<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบนสารพิษเกษตร&#039; ยังไม่จบ!!!  องค์กรรัฐ-ภาคอุตฯ รวมหัวดิ้น&#039;เลื่อน-ยกเลิก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่รัฐบาล โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดที่มีการใช้หรือตกค้างมากที่สุด คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส โดยสารสองชนิดหลังถูกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วอ.4) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นมา ซึ่งจะมีผลให้ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามที่จะให้มีการยกเลิกการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว โดยการส่งเรื่องฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการเพิกถอนประกาศดังกล่าว และความเคลื่อนไหวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่จะขอให้มีการทบทวนการแบนสารเคมีนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ทำหนังสือขอเลื่อนการแบน ยกเหตุผลสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบวงกว้างกับภาคธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงทางอาหารโลก เพราะสารดังกล่าวใช้เพาะปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปอาหารคนและอาหารสัตว์ การแบนจะทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบการผลิต เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและส่งออก จะซ้ำเติมวิกฤตินี้ ขณะที่รัฐบาลและคนจำนวนมากเห็นว่า หลังโควิดประเทศต้องทบทวนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่เกษตรผสมผสาน และเกษตรปลอดภัย ลดใช้สารเคมี สร้างความมั่นคงทางอาหารให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีทั้งผลประโยชน์และผลเสียมากมายของบริษัทเกษตรข้ามชาติ เกษตรกรไทย และผู้บริโภคเป็นเดิมพัน จะส่งผลต่อแนวทางในการแบนสารเคมีเกษตรต่อไปอย่างไร และนโยบายการเกษตรที่นำไปสู่ความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารจะสามารถทำได้อย่างไร ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสารเคมีอีกหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp; ยังเป็นคำถามที่ท้าทายต่อประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่งด้านการเกษตรและความมุ่งมั่นที่จะเป็น &amp;ldquo;ครัวของโลก&amp;rdquo; อย่างประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุนี้ สำนักข่าว Bangkok Tribune News, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และโปรเจ็กต์เสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Project SEVANA South-East Asia จัด Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? ที่ SEA-Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน เปิดเวทีสัมมนาประเด็นร้อนของสังคมเกี่ยวกับ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ฉายภาพรวมการเกษตรไทยก่อนแบนสารพิษเกษตรว่า ระบบเกษตรกรรมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อมีการปฏิวัติเขียว ปี 2503 ใกล้เคียงกับเวลาเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504&amp;nbsp; เดิมทีระดับผลผลิตข้าวของไทยยังไม่มาก เช่น ภาคกลาง 400 กิโลกรัมต่อไร่ แต่กลับได้ผัก ปลา ในระบบนิเวศเกษตร เกษตรกรเพาะปลูกครั้งเดียวฤดูกาลทำนา แต่หลังปฏิวัติเขียว มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ทำให้ปลูกข้าวได้นอกฤดูกาลมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี มีการใช้พื้นที่เข้มข้น&amp;nbsp; ผลผลิตเพิ่มเป็น 700 กก.ต่อไร่ แต่สิ่งที่เราต้องแลกคือ ต้องใช้เงินทุนมากขึ้น มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกว้างขวาง ไม่มีการพักดิน ส่งผลทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป ส่วนการทำนา เปลี่ยนจากนาดำเป็นนาหว่าน เพราะควบคุมได้โดยการใช้สารเคมี และนำมาสู่การใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นี่ยังเป็นแค่ข้าว ส่วนภาพรวมเกษตรกรรมอื่นก็เช่นกัน อ้อย ข้าวโพด ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ใช้สารเคมีมากขึ้น สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีได้หยิบยกงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเก็บข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกร ปี 2557 พบว่า พื้นที่กสิกรรมของไทยส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ปลูกพืชเชิงเดี่ยว อันดับ 1 ข้าว 53% รองลงมายางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ปลูกอ้อยแซงมันสำปะหลังและข้าวโพดไปแล้ว ซึ่งใช้สารเคมีปริมาณมากจัดการพืชและแมลง ขณะที่ตัวเลขการใช้สารเคมีในไทย ติดอันดับ 5 ของโลก ใกล้เคียงกับเวียดนาม แต่ถ้าเทียบพื้นที่ต่อประชากรเวียดนามใช้มากกว่าเรา ขณะที่เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมไทยเป็นอันดับ 9 ใช้มากกว่าสหรัฐและญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; การเสนอยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มโดยกระทรวงสาธารณสุขปี 2560 เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีจำนวนมากในไทยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ&amp;nbsp; เกษตรกรส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนสู่การใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ ทั้งนี้ สัดส่วนของสารเคมีที่ถูกเสนอแบน อย่างพาราควอตและไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดศัตรูพืช มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของปริมาณการนำเข้าสารเคมีทั้งหมด ส่วนคลอร์ไพริฟอสเป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่นำเข้ามากที่สุด จึงเกิดการและเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทสารเคมี วันที่ 22 ต.ค.2562 เสนอแบน 3 สารพิษ สหรัฐไม่เห็นด้วย เรียกร้องให้ยกเลิกแบนไกลโฟเซต เพราะสหรัฐและแคนาดาถือหุ้นบริษัทผู้ผลิต 30% นี่คือแหล่งผลประโยชน์ ทั้งยังสัมพันธ์กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ พืชดัดแปลงพันธุกรรม 80% มียีนต้านทานไกลโฟเซต ถ้าแบน พืชจีเอ็มโอไม่มีแต้มต่อ&amp;quot; วิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะมีความพยายามคัดค้านการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว ผอ.