<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ฉีดแอสตราฯเข็มสองฉลุย! ได้พาสปอร์ตวัคซีนแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 64 - เมื่อเวลา 08.00 น.ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ สถาบันบำราศนราดูร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางเข้ารับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา เข็มที่ 2 โดยไม่อนุญาตให้สื่อเข้าบันทึกภาพและทำข่าว เพราะสถานที่จำกัด อีกทั้งมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาปกติจำนวนมาก ซึ่งการเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่2นี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้ารับการฉีดด้วยเช่นกัน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา เข็มแรกไปเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ตึกสันติไมตรึ ทำเนียบรัฐบาล โดยการฉีดวัคซีนเข็มที่2 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ปักเข็มให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการพักรอดูอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ทุกคนจะได้ฉีดแน่นอน แต่เป็นไปตามลำดับความรุนแรง ทั้งนี้จะเร่งฉีดตามสัดส่วนของจำนวนประชากร เพิ่มลดอย่างไรค่อยว่ากัน ทั้งนี้ไม่อยากให้เสนอข่าวหลายทาง เพราะอาจจะทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้ ทั้งนี้ วัคซีนจะมีเข้ามาเพิ่มตามข้อตกลงเจรจา อย่างไรก็ตามวันนี้ทุกประเทศมีปัญหาทั้งหมด ปัญหาอยู่ที่คน ถ้าพูดความจริงก็จบ แต่ไม่ว่าวัคซีนชื่ออะไรก็สามารถป้องกันได้ โดยการรักษาควบคู่ไปกับยาที่มีอยู่ เพียงแต่อย่าปล่อยให้เป็นหลายวันแล้วจึงมาโรงพยาบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน ว่า แม้จะมีผลข้างเคียงอยู่บ้างแต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งก่อนฉีดได้มีการให้คำแนะนำและหลังฉีดก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้ตลอดเวลา เป็นแนวทางที่มอบให้กับ ศบค.ประชุมชี้แจง ทั้งเรื่องการกระจายสถานที่ฉีดวัคซีน ทั้งภาครัฐเอกชนที่ร่วมมือกัน มีบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ฉีดให้ และจะจัดหาเพิ่มเติมให้เท่าที่จะทำได้ ขอบคุณประชาชนที่เข้ามาลงทะเบียนหมอพร้อมมากพอสมควร ในการแพร่ระบาดระลอกใหม่จำเป็นต้องพิจารณาเพราะมีหลายพื้นที่มีการแพร่ระบาดมากและน้อยต่างกัน แต่ขอยืนยันว่าทุกคนได้รับการฉีดแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ใดที่มีคนฉีดวัคซีนน้อยก็ให้กำชับเรื่องของมาตรการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ส่วนการบริหารจัดการวัคซีนนั้น ต้องพิจารณาถึงเรื่องปริมาณวัคซีนที่นำเข้ามาให้สอดคล้องกันแต่จะทำให้เร็วขึ้น ด้วยขีดความสามารถของกระทรวงสาธารณสุข ตอนนี้สถานที่ฉีดวัคซีนไม่มีปัญหาอยู่ที่ตัวเจ้าหน้าที่ ที่ต้องบริหารจัดการ หลายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สีแดงยังมีปัญหาโดยเฉพาะแรงงานก่อสร้างและแรงงานอุตสาหกรรม เพราะเป็นแหล่งสร้างงาน กลุ่มต่อไปคือครูที่ต้องเตรียมการเปิดโรงเรียน และกลุ่มที่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ย้ำว่าขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการได้เพียงแต่ต้องการความเข้าใจ ไม่ต้องการให้ใครนำไปบิดเบือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่มีสูตรใดสูตรหนึ่งที่สามารถทำได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนกันไปเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไข ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการหารือกันตลอดเวลามีการปรับแผนต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และจำนวนวัคซีนที่นำเข้ามา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะฉีดให้กับทุกคนอาจจะช้าบ้างหรือเร็วบ้าง แต่อย่าลืมและขอร้องอยากให้ฟังหมอในระบบเป็นผู้ชี้แจง และขอยืนยันหมอทุกคนหวังดี ถ้าชี้แจงและรับฟังทีเดียวก็จบ แต่ถ้าพูดหลายครั้งหลายคนไม่ตรงกันประชาชนจะเกิดความสับสนได้&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงไวรัสโควิด 19 สายพันธุ์ใหม่คืออินเดียหรือแอฟริกาที่ระบาดเข้ามา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้วัคซีน ได้รับการยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุขว่าวัคซีนที่เรามีอยู่สามารถที่จะป้องกัน โควิด-19 สายพันธุ์ที่เข้ามาในประเทศไทยได้ ควบคู่ไปกับการรักษาทั้งยาฉีดและยากิน ซึ่งปรับใช้ตามลำดับความรุนแรงของโรค