายรับมือกับความอ่อนเพลียจากความร้อนไม่ได้ จะมีอาการโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขาดน้ำ ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยด่วน&amp;nbsp; อาจถึงขั้นเสียชีวิต&amp;nbsp; จะต่างกับการเกิดคลื่นความร้อนในยุโรป หรือเขตอบอุ่น ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดอยู่ระหว่าง 30-35 องศาเซลเซียส เมื่อคนยุโรปเผชิญปรากฎการณ์คลื่นความร้อน 40 องศาเซลเซียส ระบบร่างกายเปลี่ยนไป รับไม่ไหว เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ซึ่งประเทศไทยไม่มีผลกระทบเรื่องคลื่นความร้อน&amp;nbsp; เพราะอยู่ในเขตร้อนอยู่แล้ว อุณหภูมิฤดูร้อนอยู่ระหว่าง 35-40 องศาเซลเซลเซียส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพอากาศที่ร้อนจัดไม่ใช่สัญญาณเตือนครั้งแรกจากภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก&amp;nbsp; นายบุญธรรม กล่าวว่า&amp;nbsp; ปรากฏการณ์พายุโซนร้อนปาบึกที่เกิดขึ้น ในเมื่อเดือนมกราคม 2562&amp;nbsp; ที่ผ่านมา จากปกติที่ฤดูกาลของพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดขึ้นช่วงปลายปีประมาณเดือนตุลาคม -ธันวาคม&amp;nbsp; ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 60 ปี&amp;nbsp; แสดงถึงฤดูกาลของพายุจะเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; ถ้ายังจำกันได้ ปี 2505 พายุโซนร้อนแฮเรียตเข้าถล่มภาคใต้สร้างความเสียหาย&amp;nbsp; 27 ปี ต่อมา หรือพ.ศ.2532 พายุไต้ฝุ่นเกย์เข้าชายฝั่งอ่าวไทย จากนั้นอีก 15 ปี พายุไต้ฝุ่นลินดาเข้าไทยเดือนพฤศจิกายน 2547&amp;nbsp; แสดงให้เห็นว่า การสะสมพลังงานที่ทำให้เกิดพายุในทะเลจีนใต้ หรืออ่าวไทยลดลง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;มาถึงพายุโซนร้อนปาบึก เกิดต้นปี 2562 หรือผ่านมา 15 ปีเหมือนกัน แต่หากมองสถิติย้อนกลับไป 70 ปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือน มค. ,ก.พ., มี.ค. ไทยไม่เคยเจอพายุเลย หมายความว่า ภูมิอากาศโลกและจำนวนพายุได้เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าติดตามพายุหมุนเขตร้อน หากใน 5-10 ปีนี้มีพายุเข้าไทยช่วงมกราคมอีก จะถือได้ว่า ฤดูกาลเปลี่ยนอย่างถาวรแล้ว ไม่ใช่ชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ในแง่การพยากรณ์อากาศ บุญธรรมบอกว่า ขณะนี้ เหตุการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว การพยากรณ์ยากขึ้น เนื่องจากลักษณะของตัวแปร การใช้พลังงาน การใช้ประโยชน์ในพื้นดิน ปัจจุบันการพยากรณ์ใช้ข้อมูลเบื้องต้นเข้าไปในแบบจำลอง เป็นข้อมูล 5-10 ปีที่แล้ว แต่โลกปัจจุบันมีคนกว่า 60 ล้านคน และจะเพิ่ม 120 ล้านคน ใน 20 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องพัฒนาแบบจำลองให้ทันสมัยตลอดเวลา&amp;nbsp; รวมถึงการประเมินผล ต้องอาศัยข้อมูลนำเข้าที่ดีและทันสมัยมากขึ้น ในแผนงานหรือนโยบายพัฒนาประเทศต้องบูรณาการ&amp;nbsp; และคำนึงถึงประเด็นภูมิอากาศมากขึ้น เพราะสภาวะอากาศทั้งพายุหรือสภาพแล้ง มีผลกระทบต่อพืชพรรณที่ปลูก อย่างพายุเข้าใต้ทุก 15 ปี ชาวสวน ชาวประมง ภาครัฐได้มีการเตรียมพร้อมรับมือในอนาคตหรือไม่ จากการพยากรณ์ฤดูฝนปีนี้&amp;nbsp; ฝนจะมาเร็ว และเกรงว่าฝนจะทิ้งช่วง นับเป็นเรื่องน่ากลัว เกษตรกรต้องเตรียมพร้อม ใช้น้ำท่ากับน้ำเขื่อนให้สมดุลกัน อดีตฝนตกต้องตามฤดูกาล จัดการง่าย เพราะมีความต่อเนื่อง&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันฝนสาดเข้ามาทีเดียว แล้วหยุด บริหารน้ำยาก นอกเขตชลประทานควรปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดความเสียหาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถิติการเกิดพายุในรอบ70ปีของไทย และเป็นครั้งแรกที่เกิดพายุ อันหมายถึง&amp;quot;พายุปาบึก&amp;quot;ในช่วงต้นปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กลุ่มผู้ใช้น้ำจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะโลกร้อน การวางแผนรับมือน้ำมาก 5 ปี น้ำน้อย 5 ปี&amp;nbsp; สำคัญ หลายกลุ่มปรับตัวอย่างเกษตรกรอินทรีย์ที่จันทบุรีและตราดมีความรู้เรื่องการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า น่าห่วงภาคประชาชนปลูกพืชตามกระแส