มูลนิธิชีววิถีบอกว่า ในที่สุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ตามมาด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ และรัฐบาลต่างชาติ จากนั้นมีการลงมติใหม่แบน 2 สาร ยับยั้งการใช้ 1 สาร ล่าสุดยืนยันมติดังกล่าวอีกครั้ง นี่คือการต่อสู้และประเด็นท้าทายแบนสารเคมีเพื่อเป็นครัวปลอดภัยของโลก ต้องแบนสารเคมีทั้งหมดหรือควบคุมการใช้สารเคมี ต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) ซึ่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นการแบนสารพิษมาต่อเนื่อง ร่วมแลกเปลี่ยนในการสัมมนาว่า หลายภาคีเครือข่ายดำเนินการผลักดันแบนสารพิษ โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ตระหนักปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนมลพิษ เพราะการฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตรจะกระจายสู่สิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ไทยนำเข้าสารเคมีกว่าสามหมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยพูดถึงผลกระทบภายนอก มีการประเมินมูลค่าผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศกว่า 27,440 ล้านบาท ทุกๆ หนึ่งบาทที่นำเข้าสารเคมีจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ 76 สตางค์ ต้องจ่าย นี่เป็นต้นทุนชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; Thai-Pan สุ่มตรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ในตลาด ห้างสรรพสินค้า โดยส่งแล็ปที่สหราชอาณาจักร พบว่า ปี 59 ตกค้าง 51% ปี 60 ตกค้าง 48% ปี 62 ตกค้าง 41% ขณะที่สารพิษตกค้างในสหภาพยุโรป ปี 2561 อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น ยังเป็นคำถามเมื่อไหร่สารพิษตกค้างในไทยจะลดลงได้ตามค่ามาตรฐานของกฎหมาย ตัวเลขปี 61 ผักผลไม้ไทยที่ส่งสหภาพยุโรปตกค้างระดับสูง 17.5% สูงกว่าจีน ผักผลไม้ไทยยังเป็นกลุ่มเสี่ยงสารเคมีตกค้าง อาหารที่ไม่ปลอดภัยกระทบเศรษฐกิจประเทศและการส่งออก&amp;quot; ปรกชลย้ำปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชลระบุอีกว่า การยกเลิกใช้สารเคมีเป็นไปตามหลักวิชาการ บางประเทศประเมินความเสี่ยง บางประเทศพูดถึงอันตราย ปี 2535-2552 ยุโรปยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวมกันกว่า 74% จาก 1,000 ชนิด จำแนกเป็น 67% ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน 7% แบน และ 26% อนุญาตให้ใช้ได้ ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎหมายและระบบขึ้นทะเบียนใหม่ ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานให้เห็นว่า สารเคมีที่ใช้ปลอดภัยเพียงพอ จะไม่ได้รับอนุญาต ทำอย่างไรไทยจะเดินไปสู่จุดนั้น มีการตั้งกฎเกณฑ์ดูแลสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมประชาชน สำหรับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายสูง เกณฑ์กำหนดโดย WHO และ FAO พิจารณาจากมีพิษเฉียบพลันสูง ก่อโรคระยะยาว ก่อมะเร็ง หรือตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ไทยยังมีการใช้สารเคมีอันตรายสูงถึง 150 ชนิด เราไม่ต้องการแบนสารพิษทั้งหมด แต่พูดถึงการจัดการสารเคมีอันตรายสูง หากมองยุทธศาสตร์จัดการสารเคมีในไทย เริ่มจากจัดการที่ต้นทาง ไม่มีสารเคมีอันตรายร้ายแรงใช้ในประเทศ สารออกฤทธิ์เหล่านี้เราต้องนำเข้า ต้องแบน และจำกัดการใช้ ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้ ถัดมาผู้บริโภคมีส่วนร่วม ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบ สร้างระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย นอกจากนี้ ต้องพัฒนาทางเลือกในการควบคุมศัตรพืช ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการปลูกผักกินเอง นี่คือเทคโนโลยีทางเลือก ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องยกระดับในประเทศไทย&amp;quot; ปรกชลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร&amp;nbsp; กลับมองต่างมุม โดยระบุว่า การเป็นครัวปลอดภัยของไทยและของโลก จะพูดถึงความปลอดภัยอย่างเดียวไม่ได้ ยังมีด้านสินค้าคุณภาพดี ราคาสามารถแข่งขันตลาดโลกได้ ตลอดสิบปีมานี้ถกเถียงกันมานาน เกษตรต้องไร้สารเคมีโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ทั้งประเภทยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช อีกประเภท ปุ๋ยเคมี ยังมีคำถามต้องเป็นเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ใช่หรือไม่ ปัจจุบันมียุทธศาสตร์ชาติส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในทุกพืชและพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ตนแสดงความเห็นมาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้นต่างจากเขตหนาว มีศัตรูพืชตลอดปี หากไม่ใช้จะใช้สารใดไปกำจัดแมลง ปีนี้เพลี้ยระบาดไร่มันสำปะหลัง 4-5 แสนไร่ ปีก่อนเพลี้ยกระโดดทำลายนาข้าว โอกาสทั่วประเทศทำเกษตรปลอดสารเคมีไม่มีทางสำเร็จ แต่ถ้าทำ 100 ไร่ หรือ 1,000 ไร่ เป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรอินทรีย์เป็นของดี แต่เกษตรใช้สารเคมีไม่ใช่ของไม่ดี แต่ต้องใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 5 แสนไร่ทั่วประเทศ หากตัดข้าวออกไป เหลือพื้นที่ไม่มาก ผมเห็นว่า ต้องผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องเร่งรัดทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น แต่เป็นกลุ่มผักและพืชไร่ กลุ่มข้าว อ้อย เป็นวัตถุดิบใช้แปรรูป ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณส่วนนี้ด้วย&amp;quot; อดิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดิศักดิ์แสดงทัศนะอีกว่า เส้นทางสู่ครัวโลกนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้เกษตรปลอดภัยต้องยึดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ จะต้องอบรมแนวทางทำเกษตร ขบวนการผลิตปลอดภัย สินค้าผักผลไม้ไทยจะปลอดภัยส่งออกสู่ครัวโลกและมีปริมาณสารตกค้างในระดับที่ยอมรับได้ อีกทั้งต้นทุนการผลิตจะต่ำลง อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแบนสารเคมีเกษตร ประเทศไทยมีระบบการจัดการวัตถุอันตรายกำกับดูแลอยู่แล้ว การอนุญาตให้นำเข้าสารเคมีและอนุญาตขึ้นทะเบียนพิจารณาด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงท้ายเวที วิฑูรย์ ผอ.มูลนิธิชีววิถี แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ประเด็นการแบนสารเคมีกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ต้องแยกกัน ซึ่งการแบนสารเคมีเป็นการจัดการเกษตรกรรมกระแสหลัก ในกระแสโลกการแบนสารเคมีที่มีพิษภัยร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงเกินกว่าจะใช้ในระบบเกษตรเคมีเป็นเรื่องปกติ มีตัวอย่างบราซิลปลูกอ้อยมากกว่าไทย 7.3 เท่า ประกาศแบนพาราควอตแล้ว มีผลวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา, มาเลเซียมีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าเรา 7.4 เท่า แบนตั้งแต่ 1 ม.ค., ไนจีเรียปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง มากกว่าไทย 4.9 เท่า ประกาศแบนและจะมีผลเร็วๆ นี้ ปัจจุบันรวม 60 ประเทศทั่วโลกและแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนสหรัฐมีความเคลื่อนไหวอีกฝั่ง ส.ส.พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายแบนพาราควอตสวนทางกับทรัมป์ ฉะนั้น การเสนอแบนในไทยไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของฝ่ายที่สนับสนุนอย่างที่โจมตีกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรเชิงเดี่ยวทุกวันนี้เกษตรกรกำไรต่อไร่น้อยมาก มีการสำรวจปลูกอ้อยและปาล์มกำไร 1,500 บาทต่อไร่ บางปีขาดทุน เป็นความไม่มั่นคง สิ่งที่ซ่อนในระบบนี้เราต้องใช้เงินช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรมหาศาล ปีนี้รัฐบาลใช้เงิน 7 หมื่นล้านแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประกันรายได้ช่วยค่าเก็บเกี่ยว ปรับปรุงคุณภาพ เราต้องเปลี่ยนการผลิตเพื่อไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น สภาผู้แทนราษฎรประกาศหมุดหมายไทยสู่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% ในปี 2573 โดยพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้ 30% ปัจจุบันตัวเลขพื้นที่เกษตรอินทรีย์มีล้านไร่ อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ มียุทธศาสตร์เพิ่มให้ได้ 1.5 ล้านไร่ สิ่งที่ต้องทำคู่กันพัฒนาระบบการตลาด&amp;quot; วิฑูรย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีย้ำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมี ชีวิตคนที่โดนทำร้ายมากที่สุดอันดับแรกไม่ใช่ผู้บริโภค แต่คือเกษตรกร ยูเอ็นวิจารณ์ประเทศอุตสาหกรรมไม่ผลิตแต่ส่งสารพิษกำจัดศัตรูพืชให้เกษตรกรรายย่อย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน วันนี้เกษตรเชิงเดี่ยวไปไม่รอด ต้องปรับสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ต้องเต็มร้อย แต่เกษตรอินทรีย์เป็นโอกาสให้เราเข้าถึงอาหารปลอดภัย นี่คือความหวังและความฝันของคนไทย การเปลี่ยนแปลงต้องสู้ด้วยข้อมูล เหตุผล และมองอนาคตข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นการแบนสารพิษอันตรายยังต้องจับตากันต่อไป อีกทั้งรัฐบาลมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ซึ่งไทยกำลังเผชิญวิกฤติเหล่านี้สาหัสไม่แพ้วิกฤติจากไวรัสโควิดระบาดกระทบต่อเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79414</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai Pan, ครัวไทย ครัวโลก, นสพ.ไทยโพสต์, พาราควอต, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, เกษตรอินทรีย์, แบนสารเคมีทางการเกษตร, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f7880ef742eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ข้องใจรัฐผ่อนปรนนำเข้าอาหารปนเปื้อน&#039;พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส&#039;ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส และมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2563 ซึ่งกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมากระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ดำเนินการทบทวนประกาศว่าด้วยเรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้างเพื่อให้สอดคล้องกับการยกเลิกการใช้สารทั้ง 2 ชนิด โดยได้มีการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเมื่อแบนสารทั้ง 2 ชนิดแล้วจะต้องไม่พบการตกค้างในอาหารของสารดังกล่าวอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563 คณะกรรมการอาหาร ได้มีข้อสรุป คือ 1) เพิ่มรายชื่อของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ในบัญชีหมายเลข 1 (รายการสารที่แบนแล้ว) ของประกาศกระทรวง เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง 2)ยกเลิกค่าการตกค้างที่อนุญาตให้พบในอาหาร(Maximum Residue Limit-MRL) โดยต้องตรวจไม่พบสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายที่ยกเลิกแล้ว (Not Detected) และ 3) มีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2564 กับอาหารที่ผลิตในประเทศและนำเข้าต้องปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีการผ่อนปรนให้ผู้นำเข้าอาหารจากต่างประเทศต้องปฏิบัติตามประกาศฉบับใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2564 โดยในช่วงนี้ให้คงค่าสารตกค้างได้ตามค่าโดเดกซ์ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ นักวิชาการพวกตระกูลหมอทั้งที่เกษียณไปแล้วและไม่เกษียณทั้งหลาย รวมทั้ง รมว. และรมช.