เพียงแต่ไม่อยากให้ทุกคนประมาทและตื่นตระหนก แต่ขอให้ตระหนักต่อตัวเอง ครอบครัวและสังคม เพราะเป้าหมายของคนทั้งประเทศเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องดูแล แต่เราต้องบริหารจัดการปริมาณวัคซีนและปริมาณคน ก็ขอให้มั่นใจไปพบแพทย์ให้ทันเวลาไม่ว่าจะเป็นเชื้ออะไรก็ตามอย่าปกปิดหรือปิดบัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคได้มอบวัคซีนพาสปอร์ตให้กับ นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถเดินทางได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้จะสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้แล้วเมื่อกลับมาก็ต้องกักตัว 14 วันเพราะเป็นมาตรการที่เรายังคงต้องปฏิบัติอยู่ ก่อนรับมอบหน้ากากอนามัยจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีข้อความ I got my shot ฉีดช่วยชาติ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้รักกันมากๆ สามัคคีกันมากๆ ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้เราจะชนะไปด้วยกันขอบคุณทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยกมือชู 2 นิ้ว สัญลักษณ์สู้ๆ ให้กับกลุ่มสื่อมวลชนและประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103953</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, บิ๊กตู่, พาสปอร์ต, วัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab098bcc68c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2019 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2019 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกาฯเมตตาป่วยเป็นมะเร็ง!รอลงอาญา&#039;ปึ้ง&#039;2ปีคดีออกพาสปอร์ตให้แม้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 62 - ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ&amp;nbsp;คดีหมายเลขดำ อธ.อม.3/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ หรือปึ้ง โตวิจักษณ์ชัยกุล อายุ 66 ปี อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องเมื่อเดือน มี.ค. 2560 ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ. 2560 ชี้มูลความผิดทางอาญานายสุรพงษ์ที่ได้ลงนามในการพิจารณาออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2554 ทั้งที่ขณะนั้นนายทักษิณ ยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่นๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4) ทำให้กระทรวงการต่างประเทศเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย 2561 ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท&amp;nbsp;จึงให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดโดยให้จำคุกจำเลย เป็นเวลา 2 ปี&amp;nbsp;ขณะที่พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนี ให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา นายสุรพงษ์ จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งวันนี้นายสุรพงษ์ จำเลยได้เดินทางมาศาลพร้อมกับญาติ คนใกล้ชิด และทนายความ พร้อมฟังคำพิพากษา ซึ่งเดินทางมาถึงศาลฎีกาตั้งแต่เวลา 08.00 น. ก่อนถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เวลา 11.00 น. โดยนายสุรพงษ์สวมเสื้อผ้าชุดขาวนั่งรถเข็น สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตาดำ พร้อมกับสวมหมวกด้วย เนื่องจากมีอาการป่วยหนัก ซึ่งในการฟังคำพิพากษานี้ศาลก็ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่พยาบาลไว้เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีมีเหตุฉุกเฉินด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็นนั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาว่า นายสุรพงษ์ จำเลย มีความผิดตามที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา หรือรอลงอาญานั้น องค์คณะฯ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง เนื่องจากการกระทำนั้นทำให้นายทักษิณเกิดความสะดวกในการเดินทางไปทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ศาลได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่ดินรัชดาภิเษก และในขณะนั้นก็มีหมายจับในคดีอื่นๆ ด้วย จึงไม่มีเหตุลดโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่า ระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ มีความเครียด ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด &amp;nbsp;รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯ จึงเห็นควรให้โอกาส&amp;nbsp;มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังองค์คณะวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้วญาติของนายสุรพงษ์ก็ได้เตรียมเงินชำระค่าปรับแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47751</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาสปอร์ต, สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล, ออกพาสปอร์ตให้ทักษิณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191010/image_big_5d9ec5bc768e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>10 ตุลาระทึกสุดขีด!