เช่นเดียวกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่้ภาคเหนือ ห้ามเผาแต่ก็ยังเผาเตรียมที่ทางทำไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้กรมอุตุฯ จะประกาศเตือน รณรงค์ พร้อมให้คำแนะนำ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม&amp;nbsp; ก็ยังต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งอยากให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่ได้รับมอบหมายหลัก &amp;quot;นักอุตุนิยมวิทยากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกบทบาทนอกจากนักอุตุนิยมวิทยาแล้ว บุญธรรม ยังสวมหมวกนักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ขณะนี้เตรียมจะเสนอโครงการการใช้ข้อมูลเส้นทางพายุในการบริหารจัดการพื้นที่ เสนอขอรับทุนต่อ สกว.&amp;nbsp; แก่นสำคัญ คือ หากมีพายุเข้าภาคใต้&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ใดต้องเฝ้าระวังคลื่นพายุซัดฝั่ง หรือ Storm surge&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยแบ่งเป็นพายุโซนร้อน พายุดีเปรสชั่น พายุไต้ฝุ่น มีทุกเคส ระดับอ่อน ปานกลาง และแรง โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)&amp;nbsp; หากโครงการได้รับทุน ใช้เวลา 2-3 ปี ก็สามารถส่งมอบรูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่ให้ได้ ในประเทศที่เจริญแล้วรัฐบาลจัดเตรียมแผนเหล่านี้ไว้หมด ลดความสูญเสีย ซึ่งข้อมูลจากโครงการวิจัยที่จะทำ สามารถปรับใช้ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานได้ด้วย แต่เริ่มนำร่องภาคใต้ก่อน เพราะเผชิญทั้งวาตภัยและสตอร์ม เซิร์จ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพแสดงอุณหภูมิประเทศไทยที่ร้อนจัดตั้งแต่วันที่ 1 -30 .เมษายน 2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35624</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ, พายะปาบึก, ภาวะโลกร้อน, อากาศร้อนจัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190512/image_big_5cd78c845ae1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot;ให้รร.พื้นที่&quot;ปาบึก&quot;ตัดสินใจ&quot;ปิดเรียน&quot; ได้และเปิดให้รร.ที่มั่นคงเป็นศูนย์อพยพประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ม.ค.62-ศธ. ตั้งศูนย์ป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; รับมือ ภัยพิบัติทางใต้ วางมาตรการป้องกันบรรเทา และช่วยเหลือเยียวยา ระหว่างเกิด-หลัง ภัยพิบัติ ด้าน &amp;ldquo;เลขาฯ กพฐ.&amp;rdquo; เผย หากสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่เสี่ยง สามารถประเมินสถานการณ์ ประกาศหยุดเรียนได้ &amp;nbsp; สั่งถ้าโรงเรียนไหนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย มีอาคารมั่นคง ขอให้เปิดสถานศึกษาเป็นพื้นที่บริการประชาชนในการอพยพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้หลายหน่วยงานได้ประชุมเตรียมรับมือพายุโซนร้อน &amp;quot;ปาบึก&amp;quot; ที่คาดการณ์ว่าจะเข้ามาปกคลุมในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีการจัดตั้งศูนย์ป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; พร้อมทั้งได้สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำชับไปยังสถานศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด เพื่อเตรียมรับมือกับพายุโซนร้อนปาบึก โดยขอให้ติดตามข่าวสาร สถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;เพราะเรื่องนี้ต้องไว เหมือนตอนที่นายกรัฐมนตรีเคยปรารภไว้ ตอนที่มีเรื่องพายุน้ำท่วมเข้าว่าให้รู้ให้ไว และถ้ารู้ต้องมีการเตือนกัน &amp;nbsp;ซึ่งการเตือนไม่ใช่ตามแต่ประกาศแต่สถานศึกษาต้องเฝ้าระวัง ต้องรู้ว่าพายุเริ่มมีความรุนแรงหรือไม่อย่างไร และขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการแจ้งเขตพื้นที่ไหนสีแดง ต้องเตรียมการอย่างไร สำหรับศูนย์ดังกล่าวจะมีทั้งหมด 4 แห่ง คือ ที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานศึกษาธิการภาค 6 จ.นครศรีธรรมราช รับผิดชอบพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ &amp;nbsp;ชุมพร และสุราษฎร์ธานี สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 จ.ภูเก็ต รับผิดชอบพื้นที่ จ.ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ และตรัง &amp;nbsp;และสำนักงานศึกษาธิการภาค 8 จ.ยะลา รับผิดชอบพื้นที่ จ.ยะลา พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล ซึ่งศูนย์ดังกล่าวเหล่านี้ จะเฝ้าระวัง ป้องกัน และบรรเทา ตามมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยการป้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนมาตรการป้องกันนั้น จะเป็นการเตรียมรับมือเพื่อลดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของครู นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองและสถานศึกษา ดังนี้ 1. หน่วยงานทางการศึกษาเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของพายุโซนร้อนปลาบึกจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยและศูนย์ป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติส่วนพายุโซนร้อนปาบึก กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมแจ้งเตือนแก่ครู นักเรียน นักศึกษา &amp;nbsp;ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง 2.สถานศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยพิบัติพายุโซนร้อนปาบึก พร้อมทั้ง ให้มีการซักซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ 3.เคลื่อนย้ายทรัพย์สินของทางราชการให้อยู่ในที่ปลอดภัย 4.สถานศึกษาจัดเตรียมอุปกรณ์ยังชีพ ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน 5.สถานศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงในการเดินทางของนักเรียน นักศึกษา โดยให้เน้นความปลอดภัยในชีวิตเป็นสำคัญ หากมีความจำเป็นต้องสั่งปิดสถานศึกษาให้อยู่ในดุลยพินิจผู้บริหารสถานศึกษา 6.จัดเตรียมที่พักพิงในกรณีจำเป็น ต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยพิบัติ และ7.สำรวจและซ่อมแซมอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า-ประปา ให้มีความพร้อมต่อการรับสถานการณ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับมาตรการบรรเทา ช่วยเหลือเยียวยา ศธ.จะรับรายงานผลกระทบในระหว่างและหลังเกิดภัยพิบัติผ่านทางศูนย์ป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติพายุโซนร้อนปาบึก และจะมีการสำรวจความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของครู นักเรียน-นักศึกษา ผู้ปกครองและสถานศึกษา ประสานความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน และจัดศูนย์ซ่อม สร้าง เพื่อชุมชน (Fix it center )เคลื่อนที่ไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงจัดอาชีวะอาสา ลูกเสือจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้วย&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการเตรียมรับมือพายุปาปึกนั้น ขณะนี้สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบต่างรับทราบมีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว &amp;nbsp;ซึ่ง สพฐ.เองก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งผ่านช่องทาง &amp;nbsp;OBEC Line 2018 &amp;nbsp;แก่สถานศึกษาว่าพื้นที่ใดเกิดเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง และต้องมีการเตรียมตัวอย่างไร ส่วนการตัดสินใจจะปิดโรงเรียน หรือไม่นั้น ได้มีการแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน &amp;nbsp;หากสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่แนวพายุที่จะได้รับผลกระทบ สามารถประเมินสถานการณ์ และดำเนินการตามแนวทาง ดังต่อไปนี้ได้ทันที คือ ควรหยุดเรียนให้นักเรียนอยู่กับผู้ปกครอง &amp;nbsp;ควรเตรียมเก็บวัสดุอุปกรณ์ สิ่งของที่จะเกิดความเสียหายให้อยู่ในที่ปลอดภัย และเตรียมการให้การช่วยเหลือประชาชน โดยถ้าโรงเรียนไหนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย มีอาคารมั่นคง ขอให้เปิดสถานศึกษาเป็นพื้นที่บริการประชาชนในการอพยพ &amp;nbsp;มาอยู่อาศัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25683</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, พายะปาบึก, เปิดโรงเรียนศูนย์พักพิงอพยพประชาชน, โรงเรียนอยู่ในพื้นที่พายุปาบึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b696e4d0aef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