สาธารณสุข รวมทั้งเอ็นจีโอบางพวกที่ออกมารณรงค์กันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบน 2 สารเคมีให้จงได้ โดยพูดตรงกันว่าสารเคมีเหล่านี้แม้ได้รับปริมาณน้อย แต่ถ้าได้รับเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเป็นมะเร็ง โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต แม้ว่าจะตกค้างนิดหน่อยก็อันตราย แม้แต่กระบวนการยุติธรรมไทยก็วินิจฉัยเช่นนั้น แต่ทำไมเวลานี้กลับเงียบเป็นเป่าสาก หรือแสดงว่า ข้อมูลที่โฆษณาชวนเชื่อก่อนหน้านี้ เป็นข้อมูลเท็จ เพื่อใช้หลอกคนทั้งประเทศที่รู้ไม่เท่าทันท่านทั้งหลายเท่านั้นใช่หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแบนสารพิษทั้ง 2 ชนิดข้างต้น เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าทำเพื่อใคร เพื่ออะไร ถ้าแบนแล้วยังปล่อยให้มีการนำเข้าสารวัตถุดิบอาหารที่ยังมีการเจือปนสารพิษเหล่านั้นอยู่ หรือเก่งแต่จะห้ามเกษตรกรไทยใช้ แต่กลับปล่อยให้นักธุรกิจนายทุนสามารถนำเข้าวัตถุดิบที่มีสารตกค้างมาให้คนไทยใช้ได้ ดูช่างเป็นนโยบายที่ย้อนแย้งกันสิ้นดี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรไทย ตกเป็นเบี้ยล่างและกลายเป็นหมากเบี้ยให้นักวิชาการ-นักการเมืองกำมะลอแสวงหาประโยชน์เท่านั้น เรื่องนี้ไม่จบลงง่ายๆแน่ คอยดูกันต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75563</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, คลอร์ไพริฟอส, นำเข้า, พาราควอต, ศรีสุวรรณ จรรยา, เฟซบุ๊ก, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f45b7dc9921c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 15:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.อาหารประกาศเพิ่ม&quot;พาราควอตไดคลอไรด์ เป็นสารเคมีเกษตร ที่ห้ามตกค้างในอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21ส.ค.63-คณะกรรมการอาหารเห็นชอบร่างกฎหมาย เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง หลังทบทวนและประชุมหารือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน เอกชน และเครือข่ายห้องปฏิบัติการ เห็นชอบร่วมกันใช้ค่าต่ำสุดที่ห้องปฏิบัติการสามารถตรวจสอบได้ หรือ LOD (Limit of &amp;nbsp;Detection)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 กำหนดให้คลอร์ไพริฟอส, คลอร์ไพริฟอสเมทิล, พาราควอต, พาราควอตไดคลอไรด์ และพาราควอตเมโทซัลเฟต เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามใช้สารดังกล่าวในทางการเกษตร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอาหารจึงดำเนินการทบทวนประกาศกระทรพวงสาธารณสุข เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งในและต่างประเทศ ประชุมหารือผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และเอกชน รวมทั้งเครือข่ายห้องปฏิบัติการ โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563 คณะกรรมการอาหารได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง (ฉบับที่ 3) &amp;nbsp;โดยปรับเพิ่มรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 รวม 5 รายการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2563 อย. ได้เฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดที่มีวัตถุดิบที่มีโอกาสพบการตกค้างของคลอร์ไพริฟอสและพาราควอต เช่น ถั่วเหลือง น้ำนมถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้งสาลี ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์หาปริมาณสารพิษตกค้างของพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 48 ตัวอย่าง ซึ่งผลตรวจไม่พบการตกค้างของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสทั้ง 48 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 100&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อกังวลของอุตสาหกรรมอาหารเกี่ยวกับผลกระทบการขาดแคลนสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะถั่วเหลืองและข้าวสาลี คณะกรรมการอาหารได้พิจารณาข้อมูลผลการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย ข้อมูลการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว และข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ที่ประกาศห้ามใช้พาราควอตและ
คลอร์ไพริฟอสเช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งข้อกำหนดตาม(ร่าง)ประกาศฯ ฉบับนี้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป เลขาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ผู้บริโภคได้มั่นใจกับความปลอดภัยของอาหารที่ อย.ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองผู้บริโภคมาเป็นอันดับแรก และในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75133</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., คกก.อาหาร, คลอร์ไพริฟอส, คลอร์ไพริฟอสเมทิล, พาราควอต, พาราควอตเมโทซัลเฟต, พาราควอตไดคลอไรด์, สารพิษตกค้างในอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3f80af52db5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อันตรายกว่า &#039;สารอันตราย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ คุยเรื่องหนักหัว ก็รู้...ท่านไม่อยากอ่านเรื่องทำนองนี้ซักเท่าไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อยากให้ฝืนซักนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมันไม่เพียงเป็น &amp;quot;ห่วงโซ่ชีวิต&amp;quot; ที่ทุกคน ทั้งรู้ตัว-ไม่รู้ตัว ล้วนอยู่ในนั้นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันยังเป็นห่วงโซ่ธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมประเทศ ทั้งผลิต-บริโภค-ส่งออก-นำเข้า สัมพันธ์ถึงแรงงาน บนฐานตัวเลขประเทศ ปีละร่วม ๒ ล้านล้านบาท!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็เรื่องวัตถุอันตราย........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส&amp;quot; ที่เข้าใจ-เข้าถึงกันครึ่งๆ-กลางๆ สุดแต่ว่า ฝ่ายไหนจะมีแรงฉุดกระชาก ก็ลากกันไปนั่นแหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ ราชกิจจานุเบกษา ลงประกาศไปแล้ว เมื่อ ๑๕ พ.ค.๖๓ ว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๓ เป็นต้นไป ไม่ว่าใครก็ตาม &amp;quot;ห้ามมี-ห้ามใช้&amp;quot; วัตถุอันตรายทั้ง ๒ ตัวนั้นเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขีดเส้นใต้ด้วยหมึกแดง ๒ เส้น.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองวัตถุอันตราย ชนิดที่ ๔ (พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส) ที่ได้ดำเนินการอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ มีผลใช้บังคับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แปลภาษาราชการ เป็นภาษาชาวบ้านเพื่อความเข้าใจก็คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ ๑ มิ.