&#039;ปึ้ง&#039;รอดไม่รอด คดีออกพาสปอร์ตประเคนแม้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 11.00 น.วันที่ 10 ต.ค.นี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา อม.) นัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญาต่อนายสุรพงษ์ กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย และคดีอื่นๆ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา อม. ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรี กระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอและไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ &amp;nbsp;พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่10 ต.ค.นี้หากพิพากษายืนหมายความว่าต้องเข้าเรือนจำทันที หรือจะพิพากษาแก้ไขอย่างไร และที่สำคัญคือตัวนายสุรพงษ์ จะเดินทางมาศาลหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปึ้ง, พาสปอร์ต, สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9d7ead2e969.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2019 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2019 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ศาลฎีกาฯนัดชี้ชะตาคดีพาสปอร์ต&#039;แม้ว&#039;-จับตา&#039;สุรพงษ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.62 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา อม.) ได้กำหนดนัดพิจารณาคดีประจำเดือนตุลาคม 2562 โดยพบหนึ่งคดีที่น่าสนใจ คือการนัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญาต่อนายสุรพงษ์ กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย และคดีอื่นๆ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4) โดยกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เวลา 11.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา อม. ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรี กระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอและไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ &amp;nbsp;พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่10 ต.ค.นี้หากพิพากษายืนหมายความว่าต้องเข้าเรือนจำทันที หรือจะพิพากษาแก้ไขอย่างไร และที่สำคัญคือตัวนายสุรพงษ์ จะเดินทางมาศาลหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47353</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ ชินวัตร, พาสปอร์ต, สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d97ea334ce70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 20:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 20:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าที่ ปธน.ยูเครนแก้เผ็ด &#039;ปูติน&#039; เสนอให้สัญชาติชาวรัสเซีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของยูเครนที่เพิ่งชนะเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เสนอจะให้สัญชาติแห่งชาวรัสเซียที่ทุกข์ทรมานกับรัฐบาลของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แก้เผ็ดที่ปูตินคิดอำนวยความสะดวกให้ชาวยูเครนได้ถือสัญชาติรัสเซียง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เดินออกจากคูหาลงคะแนน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลของเขากำลังพิจารณาแผนที่จะอำนวยความสะดวกแก่ชาวยูเครนทุกคน ให้สามารถถือสัญชาติรัสเซียได้ง่ายขึ้น เพิ่มเติมจากการให้สัญชาติชาวยูเครนในพื้นที่ขัดแย้งทางภาคตะวันออก ตามแผนที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันอาทิตย์ เอเอฟพีรายงานว่า เซเลนสกีตอบโต้ข้อเสนอดังกล่าวของปูตินด้วยการออกแถลงการณ์ทางเฟซบุ๊กเมื่อคืนวันเสาร์ว่า ทุกคนต่างรู้ดีเยี่ยมว่าพาสปอร์ตของรัสเซียนั้นมาพร้อมกับอะไร นั่นคือสิทธิที่จะโดนจับกุมเพราะการประท้วงอย่างสันติ และสิทธิที่จะไม่มีการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันและเสรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เซเลนสกีซึ่งก่อนหน้านี้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศคว่ำบาตรรัสเซียตอบโต้ข้อเสนอของปูติน ยังกล่าวต่ออีกว่า ยูเครนพร้อมจะให้สัญชาติแก่ผู้คนจากทุกชาติที่ทุกข์ทรมานจากระบอบที่ทุจริตและเผด็จการ แต่เหนืออื่นใดนั้น ยูเครนอยากให้สัญชาติแก่ชาวรัสเซียที่ต้องทนทุกข์ทรมานมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างยูเครนกับรัสเซียก็คือ &amp;quot;พวกเราชาวยูเครนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, มีเสรีภาพของสื่อและอินเทอร์เน็ตในประเทศของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักแสดงตลกที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองรายนี้ได้ให้คำมั่นไว้ว่า เขาจะ &amp;quot;รีบูต&amp;quot; การพูดคุยสันติภาพกับกบฏแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีทั้งรัสเซียและชาติตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สงครามระหว่างกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครนที่รัสเซียหนุนหลัง กับกองทัพรัฐบาลยูเครน นับแต่ปี 2557 นั้นคร่าชีวิตคนแล้ว 13,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปูตินยังไม่ได้แสดงความยินดีกับเซเลนสกีนับแต่เขาชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน แต่บอกว่าเขาพร้อมจะเจรจากับผู้นำยูเครนคนใหม่ และต้องการ &amp;quot;ทำความเข้าใจ&amp;quot; กับจุดยืนของเซเลนสกีเรื่องความขัดแย้งในภาคตะวันออกของยูเครน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34641</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาสปอร์ต, ยูเครน, รัสเซีย, วลาดิมีร์ ปูติน, โวโลดีมีร์ เซเลนสกี, ให้สัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190428/image_big_5cc5ae5f29713.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2019 21:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2019 21:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไซปรัสรับลูกอียู เปลี่ยนกฎคุมเข้มให้สัญชาตินักลงทุนเงินถึง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลไซปรัสประกาศจะเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาให้สัญชาติแก่ชาวต่างชาติในโครงการเงินลงทุนแลกสัญชาติที่สร้างรายได้อย่างงามเข้าประเทศ ภายหลังโดนคณะกรรมาธิการยุโรปวิจารณ์ว่าเปิดช่องให้อาชญากรแทรกซึมเข้าอียู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Photo / Times of Malta&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ อ้างคำแถลงของแฮร์ริส จีออร์เจียเดส รัฐมนตรีคลังไซปรัส ว่าคณะรัฐมนตรีของไซปรัสได้ให้ความเห็นชอบเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น เพื่อทำให้โครงการออกหนังสือเดินทางแลกกับเงินลงทุนนั้นมีเป้าหมายมากขึ้นและน่าไว้วางใจมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อกำหนดใหม่ที่ผ่านคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธนั้น ได้ปรับเพิ่มจำนวนเงินการลงทุนในไซปรัสเพื่อแลกกับพาสปอร์ต ซึ่งรวมถึงการซื้อที่พักอาศัย จาก 2 ล้านยูโร (70.66 ล้านบาท) เป็น 2.5 ล้านยูโร (88.31 ล้านบาท) นอกจากนี้ ผู้ยื่นขอสัญชาติตามโครงการนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานระหว่างประเทศ, นักลงทุนที่จะเข้าโครงการต้องได้วีซ่าเชงเกน และไซปรัสจะไม่อนุมัติ หากผู้ยื่นขอสัญชาติรายนั้นโดนสมาชิกสหภาพยุโรปชาติอื่นปฏิเสธในโครงการแบบเดียวกันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซปรัสเริ่มโครงการมอบสัญชาติแลกการลงทุนภายหลังประเทศเกาะทางใต้ของยุโรปแห่งนี้ประสบวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2556 จีออร์เจียเดสกล่าวว่า ถึงขณะนี้มีคนได้รับสัญชาติตามโครงการนี้ 1,864 คน นำรายได้เข้าประเทศ 6,600 ล้านยูโร โดยระหว่างปี 2559-2562 รายได้จากโครงการนี้คิดเป็นเกือบ 10% ของการขยายตัวของจีดีพีที่สูงถึง 13%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงเกณฑ์เกิดขึ้นหลังจากเดือนที่แล้ว อียูออกรายงานฉบับหนึ่งวิจารณ์ว่าไซปรัสไม่ทุ่มเทมากพอที่จะรับประกันความโปร่งใสเพื่อต่อสู้กับกิจกรรมผิดกฎหมายและอาชญากรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในบรรดาสมาชิกอียู 28 ชาตินั้น มีเพียงไซปรัส, มอลตา และบัลแกเรีย