ย.คือ ตั้งแต่สัปดาห์หน้านี้เป็นต้นไป ใครผลิต ใครนำเข้า ใครส่งออก และใครมีไว้ในครอบครอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผิดกฎหมาย.........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ใดนำผ่านวัตถุอันตรายชนิดที่ ๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ยกมาคุย อย่าเข้าใจผิด ว่าผมจะมาต้าน-มาค้านการห้ามมี-ห้ามใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลิก-ก็เลิก เมื่อเกษตรฯ, อุตสาหกรรม, สาธารณสุข ลงมติ &amp;quot;ห้ามใช้-ห้ามมี&amp;quot; พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ประกาศเป็นกฎหมายแล้ว ก็ต้องเป็นตามนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และผมก็หรี่หูฟังมาตลอดว่า......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อ &amp;quot;ห้ามมี-ห้ามใช้&amp;quot; แล้ว มีวัตถุอันตรายตัวไหนล่ะ ที่รัฐบาลสรรหามาให้ชาวไร่/ชาวนา/ชาวสวน ใช้แทน ๒ ตัวที่ยกเลิกไป &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวัตถุอันตรายที่นำมาทดแทนนั้น เมื่อตรวจหาสารพิษตามพืช, ผัก, ผลไม้ ต่างๆ นานาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สารตกค้าง&amp;quot; ต้องเป็น &amp;quot;0&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องเป็น 0&amp;quot; ตามความหมายของ &amp;quot;วัตถุอันตรายทางการเกษตร ชนิดที่ ๔&amp;quot; ของไทย ก็คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องไม่มีสารตกค้างปนเปื้อนอยู่เลย&amp;quot;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหนือกว่ามาตรฐาน Codex ที่องค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การอาหารและการเกษตรฯ (FAO) กำหนดซะอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรฐาน Codex ก็คือ.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ยอมรับได้ในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหน่วยเป็น &amp;quot;มิลลิกรัมสารพิษตกค้าง/กิโลกรัมสินค้าเกษตร&amp;quot; โดย &amp;quot;คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร&amp;quot; เป็นผู้กำหนด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กฎหมายไทยขณะนี้ กำหนดไว้เหนือมาตรฐานโลก........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สินค้าเกษตร จะส่งออก-นำเข้า ต้องปลอดสารตกค้าง ๑๐๐%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟังดูเท่ &amp;quot;ทางคำสั่ง&amp;quot; มาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อดู &amp;quot;ทางปฏิบัติ&amp;quot; ที่เป็นจริง จากเท่ กลายเป็นทุเรศ มันเป็นคำสั่ง สักแต่ว่าสั่ง ไม่คำนึงถึงความเป็นจริงทั้งทางปฏิบัติ ทั้งทางกลไกธุรกิจการค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าในช่วง ๕-๖ วัน ก่อนถึงมิถุนาไม่แก้ไขปัญหาดังที่ผมมองเห็นดังจะกล่าวต่อไป รับรอง เมื่อมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่อยากใช้คำว่าวินาศสันตะโร.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จะเดือดร้อน วุ่นวาย ไล่ตามแก้แต่ละเรื่อง แต่ละจุด เสียเวลา เสียความรู้สึก เสียโอกาสทั้งทางทำมาหากินชาวบ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญ ธุรกิจอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสินค้าเกษตร มันจะเป็นปัญหาย้อนศร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงตอนจะรวย แทนที่จะรวยจากเกษตร กลับต้องซวย เพราะบริหารกันสักแต่มีอำนาจสั่ง และที่สั่ง แทนจะเป็นคุณ กลับเป็นโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่รู้จะบอกใคร ก็ต้องลงที่ท่าน &amp;quot;นายกฯ ประยุทธ์&amp;quot; นั่นแหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นแรก เกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา-ชาวสวน ใครยังมีพาราควอต, คลอร์ไพริฟอสเหลือติดบ้าน ไม่ต่างซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงคุก!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ่อค้า, บริษัท, ห้างร้าน ใครยังมีสาร ๒ ตัวนั้นเหลือในสต๊อก หรือสินค้าอยู่ระหว่างเดินทางเข้ามาจากสั่งซื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเจ๊งแล้ว ยังจะติดคุก ฐานมีหรือนำเข้าสารพิษ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ยังไม่เท่าไหร่.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกฎหมาย ว่าด้วยวัตถุอันตรายทางการเกษตร ชนิดที่ ๔ ยังหมายไปถึงว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ ๑ มิ.ย.เป็นต้นไป เอาเฉพาะพืชที่ไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะผลิตเองไม่ได้/ไม่พอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ ถั่วเหลืองและข้าวสาลี!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันเป็นวัตถุดิบหลักและจำเป็นในอุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ &amp;nbsp;ตลอดถึงอาหาร, ขนม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกว่าสารพัด ที่มี ที่ใช้ ที่กิน ที่ขาย ที่ส่งออก ต้องใช้ถั่วเหลืองและข้าวสาลีเป็นวัตถุดิบตั้งต้นแทบทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นก็คือ ในต่างประเทศ.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาใช้พาราควอต กำจัดวัชพืช และใช้คลอร์ไพริฟอส กำจัดศัตรูพืช ทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ ทั้งข้าวสาลี ถั่วเหลืองนำเข้า ล้วนมีสารพิษปนเปื้อนตามมาตรฐาน Codex ทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเมื่อสารทั้ง ๒ ตัวนั้น เป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตร ชนิดที่ ๔ ตามกฎหมาย ที่บังคับใช้ ๑ มิ.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ยุ่งซี เมื่อนำเข้าถั่วเหลือง-ข้าวสาลีไม่ได้....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วบะหมี่สำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เช่นปลาทูน่า เนื้อสัตว์ทั้งสด/แช่แข็ง ซอสปรุงรส ขนมปัง น้ำมันถั่วเหลือง ขนม อาหารชุบแป้ง อาหารสัตว์ อาหารแปรรูปต่างๆ กระทั่งซาลาเปา และ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ๊งหมด!&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อกิจการเหล่านี้ขาดวัตถุดิบ ธุรกิจเดินไม่ได้ แรงงานในวงจรนี้กว่า ๑๐ ล้านคนแน่ๆ &amp;quot;ว่างงาน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเสียหายด้านอาหารคน, อาหารสัตว์, อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ประเมินกันแล้ว เฉียด ๒ ล้านล้านบาทต่อปี!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่เพราะ สักแต่ &amp;quot;ออกประกาศ-ออกคำสั่ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สารพิษนั้น เลิกได้ จะออกมาตรการอะไรก็ออกได้ แต่ก่อนเลิก-ก่อนออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้อง &amp;quot;อุดรูรั่ว&amp;quot; ให้เรียบร้อยก่อน เช่น หาสารเคมีมาให้ชาวไร่/ชาวสวนซื้อหาแทนสารที่ห้ามใช้ก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ยังเหลือ อนุโลมให้ใช้จนหมดภายใน ๑ ปี หรือไม่ก็รับซื้อคืน ไม่ใช่ด้วยโมหะแห่งอำนาจ ประกาศปุ๊บ ของถูกกลายเป็นของผิด กูจับอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การค้าก็เหมือนกัน ธุรกิจซื้อ-ขายระหว่างประเทศ เทอมเวลาการค้าเขาว่ากันเป็นปีๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แทนที่ภาครัฐจะคิดคำนึง......&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลับเป็นว่า...ไม่รู้ กูมีหน้าที่สั่ง สั่งปุ๊บ ของถูกกลายเป็นของเถื่อนตั้งแต่อยู่ในท้องเรือขนส่งสินค้า &amp;nbsp;นั่นเรื่องของมึง กูไม่รับรู้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างนี้เสียครับ เสียมากด้วย!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่รีบแก้ไข ไม่ได้หมายถึงให้กลับไปใช้สารอันตราย แต่หมายถึง ความเป็นจริงทางบริหารและปกครอง กับของจำเป็นต้องใช้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อให้เขาเลิกใช้อย่างหนึ่ง ก็ต้องหาอีกอย่างมาทดแทนให้เขาใช้ แต่ก็ไม่หา-ไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากของที่รัฐบาลบอกให้ใช้ มาอีกวันบอกไม่ให้ใช้ แล้วประกาศหน้าตาเฉย ที่เอ็งมีอยู่ ถือเป็นของผิดกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบบนี้อันธพาลทำ ไม่ใช่รัฐบาลบริหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสักแต่ว่า กูจะเอา-กูจะประกาศ โดยไม่ดูกฎหมายที่เชื่อมโยงถึงกันว่า มันขัดแย้งเป็นโทษ หรือสอดคล้องเป็นคุณ ผลเสียตกกับส่วนรวมมหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลกเป็นจริงทางเกษตรปัจจุบัน มีมั้ย ที่สารตกค้างเป็นศูนย์?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขนาดมาตรฐานโลก ด้วย WTO และ FAO ยังกำหนดให้มีสารตกค้างได้ ระดับมิลลิกรัมสารพิษตกค้าง/กิโลกรัมสินค้าเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วนี่ เกษตรฯ-อุตสาหกรรม-สาธารณสุข มีมติ เป็นประกาศเปรี้ยงปร้าง โดยไม่คิดให้รอบคอบว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยมาตรฐานเทวดาไทย เราจะไปซื้อ-ไปขายกับเขาได้อย่างไร เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเมื่อต่างประเทศใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร ชนิดที่ ๔ เพาะปลูก มีสารตกค้างตามมาตรฐาน &amp;nbsp;Codex ทั้งนั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายไทยบอก ไม่ได้...ต้องเป็นศูนย์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็หมายความว่า.........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จาก ๑ มิ.ย.ไป นำเข้าถั่วเหลือง/ข้าวสาลีไม่ได้ ใครสั่ง ผิดกฎหมาย คุกไม่เกิน ๑๐ ปี!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่พูดถึง ชาวไร่/ชาวนา/ชาวสวน ทั่วไป คำนึงถึงเขามั้ย ว่าเขาจะใช้อะไรในการเพาะปลูก หรือมีใครแอบตั้งโรงงานทำสารเคมีทดแทนไว้แล้ว?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าดีจริง ปราบวัชพืชได้ ปราบศัตรูพืชได้จริง โดยสารตกค้างเป็น 0 ก็ไม่ต้องกระมิด-กระเมี้ยน โผล่หน้ามาเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก แต่เป็นปัญหาซ่อนเงื่อนหาแหลกของใครหรือเปล่าก็ไม่รู้?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เห็นมันจะเป็น &amp;quot;ปัญหาประเทศ&amp;quot; ก็เลยกราบเรียนให้ท่านนายกฯ ได้เดือดร้อนอีกซักครั้ง!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66929</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลอร์ไพริฟอส, พาราควอต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4fe504cfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธีระวัฒน์ &quot;เตือนรัฐต้องดูแลภาคเกษตรให้ปรับตัวได้ หลังเลิกใช้ &quot;พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส&quot;และรับมือคนนับล้านแห่กลับชนบท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21พ.ค.63-ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา&amp;nbsp; ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว&amp;nbsp; ว่า หลังจากรัฐบาลประกาศแบนสารเคมีเกษตรอันตราย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐจะต้องหาทางรับมือการปรับตัวของเกษตรกรที่ไม่ใช้สารเคมี และคนพากันกลับชนบทไปทำเกษตรเพราะพิษเศรษฐกิจจากโควิด-19 ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากการต่อสู้ทางนโยบายเอายาวนานกว่า 3 ปี ในที่สุดพาราควอต สารพิษร้ายแรงที่ 58 ประเทศยกเลิกการใช้แล้ว ถูกประกาศแบนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้ จีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว และมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ก็ประกาศแบนสารพิษดังกล่าวแล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลอร์ไพริฟอส สารพิษกำจัดแมลงที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กและทารก