ที่มีโครงการเงินลงทุนแลกสัญชาติ ขณะที่ 20 ประเทศนั้นให้เป็นใบอนุญาตพำนักอาศัย รายงานของอียูกล่าวว่า โครงการทั้ง 2 แบบนี้ก่อความเสี่ยงต่อชาติสมาชิกและอียูโดยรวม ทั้งในด้านความมั่นคง, การฟอกเงิน, คอร์รัปชัน, การหลบเลี่ยงกฎระเบียบของอียู และการเลี่ยงภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานยังเน้นด้วยว่า ไซปรัส, มอลตา และบัลแกเรีย บกพร่องในการตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์สินของบุคคลที่ยื่นขอสัญชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีนิคอส อนัสตาเซียเดส ของไซปรัส กล่าวกับนักข่าวว่า ประเทศของเขาตกเป็นเป้าเพ่งเล็งอย่างไม่ยุติธรรมของพวกนักวิจารณ์ที่มือถือสากปากถือศีล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29165</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุนแลกสัญชาติ, พาสปอร์ต, ยุโรป, อียู, ไซปรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190214/image_big_5c65816029806.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 21:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมซาอุฯ สะเทือน ศาลเข้าข้างลูกสาว ยื่นฟ้องที่พ่อไม่ให้ทำพาสปอร์ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ระบบชายผู้ปกครองสะเทือน ศาลซาอุดีอาระเบียมีคำตัดสินเข้าข้างหญิงสาวคนหนึ่งที่ยื่นท้าทายการตัดสินใจของพ่อของเธอ ที่ไม่อนุญาตให้เธอทำหนังสือเดินทางเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิตภาพ Gulf Insider&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 กล่าวว่า ราชอาณาจักรอนุรักษนิยมแห่งนี้มีกฎบังคับว่าผู้หญิงจะต้องขออนุญาตจากชายที่เป็น &amp;quot;ผู้ปกครอง&amp;quot; อาจเป็นพ่อ, สามี หรือญาติที่เป็นผู้ชายคนอื่นๆ หากต้องการเดินทาง, แต่งงาน หรือทำงานต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฟ้องร้องล่าสุดเป็นคดีที่เกิดไม่บ่อยครั้งนัก รายงานของหนังสือพิมพ์โอคาสของซาอุดีที่มีแนวทางสนับสนุนรัฐบาล เผยว่า หญิงวัย 24 ปีซึ่งไม่เปิดเผยชื่อรายนี้ มาจากเมืองเจดดาห์ในภาคตะวันตกของประเทศ ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ปฏิเสธสถานะผู้ปกครองของพ่อเธอ หลังจากเขาไม่อนุญาตให้เธอยื่นขอหนังสือเดินทางเพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศ และในสัปดาห์นี้ ศาลพลเรือนมีคำสั่งให้พ่อไปดำเนินการขอพาสปอร์ตให้หญิงสาวคนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์ฉบับนี้กล่าวด้วยว่า หญิงสาว ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย อยู่กับแม่ของเธอมานาน 10 ปีแล้ว และไม่ได้เจอหน้าพ่อมานานถึง 6 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบียกำลังเดินหน้าปฏิรูปทางสังคมที่ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง รวมถึงการตัดสินใจอนุญาตให้ผู้หญิงขับรถ, เข้าชมเกมการแข่งขันฟุตบอล และทำงานที่แต่ก่อนอยู่นอกเหนือนิยามแคบๆ ที่จำกัดบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงตามแบบแผนประเพณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบบชายผู้ปกครองของซาอุดีอาระเบียเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์มาอย่างยาวนาน ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่เพศหญิง ระบบนี้อนุญาตให้ผู้ชายใช้อำนาจปกครองตามอำเภอใจในการตัดสินใจแทนญาติผู้หญิงของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลาติฟาห์ อาชาลัน สมาชิกในสภาที่ปรึกษาของประเทศ ทวีตว่า หากผู้หญิงได้สิทธิที่จะขอพาสปอร์ตของเธอเองเหมือนกับผู้ชายแล้ว ซาอุดีอาระเบียก็ไม่จำเป็นต้องมีศาลอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตัดสินนี้ปลุกให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนทางโซเชียลมีเดียของซาอุดีอาระเบียด้วย ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งกล่าวว่าเขาประหลาดใจกับการตัดสินที่ขัดแย้งกับระบบนี้ ในเมื่อพ่อถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของเขา ทำไมจึงไม่ให้ผู้หญิงไปขอพาสปอร์ตเสียเองโดยไม่ต้องมาเสียเวลากับขั้นตอนยุ่งยาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18141</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาอุ, ซาอุดีอาระเบีย, พาสปอร์ต, ฟ้องพ่อ, ระบบผู้ปกครอง, หญิงซาอุ, หนังสือเดินทาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180921/image_big_5ba4fc3c8656b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