ก็ถูกแบนแล้วเช่นกัน&amp;nbsp; โดยจะมีผลพร้อมกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 นี้ หลังจากสารพิษนี้ถูกยกเลิกการใช้โดยสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังการประกาศแบนมีผล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องมีบทบาทหลักในการสนับสนุนเกษตรกรทั้งในรูปการฝึกอบรม การให้ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ หรือการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้วิธีการทางเลือกอื่น เช่น การใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องจักรกลการเกษตร การปลูกพืชคลุมดิน และการจัดระบบการปลูกพืช เป็นต้น ในการกำจัดวัชพืช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยควรใช้โอกาสที่ประชาชนจำนวนมากนับล้านคนที่หลั่งไหลกลับภาคเกษตรกรรมอันเกิดจากวิกฤต COVID-19 สร้างอาชีพ เช่น หน่วยบริการกำจัดวัชพืช โดยอาจสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากรเพื่อการนี้แก่กลุ่มต่างๆที่สนใจ รวมไปถึงการปฏิรูประบบเกษตรกรรม ที่ส่วนใหญ่เน้นการผลิตเชิงเดี่ยวผลิตวัตถุดิบราคาถูก ไปสู่ระบบเกษตรผสมผสานที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร มากขึ้น เพื่อลดปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในระยะยาว และรองรับการเปลี่ยนแปลงรับมือยุคหลังไวรัสระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลอาจใช้แบ่งงบประมาณ 400,000 ล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เพื่อรองรับเกษตรกรรายย่อยที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมไปสู่วิถีเกษตรใหม่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยแพนวางแผนเผยแพร่คลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญเกี่ยวกับเกษตรกรรมและอาหารของไทยหลังการแบนสารพิษร้ายแรง และเผยแพร่ประสบการณ์การจัดการวัชพืชของเกษตรกรต่างๆจำนวนมากที่ไม่พึ่งพาพาราควอต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๓&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูรายละเอียด http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/117/T_0056.PDF&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66500</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลอร์ไพริฟอส, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, พาราควอต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86bac48009d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> มติเดิมไม่เลื่อนแบนสารพิษ เดินหน้าร่างระเบียบ4ฉบับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บอร์ดวัตถุอันตรายไม่เลื่อนแบนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส ยึดมติเดิมบังคับใช้ 1 มิ.ย.63 เดินหน้าร่างกฎหมาย-ระเบียบ ก่อนชง ครม.เห็นชอบ สั่งกรมวิชาการเกษตรหาสารทดแทนโดยศึกษาจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ได้แก่ ร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการออกประกาศเพื่อกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.63 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายให้ความเห็นในประเด็นต่างๆ ทั้งในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งสภาวการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุขยืนยันให้มีการออกประกาศฉบับนี้ สำหรับผลกระทบในส่วนของการกำหนดปริมาณสารตกค้างในผลิตภัณฑ์อาหารนั้น กระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีคณะกรรมการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว จะพิจารณาและกำหนดให้เหมาะสมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คณะกรรมการได้มีการลงมติ โดยมีกรรมการอยู่ในห้องประชุมจำนวน 24 ท่าน และมีผู้เห็นด้วยจำนวน 17 ท่าน ไม่เห็นด้วยจำนวน 6 ท่าน งดออกเสียงจำนวน 1 ท่าน สรุปได้ว่าเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบในร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่..) พ.ศ. .... โดยมีการให้ข้อสังเกตรวมทั้งข้อเสนอแนะในการดำเนินการต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กำหนดมาตรการที่ชัดเจน เพื่อให้มีผลกระทบต่อฝ่ายต่างๆ น้อยที่สุด&amp;quot; นายสุริยะระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จึงไม่มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปถึงสิ้นปี 2563 ตามข้อเสนอของนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส่วนวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พ.ค.61 ทั้งนี้ ขอให้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปหาข้อมูลว่าประเทศอื่นที่แบนสารอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส มีการใช้สารทดแทนอะไรบ้าง &amp;nbsp;และให้กลับมานำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ในการประชุมครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในช่วง 1-2 เดือนนับจากนี้ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการรับรองรายงานการประชุมและการรับรองมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย.62 เกี่ยวกับการพิจารณายกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรนั้น ที่ประชุมยืนยันว่ามติดังกล่าวเป็นมติที่มีการรับรองโดยที่ประชุมถูกต้องแล้ว แต่สำหรับการรับรองรายงานการประชุมนั้น ในวันนี้ที่ประชุมได้พิจารณารับรองรายงานอีกครั้งหนึ่ง และมีมติโดยเสียงส่วนใหญ่รับรองรายงานการประชุมดังกล่าว โดยมีกรรมการบางคนแจ้งขอสงวนสิทธิ์ไม่รับรองรายงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นอกจากการพิจารณาเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร ยังได้มีการพิจารณาในเรื่องอื่นๆ เช่น มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบในร่างระเบียบ/ประกาศ จำนวน 4 ฉบับ ที่เสนอโดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ซึ่งเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย &amp;nbsp;(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ได้แก่ การกำหนดด่านศุลกากรที่นำเข้า-ส่งออก-นำผ่านวัตถุอันตราย การผ่อนผันการปฏิบัติสำหรับการนำกลับเข้ามาหรือการส่งกลับออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนี้หน่วยงานผู้รับผิดชอบจะนำไปเสนอรัฐมนตรี (ครม.) หรืออธิบดีของแต่ละหน่วยงานลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้มีการปฏิบัติงานของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและหน่วยงานผู้รับผิดชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณะกรรมการได้มีมติเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 9 คณะ เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ให้ความเห็น หรือดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่น คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร, คณะอนุกรรมการควบคุมการโฆษณา เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้าก่อนการประชุมบอร์ดวัตถุอันตราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า กระทรวงสาธารณสุขมีความชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีทั้งสามชนิด คือ พาราควอต, ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาทุกกรณี และไม่มีเหตุผลที่จะขยายเวลาอีกต่อไป ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายคำนึงถึงความปลอดภัยทางสุขภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการที่จะผลิตอาหารปลอดภัย เกษตรปลอดภัย นี่คือสิ่งที่เราดำเนินการมาตั้งแต่ต้น &amp;nbsp;เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สารเคมีทุกตัวมีความอันตรายไม่ใช่เฉพาะแค่ 3 สารนี้ สารเคมีตัวอื่นผมก็ได้เสนอและชี้แจงไปในสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่าควรจะมีมาตรการจำกัดการใช้เหมือนกันทั้งหมด เพราะสารเคมีอันตรายทุกตัวครับ ผมยืนยันแนวคิดเดิม ต้องทำให้เกษตรเราปลอดภัย ให้ผู้บริโภคปลอดภัย ผลิตอาหารที่ปลอดภัย &amp;nbsp;การแบนสารไม่ควรเลื่อนไปปลายปี เพราะฉะนั้นเห็นว่าถ้ามติออกมาเป็นอย่างไรก็ควรดำเนินการตามมตินั้น&amp;quot; รมว.เกษตรและสหกรณ์ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64753</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 สารพิษเกษตร, คลอร์ไพริฟอส, บอร์ดวัตถุอันตราย, พาราควอต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบน3สารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200430/image_big_5eaad1e88b040.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2019 11:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2019 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039; ย้ำจุดยืนแบนสารพิษ ลั่นไม่ยอมแพ้เดินหน้าเพื่อสุขภาพคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ธ.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์ ยื่นหนังสือและเอกสารปิดผนึกรายชื่อผู้สนับสนุนการแบนสารพิษ พาราตวอต ไกรโฟเซต คลอร์ไพรีฟอส ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรและพยาบาล กว่า 4,000 รายชื่อและรายชื่อประชาชนจาก chang.org อีกกว่า 53,000 รายชื่อ ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับหนังสือ นายอนุทิน กล่าวว่า เสียงของผมอาจถูกตีความว่ามีประเด็นทางการเมืองแต่เสียงของทางการแพทย์ พยาบาล เภสัชกรและประชาชนน่าจะเป็นเสียงที่ดังที่สุดและไปถึงประชาชนมากที่สุด ตนเองไม่มีอิทธิพลเหนือบุคคลเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมานโยบายของตนและกระทรวง เกิดขึ้นจากการรับฟังข้อมูลที่รอบด้านจากผู้บริหาร และบุคลากรในกระทรวง สำหรับทุกท่านที่มาแสดงพลังในวันนี้ ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้มาให้ข้อมูล และทุกท่านที่ให้ข้อมูลนั้นคงทราบถึงเจตนารมณ์ของกระทรวงสาธารณสุข เราได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยในการใช้ 3 สารพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลที่เราได้รับในวันนี้ เราจะยื่นต่อให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพิจารณา กระทรวงสาธารณสุข มองว่าสุขภาพ ต้องมาก่อนกำไรขาดทุน รายได้ จะไร้ประโยชน์หากมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บ &amp;quot;เรายอมแพ้ในเกม แต่เราไม่ยอมแพ้ในเรื่องของสุขภาพ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน เปิดเผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรได้เชิญผู้แทนของกระทรวงสาธารณสุขไปสอบถามแล้ว ว่าทำไมโหวตแบนสารพิษ ซึ่งทางกระทรวงก็พร้อมชี้แจ้งโดยจะส่งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเลขาธิการ อย. เข้าไปตอบข้อซักถาม โดย 2 ท่านหลังอยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงสาธารณสุข ต้องไปอธิบายให้ทราบถึงพิษภัยของสารพิษ ตอบคำถามว่าทำไมเราถึงเดินหน้าสุดตัว จุดยืนของเรานั้น &amp;quot;แรงไม่ยอมเปลี่ยนปั๊ก รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง&amp;quot; แต่ถ้าเสียงส่วนมากในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยืนยันให้ใช้ต่อ เราก็มีหน้าที่รักษาคนป่วยที่ได้รับผลกระทบ พร้อมไปกับการให้ความรู้กับประชาชน สุดท้ายมันขึ้นกับผู้บริโภคว่าจะทำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียนก่อนว่าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีความเห็นว่า พาราควอต กับคลอร์ไพรีฟอส ต้องถูกแบน แต่ขอเวลากำจัดไป 6 เดือน ส่วนไกรโฟเซตนั้น ที่ประชุมให้จำกัดการใช้ ที่ประชุมเองก็รู้ว่ามันมีพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องโรคภัยที่เกิดจากสารพิษ เราป้องกันได้ แต่ไม่ทำ ยังจะใช้สารพิษกันต่อ ผลกระทบทางสุขภาพตกกับประชาชน กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องใช้งบรักษาคนป่วยกันต่อไป แทนที่จะได้นำงบไปใช้กับโรคที่มันไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่กระทรวงสาธารณสุขรับปากว่าเราดูแลรักษาทุกโรค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53301</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, พาราควอต, สนับสนุนแบนสารพิษ, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e043601070bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
